from the desert, with loveployapha.j
จดหมายถึงบูดาเปสต์ที่รัก


  • 21 November 2019





    Szia Budapest
    สวัสดีบูดาเปสต์ที่รัก







    ท้องฟ้าอึมครึมเต็มไปด้วยหมู่เมฆสีเทา สายลมหนาวที่พัดเข้ามาบาดผิวเป็นระยะ รวมถึงเหล่าต้นไม้ที่เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ยังเป็นสีเหลืองสลับส้มและน้ำตาลสลับแซมกันงดงามก็เริ่มเข้าสู่ช่วงโรยรา การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกกับเราว่าฤดูหนาวกำลังจะกลับมาเยือนในไม่ช้า






    บรรยากาศทุกอย่างช่างเหมือนกันกับวันนั้น
    วันที่เราพบกันเป็นครั้งแรก







    ถ่ายภาพนี้จากหน้าต่างห้องนอนที่โรงแรม







    พอมานั่งนับนิ้วนึกในใจดูอีกทีระหว่างที่เรากำลังเดินทอดน่องเอื่อย ๆ รับแดดอุ่นและสายลมเย็น ๆ ริมแม่น้ำดานูบ พร้อม ๆ กับสอดส่ายสายตาหาจุดที่จะหยิบมือถือออกมากดบันทึกภาพ




    นี่เราไม่ได้พบกันมาเกือบสิบปีแล้วหรือนี่





    ระยะเวลาเกือบสิบปี จะว่านานก็ช่างนานแสนนาน จะว่าสั้น ก็เหมือนกับเหตุการณ์ทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง สิบปีที่เราจากจรกันไปแสนไกล สิบปีที่กว่าเราจะใจกล้ากลับมาพบกันกับเธอใหม่อีกครั้งนึง











    รูปปั้น Kutyás Lány หรือ Girl With Her dog
    ทางเดินเลียบแม่น้ำดานูบฝั่ง Pest รายล้อมไปด้วยรูปปั้นต่าง ๆ ตลอดทางค่ะ













    รูปปั้น Kiskirálylány-szobor หรือ Little Princess






    ความทรงจำสีจางของเรากับเธอ เมืองหลวงที่เรียกได้ว่าเป็นไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบที่ถูกซ่อนอยู่ในลิ้นชักแห่งความทรงจำค่อย ๆ ถูกนำมาปัดฝุ่นช้า ๆ ภาพความหลังครั้งเก่าที่ซีดจางและเริ่มเลือนหายไปค่อย ๆ ย้อนกลับมาโลดแล่นฉายชัดอยู่ในใจอีกครั้ง







    จุดเริ่มต้นการเดินทางของคนไกลบ้าน
    จุดเริ่มต้นของทุก ๆ การเดินทางในชีวิต



    เริ่มต้นที่นี่
    เริ่มต้นจากการที่ฉันได้มาพบกับเธอ



     



    ย้อนกลับไปเมื่อต้นฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 ช่วงวัยที่ฉันยังเด็กกว่านี้ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายของวัยเยาว์และความกระหายโหยหาการผจญภัย ต้องการออกไปเห็นโลกนอกรอบของชีวิตเด็กมัธยมศึกษาตอนปลายที่วัน ๆ ก็วนไม่พ้นไปจากการเรียน เป็นช่วงชีวิตที่ใจของฉันล้นไปด้วยพลังและความฝัน



    ฉันลากกระเป๋า บอกลาคนที่บ้าน เดินทางข้ามมหาสมุทรและผืนทวีปเพื่อมาพบเธอ ประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีใครรู้จักนอกเหนือจากการอ่านผ่าน ๆ ในหนังสือประวัติศาสตร์ ไม่ได้โด่งดังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างในเวลานี้ เพียงเพราะฉันเห็นภาพของอาคารรัฐสภาแล้วตกหลุมรัก (แน่ล่ะ... อาคารรัฐสภาที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในโลกนี่นะ)















    เธอเชื่อไหม... นั่นคือการเดินทางครั้งแรกของฉันที่จากไปไกลบ้าน เป็นการนั่งเครื่องบินยาว ๆ ครั้งแรกในชีวิต และก็เป็นครั้งแรกที่ไม่ได้เดินทางพร้อมกับคนในครอบครัว ยังจำได้เลยว่าฉันเดินไปยืนเส้นยืดสายและคุยกับแอร์ท้ายเครื่อง (โดยที่ ณ ตอนนั้นก็ไม่ได้มีความคิดว่าอยากจะมาทำอาชีพนี้แต่อย่างใด) และนั่งรอต่อเครื่องที่สนามบินอิสตันบูลตั้ง 8 ชั่วโมง!



    พอมองย้อนกลับไปที่ตัวเองในวัย 14 ปี ก็คิดว่าตัวฉันนี่ก็กล้าเหมือนกันนะ ที่เลือกมาใช้ชีวิตหนึ่งปีในประเทศที่ต้องเริ่มทุกอย่างใหม่จากศูนย์ ไม่รู้จักใคร ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย แถมไปอยู่บ้านใครก็ไม่รู้ด้วย และตัวฉันเองในตอนนั้นพูดอังกฤษก็กระท่อนกระแท่น ภาษาเยอรมันก็ไม่รู้ ส่วนภาษาฮังกาเรียนนะหรอ อย่าไปหวัง รู้จักคำแรกก็คำว่า alma ที่แปลว่า แอปเปิล นั่นแหละนะ



































  • ถนนเส้นเดิมที่พาฉันไปสู่สะพาน Széchenyi Lánchíd (หรือ Chain Bridge ตามที่เขาเรียกกัน) ยังคงเหมือนเดิม รถแทรมสีเหลืองยังคงวิ่งไปมาเหมือนเคย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกของฉันเอง การมาเดินที่นี่ครั้งแรกนั้นฉันเดินชมทุกอย่างด้วยความตื่นตาและตื่นใจ แต่ในครั้งนี้มันเหมือนเป็นการเดินตามหาเศษเสี้ยวร่องรอยของความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้จาง ๆ


    เท่าที่จำได้ สะพานนี้ได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่สวยที่สุดในยุโรป มีรูปปั้นแกะสลักสิงโตอยู่ที่มีตำนานเล่าว่าเป็นสิงโตที่คอยดูแลสะพานแห่งนี้นี่เอง








    เดินข้ามไปฝั่ง Buda แล้วจ้ะ




















    Budavári Palota หรือ Buda Castle
    เมื่อกาลก่อนเคยเป็นป้อมปราการป้องกันการโจมตีระยะไกล สมัยที่ยังทำสงครามกับมองโกล
    ต่อมาปรับเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ฮังกาเรียน





















    ที่เห็นไกลลิบอยู่ปู้นนู้นคือ Gellert Hill เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในเมือง
    เราจะเห็นบูดาเปสต์แบบพาโนราม่าจากที่นั่น
    มีรูปปั้น Cittadella ซึ่งเป็นเทพีถือใบมะกอกตั้งอยู่ เรียกว่าเป็นเทพีเสรีภาพของฮังกาเรียนก็ได้


























    ฉันออกจะประหลาดใจมาก ๆ เมื่อพบกับฝูงชนเข้ามามะรุมมะตุ้มเสนอขายทัวร์ชมปราสาท รู้สึกประหนึ่งว่าตัวเองเป็นขนมปังที่ตกลงไปในดงปลาสวาย ซึ่งเมื่อครั้งที่เราพบกันครั้งแรกก็ไม่เห็นจะมีอะไรแบบนี้ มีแต่ยิปซีเดินโฉบไปมาพร้อมกระป๋องเรี่ยไรเศษสตางค์จากผู้คนที่เดินผ่าน และแม้แต่พนักงานขายตั๋วกระเช้าขึ้นปราสาทก็ยังไม่พูดภาษาอังกฤษกับฉันเลย








    กาลเวลาเปลี่ยนไป อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงสินะ...







    เธอกลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ มีรถบัส hop on hop off วนรอบเมือง ผู้คนล้วนใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จะว่าดีก็ดี จะว่า... เปลี่ยนไปมากไหม ก็ว่าเปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ ซึ่งมองว่าแบบไหนดีกว่ากัน ฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแหละ










    Budavári Sikló คือกระเช้ารถรางที่พานักท่องเที่ยวขึ้นไปบนปราสาท
    คุณพี่ที่ใส่เสื้อแจ็กเก็ตหลากสีนั้นคือคนขายทัวร์ เยอะมาก ยุบยับไปหมด







































    หากรักการเดิน แนะนำว่าให้หลบหลีกจากคุณพี่ขายทัวร์แล้วมาซื้อตั๋วรถรางดีกว่า


















    ฝั่งตรงข้ามที่เห็นเป็นโบสถ์ นั่นคือ Szent Isván Bazilika / St. Stephen's Basilica
    เป็นมหาวิหารที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่กษัตริย์อิชวาน (สตีเฟ่น) ปฐมกษัตริย์แห่งฮังการี

    เท่าที่จำได้ (อีกเช่นเคย) ตามกฎหมายผังเมืองของบูดาเปสต์
    ห้ามไม่ให้สร้างอาคารที่สูงเกินกว่ามหาวิหารแห่งนี้นะจ๊ะ อ้อ ด้านหลังมีหอระฆังที่ขึ้นไปชมวิวได้


































  • ทุกอย่างใน Buda Castle District ยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหน้าหลายตาเดินกวัดไปแกว่งมาชวนให้หงุดหงิดใจ ฉันเดินเอื่อย ๆ สูดลมหายใจเอาอากาศเย็น ๆ ที่แสนสดชื่นเข้าไปเต็มปอด


    การกลับมาเดินในถนนเส้นเดิม ยืนอยู่ตรงจุดเดิมที่เคยยืนมันก็ให้ความรู้สึกประหลาดในใจที่อธิบายไม่ถูก เหมือนว่ามีภาพคืนวันอันหวานชื่นซ้อนทับอยู่กับภาพที่ฉันมองเห็นในปัจจุบัน ความคิดดังกล่าวทำให้ฉันยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว







    การที่เราได้กลับไปท่องเที่ยวในความทรงจำของตัวเอง
    ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเหมือนกันนะ








     




































































    ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่อยู่ที่นี่ มันก็มีทั้งเหตุการณ์ที่พอกลับมานึกถึงก็ทำให้สุขใจ และก็มีบางความทรงจำที่นึกย้อนกลับมาแล้วรู้สึกเจ็บปวดในใจทุกที แต่นั่นแหละ... ฉันว่าสมองของมนุษย์เรานี่ฉลาดนะ พอเวลาผ่านนานไปเรื่อย ๆ เราจะไม่ค่อยดึงเอาความทรงจำที่ไม่ค่อยน่ารักออกมาเท่าไรนัก สิ่งที่คิดนึกย้อนกลับไปได้ก็มีแต่เรื่องราวที่สดใสสวยงาม























































    ร้านขายของกระจุ๊งกระจิ๊งน่ารัก









































  • ฉันพาตัวเองมาถึงตรงหน้าโบสถ์แมทเทียสและป้อมชาวประมง แน่ล่ะ กลับมาทั้งทีนี่นะ มีหรือฉันจะพลาดการยืนมองอาคารรัฐสภาจากอีกฝากของแม่น้ำดานูบ








    ตัวโบสถ์ที่ตั้งตระหง่านงดงาม มีหอคอยแหลม ๆ และกระจกสีตามแบบฉบับโกธิค


















    ป้อมปราการป้องกันศัตรู แต่ดันแพ้ให้กับกองทัพเติร์กเลยโดนรื้อ
    ต่อมาได้รับการบูรณะใหม่ให้กลับมาปิ๊งปั๊งดังเดิม



















    อนุสาวรีย์คิงอิชวาน














    ขอบคุณที่สอนให้ฉันเติบโต หล่อหลอมให้ฉันเข้มแข็ง และทำให้ฉันเป็นตัวฉันในวันนี้


    ฉัน ผู้ยังไม่หยุดที่จะออกเดินทาง


    ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางจริง ๆ ที่ออกไปผจญภัยรอบโลก
    และการเดินทางตามเส้นทางของชีวิตไปเรื่อย ๆ โดยไม่ย้อท้อ
    และไม่รู้สึกว่าคิดผิดที่เลือกเส้นทางดำเนินชีวิตแบบนี้





    ในที่สุดก็กลับมาหาแล้วนะ


    บูดาเปสต์
    ไข่มุกเม็ดงามแห่งแม่น้ำดานูบ
    จุดเริ่มต้นของทุกการเดินทางในชีวิตของฉัน












    รักเสมอและตลอดมาตั้งแต่วันแรกที่พบกัน

    ด้วยรัก...จากทะเลทราย


















  • ถึง ผู้อ่าน ด้วยรัก...จากทะเลทราย ที่รักยิ่ง



    จบจดหมายถึงบูดาเปสต์ไปแล้ว จากนี้คือเรื่องราวในจดหมายที่เขียนถึงผู้อ่านที่น่ารักทุกคนแล้วค่ะ (ปรับมู้ดแอนด์โทนไวมาก) สารภาพตามตรงว่าจะเขียน ด้วยรักฯ ในตอนนี้จนกระทั่งถึงหน้านี้ เราผ่านการลบทิ้งไปประมาณห้ารอบได้ เหนื่อยเหลือเกิน จนท้อใจ ขอตัดจบมู้ดแบบด้านบนทิ้งแล้วพาไปเที่ยวกันจริง ๆ ดีกว่านะค้าาาา






    จะสวยมากถ้าไม่ติดไฟสปอตไลท์อันนั้น แง












    เล่าคราว ๆ คือหลังจากที่เราดื่มดำกับบรรยากาศภายในป้อมชาวประมงแล้ว เราก็เดินกลับไปที่ฝั่ง Pest เพื่อไปที่ Shoes on the Danube Bank ซึ่งเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าสังหารหมู่ชาวยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองค่ะ






    ถ้าไม่อยากเสียเงินนั่งรถรางลงไป ก็เดินลงไปตามทางนี้ได้นะคะ

















    น่ารัก ชอบมากเลย



































    wish you were here
    wish you were near



























    เราเดินมองฟ้า รับลมริมแม่น้ำมาจนถึงด้านหลังของอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปหล่อรองเท้า 60 คู่ที่ตั้งกระจัดกระจายเรียงรายกันอยู่ แทนคำบรรยายถึงเรื่องราวของความโหดร้ายของประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี




























  • เราทิ้งบรรยากาศที่ชวนหม่นใจไปพร้อม ๆ กับดวงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้า การเดินเล่นริมถนนในยุโรปตอนฟ้ามืดเป็นหนึ่งในข้อห้ามประจำใจของเราเลยค่ะ เราเลยรีบสาวเท้าเดินไปที่ Vörösmarty tér ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Christmas Market ใจกลางกรุงบูดาเปสต์นั่นเองงงง

















































    ร้านค้ามากมาย ร้านอาหารมากมี การแสดงครบ บรรยากาศอบอุ่นมาก ๆ เลยค่ะ เราก็นั่งตัก goulash ร้อน ๆ เข้าปาก พร้อม ๆ กับดื่มไวน์ร้อนให้พอชุ่มชื่นหัวใจ เนี่ย บรรยากาศเกือบ ๆ จะปลายปีแบบนี้นี่แหละที่ดีต่อใจ (แม้ว่าจะเหงา ๆ บ้างก็เถอะนะ)









    และนี่ก็คือบูดาเปสต์ครั้งแรกในรอบ 10 ปี
    ภายในเวลา 24 ชั่วโมงของเราค่ะ





    ทริปต่อไปจะพาไปเที่ยวที่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ





    ด้วยรัก...จากริมแม่น้ำดานูบ









Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in