with love from the desertployapha.j
โอซาก้า - บ่ายวันอาทิตย์ - ฤดูใบไม้ร่วง

  • 16 November 2019




    และแล้วโลกก็หมุนเอาฤดูใบไม้ร่วงกลับมาพร้อม ๆ กับเดือน Top Bid ที่เชื่อกันว่าตารางบินของเราจะดีที่สุดในรอบ 7 เดือนค่ะ เรียกว่าขอไปบินไฟล์ทไหน ทาง Rostering Team ก็จัดให้ได้ตามใจปรารถนากันเกือบหมด เราจึงรอคอยเดือนนี้มากเป็นพิเศษนั่นเองค่า🧡


    และไฟล์ทบินอันดับหนึ่งดวงใจของเรา (รองลงมาจากกรุงเทพ) ก็คือ ไฟล์ทญี่ปุ่น นั่นเองค่ะ เพราะความเป็นระเบียบเรียบร้อยของผู้โดยสารที่ทำให้ไฟล์ทง่าย ไม่มีเรื่องน่าปวดหัว ห้องน้ำสะอาดตลอดเวลา แถมเทคออฟตอนกลางคืนเพราะฉะนั้นทุกคนก็จะหลับกันหมด (ยกเว้น Tokyo - Haneda ที่ออกตอนเช้า) และมีให้พักเบรกใน CRC อีกด้วย อะไรจะดี๊ดีมากกว่านี้ไม่มีแล้วค่ะ


    ในช่วงระยะหลัง ๆ มานี้เราบินไปนาริตะกับฮาเนดะมาบ่อยแล้วใน Top Bid รอบก่อน ๆ พอมาถึงรอบนี้เราเลยกลับไปที่ โอซาก้า กันบ้างหลังจากที่ไม่ได้กลับไปน๊านนานถึงสองปีเต็ม (ตามไปอ่านบันทึกทริปคันไซของเราได้ที่ TO BE CONTINUE |つづく นะจ๊ะ ขายของไปงั้นแหละ ตอนนี้เจ้าตัวยังไม่กล้ากลับไปเปิดอ่านเองเลยจ้ะ TT) ซึ่งตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะไปดีหรือไม่ไปดีนะ เลยเอาไฟล์ทนึงไปแลกเป็นกรุงเทพ ส่วนไฟล์ทนี้เราแลกไม่ออกค่ะ ก็เลยเอาวะ กลับไปหน่อยก็แล้วกันเนอะ ถือว่าไปดูการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล :-)











    นั่นคือความรู้สึกของคนที่หมดใจ


    ตอนก่อนไปบินเราแอบมีความหงุ่ย ๆ อยู่ในใจประมาณนึงเลยค่ะ อาจเพราะนี่เป็นไฟล์ทแรกหลังจากการสอบต่อใบอนุญาตการบินประจำปี ซึ่งเป็นช่วงที่เรานอนน้อย เครียดมาก พักผ่อนไม่เพียงพอ เลยยังไม่พร้อมจะไปทำงาน ตลอดจนเรานอนไม่ค่อยจะหลับก่อนไปบินทำให้หงุดหงิดอยู่ในใจลึก ๆ ประกอบกับอยากกลับกรุงเทพมากกว่าเพราะเหมือนว่าตอนนี้คือจุดอิ่มตัวในหน้าที่การงานของเราแล้วค่ะ

    เราเริ่มรู้สึกว่าทุกไฟล์ทก็เหมือน ๆ กันไปหมด ไม่ได้อยากไปไหนหรือทำอะไรเป็นพิเศษ ไม่ได้มีความตื่นเต้นว่าอยากจะบินไปที่แปลก ๆ ออกไปพบเจอกับสิ่งใหม่ ๆ ทุกเดือนที่บิดไฟล์ทคือบิดแต่อะไรที่ง่าย ผู้โดยสารโอเค ไฟล์ทไม่ยาวมากจนเกินไป เราเลยไปแต่ที่ซ้ำ ๆ และไม่ค่อยได้มีเรื่องราวอะไรใหม่ ๆ มาเล่าให้อ่านกันเหมือนอย่างในช่วงปีสองปีแรกของการทำงาน

    ทุกอย่างมันซ้ำซากจำเจไปหมดเลย เรียกได้ว่าหลับตาก็นึกภาพออกว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ชาเลนจ์เดียวในชีวิตการทำงานคือมนุษย์ที่ต้องพบเจอในแต่ละวัน สำหรับผู้โดยสารนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่เพราะเราก็เจอคนที่ดีบ้าง ไม่น่ารักบ้างสลับ ๆ กันไป เจอคนดีก็ทำให้ฟู ๆ อยู่ในใจ เจอคนร้าย ๆ ก็ทำให้เรารู้สึกชื่นชมยินดีเมื่อเจอคนดีมากขึ้น แต่หลักใหญ่ใจความก็คือการทำงานกับลูกเรือค่ะ





    หลาย ๆ ครั้ง เจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของเพื่อนร่วมงานค่ะ





    อย่างไฟล์ทขาไปของเรานี้ก็สงบเรียบร้อยดีค่ะ ด้วยความที่เป็นซีเนียร์ที่สุดก็เลยได้ทำแกลลี่แต่คราวนี้เราต้องมาประจำอยู่ที่ครัวหน้า ซึ่งเราไม่ค่อยชอบเท่าไรนักแม้ว่าจะรักตำแหน่งซังกุงห้องเครื่องก็ตาม เพราะครัวหน้ามีคาร์ทที่ต้องจัดการเยอะเลยมีความโกลาหลวุ่นวายมากกว่าครัวหลัง และต้องมีหน้าที่ดูและนักบินด้วย ซึ่งไฟล์ทนี้ก็โชคดีที่ไม่ต้องทำเพราะทางเฟิร์สคลาสใจดี บอกว่าจะดูแลให้ไม่ต้องเป็นห่วง ภาระหน้าที่ก็เลยเบาขึ้นมานิดนึงค่ะ

    แต่ก็ไม่แคล้วมีเรื่องให้น่าหงุดหงิดใจทั้ง ๆ ที่ไฟล์ทนี้มันควรจะชิว ๆ สบาย ๆ ก็เพราะมีลูกเรือคนนึงขี้เกียจไม่ค่อยทำงาน กลับมาจากช่วงพักเบรกของตัวเองก็แอบไปหลับในห้องน้ำ แถมแอบหนีอู้หายไปนับดิวตี้ฟรีคาร์ทบนบิสเนสคลาสนานมาก ๆ และที่ร้ายสุดคืออยู่ ๆ ก็ทิ้งคาร์ททำชากาแฟไปขายดิวตี้ฟรีเฉยเลยทั้ง ๆ ขายหลังจากจบเซอร์วิสก็ได้ พอมีคนขี้เกียจหนึ่งคน workload ต่าง ๆ มันก็มาตกอยู่กับลูกเรือที่เหลืออยู่ ครั้นจะไปฟ้องซีเนียร์ให้จัดการ เขาก็เป็นเจแปนนิสนุ่มนิ่มมุ้งมิ้งอีก เลยทำได้แต่เก็บความคับแค้นไว้ในใจต่อไปค่ะ






    หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในใจคือเงื้อแล้ว สงสัยสันติจะไม่ใช่คำตอบ!







    ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนบางทีก็ถามตัวเองว่าแล้วกูจะเป็นคนดีอยู่ทำไมวะ ทำไมถึงไม่ทำบ้าง ไม่ขี้เกียจบ้าง แต่มันก็ทำใจให้ทำตัวแบบนั้นไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ละลายแก่ใจ ก็ต้องก้มหน้าทำงานงก ๆ ไปนี่แหละนะ สิ่งที่ทำได้ก็คือไหว้พระสวดมนต์ขอให้แคล้วคลาด ขอให้ทีมดี คือไฟล์ทแย่ ผู้โดยสารไม่น่ารักขนาดไหนก็ตามแต่ สิ่งที่ขอคือเพื่อนร่วมงานที่ดี รู้หน้าที่ ไม่จัดการงานนอกสั่ง (โดยเฉพาะถ้าเราเป็นแกลลี่ อย่ามายุ่ง ทำในสิ่งที่ขอให้ช่วยทำเท่านั้นนะ) พวกสร้างงาน แต่ไม่สร้างรายได้ขอให้หลีกไปไกลอย่าโคจรมาอยู่ใกล้กัน สาธุ!


















  • มิดไนท์มีลแก๊งค์กับสองเมนูอร่อยประจำโอซาก้าาาาา


    หลังจากเอาชีวิตรอดในไฟล์ท 8 ชั่วโมงที่ทำงานงก ๆ และสาปส่งลูกเรือขี้เกียจอยู่ในใจตลอดเวลา ในที่สุดเราก็มาถึงโอซาก้าแล้วค่า ตอนนี้ก็ขอลืมความหัวร้อนฟู่ ๆ ไปก่อน เพราะเราจะออกไปหาของอร่อยเยียวยาหัวจิตหัวใจกัน เย้!✨

    แน่นอนว่ามาถึงโอซาก้าทั้งที มิดไนท์มีลแก๊งค์จึงขอนำเสนอสองเมนูที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด นั่นก็คือออออ ทาโกะยากิและโอโคโนมิยากิ ซึ่งเป็นเหมือนเมนูประจำถิ่นของที่นี่นั่นเองงงงง!




    จุดหมายแรกของเราคือการตามหาทาโกะยากิร้อน ๆ ควันหอมฉุยมากินรองท้องก่อนเป็นอันดับแรก (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นเมนูเรียกน้ำย่อย ฮา) และด้วยความที่โรงแรมเราอยู่ไกลจากตัวเมืองเลยต้องนั่ง Shuttle Bus ไปกลับระหว่างโรงแรมกับ Osaka Station เราเลยตัดสินใจว่าจะเดินหาอะไรกินอยู่แถวนี้โดยที่ไม่เข้าไปย่าน Dotonbori เพราะคิดว่าคนจะต้องเยอะมากแน่นอนเนื่องจากเป็นคืนวันเสาร์ ประกอบกับกลัวว่าเดี๋ยวจะไม่ทันรอบรถบัสขากลับก็เลยปักหลักกันแถว ๆ นี้จะชัวร์ที่สุด

    จาก Osaka Station เราก็เดินฝ่าอากาศเย็น ๆ มาที่ตึก Hanyu Grand Building ค่ะ ข้าง ๆ ตรงทางเข้าตึกจะมีร้านทาโกะยากิไม่ทราบชื่อตั้งอยู่ (แน่ล่ะ เพราะอ่านป้ายไม่ออกไง) ซึ่งมีคนต่อแถวอยู่เป็นจำนวนมาก ล้วนแต่เป็นนิฮงจินทั้งสิ้น มีแต่เรานี่แหละที่เป็นนักท่องเที่ยว อาฮ้า มันต้องอร่อยมากแน่ ๆ เลย!







    ปริมาณคนต่อแถวล้นหลามมาก ๆ เลยค่ะ

















    อาห์ คุณความสุขขขขขข💖



















    อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกเลยค่ะ ดีงามไปหมดทุกอนุ
    ร้านนี้ขายสองแบบนะคะ แบบนี้กับแบบที่ใส่ต้นหอมเยอะ ๆ ท่วม ๆ
    แต่เราไม่ค่อยเป็นต้นหอมเลิฟเวอร์เลยเลือกแบบนี้มากค่ะ











    เมื่อซักทาโกะยากิเรียกร้อยแล้ว เราก็เดินต่อไปที่ Whity Umeda ซึ่งเป็นศูนย์การค้าใต้ดินค่ะ ลงไปที่ชั้น B1 เพื่อตามหาร้านโอโคโนะมิยากิที่มีชื่อว่า Yukari Okonomiyaki







    เดินตาม google map มาโลดค่ะ หน้าตาร้านเป็นแบบนี้นะเออ
    ร้านนี้ก็คนเยอะค่ะ ต้องรอคิวเอาโต๊ะกันนิดหน่อย














    อาวุธพร้อมมมมมมม










    ที่นี่เมนูมีให้เลือกหลากหลายค่ะ ทั้งของกินเล่นจุบจิบและโอโคโนมิยา มีเมนูพิเศษชื่อว่า Osaka Castle ที่ใหญ่มากกกกกกกและก็โอโคโนมิยากิสูตรประจำของร้านที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับหนึ่งค่ะ








    ประเด็มด้วยชูไฮรส Calpis กันก่อนเพื่อความกรุบกริบ















    ปลาหมึกย่างหนุบหนับราดซอสเค็ม ๆ อร่อยดีค่ะ

    จริง ๆ สั่งสลัดผักกาดมาด้วย อร่อยมาก
    กินด้วยกันแล้วเป็น Perfect Bite (ศัพท์คุณจูน สาวิตรี)
    แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เพราะจ้วงก่อนด้วยความหิวไปแล้วเด้อ
















    หอยเชลล์กระทะร้อนสุดชุ่มฉ่ำ เนื้อหวานอวบอึ๋ม

















    และนี่ก็คือพระเอกของเราค่ะ Yukari Okonomiyaki สูตรดังของทางร้าน
    มีกุ้ง หอยเชลล์ ปลาหมึกชิ้นโตแทรกอยู่ทุกอนุด้านใด

    อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    (โปรดเติมก.ไก่ไปอีกหลายๆตัว)









    พอท้องตึง หนังตาเริ่มหย่อน เราก็เดินต๊อกแต๊กกลับไปขึ้นรถบัสค่ะ กะว่าจะซื้อขนมเล็กน้อยแต่ด้วยความเหนื่อยก็เลยตรงดิ่งเข้าห้องทันที อาบน้ำอุ่น ๆ นอนแช่น้ำร้อนแก้อาการขาบวมและปวดเมื่อยตามเนื้อตัวหลังไฟล์ท และเข้านอนด้วยความสุขใจ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะตื่นแต่เช้าด้วยความแจ่มใส นั่งบัสรอบแรกเข้าเมืองไปซื้อ Ekiben - ข้าวกล่องรถไฟ ที่สถานี และไปเที่ยวที่ Osaka Aquarium Kaiyukan เพราะอยากไปเยี่ยมน้องอุ๋งแมวน้ำค่ะ (เมื่อสองปีที่แล้วตั้งใจจะไปแล้วไม่ได้ไป เลยกะว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จในครั้งนี้)







    แต่สุดท้ายก็แพลนล่มเพราะว่าเราตื่นสายยยยยยยยยยยยย







    /หวีดร้องงงงงงงงงงงงงง




















  • สำหรับเรา ราเมง คือคุณความรัก💖


    เราตื่นสายเพราะร่างกายงง ๆ กับเวลาค่ะ เดี๋ยวนี้ถ้าบินไปที่ไทม์โซนเกิน +3 ชั่วโมงจากเวลาดูไบ ร่างกายจะเริ่มงง ๆ อ๊อง ๆ แล้ว ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาเรานอนน้อยมากถึงมากที่สุด พอทำไฟล์ทนี้ก็เลยเหมือนร่างกายปิดสวิตช์ตัวเองไปซะงั้น ไม่ได้ยินนาฬิกาปลุกอะไรทั้งนั้น รู้สึกตัวอีกทีคือ 11 โมงแล้ว จ๋อยเลย ไม่ค่อยชอบเวลาที่ผิดแผนกับตัวเองเท่าไร เหมือนสัญญาไว้แล้วทำไม่ได้ก็จะรู้สึกผิดบวกกับขี้เกียจคิดแผนใหม่ค่ะ

    ตอนแรกก็คิดว่าคงจะเดินไปซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ ๆ นั่งดูต้นไม้ มองฟ้าอยู่ในสวนของโรงแรม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเพราะไหน ๆ ก็มาญี่ปุ่นแล้วอะเนอะ ออกไปหาอะไรอร่อย ๆ กินให้ใจฟูแล้วค่อยกลับมาพักก็ได้ เลยนั่งบัสเข้าเมืองไปที่ Umeda อีกรอบนึงค่ะ (เหมือนเดิม ขี้เกียจไป Dotonbori ทริปนี้เลยไม่มีรูปคู่กับป้ายกูลิโกะ) หมายมาดไว้ในใจว่าไหน ๆ ตื่นสายแล้วก็อย่าปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่ผ่านไปอย่างเสียเปล่า เราต้องออกไปซดราเมงอุ่น ๆ ย้อมใจฟื้นฟูพลังกาย!














    เมื่อพูดถึงราเมง แน่นอนว่า Ichiran Ramen ก็เป็นชื่อแรกที่ป๊อปเข้ามาในสมอง (แม้ว่าใครจะบอกว่ามันเป็นเหมือน Fast Food ของญี่ปุ่น ไม่ sophisticated เลย กินร้านนี้ทำไม ไม่ไปกินร้านนั้นร้านนู้นล่ะ เอ๋าาาา ก็เราชอบของเราอะ แง ไม่เสือกดิสัส /คิดในใจแต่หน้ายิ้มละไม) ซึ่งสาขา Umeda แห่งนี้ไม่มีคน ไม่ต้องต่อคิว เดินเข้าไปปุ๊บก็ได้กินปั๊บ ไม่เหมือนทั้งสองสาขาใน Dotonbori ที่คิวยาวเหมือนต่อแถวเล่นแม่งูเอ๋ย)







    ทฤษฎีทับรอยเดิมเวิร์คมั้ยก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คือเดินหลงเจ้าค่ะ
    คือตรงนี้มันมีตรอกหน้าตาประมาณนี้อยู่เยอะแยะ
    แล้วเราลืมว่าต้องไปตรงไหน กูเกิลก็บอกทางงง ๆ ไม่ค่อยตรงเท่าไร ฮือ













    เจอแล้วจ้าาาาาาาา เห็นมะ บอกแล้วว่าไม่มีคิว ไม่มีคน!















    ใครกันที่ทำให้ฉันรัก ใครกันที่มาอยู่ในความฝัน
    คนที่ฉันคิดถึงอยู่ทุกวัน ก็ใครคนนั้นฉันเรียกว่าเธอออออ💞















  • บ่ายวันอาทิตย์สุดน่ารักในย่าน Nakazakicho


    พอท้องอิ่มเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาเดินย่อยอาหารและตามหาของหวานพร้อมกับกาแฟค่ะ จาก Umeda เราเดินต่อมาที่สถานี Nakazakicho ซึ่งที่นี่เป็นย่านโลคอลสุดแสนจะน่ารักกุ๊กกิ๊กที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของตึกรามบ้านช่องแบบเก่าก่อนที่รอดพ้นจากการถูกทำลายสมัยสงครามโลกครั้งที่สองค่ะ











    ที่นี่เป็นแหล่งรวมคาเฟ่น่ารัก ร้านขายของทำมือต่าง ๆ
    ตลอดจนร้านขายเสื้อผ้ามือสองเยอะแยะเลยค่ะ



















    เป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่ไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เดินเล่นชมบรรยากาศ
    แวะเข้าไปดูของกุ๊กกิ๊กในร้านนั้นร้านนี้








































    ด้วยความที่ตัวพื้นที่มีชุมชนอยู่จริง ๆ 
    ไม่ใช่เป็นย่านธุรกิจจ๋าที่มีแต่ร้านรวงชิค ๆ และโฮสเทลที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว
    เลยทำให้บรรยากาศรอบตัวดูอบอุ่นสบาย ๆ ค่ะ














































    เราชอบที่ยังคงเห็นตึกบ้านไม้เก่าสลับกับตึกคอนกรีต
    รู้สึกว่าเขาอนุรักษ์พื้นที่ไว้ดี มีการพัฒนาร่วมกันของคนในชุมชน







































    ร้านนี้เหมือนจะเป็นร้านดังโดนใจวัยรุ่นค่ะ
    มีคนมาต่อแถวนั่งรอโต๊ะเยอะมากกกกกกก





















    เราผู้รักการเดินไปเรื่อย ๆ นั้นมีความสุขมาก
    บรรยากาศทุกอย่างมันน่ารักไปหมดเลย ลมเย็น ๆ แดดอุ่นกำลังดี
    สิ่งเล็ก ๆ น่ารักรอบตัวเหล่านี้ทำให้ใจเราเป็นสุข







































    เราตัดสินใจมานั่งพักจิบกาแฟที่ร้าน Arabiq Book & Gallery Cafe ค่ะ
    ร้านนี้ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพหน้าร้านและภายในร้านนะคะ
    (ซึ่งดีมาก เหมาะแก่การหลีกหนีจากผู้คนและเหล่า Instagramer)


















    มีเมนูหลากหลายให้เลือกค่ะ
    คุณเจ้าของร้านใจดีมาก อธิบายเกี่ยวกับกาแฟของทางร้านให้ฟังด้วย :)




















    เพื่อเพิ่มความพองฟูในหัวใจ เราเลยเลือกสั่ง Honey Ginger Latte มาลองค่ะ
    อร่อยมากเล้ย ฟีลลิ่งเฟสทีฟมากที่สุดดดดด




























    เราเพิ่งจะมีบทสนทนาเกี่ยวกับความสุขไปเมื่อไม่นานมานี้ค่ะค่ะ เราเริ่มมีความคิดว่าการที่เราจะต้องพยายามหาเรื่องเล็ก ๆ ที่เป็นความสุขในแต่ละวันมาทำให้รู้สึกว่าวันนี้ก็ไม่ได้แย่นัก แปลว่าเรากำลังไม่มีความสุขอยู่รึเปล่า นี่เราพยายามทำตัวเองให้มีความสุขมากลบเกลื่อนความรู้สึกไม่ค่อยดีในใจใช่หรือไม่


    และสุดท้ายเราก็สรุปความกับตัวเองในใจได้ว่า ความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทางนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็น เพราะเรื่องที่ทำให้รู้สึกอุ่น ๆ อยู่ในใจเหล่านี้จะคอยเป็นพลังและเยียวยาความเหนื่อยล้าในแต่ละวัน การที่เราสามารถมองโลกนี้ที่หลายที่ก็โหดร้าย ไม่ค่อยจะน่ารักและปราณีกับเราเท่าไรแล้วค้นพบว่าอย่างน้อย ๆ ก็มีเรื่องเล็ก ๆ ที่ทำให้เราสุขใจได้ก็นับว่าเป็นกำไรของชีวิต เป็นแต้มโบนัสพ้อยท์ในแต่ละวัน :-)


    ความสุขในใจสร้างได้ด้วยตนเองนะคะ จริงอยู่ที่ความสุขเพิ่มขึ้นเมื่อได้แบ่งปัน ได้ร่วมแชร์ ความทุกข์เบาบางลงได้เมื่อได้เล่าให้ใครซักคนฟัง แต่เราก็แบ่งปันความสุขกับตัวเองได้และเราก็สามารถปลอบโยนตัวเองในวันที่โลกไม่ค่อยไม่น่ารักได้เช่นเดียวกัน



    จริง ๆ ชีวิตมันอาจจะไม่ได้แย่นักก็ได้ เพียงแค่ต้องลองปรับมุมมองกับเรื่องรอบตัวดู ให้เวลากับตัวเองเพิ่มขึ้นอีกซักนิด ใช้ชีวิตให้ช้าลงอีกซักหน่อย เหมือนอย่างเรื่อง About Time ที่พระเอกย้อนเวลาไปใช้ชีวิตซ้ำอีกทีนึง และมองหาเรื่องเล็ก ๆ รอบตัวที่ทำให้สุขใจ




    เราไม่ได้มีพลังพิเศษแบบนั้น
    แต่ก็จะพยายามมองหาเรื่องดี ๆ ในแต่ละวันต่อไปค่ะ


    และบอกกับตัวเองเสมอว่า



    คนเรามีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความฝันเรื่องใหญ่ ๆ
    และมีกำลังใจเดินต่อไปด้วยความสุขเล็ก ๆ ระหว่างทาง








































































  • มนุษย์ป้ามหาประลัยและไฟล์ทขากลับ


    หลังจากอิ่มใจไปกับร้านรวงน่ารัก กาแฟที่ดี ประกายแดดยามเย็นที่แสนจะอบอุ่นชวนให้หัวใจพองฟู เราก็เดินกลับไปที่ Umeda ซื้อของใช้ที่จำเป็นในดองกี้ (ขอบคุณตัวเองที่ไม่หยิบเอาบัตรเครดิตมาด้วย ไม่งั้นล้มละลายเป็นแน่)








    ใจจริงอยากไปนั่งริมน้ำมองพระอาทิตย์ตก แต่ต้องนอนก่อนไปบินก็เลยอดไป
    ซึ่งสุดท้ายก็นอนไม่หลับอยู่ดี แง

















    ก่อนจะนอนก็แช่น้ำอุ่นอีกหนึ่งรอบ ได้ไอเท็มนี้มาจากดองกี้จ้ะ
    เคยอ่านในนิตยสารญี่ปุ่นว่าสิ่งนี้นั้นช่วยดีท็อกซ์และลดเซลลูไลท์ได้ อาฮ้าาา!

    วิธีการใช้งานก็คือเทลงไปในน้ำร้อน ลงไปแช่ 2-3  นาทีแล้วขึ้นมาพัก 5 นาที
    ทำซ้ำวนไป 2-3 รอบ เหงื่อจะออก ผิวจะดี รู้สึกสบายเนื้อสบายตัวมากเลยจ้า

    ใช้แล้วผอมรึเปล่าก็ไม่รู้ (ก็กินเยอะขนาดนั้น ไม่น่าจะผอม)
    แต่ก็สบายตัวดี ใครไปญี่ปุ่นก็ลองไปซื้อมาได้นะจ๊ะ










    สำหรับไฟล์ทขากลับของเรานั้นก็วุ่นวายดีแท้ค่ะ จำคนขี้เกียจประจำไฟล์ทได้หรือไม่ นั่นแหละ ไฟล์ทนี้มีทะเลาะดราม่ากันเรื่อง workload กันวุ่นวายใหญ่โต เราก็นะ พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราว แม้ว่าในใจก็อยากเข้าไปบวกเหมือนกัน แต่ไม่เอาดีกว่า เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุจ้า



    แต่เรื่องที่อิหยังวะที่สุดก็คงเป็นเรื่องของมนุษย์ป้ามหาประลัยที่หงุดหงิดใจในเรื่องประหลาดที่ทำให้ลูกเรือกุมหัวปวดจี๊ด ความกวนประสาทของนิฮงจินนี่ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกันนะคะ


    เรื่องแรก ต้องเท้าความให้ผู้อ่านเข้าใจก่อนว่าเครื่องบินมันก็มีทั้งเก่าแหละใหม่อะเนอะ ทีนี้เครื่องนี้มันเป็นเครื่องที่ใช้หน้าจอแบบเก่าค่ะ ฉะนั้นบางทีถ้าเปิดไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้เปิดภาพยนตร์ สีของหน้าจอมันก็อาจจะเปลี่ยนไปเนื่องจากมันค้างเฟรมนั้นไว้นาน ๆ

    คุณผู้โดยสารท่านนี้เปิดหน้าจอที่แสดงว่าเราบินไปถึงจุดไหนแล้ว เวลาเหลืออยู่เท่าไร โดยไม่ได้เปิดรับชมภาพยนต์ใด ๆ ที่นี้พอจอมันค้างเฟรมไว้นาน ๆ มันก็มีบ้างที่สีของหน้าจอจะเปลี่ยนไป เขาก็คอมเพลนว่าจอของเขาเสียนะ

    ซีเนียร์เราก็ไปอธิบายว่ามันปกติที่จะเกิดเหตุแบบนี้ ยังไงก็จะลองไปรีเซตดูให้นะ เขาก็จับแขนซีเนียร์แล้วก็เขย่าว่ามันเสียนั่นนี่ ซีเนียร์ก็แบบ Please don't touch me นางก็โวยวายไม่จบว่าไม่เห็นมีใครมารีเซตให้เลยบลา ๆ ลูกเรือญี่ปุ่นก็ต้องมาคุยอีกรอบ อธิบายอีกรอบ นางก็เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่รีเซตคอลเบล



    และแน่นอน คนจะซวยช่วยไม่ได้อย่างอิฉันที่เพิ่งกลับมาจากการไปเบรก ไม่รู้เรื่องราวใด ๆ กับชาวบ้านชาวช่องเขา เดินดุ่ม ๆ กึ่งหลับกึ่งตื่นกลับมาในแกลลี่ เห็นว่าคอลเบลนี้ค้างอยู่ก็เลยเดินไปตอบ... โป๊ะเช๊ะ! โดนแว้ดเข้าให้เลยจ้า ว่าไม่ต้องมายุ่งกับชั้น! ลูกเรือไม่ช่วยเหลือไม่สนใจไม่อะไรเลย เนี่ย จอก็ยังเสียอยู่เลย!!

    เราก็เอ๋อเลย ช็อคอยู่กลางเคบิน ก็ม้วนหน้ากลับไปแกลลี่ ถามทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ ป้าแกเป็นอิหยัง แล้วก็บากหน้ากลับไปเช็คจอให้ พูดดีด้วยความนุ่นนิ่มว่าตอนนี้รีเซตแล้วเรียบร้อยนะคะ ถ้ามีปัญหาอะไรเพิ่มเติมเรียกได้เลยนะค้า จากนั้นก็จับเวลาสามนาที กลับไปดูปฏิกิริยาใหม่ว่าเรียบร้อยแล้วหรือยัง สรุปคือ ป้าแกปิดจอและหลับ






    แล้ว คือ จะ คอม เพลน ทำ ม๊ายยยยยยยย

    (ปิดหน้าแล้ววิ่งไปร้องไห้ที่ท้ายเครื่อง)







    ช็อตแรกยังไม่พอ เรามาต่อกันที่ช็อตที่สองนะคะ... ระหว่างที่ทำเซอร์วิสอยู่ แน่นอนว่าคนจะซวยอย่างดิฉันก็ต้องเสิร์ฟฝั่งป้าเว้ยแก แล้วสัญญาณเตือนรัดเข็มขัดก็ปิ๊งขึ้นมา เราก็จัดแจงไปล็อกห้องน้ำฝั่งเราให้เรียบร้อย เพราะแน่ล่ะ ทุกคนต้องนั่งกับที่และคาดเข็มขัดให้เรียบร้อยไง (ไม่ว่าล็อกห้องน้ำหรือไม่ก็ห้ามใช้ตอนนี้เพื่อความปลอดภัยนะจ๊ะ)

    ป้าแกก็เอาล่ะ เรียกแล้วบอกว่าอยากจะไปเข้าห้องน้ำตอนนี้ ก็อธิบายไปว่าไม่ได้นะค้าาาา สัญญาณรัดเข็มคัดเปิดอยู่ กรุณางดใช้ห้องน้ำ ขออภัยในความไม่สะดวกอะไรก็ว่าไป แล้วก็ไปเสิร์ฟต่อ ซักพักป้าแกก็เรียกอีก แล้วบอกว่าอีกฝั่งนึงมีคนเข้าห้องน้ำ เขาเข้าได้ ทำไมชั้นถึงเข้าไม่ได้!!




    เอาแล้วไง ลูกเรืออีกฝั่งนึงน่าจะลืมล็อก วางยากูแล้วไงล่ะ...



    ก็อธิบายไปใหม่ว่าถึงล็อกหรือไม่ล็อกห้องน้ำก็ห้ามใช้ค่าาาาาาาาา (กรี๊ดดดดดด ทำไมไม่เข้าใจกั๊น) ถ้านักบินปิดสัญญาณแล้วจะรีบมาเปิดห้องน้ำให้ทันทีเลยค่า และเดชะบุญที่เสิร์ฟเสร็จแล้วก็รีบเข็นคาร์ทกลับเคบินไปด้วยความไวแสง มาบอกซีเนียร์ครัวหน้าว่ามีผู้โดยคอมเพลนนะ FYI แต่ฉันบอกเข้าไปว่าแบบนี้ ๆ นางก็โอเครับฟัง

    มองไปครัวหลังก็เห็นลูกเรือคนนึงมาเปิดห้องน้ำให้ผู้โดยสารผู้ชายท่านนึงเข้าไปเว้ย แล้วก็คือเปิดอยู่หน้าป้าที่เราเพิ่งบอกไปว่าห้ามเข้า!!


    จังหวะนี้ถึงกับอ้าปากค้าง อ้าวเฮ้ยยย ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่นา ซีเนียร์ครัวหน้าเลยเดินฟืดไปครัวหลัง ไปถามว่าทำไมเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงให้เข้า ส่วนอิฉันก็หน้าแห้งไปตามระเบียบ... (ในใจคือกรีดร้องว่ากูอีกแล้ว ทำไมไม่ต้องเป็นกูที่ทำถูกต้องแล้วโดนคอมเพล๊นนน ทำไม๊ /กรีดร้องตะกุยผนังอยู่ในแกลลี่)







    และนี่ก็คือเรื่องราวของเราในทริปโอซาก้า
    ที่มีทั้งเรื่องที่ทำให้ใจฟู อบอุ่นละมุนละไม มีพลังใจในทางบวก
    และเรื่องที่ทำให้อยากจะไปบวกด้วยความเคียดแค้นนนน




    คราวหน้าเราจะพาไปเดินเล่นที่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ



    ด้วยรัก...จากโอซาก้า
    ด้วยรัก...จากทะเลทราย


    :-)








Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in