เล่นแร่แปรวัตถุดิบ...รวมเรื่องชุดโดยนักเรียนเขียนเรื่องอ่าน-คิด-เขียน
ชะตากรรม: กรำชะตา

  • เรื่องสั้นโดย...พิชญา วินิจสร   ผลงานลำดับที่  7  ในคอลัมน์ "เล่นแร่แปรวัตถุดิบ" 

    คลิกเพื่ออ่าน.....บทนำ: เล่นแร่แปรวัตถุดิบ...รวมเรื่องชุดโดยนักเรียนเขียนเรื่อง 2018 ได้ที่นี่



    ใครบางคนได้กล่าวไว้
    ‘ จงกล้าที่จะเอาชนะโชคชะตา ’ 

    แต่จงอย่าลืม
    ว่าใครก็ตามที่กล่าวประโยคนี้ไม่ได้มีอำนาจเหนือโชคชะตา 
    หรือมีส่วนรับผิดชอบต่อชีิวิตเราแม้แต่น้อย



    /




    ดอกดาวเรืองหน้าบ้านไม้หลังเล็กเบ่งบาน บ่งบอกถึงจิตใจที่กล้าหาญของผู้กล้า สะกดสายตาชาวบ้านทุกคนที่เดินผ่านให้หยุดมองด้วยความชื่นชม


    เขาว่ากันว่า...
    นี่คือดอกไม้ชี้ชะตาผู้กล้า


    ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ยกมือไหว้สักการะ เจ้าของบ้านกลับเดินดุ่ม ๆ ออกมา ใช้พรวนขุดรากถอนโคนเจ้าดอกไม้สีเหลืองด้วยความเร่งรีบ โอบกอดชะตาชีวิตไว้ในอ้อมอกแล้ววิ่งเข้าบ้านไปท่ามกลางสายตาฉงนของทุกคนในเหตุการณ์



    /


    นานมาแล้วหมู่บ้านริมทะเลเคยสงบสุข ใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติโดยการเอาเปรียบสัตว์น้ำ
    เป็นธรรมดาของหมู่บ้านชาวประมงที่จะหากินกับปลา แต่ดูเหมือนเทพเทวาและจิตวิญญาณของธรรมชาติจะไม่พอใจ จึงลงโทษชาวบ้านโดยการส่งปีศาจปลามารุกรานแหล่งทำกินของพวกเขา
    ปลายักษ์สีเทาตัวใหญ่น่าเกรงขามอ้าปากอวดฟันอันแหลมคม มันล่มเรือประมงลำแล้วลำเล่า ไล่กินกุ้งหอยปูปลาในแหล่งน้ำจนไม่เหลือ คุณภาพชีวิตของชาวบ้านลุกเป็นไฟ ไหนเลยจะสามารถหาอาหารมาเลี้ยงชีพได้ ดินแห้งกรังนี้ไม่เหมาะกับการปลูกพืช ทางรอดเดียวคือการตกปลาและแลกซื้อปัจจัยอื่น ๆ มาประทังชีวิต
    พวกเขาภาวนาให้ใครสักคนลุกขึ้นปราบความพิโรธของเหล่าทวยเทพ


    นานมาแล้วหมู่บ้านริมทะเลทอดทิ้งดอกดาวเรือง ปล่อยมันให้ตะเกียกตะกายตามยะถากรรม
    ดอกดาวเรืองเป็นดอกไม้อารมณ์ดี ดอกไม้ดอกเล็กสีเหลืองเปล่งประกายท่ามกลางดินแดงแตกระแหง เติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมสาหัสอย่างเข้มแข็งและสง่างาม
    ผู้กล้าคนแรกมีนามว่าดาวเรือง เขาใช้ชีวิตรันทดได้งดงามไม่ต่างจากดอกไม้สีเหลือง ดังนั้นดอกดาวเรืองจึงกางกลีบเล็ก ๆ ช่วยเขาใช้ชีวิตเนิ่นนานจนผิดธรรมชาติไม้ล้มลุกชีวิตสั้น เอาใจช่วยเด็กหนุ่มตั้งแต่ลงเรือไปพร้อมฉมวก จนถึงเวลาเขาว่ายน้ำกลับมาพร้อมครีบปลาสีหม่น
    ตั้งแต่นั้นมาเด็กชายทุกคนจึงปลูกดอกดาวเรืองหน้าบ้าน ดาวเรืองที่ทนสภาพดินแห้งกรังและภูมิอากาศแห้งแล้งได้คือดอกไม้แห่งผู้กล้า เด็กชายผู้นั้นจะได้รับเลือกให้ออกไปพิชิตปีศาจปลาที่ปรากฏตัวทุกห้าสิบปี
    นับจากปีที่ผู้กล้าคนที่ 18 ลากหัวปลาขนาดยักษ์กลับมาด้วยขาโชกเลือด วันเวลาก็ล่วงเลยมาถึงปีที่ห้าสิบ
    ถึงเวลาที่ชาวบ้านจะได้กรำศึกกับโชคชะตาอีกครั้ง




    /




    มือเรียวเร่งเทดินลงในกระถางดินเผา ประคองดอกไม้สีทองวางลงตรงกลาง ตบดินให้แน่นและอุ้มกระถางไปวางลงที่ระเบียงหลังบ้าน ร่างสมส่วนหยิบขันขึ้นหมายจะตักน้ำจากโอ่ง ก่อนจะหยุดชะงัก

    มือของเขาสั่น

    เด็กหนุ่มเกร็งมือให้เลิกสั่น วักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตาสะบัดความคิดฟุ้งซ่าน เทน้ำที่เหลือลงบนดอกดาวเรืองอย่างระมัดระวัง แต่สุดท้ายกลีบสีเหลืองก็ยังมิวายร่วงหล่นลงมาอยู่ดี
    เขาเม้มปากแน่น อาการสั่นยิ่งทวีเพิ่มขึ้นจนแทบทนไม่ไหว ต้องรีบคว้าผ้าขาวม้ามาคลุมดอกไม้ที่กำลังอ่อนแรงไว้ กอดกระถางแห่งโชคชะตาวิ่งไปเคาะประตูบ้านผู้กล้าคนที่ 18
    ทันทีทันใดประตูแง้มออก ดวงตาลุ่มลึกจ้องมองเขาจากรอยแยกระหว่างประตู “ว่าแล้วว่าเอ็งต้องมาหาข้า”
    “ท่านผู้กล้า—” เด็กหนุ่มกัดปากก่อนจะลดเสียงลง “ดอกดาวเรืองของผมเป็นอะไรไม่รู้ ท่านช่วยดูให้หน่อยได้ไหม”
    ประตูเปิดอ้ากว้าง “รีบเข้ามา”
    ร่างเหยียดตรงของวัยรุ่นเดินตามหลังโค้งงอของชายชราเข้าไปในบ้านไม้ไผ่ มือเหี่ยวย่นชี้ให้เขานั่งลงบนหมอนรองพื้นกลางบ้านขณะที่เจ้าของบ้านขยับเข้ามาก้มมองดอกไม้ในมือเขา
    เมื่อผ้าขาวม้าถูกปลดออก ทั้งสองก็พบว่ากลีบสีเหลืองมากมายหล่นลงมาประดับดินสีดำ
    “ผม .. นี่แสดงว่าผมไม่ใช่ผู้กล้าแล้วใช่ไหมครับ”
    ได้ยินเสียงสั่น ๆ ของเด็กหนุ่ม ชายแก่กลับหัวเราะร่า
    “พูดอะไรอย่างนั้น ! หมู่บ้านนี้มีอยู่บ้านเดียวที่ปลูกเจ้าดอกไม้หัวรั้นนี่ขึ้น ถ้าไม่ใช่เอ็ง ข้าก็คงต้องออกไปฟัดกับไอ้ปลายักษ์นั่นอีกรอบ ขี้คร้านคราวนี้คงจะลอยกลับมาเป็นศพ” ว่าพลางชี้นิ้วไปที่ดอกไม้สีเหลืองซึ่งยังเชิดหน้าชูคอแย้มกลีบอยู่กลางบ้าน แม้จะผ่านมาครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม
    “แต่ดอกไม้ของผม .. ท่านผู้กล้าก็เห็น” เขากลืนน้ำลาย “มันกำลังจะตาย”
    ตายเหมือนดอกไม้ของเด็กคนอื่น ๆ



    ‘ วีรบุรุษ ’
    เขาไม่ได้ต้องการเกียรติยศ เขาเพียงถูกบังคับให้กลายเป็นความหวังเดียวของหมู่บ้าน
    นอกจากเขาแล้ว ดอกดาวเรืองทุกดอกพ่ายแพ้ให้กับความโหดร้ายของธรรมชาติ
    ความหวังของทั้งหมู่บ้านราวกับแบกชีวิตนับร้อยไว้บนหลัง
    เขาจะมีหน้าไปบอกทุกคนได้อย่างไร
    ว่าดาวเรืองของเขากำลังจะหมดแรง




    ฝ่ามือกร้านวางลงบนใหล่อันสั่นเทาและบีบเบา ๆ “ข้าจะบอกอะไรเอ็งให้อย่าง”
    “ … ”
    “ดาวเรืองของข้าเหี่ยวเฉาก่อนวันที่ข้าจะออกเรือไปปราบปีศาจปลา”
    เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง เงยหน้าขึ้นจ้องรอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าคร้ามแดด ความหวังฉายชัดอยู่บนใบหน้า
    “ข้าก็เป็นเหมือนเอ็งน่ะแหละ ไม่กล้าบอกคนอื่น” ร่างสูงวัยค่อย ๆ ลดตัวลงนั่งกับพื้นช้า ๆ ขณะที่ดวงตาฝ้าฟางส่องแสงจ้าเมื่อย้อนนึกถึงปีแห่งความรุ่งโรจน์ “ตอนนั้นข้าก็ปาเข้าไปสามสิบแล้วแต่บ้าจี้ปลูกดอกดาวเรืองตามเด็ก พอดาวเรืองข้ารอดแต่ของคนอื่นตายพวกชาวบ้านก็ยิ่งหวัง ชาวประมงวัยสามสิบกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างพวกเอ็ง ดูยังไงข้าก็ดูมีหวังกว่าเห็น ๆ”
    ชายชราหันไปมองสภาพน่าเวทนาของดอกไม้ในกระถาง “แต่อยู่ดีไม่ว่าดี ไอ้ดอกไม้แสนดื้อก็เริ่มเหี่ยวเฉาขึ้นมาเฉย ๆ ข้าไม่หลอกเอ็งเล่นหรอก แต่ไอ้ดอกที่ตอนนี้บานสะพรั่งเคยเฉาจนเป็นสีน้ำตาลทั้งต้นมาก่อน ข้ายังยักแย่ยักยันอยู่ว่าจะทำยังไง ผ่านไปอาทิตย์เดียวเรือสังเกตการณ์ก็แล่นลำเข้ามาจอด ผู้ใหญ่บ้านวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกให้ข้าเตรียมตัวเสียแล้ว”
    เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว หากเรื่องนี้ไม่หลุดออกจากปากเจ้าตัว เขาคงไม่มีวันเชื่อเป็นแน่
    ไม่เคยมีใครแม้แต่จะสงสัยในโชคชะตาของผู้กล้าคนที่ 18 เลย ในสายตาของคนทั้งหมู่บ้าน เขาคือหนึ่งในผู้กล้าที่โดดเด่นมากที่สุด
    “ข้าก็เลยคิดว่าเป็นไงเป็นกัน อย่างน้อยถึงดอกดาวเรืองเหี่ยวจะแปลว่าชะตาขาด ก็ไม่ได้แปลว่าข้าจะแพ้ .. ถึงตัวตายข้าก็จะลากมันลงนรกไปพร้อมกัน”
    “ … ” เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ สายตามองสลับไปมาระหว่างดอกดาวเรืองพุ่มเล็กและดอกฟูกลมโตกลางบ้าน
    “ตอนแรกที่โดนงับขาก็นึกว่าจะไปเสียแล้ว” เสียงแหบกล่าวกลั้วหัวเราะ “แต่ก็เพราะโดนงับขานี่แหละข้าถึงใช้ฉมวกแทงหัวมันได้สะดวก พอมันตายข้าเองก็เลือดไหลไม่หยุด ยังดีที่พกผ้าขาวม้าคู่ใจไว้ ใช้มาตั้งแต่เริ่มเป็นชาวประมงใหม่ ๆ ทั้งซับเหงื่อซับหน้า แล้วยังเอามาพันขาห้ามเลือดได้ด้วย”
    มือเหี่ยวย่นปลดผ้าขาวม้าสีขาวอมเหลืองจากอายุการใช้งาน ก่อนจะหงายคราบเลือดสีน้ำตาลให้ดู “เหลือเชื่อมากที่รอดมาได้ พอกลับมาถึงบ้านก็เจอเรื่องน่าเหลือเชื่อยิ่งขึ้นไปอีก—ดอกไม้ที่ดูท่าจะตายวันตายพรุ่งกลับลุกขึ้นมาชูดอกบานสะพรั่งเสียอย่างนั้น .. ราวกับโชคชะตาเพียงแค่เล่นตลกเพื่อทดสอบความมุ่งมั่นของข้าอย่างนั้นแหละ”
    ชายชราหันมาสบตากับว่าที่ผู้กล้าคนที่ 19 ดวงตาที่ก่อนหน้านี้อบอุ่นฉายแววเด็ดเดี่ยว “เข้าใจไหมไอ้หนุ่ม เอ็งต้องกล้าท้าตีกับโชคชะตา หาไม่แล้วเอ็งก็ไม่มีทางชนะ ถึงดอกดาวเรืองของเอ็งจะเหี่ยวเฉา แต่ความกล้าหาญของเอ็งจะกลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้มันคงอยู่ รอวันที่เอ็งกลับมาหลังจากได้รับชัยชนะ เพื่อยืนยันให้รู้ว่าเอ็งสามารถก้าวผ่านบททดสอบของชะตากรรมไปได้สำเร็จ”
    นิ้วเรียวชี้ไปที่ดอกไม้สีเหลืองชูช่อ กลีบสีสดใสเปล่งประกายท่ามกลางความมืดในบ้าน
    นั่นคือหลักฐาน คือสิ่งยืนยันว่ามนุษย์สามารถเอาชนะโชคชะตาได้”

    /




    เด็กหนุ่มเดินถือกระถางดอกไม้กลับมาบ้านด้วยรอยยิ้มกว้างและหัวใจที่เต้นแรง อัดแน่นไปด้วยความหวัง ราวกับว่าความกังวลก่อนหน้านั้นหายไปเป็นปลิดทิ้ง


    หมู่บ้านแห่งนี้คือที่อยู่ของชาวประมง
    บางคนตกปลาเพื่อมีไว้เก็บมีไว้กิน
    ในขณะที่บางคนตกปลาเพื่อชะตากรรมของตนและชะตากรรมของปลา

    เขาเป็นคนเดียวที่ได้รับโอกาสให้เป็นมากกว่าชาวประมง
    เขาเป็น ‘ ผู้กล้า ’
    และผู้กล้าคนก่อน ๆ ไม่เคยหวาดหวั่นต่อพลังแห่งเทพธิดา แม้จะต่อกรกับอำนาจที่เหนือกว่าของธรรมชาติ ดอกดาวเรืองของพวกเขาก็ไม่เคยแห้งตาย
    เขาจึงมีหน้าที่กรำศึกกับชะตากรรม
    หาไม่แล้ว เขาคงไม่มีวันชนะ


    ผ้าขาวม้าถูกนำมาคลุมดอกไม้แห่งชะตากรรมอีกครั้ง
    เด็กหนุ่มเลือกปิดหูปิดตา ไม่รับรู้คำเตือนของโชคชะตาอีก



    /



    หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผู้กล้าคนที่ 19 ลืมตาขึ้นพร้อมกับเสียงโหวกเหวกจากชาวประมงบนเรือสังเกตการณ์
    เหลือบมองกระถางต้นไม้ในซอกหลืบ แค่นหัวเราะอย่างต่อต้าน
    ดาวเรืองเหลืองลออ ดอกไม้แห่งความกล้าหาญ ชะตาชีวิตของผู้กล้า
    บัดนี้เหลือเพียงกลีบสีน้ำตาลเหี่ยว ๆ ห้ากลีบ ใบไม้ม้วนเป็นเกลียว ก้านสีเขียวกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม


    ‘ จงกล้าที่จะเอาชนะโชคชะตา ’


    นาฬิกายามนี้บอกเวลาสองยาม
    มือเรียวพันผ้าขาวม้าสีขาวสะอาดราวกับไม่เคยได้รับการใช้งานไว้รอบเอว หยิบฉมวกใหม่เอี่ยมขึ้นจากโต๊ะ หันหลังให้กับดอกไม้คอหักสีดำ


    .
    .
    .





    และไม่กลับมาอีก

























    /




    มือเหี่ยวย่นของผู้กล้าคนที่ 18 วางผ้าขาวม้าผืนใหม่ทับลงบนเศษซากดอกดาวเรืองที่ดึงออกมาจากกระถาง ก่อนจะลุกขึ้นยืน สายตาว่างเปล่าจดจ้องผลของการต่อสู้กับชะตากรรมของผู้สืบทอดอย่างใจลอย

    จะว่าไปไอ้หนุ่มนั่นก็ดูรูปร่างผอมเพรียว ช่วงใหล่เล็กจนบีบทีเดียวก็กลัวว่ากระดูกจะหัก ดูแล้วช่างต่างกับเขาในวัยสามสิบยิ่งนัก
    นึกย้อนดูแล้ว ...
    ผู้กล้าคนที่ 18 โตเต็มวัยในยามต้องสู้รบกับปีศาจปลา มือไม้คล่องแคล่วด้วยประสบการณ์จับปลาเล็กปลาใหญ่กว่าสิบห้าปี เดินเรือในน่านน้ำที่คุ้นชินได้ไม่ต่างจากการออกมาหากินในเวลาปกติ
    ส่วนผู้กล้าคนแรก แม้จะออกไปสู้กับปลายักษ์ด้วยวัยเพียงสิบสี่ แต่ประสบการณ์ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบสั่งสอนให้หูตาว่องไว หาทางหนีทีไล่เก่งไม่เป็นสองรองใคร
    อีกอย่าง ... ที่เขารู้ว่าสามารถเอาชนะชะตากรรมตัวเองได้ก็หลังจากที่ได้ก้าวผ่านบททดสอบนั้นมาแล้ว ก่อนจะออกเรือเขาไม่ได้หวังหรือล่วงรู้ผลของการต่อสู้กับชะตากรรมเลยว่าจะแพ้หรือชนะ
    ท้ายที่สุดแล้วการจะรู้ว่าสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ก็ต้องดูผลหลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นไปแล้วไม่ใช่หรือ ? แต่เขากลับนำประสบการณ์ของตนเองไปตัดสินผลลัพธ์ของชีวิตคนอื่นทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย

    พอคิดถึงตรงนี้ชายชราก็ถอนหายใจ
    ดูเหมือนคำพูดให้กำลังใจของเขาจะไร้ความรับผิดชอบไปเสียหน่อย ดันลืมคิดไปว่าเขากับเด็กคนนั้นต่างกันมากขนาดไหน
    เขาคงต้องบันทึกข้อเท็จจริงสำคัญนี้ไว้ในใจ เก็บตัวอย่างนี้ไว้บอกเล่าผู้กล้าคนถัดไปในอีกห้าสิบปีข้างหน้า—หากเขายังมีลมหายใจยาวนานถึงวันนั้น



    โชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่สามารถเอาชนะได้หากมีเพียงความกล้าหาญ




    fin.

    ---------------

    กว่าจะเป็นงานเขียนชิ้นนี้

    * ไม่เคยเขียนแนวนี้เลยค่ะ สนุกดี เขียนลื่นปรื๊ดสองสามชั่วโมงก็เสร็จ
    * เอาคำว่า “ปลา” เป็นหลักเพราะเป็นโจทย์ที่ดูยากที่สุด พอรวมกับ “ผ้าขาวม้า” และ “ดอกดาวเรือง” ก็ได้ภาพหมู่บ้านชาวประมงใส่ม่อฮ่อมผูกผ้าขาวม้าขึ้นมาในหัว พอนำคอนเซ็ปต์การต่อสู้กับชะตากรรมมารวมกับปลาดันนึกถึงนิยายเรื่องโมบี้ดิ๊ก พอเอามายำในหัวก็ได้มาประมาณนี้ค่ะ
    * ตั้งใจเขียนเรื่องนี้ให้ออกมา pessimistic เหมือนที่เรามองโลก (เรื่องถัดไปในซีรี่ส์มัน optimistic เราเลยไม่เกรงใจ) ถ้าจะบอกว่าโชคชะตาลิขิตมาให้สอบตกอยู่แล้วและไม่อ่านหนังสือเลยก็ยิ่งไม่มีความเป็นไปได้ที่จะสอบผ่านไปอีก แต่ถ้าหากพยายามเต็มที่แล้วยังสอบตกล่ะ นั่นหมายความว่าอะไร ? เรื่องนี้เลยออกมาอารมณ์คล้าย ๆ อย่างนี้ ประมาณว่ามันมีปัจจัยอื่นนอกจากความพยายามหรือความกล้าได้กล้าเสียด้วย ถ้าสอบตกไม่ได้แปลว่าไม่พยายาม แต่อาจเป็นเพราะอย่างอื่น (ไม่ใช่วิชาถนัด, สภาพไม่เต็มร้อยตอนสอบ etc) เราอยากใช้เรื่องนี้สื่อให้เห็นว่าถ้าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ฝืนไปบางทีก็ใช่ว่าจะสำเร็จค่ะ
    -พิชญา วินิจสร

    ---------------

    ผู้สนใจสามารถคลิกที่ชื่อเรื่องเพื่อเข้าถึงงานเขียนเรื่องนั้นๆ  

    ผลงานชุด “ชะตากรรม” ประกอบด้วยเรื่อง 

    - เรื่องสั้น “กรำชะตา” โดย พิชญา วินิจสร
    - เรื่องสั้น “กำชะตา” โดย ณิชมน จันทวงศ์

    วัตถุดิบ
    -บทกวีคำซ้ำเรื่อง “ปลา” ของ จ่าง แซ่ตั้ง
    -บทกวีเรื่อง “หนักอึ้งอยู่ใต้เปลือกตา” ของ โรสนี นูรฟารีดา
    -ความเรียงเรื่อง “ดาวเรืองเหลืองลออ” ของ รักษิตา
    -คำว่า “ผ้าขาวม้า” ในคลังคำ ของ รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา

    ---------------

    ผลงานเรื่องอื่นๆ สืบเนื่องจากกิจกรรม "เล่นแร่แปรวัตถุดิบ"

    ผลงานชุด “เด็กเด็กเด็ก” ประกอบด้วย
    ความเรียง ฉันผิดที่เป็นเด็กสายศิลป์” โดย ธนวิชญ์ นามกันยา 
    - เรื่องสั้น คุยกับเด็กในความทรงจำ”  โดย ปิยภัทร จำปาทอง 
    - เรื่องสั้น ดอกแก้วแลดาวเหนือ”  โดย กัลยรัตน์ ธันยดุล  

    ผลงานชุด “LUNCH” ประกอบด้วย 
    - เรื่องสั้น “อาหารกลางวันบนชั้น 21” โดย วรันพร ตียาภรณ์  
    - เรื่องสั้น อาหารฝันกลางวัน” โดย ชัญญานุช ปั้นลายนาค  
    - เรื่องสั้น “อาหารกลางวันที่เจ้าบ้านหายไป” โดย ณิชา เวชพานิช


    ผลงานชุด “ความทรงจำ” ประกอบด้วย
    - ความเรียงเรื่อง “ให้ความทรงจำเป็นเหมือน ‘ขยะ’” โดย สิริโชค โกศัลวิตร   
    - เรื่องสั้น “ชื่อที่ไม่มีวันลืม” โดย ปุณยาพรสุข ศาลาสุข 
    - เรื่องสั้น This white dog and that white wolf โดย พิมพ์ภาณิณ โชติมา

    ผลงานชุด “ต้นไม้” ประกอบด้วยเรื่อง 

    - เรื่องสั้น “พักพิง” โดย บุณฑริกา จิตพินิจกุล
    - เรื่องสั้น  “ต้นไม้โตขึ้นบ้าง หรือ กระถางเล็กลงหน่อย” โดย ธีรศักดิ์ คงวัฒนานนท์
    - เรื่องสั้น  “ ‘กระถิน’ ปลูกลงดินไม่ได้” โดย จุฬารัตน์ กุหลาบ

    ผลงานชุด “หมู่บ้านล้านดอก” ประกอบด้วย

    - เรื่องสั้น “ดอกบัว”  โดย นันทวัน มงคลสถิต                                                                                                 - เรื่องสั้น “กะฮอม”   โดย เมธินี โสภา                                                                                                                  - เรื่ิองสั้น “ดาวเรือง”  โดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ 



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in