เล่นแร่แปรวัตถุดิบ...รวมเรื่องชุดโดยนักเรียนเขียนเรื่องอ่าน-คิด-เขียน
ความทรงจำ: ชื่อที่ไม่มีวันลืม

  • เรื่องสั้นโดย... ปุณยาพรสุข ศาลาสุข  ผลงานลำดับที่  16  ในคอลัมน์ "เล่นแร่แปรวัตถุดิบ"



    ไม่รู้เมื่อไหร่ ที่ภาพของชายวัยกลางคนกำลังก้มหน้าจดบางสิ่งบางอย่างลงในสมุดบันทึกของเขากลายเป็นภาพคุ้นชินของผู้คนในละแวกนั้น ในช่วงเวลาพลบค่ำของทุกๆวัน ม้านั่งตัวเดียวของสวนสาธารณะเป๋ยไห่ ถูกครอบครองโดย ‘หวัง เจียเอ่อร์’ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวคนเก่ง ผู้คนแถวนั้นไม่ว่าจะทั้งคนดูแลสวน คนตรวจตราสถานที่ หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต่างคุ้นชินกับการปรากฏตัวของเขาที่มาพร้อมกับสมุดและปากกาหนึ่งด้าม


           วันแล้ววันเล่า เวลาล่วงเลยผ่านไป ก้าวเข้าสู่ปีที่ห้า พร้อมกับสมุดไดอารี่เล่มที่ห้า ของหวัง เจียเอ่อร์ เขาเองก็ไม่เคยคิด ว่าจะต้องมานั่งเขียนอะไรจุกจิกเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อห้าปีก่อน…




    เจียเอ่อร์เริ่มจับอาการผิดปกติของตัวเองได้ ก็ตอนที่จู่ๆ เขาเกิดอาการมึน งงว่าตนไปอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งกับลูกสาวของเขาได้อย่างไร คล้ายๆกับอาการที่เรียกว่า  ‘วาร์ป’  ในตอนนั้น เขาก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่หลังจากผ่านไปราวๆห้าชั่วโมง ความทรงจำของเจียเอ่อร์ก็ฟื้นคืนกลับมา


    นับวัน เจียเอ่อร์ก็ยิ่งมีอาการบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น ในวันวันหนึ่ง เขาเกิดอาการวาร์ปไม่ต่ำกว่าสองครั้ง ซึ่งอาการที่ปรากฏในแต่ละครั้งก็จะไม่เหมือนกัน บางครั้งเขาลืมเหตุการณ์แค่เพียงระยะสั้นๆ ทักษะอย่างอื่นที่มีติดตัวมาก็ยังคงใช้ได้ปกติ แต่บางครั้ง เขากลับไม่สามารถจำเหตุการณ์ในระยะยาวได้ อย่างเช่นว่า จำไม่ได้ว่าตัวเองมีลูก ลืมชื่อพ่อกับแม่ หรือแม้กระทั่งทักษะเบื้องต้นต่างๆอย่างการขับรถ การใช้โทรศัพท์ เขาก็ลืมไปแล้วเช่นกัน อาการแบบนี้เกิดขึ้นกับเขาไม่บ่อยนัก แต่เมื่อมันเกิดขึ้น กลับกินระยะเวลานานกว่าที่จะกลับสู่ภาวะปกติ


    เขารู้ตัว ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับเขาแล้วแน่ๆ แต่เจียเอ่อร์ก็ยังประวิงเวลาไม่ยอมไปหาหมอสักที   จนเมื่อวันหนึ่ง เหตุการณ์เริ่มเลวร้าย ในขณะที่เขากำลังขับรถมุ่งหน้าไปยังร้านซิมเซาถัง ร้านขาย  หม่าล่าเจ้าประจำที่ลูกสาวของเขา ‘หวัง เพ่ยอิง’ ชอบทานเป็นชีวิตจิตใจ จังหวะที่รถจอดรอไฟเขียว     จู่ๆอาการปวดหัวจี๊ดก็แล่นผ่านสมอง นั่นเป็นวินาทีสุดท้ายที่เขาจะจำวิธีการขับรถได้ พอหลังจากเกิดอาการ มือของเขาสั่นไหว หัวสมองมึนงง ไม่รับรู้ว่าตนเองมาทำอะไรบนรถ ที่แย่กว่านั้นคือ เขาไม่สามารถจดจำวิธีการควบคุมรถได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเรียนรู้มา หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน


    สัญญาณไฟเขียวติดขึ้น รถคันหลังเริ่มบีบแตรไล่ แต่ให้ตายยังไง เขาก็นึกวิธีการใช้รถคันนี้ไม่ออก เวลาผ่านไปกว่าสิบนาที ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินมาหาเขา เจียเอ่อร์ตอบกลับแทบจะไม่เป็นภาษา จนในท้ายที่สุด คุณตำรวจคนนั้นจึงรับหน้าที่เป็นผู้ขับรถเข้าข้างทางให้ เขาไม่ตอบอะไรคุณตำรวจ ทำเพียงแค่นั่งคิดอะไรเงียบๆคนเดียว


            ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง เจียเอ่อร์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ความทรงจำเริ่มไหลย้อนกลับมา โดยไม่รอช้า เขาเปลี่ยนเป้าหมายจากร้านหม่าล่า มุ่งหน้าไปยังเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด


            ในห้องสีขาวปิดสนิท เจียเอ่อร์เล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้คุณหมอฟัง ในตอนแรก คุณหมอกล้าฟันธงได้ว่า สิ่งที่เขาเป็นนั้น คืออาการที่เรียกว่า ภาวะสูญเสียความทรงจำชั่วคราว หรือ transient Global Amnesia เป็นภาวะที่มักเกิดในวัยกลางคนหรือผู้สูงวัย ผู้มีอาการนี้จะเกิดอาการลืมแบบเฉียบพลัน สับสน งงงวย แต่อาการนี้มักเกิดเพียงช่วงสั้นๆ ความทรงจำต่างๆจะกลับมาภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวและไม่กลับมาเป็นอีก

           

           แต่โชคชะตามักเล่นตลกกับคนเราเสมอ เจียเอ่อร์มีอาการคล้ายกับภาวะสูญเสียความทรงจำชั่วคราวนี้ แต่ทว่ารุนแรงกว่า ไม่เคยมีใครเป็นหนักขนาดที่เขาเป็นมาก่อน คนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้จะลืมแค่เพียงความทรงจำระยะสั้น ทักษะการใช้ชีวิตต่างๆยังคงมีเหมือนเดิม แต่อาการของเจียเอ่อร์กลับรุนแรงและหาสาเหตุแน่ชัดไม่ได้ บางครั้งเขาลืมแม้กระทั่งชื่อของลูกสาว ไม่สามารถแม้กระทั่งจะเรียกคืนความทรงจำระยะยาว ทั้งวิธีการพูด วิธีการว่ายน้ำ หรือแม้กระทั่งวิธีการขับรถ เขาจำไม่ได้สักอย่าง

           

            เจียเอ่อร์นั่งรอผล MRI scan อย่างใจจดใจจ่อ

           

            ผลที่ได้นั้นสร้างความสงสัยให้เขาหนักกว่าเดิม คุณหมอบอกว่า สมองของเขาเป็นปกติดี ไม่มีการบอบช้ำ และด้วยความที่เขาไม่เคยประสบอุบัติเหตุ เป็นคนร่าเริงแจ่มใส คิดบวก ทำให้สภาพสมองของเขามีความสมบูรณ์พอสมควร

           

            ‘จะบอกลูกยังไงดี’  นี่คือสิ่งแรกที่เขาคิด


            เขาไม่กล้าที่จะบอกความจริงกับลูก ว่าพ่อของเธอมีความผิดปกติ บางวันอาจจะลืมชื่อลูก ลืมว่ามีลูก ลืมวิธีการทำอาหาร ลืมวิธีการเลี้ยงลูก ความกังวลหนึ่งเดียวของเจียเอ่อร์ก็มีแค่ การไม่สามารถดูแลลูกได้อีกต่อไป


            คุณหมอบอกได้แค่ว่า ให้เขาพยายามบริหารสมองอยู่เสมอ เช่น การเล่นเกมฝึกสมอง ฟังเพลงผ่อนคลาย พูดคุยกับคนรอบข้างให้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เขาทำมาตลอด สุดท้าย เจียเอ่อร์ตัดสินใจที่จะจดทุกอย่างไว้ในสมุดบันทึก ทุกอย่างที่เขาต้องการเก็บ ทุกอย่างที่เขาต้องการรักษา ทุกอย่างที่เขาไม่อยากลืม


            เจียเอ่อร์พยายามอย่างยิ่ง ในการเก็บรักษาความทรงจำที่เขาหวงแหนไม่ให้กลายเป็นขยะ โดยปกติแล้ว มนุษย์เรามีกลไกในการเก็บคัดเลือกความทรงจำ บางสิ่งที่ไม่อยากจำ ก็แค่ทำเป็นลืมๆ ให้ระยะเวลาเป็นตัวช่วย หรือบางสิ่งที่ไม่อยากลืม ก็แค่จัดเก็บไว้ในหัวใจ


            แต่นั่นมันไม่ง่ายเลยสำหรับเจียเอ่อร์ เขาทำอย่างนั้นไม่ได้ เขาไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ภาวะสูญเสียความทรงจำนี้จะเกิดขึ้นอีก เขาต้องจดทุกสิ่งที่เขาต้องการรักษาที่สุดเอาไว้ สิ่งไหนที่เขาถูกภาวะทางธรรมชาติบีบบังคับให้ลืม ความทรงจำเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเพียงแค่เศษขยะ ถ้ามันกลายเป็นขยะแล้ว สำหรับคนธรรมดา ก็อาจจะมีโปรแกรมที่เรียกว่าการกู้คืนความทรงจำ แต่สำหรับเขานั้น ความทรงจำที่กลายเป็นขยะ จะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว การจดบันทึกในไดอารี่ จึงเปรียบเสมือนเมมโมรี่การ์ดที่คอยเป็นเครื่องย้ำเตือนให้กับเขา



    นับวัน อาการของเขายิ่งหนักขึ้น หนักขึ้น เกิดบ่อย เกิดนาน กระทบต่อการใช้ชีวิต และการทำงานของเขา จนในที่สุด เขาต้องออกจากงานประจำที่ทำอยู่ มาดูแลรักษาตัวชั่วคราว ช่วงที่เขามีปัญหานี้ เจียเอ่อร์จะไม่ค่อยได้พบหน้าลูกสาวของเขาสักเท่าไหร่ เจอกันก็แค่ในตอนดึกๆ ที่เขาสะดุ้งตื่นจากฝัน จึงพบว่ามีลูกสาวนอนอยู่ข้างๆ


    เจียเอ่อร์ลูบหัวเธอด้วยความรัก สัมผัสเปียกชื้นที่แก้มทำให้เขารู้ว่าตนเองกำลังร้องไห้ เขาอ่อนแอเกินไปในเวลานี้ แต่ไม่ว่ายังไง เขาสัญญากับตัวเอง ว่าจะรักษาความทรงจำเกี่ยวกับนางฟ้าตัวน้อยๆคนนี้ของเขาไว้ให้ได้


    วันเวลาผ่านไป อาการของเขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ความทรงจำหลายๆอย่างเริ่มหายไป เขาจำไม่ได้แล้วว่าใครคือพ่อกับแม่ของเขา ใครคือครอบครัวของเขาบ้าง แต่เขายังมีไดอารี่เล่มน้อย ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ยังคงรักษาความทรงจำที่เขาหวงแหนที่สุดไว้ได้

           

              พักหลังๆ เขาเริ่มฝันบ่อยขึ้น ในฝันของเจียเอ่อร์เต็มไปด้วยสีขาว ทุกอย่างเป็นสีขาว ถนนสีขาว ลูกหมาสีขาว ผู้หญิงสวมชุดขาว ก่อนที่เขาจะลืมตาตื่น หญิงคนนั้นจะหันหน้ามามองเขาด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้ ใบหน้าน่ารักนั้น เขาจำมันได้ดี 

             นางฟ้าของพ่อ


            เจียเอ่อร์หารายได้จากการเปิดร้านขายต้นไม้เล็กๆที่หน้าบ้าน ชีวิตในวันๆหนึ่งของเขาก็มีแค่การขายต้นไม้ เตรียมอาหารให้เพ่ยอิง รดน้ำต้นไม้ รอเธอกลับบ้าน แต่ช่วงนี้เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของนางฟ้าตัวน้อย เพ่ยอิงกลับบ้านหลังสามทุ่มทุกวัน พูดคุยกับเขาน้อยลง เจียเอ่อร์เข้าใจว่า คงเป็นไปตามประสาวัยรุ่น ด้วยความที่เขามีวิธีการเลี้ยงลูกแบบให้อิสระ ให้เธอตัดสินใจและเลือกทางเดินของเธอเอง เขาจึงไม่ค่อยตามหรือจู้จี้กับเธอมาก


            ใครจะไปคิดล่ะว่า ความหวังดีที่อยากให้อิสระลูก แปรเปลี่ยนมาเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต



     วันหนึ่ง นางฟ้าตัวน้อยของเจียเอ่อร์ ไม่กลับมาที่บ้านอีกแล้ว พร้อมทิ้งจดหมายไว้ บอกเพียงแค่ว่า 


             “หนูรักพ่อ ไม่ต้องตามหา เดี๋ยวหนูจะกลับมา”


            โลกทั้งโลกของเขาได้แตกสลายลงหลังอ่านจบประโยค เพ่ยอิงคือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่เขามี          แต่ตอนนี้นางฟ้าติดปีกโบยบินออกไปไกลแสนไกล

           

    วันแล้ววันเล่า เขาก็ไม่พบนางฟ้าของเขา เจียเอ่อร์พยายามไปทุกที่ที่คิดว่าจะเจอเพ่ยอิง  เขาเดินลัดเลาะไปยังถนนโหลวกู่เซียงในยามค่ำคืน ทึ่ซึ่งลูกสาวของเขาชอบบ่นให้พามาบ่อยๆ หรือบางทีเขาก็วาร์ปไปโผล่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเดินผ่านไปผ่านมา แต่ไม่มีเลย นางฟ้าของเขาไมได้อยู่ที่นี่


    ในทุกๆวันที่เขาออกตามหาลูกสาว สภาวะสูญเสียความทรงจำก็มักจะเกิดในเวลาที่เขาไม่ต้องการ แต่ถึงกระนั้น ความพยายามของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้น สวนทางกับความทรงจำที่เลือนลางลงไปทุกที  ในตอนนี้ เจียเอ่อร์ทำอะไรไม่ได้แล้วกับเหตุการณ์นี้ เขาเสียนางฟ้าของเขาไปแล้ว ความทรงจำของเขาก็กำลังจะหาย เจ็บปวดจนเกินจะทนไหว เขาทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่กับไดอารี่ พร้อมความหวัง หวังที่จะเจอนางฟ้าตัวน้อยอีกสักครั้งหนึ่ง


           แต่สวรรค์ก็ไม่ได้แกล้งเขานานนัก วันเวลาล่วงเลยมาเพียงแค่ห้าปีเท่านั้นเอง ในวันนี้ เจียเอ่อร์อายุครบ 59 ปี เขาอยากที่จะออกไปฉลองวันเกิดของตัวเองที่ร้านหม่าล่าเจ้าประจำของลูกสาว ที่เมื่อครั้งยังอยู่ด้วยกัน เพ่ยอิงมักจะรบเร้าให้เขาฉลองวันเกิดของตัวเองด้วยการเลี้ยงหม่าล่าเจ้าตัวน้อย เธอให้เหตุผลว่า  ‘ถ้าปาป๊าซื้อหม่าล่าให้หนูทุกวันเกิดของปาป๊า ปาป๊าก็จะไม่ลืมว่าหนูชอบกินหม่าล่า เวลาปาป๊าเห็นหม่าล่าที่ไหน ปาป๊าจะได้ซื้อมาให้หนู’ หวังเจียเอ่อร์ในวัย 59 ปี นึกย้อนถึงคำพูดของลูกสาว เสียงใสแจ๋วดังกังวานในหัว รอยยิ้มหวานหยดย้อยเรียกน้ำตาแห่งความคิดถึง


            ในตอนนี้ เจียเอ่อร์ไม่สามารถจดจำอะไรได้อีกแล้ว จากภาวะสูญเสียความทรงจำชั่วคราว กลายเป็นสูญเสียความทรงจำบางอย่างอย่างถาวร บางสิ่งเรียกคืนไม่ได้ สูญหายไปตามกาลเวลา


            ชื่อของตัวเอง


            ชื่อพ่อแม่


            สถานที่บางแห่ง


            การคิดเลข


    สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นขยะจากใจเจียเอ่อร์ไปแล้ว

           

            ขาซ้ายก้าวออกมาจากร้านหม่าล่า ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นคนคนหนึ่งอยู่อีกฟากของถนน หน้าตาผิวพรรณไม่ผิดแน่ ต้องขอบคุณความฝันประหลาดที่เขาฝันเห็นมาตลอดห้าปี ความฝันสีขาว ผู้หญิงชุดขาว ใบหน้าน่ารักนั่น ไม่ผิดแน่


            นางฟ้า


            นางฟ้าของพ่อบินกลับมาแล้ว







    เจียเอ่อร์ไม่รอช้าที่จะวิ่งข้ามฟากไปหาลูกสาวของเขา ความพยายามตลอดห้าปีไม่สูญเปล่า เขาร้องเรียกชื่อที่ไพเราะที่สุดออกมาสุดเสียง เพ่ยอิงหันกลับมา เพียงเสี้ยววินาที เขาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เฝ้าตามหา ทั้งสองร่างกอดรัดกันด้วยความคิดถึง ไหล่เปียกชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาของกันและกัน


    ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่ทั้งคู่สวมกอดกันอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงมือน้อยๆของใครบางคนสะกิดที่ชายเสื้อ ทั้งคู่จำต้องผละจากกัน


    ‘โอ้ะ หาวห่าว’


    ‘ ……. ’


    ‘เอ่อ นี่ลูกชายหนูเองค่ะปาป๊า’


    และนั่น …

    เป็นวินาทีสุดท้าย ที่ใบหน้าสวยหวานนั่นจะยังอยู่ในความทรงจำอันเลือนรางของเขา





    หวัง เจียเอ่อร์ มานั่งเขียนไดอารี่ที่สวนสาธารณะแห่งนี้เช่นเคยเหมือนทุกวัน แต่ที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ วันนี้เขามีสาวน้อยข้างกายมาด้วย เพ่ยอิงพึ่งจะรู้ว่าพ่อของตนป่วย เธอคิดโทษตัวเองหลายครั้งที่ต้องจากพ่อไป แต่วันนี้เธอจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว เธอเริ่มบทสนทนากับชายชราข้างกายที่กำลังมุ่งมั่นตั้งใจจดบางสิ่งบางอย่างในสมุด


    ‘ปาป๊าจดอะไรอยู่หรอคะ’


    ‘จดไดอารี่น่ะ’


    ‘ขอหนูดูหน่อยได้ไหมคะ’


    ‘ได้สิหนู อะ ลุงจดไว้กันลืมน่ะ’


    เพ่ยอิงรับสมุดมาเปิดดูพร้อมด้วยความงุนงงที่ป๊าของเธอใช้สรรพนามแปลกๆ เธอค่อยๆพลิกหน้ากระดาษอย่างแผ่วเบา

            


    วันที่ 28 มีนาคม ปี 2001

           

    เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง วันนี้เป็นวันเกิดของหนู อายุครบ 16 ขวบพอดี

    หม่าล่าและหมั่นโถวเป็นสิ่งที่หนูชอบกินมากที่สุด ชอบสีขาว อ้อ วันนี้บ้านเรามีสมาชิกเพิ่มด้วยล่ะ

    เจ้านั่น…. โคโค่ หมาน้อยสีขาวขนปุกปุย พ่อให้เป็นของขวัญวันเกิดของหนู เผื่อวันไหนหนูคิดถึงพ่อ

    หนูก็ยังมีเจ้าโคโค่


    วันที่ 29 มีนาคม ปี 2001


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิงของพ่อ อายุ 16 ขวบ 1 วัน หนูชอบกินหม่าล่าและหมั่นโถว หนูน้อยชอบสีขาวเอามากๆ และหนูก็มีเจ้าโคโค่หมาน้อยสีขาวเป็นเพื่อนรัก หนูดูจะรักมันมากเลยล่ะ เห็นอย่างนี้แล้วพ่อก็ชื่นใจ



            …. ตอนนี้สายตาของเพ่ยอิงพร่ามัว หยาดน้ำตาค่อยๆไหลรินเปื้อนกระดาษ


            ‘เอ้า หนู ร้องไห้ทำไมล่ะ … เอ้าๆนี่ ทิชชู่’ เจียเอ่อร์ค่อยๆปลอบเพ่ยอิงด้วยความอ่อนโยน


            ‘เห้อ หนูนี่น้า ขี้แยเหมือนลูกลุงเลย’


            เพ่ยอิงไม่ตอบ เพียงแต่ปาดน้ำตาแล้วพลิกอ่านหน้าต่อไป



    วันที่  30 มีนาคม ปี 2001


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 16 ขวบ 2 วัน หม่าล่าและหมั่นโถวคือสิ่งที่ลูกชอบ ลูกชอบสีขาวที่สุด วันนี้ลูกรักนอนกอดกันกลมกับเจ้าโคโค่ แหม่ … หนูไม่เห็นเคยยอมกอดพ่อแบบนี้บ้างเลยน้า


    วันที่ 31 มีนาคม ปี 2001


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 16 ปี 3 วัน เจ้าหนูน้อยของพ่อชอบกินหม่าล่ากับหมั่นโถว ยังชอบสีขาวที่สุด เจ้าหมาน้อยของพ่อมีหมาน้อยสีขาวอีกตัวเป็นเพื่อนคือเจ้าโคโค่


            … เพ่ยอิงรู้สึกจุกอยู่ในอก กลั้นใจเปิดข้ามไปเรื่อยๆ


    วันที่ 28 เมษายน ปี 2001


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง วันนี้ลูกของพ่ออายุ 16 ปี 1 เดือนพอดี ของกินที่เขาชอบก็นู่นล่ะ มีอยู่สองอย่าง หม่าล่ากับหมั่นโถว ชอบสีขาวมากๆ หนูยังรักและดูแลหมาน้อยโคโค่เป็นอย่างดี แต่วันนี้ อยู่ๆหนูก็เดินมาขอของเล่นเพิ่ม ‘ดอกต้อยติ่ง’ คือสิ่งที่หนูร้องขอ ถึงไม่รู้จัก แต่พ่อก็ไปหามาให้หนูจนได้ หนูดูมีความสุขกับของเล่นใหม่ตัวนี้มากๆเลย พ่อดีใจ

            พ่อจะจำเพิ่มไว้ ว่าหนูน้อยของพ่อชอบดอกต้อยติ่ง



    วันที่ 29 เมษายน ปี 2001


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 16 ปี 1 เดือน 1 วัน ของกินที่ชอบคือหม่าล่าและหมั่นโถว ชอบสีขาว รักหมาน้อยโคโค่ ชอบดอกต้อยติ่ง วันนี้หนูน้อยจ้องฝักของมันที่เมื่อโดนน้ำ แล้วดีดตัวเสียงดังเป๊าะแป๊ะ ลูกของพ่อหัวเราะยิ้มหวานที่สุด พ่อจะเก็บดอกต้อยติ่งมาให้ลูกอีกเยอะๆเลย


    วันที่ 4 พฤษภาคม ปี 2001

           

            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 16 ปี 1 เดือน 6 วัน ชอบกินหม่าล่ากับหมั่นโถว สีที่ชอบคือสีขาว หมาน้อยก็สีขาว ชื่อโคโค่ ชอบเล่นดอกต้อยติ่ง พ่อจะต้องรีบไปตลาดตอนเช้าเพื่อหามาให้ลูก พ่อเริ่มจะชอบเสียงเป๊าะแป๊ะๆของมันเข้าแล้วล่ะ แต่พ่อชอบเสียงหัวเราะของหนูมากกว่า พ่อมีความสุขมากเลยเพ่ยอิง


    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปี 2002


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 16 ปี 10 เดือน 12 วัน หนูชอบหม่าล่ากับหมั่นโถว ชอบสีขาว มีหมาน้อยสีขาวชื่อโคโค่ ชอบฟังเสียงเป๊าะแป๊ะๆของดอกต้อยติ่ง พ่อก็ชอบ

            วันนี้เป็นวันพิเศษ วันขึ้นปีใหม่ของจีน หนูขอให้พ่อพาไปหนานโหลวกู่เซียง เราเดินกันจนทั่ว เหนื่อนพักซื้อหม่าล่า พ่อจะจำไว้ว่าหนูชอบหนานโหลวกู่เซียง

           

    วันที่ 28 มีนาคม ปี 2002


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 17 ปี แล้วน้า โตขึ้นอีกหนึ่งปี ชอบกินหม่าล่ากับหมั่นโถวเหมือนเดิมเลย หมาน้อยก็ตัวเดิม เจ้าโคโค่ ดอกไม้ที่ชอบ ก็ดอกเดิม เจ้าดอกต้อยติ่ง วันเกิดปีนี้พ่อพาไปร้านหม่าล่าเจ้าดังในปักกิ่ง หนูน้อยของพ่อยิ้มมีความสุขเชียว พ่ออยากจดจำรอยยิ้มนี้ไปให้นานแสนนานเลย


            ไม่ไหว.. เพ่ยอิงสะอื้นหนักกว่าเดิมจนเจียเอ่อร์แทบจะร้องไห้ตาม เธอไม่เคยคิดเลยว่าสิ่งเดียวที่พ่อของเธอต้องการเก็บเอาไว้ จะเป็นเรื่องราวของเธอ ของเธอคนเดียว




    ไม่ว่าจะเปิดไปหน้าไหน ทุกหน้าล้วนมีแต่เรื่องเดิมๆ ชื่อของคนๆเดิม




    วันที่ 28 มีนาคม ปี 2003


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 17 ปี อาหารที่ชอบ หม่าล่ากับหมั่นโถว ชอบสีขาว ชอบดอกต้อยติ่ง รักหมาสีขาวชื่อโคโค่


    วันที่ 5 มิถุนายน ปี 2004


            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 18 ปี 8 วัน ชอบกินหม่าล่าเป็นชีวิตจิตใจ ชอบทุกอย่างที่เป็นสีขาว หมาสีขาว ชอบดอกไม้อีกต่างหาก ดอกที่ชอบที่สุดคือดอกต้อยติ่ง


    วันที่ 16 มกราคม ปี 2005

           

            เด็กหญิงที่น่ารักที่สุดในโลก หวัง เพ่ยอิง อายุ 18 ปี 9 เดือน 16 วัน ชอบกินหม่าล่ากับหมั่นโถว ชอบสีขาว เลี้ยงหมาสีขาวชื่อโคโค่ ชอบดอกต้อยติ่ง


            ไม่ว่าจะเป็นปีไหนๆ ทุกเรื่องราวที่อยู่บนหน้ากระดาษก็เป็นคำเดิมๆ ประโยคเดิม ที่เจียเอ่อร์จดไว้ เพื่อไม่ให้สูญหายไปจากความทรงจำ


            ‘ ปาป๊า ’


            ‘ ทำไมหนูเอาแต่เรียกลุงว่าป๊าล่ะ คิดถึงพ่อหรอ หืม ? ’


            ‘ ค่ะ..คิดถึง หนูขอกอดหน่อยได้ไหมคะ ’


            ‘ ฮ่าๆ ได้สิ ’


            ‘ ปาป๊าทำไมจดแต่ชื่อคนคนเดิมล่ะคะ ? ’

            

            ‘ ก็ถ้าลุงเจอลูกสาวของลุงอีกครั้ง ลุงจะได้ตะโกนเรียกชื่อของเขาให้ดังไปถึงอเมริกาโน่นเลยล่ะ แล้วลุงก็จะพาเขาไปซื้อหม่าล่า อ้อ ที่บ้านลุงยังปลูกต้อยติ่งอยู่นะ ถ้าเขากลับมา ลุงอยากฟังเสียงหัวเราะของเขาอีกครั้งน่ะ ’  สีหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความเปี่ยมสุขเมื่อนึกถึงรอยยิ้มของนางฟ้าตัวน้อย


    สายลมเอื่อยพัดมาโดนกายของคนทั้งสอง กลิ่นหญ้าและมวลหมู่ดอกไม้ลอยมาแตะจมูกสร้างความผ่อนคลายให้กับเจียเอ่อร์ แต่ไม่ใช่กับเพ่ยอิง หญิงสาวยังคงนั่งนิ่ง มองการกระทำของชายชราที่เอาแต่จดชื่อเดิมซ้ำๆ แม้กระทั่งในวันนี้ ทุกเรื่องราวในสมุดก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม 


    ' หนู ลุกกันเถอะ เดี๋ยวลุงว่าจะไปตามหาลูกสักหน่อย ไว้เจอกันนะ ขอบคุณมากที่มานั่งเป็นเพื่อน'


    '.............................'  ไร้เสียงตอบรับจากหญิงสาว


    เจียเอ่อร์หันมาโบกมือลาและมอบรอยยิ้มอบอุ่นให้เธอ เพ่ยอิงมองดูแผ่นหลังผืนกว้างที่ค่อยๆลับสายตาไปอย่างช้าๆ


    ตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 3 ทุ่มแล้ว เพ่ยอิงยังคงนั่งที่ม้านั่งตัวเดิม ความคิดเดียววนเวียนอยู่ในหัว


    เธอหวัง


    หวังว่าสักวันหนึ่ง ชายชราผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นคนนั้นจะตามหาลูกสาวของเขาจนเจอ 



    ---------------------------------------------------- The end. -------------------------------------------------------



    กว่าจะเป็นงานเขียนชิ้นนี้

    ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าโล่งมาก และภูมิใจมาก ตอนแรกคิดนานจริงๆ ว่าเรื่องเกี่ยวกับความทรงจำเราจะเขียนออกมาในรูปแบบไหน คิดวน คิดนาน จนในที่สุดพล็อตที่ต้องการก็ออกมาตอนตี 4 พอได้พล็อตก็เริ่มเสริชหาข้อมูล ศึกษาเรื่องโรคเกี่ยวกับความจำอยู่นาน รวมทั้ง setting ของเรื่อง ที่ครั้งนี้เราเลือกใช้เป็นเมืองปักกิ่งประเทศจีน เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการ เราก็เริ่มตั้งเป้ากับตัวเอง ว่าเขียนให้ออกมาตามธรรมชาติ อย่ากดดัน ก็นั่งเขียนออกมาเรื่อยๆ ครั้งนี้ Challenge ตัวเองด้วยการอยากเขียนเรื่องออกมาให้คนอ่านน้ำตาคลอ เอาจริงๆเขียนไปเขียนมา คนเขียนนี่แหละที่จะน้ำตาคลอ มันจบไม่ลงสักที 5555555 แต่พอชิ้นงานออกมาเสร็จสมบูรณ์ ก็ต้องขอบคุณตัวเองและทุกๆคนที่อยู่เป็นกำลังใจ ตั้งใจและภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากจริงๆค่ะ


    พิม ปุณยาพรสุข ศาลาสุข



    ---------------------------------------------------

    ผู้สนใจสามารถคลิกที่ชื่อเรื่องเพื่อเข้าถึงงานเขียนเรื่องนั้นๆ  

    ผลงานชุด “ความทรงจำ” ประกอบด้วย
    - ความเรียงเรื่อง “ให้ความทรงจำเป็นเหมือน ‘ขยะ’” โดย สิริโชค โกศัลวิตร   
    - เรื่องสั้น “ชื่อที่ไม่มีวันลืม” โดย ปุณยาพรสุข ศาลาสุข 
    - เรื่องสั้น This white dog and that white wolf โดย พิมพ์ภาณิณ โชติมา

    วัตถุดิบ
    - บทกวีคำซ้ำเรื่อง ขาว” ของ จ่าง แซ่ตั้ง
    - บทกวีเรื่อง ขยะบางชิ้นถูกเก็บรักษาอย่างดี” ของ โรสนี นูรฟารีดา
    - ความเรียงเรื่องนักเดินทางน้อยๆ...ต้อยติ่ง”  ของ รักษิตา 
    - คำว่า เทียม” ในคลังคำ ของ รศ.ดร.นววรรณ พันธุเมธา

    -----------------------------------------

    ผลงานเรื่องอื่นๆ สืบเนื่องจากกิจกรรม "เล่นแร่แปรวัตถุดิบ"

    ผลงานชุด “ต้นไม้” ประกอบด้วยเรื่อง 

    - เรื่องสั้น “พักพิง” โดย บุณฑริกา จิตพินิจกุล
    - เรื่องสั้น  “ต้นไม้โตขึ้นบ้าง หรือ กระถางเล็กลงหน่อย” โดย ธีรศักดิ์ คงวัฒนานนท์
    - เรื่องสั้น  “ ‘กระถิน’ ปลูกลงดินไม่ได้” โดย จุฬารัตน์ กุหลาบ

    ผลงานชุด “หมู่บ้านล้านดอก” ประกอบด้วย

    - เรื่องสั้น “ดอกบัว”  โดย นันทวัน มงคลสถิต                                                                                                 - เรื่องสั้น “กะฮอม”   โดย เมธินี โสภา                                                                                                                  - เรื่ิองสั้น “ดาวเรือง”  โดย ณฐพร ส่งสวัสดิ์ 


    ผลงานชุด “ชะตากรรม” ประกอบด้วยเรื่อง 
    - เรื่องสั้น “กรำชะตา” โดย พิชญา วินิจสร 
    - เรื่องสั้น “กำชะตา” โดย ณิชมน จันทวงศ์ 


    ผลงานชุด “เด็กเด็กเด็ก” ประกอบด้วย
    ความเรียง ฉันผิดที่เป็นเด็กสายศิลป์” โดย ธนวิชญ์ นามกันยา 
    - เรื่องสั้น คุยกับเด็กในความทรงจำ”  โดย ปิยภัทร จำปาทอง 
    - เรื่องสั้น ดอกแก้วแลดาวเหนือ”  โดย กัลยรัตน์ ธันยดุล  


    ผลงานชุด “LUNCH” ประกอบด้วย 

    - เรื่องสั้น “อาหารกลางวันบนชั้น 21” โดย วรันพร ตียาภรณ์  
    - เรื่องสั้น อาหารฝันกลางวัน” โดย ชัญญานุช ปั้นลายนาค  
    - เรื่องสั้น “อาหารกลางวันที่เจ้าบ้านหายไป” โดย ณิชา เวชพานิช

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in