เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
from the desert, with loveployapha.j
เซี่ยงไฮ้ หว่อ อ้าย หนี่
  • 26 September 2019







    เซี่ยงไฮ้เป็นไฟล์ทน่ารัก



    เซี่ยงไฮ้ เป็นอีกหนึ่งไฟล์ทที่เราชอบบินไปค่ะ หากตัดเรื่องความยุ่งยากของการต่อ VPN ไปแล้ว ไฟล์ทนี้ก็เป็นอีกไฟล์ทที่ง่าย ๆ สบาย  ๆ เพราะผู้โดยสารจีนเป็นผู้โดยสารที่ "น่ารัก" ในความคิดของเราค่ะ เวลาเราไม่อยากบินไปไฟล์ทไหนก็มักจะส่งมาแลกไปเซี่ยงไฮ้เสมอ อย่างในครั้งนี้เราก็เอาเคปทาวน์ที่ยาวแสนยาวยุ่งแสนยุ่งไปสลับมานั่นเอง



    ความน่ารักปุกปิกของผู้โดยสารจากแดนมังกรนี้เริ่มตั้งแต่บอร์ดดิ้ง เรามีหน้าที่แค่ยืนยิ้มและถ่ายรูปกับเหล่าอากงอาม่าเท่านั้น ไม่ต้องไปช่วยยกกระเป๋าจัดชั้นเก็บสัมภาระแต่อย่างใด เพราะผู้โดยสารเกือบทุกคนจะมากับกรุ๊ปทัวร์หมด แต่ละคนพกกระเป๋าเป้เล็ก ๆ ขนาดกระทัดรัดมาคนละใบเท่านั้น แถมจัดแจงเอาเก็บกันเองเรียบร้อย สำหรับเรื่องสลับทีนั่งก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะทุกคนคุยกันเอง จัดการกันเอง สลับกันเองหมดทำให้บอร์ดดิ้งเสร็จไวมาก สามารถแบ่งทีมลูกเรือไปแจกเมนูอาหารและแจกของเล่นเด็กได้เลย เหลือแค่คนเดียวเอาไว้ในแกลลี่ มีหน้าที่เติมน้ำร้อนใส่กระติกให้ผู้โดยสารที่เดินมาขอเท่านั้น



    เมื่อเริ่มเซอร์วิสเสิร์ฟอาหารก็ง่ายมาก อะไรก็ได้ ทานกันหมด จะเนื้อจะไก่จะอะไรก็เอามาเถอะ ไม่มีอันนั้น อันนี้หมดก็เอาอันนู้นแทนได้ ไม่เรื่องมาก ไม่งอแง ไม่โวยวาย แต่แค่จะเมื่อยมือตอนที่พยายามอธิบายเท่านั้นเอง



    ส่วนก่อนจะแลนด์ดิ้งที่เราต้องเก็บผ้าห่มกับหูฟัง ผู้โดยสารที่น่ารักทุกท่านก็ให้ความร่วมมืออย่างดี เก็บคนแรก คนต่อมาก็ไม่อิดออดที่จะยื่นทุกอย่างให้ ซึ่งลดภาระเราที่จะต้องเก็บสิ่งเหล่านี้หลังแลนด์ได้ดีมาก แอร์ออกจากเครื่องได้ไว = มีเวลาได้พักมากขึ้นนั่นเองค่ะ :)













    เรื่องราวของคนก้นครัว


    ตอนนี้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในอีโคค่ะ กล่าวคือเหล่า Cabin Supervisor ที่เดิมที่จะอยู่ในแกลลี่ระหว่างที่ลูกเรือออกคาร์ทไปเสิร์ฟอาหาร เขาต้องสลับออกไปในเคบินแล้วให้ลูกเรือเข้ามาดูแลจัดการสิ่งต่าง ๆ ในแกลลี่แทน ซึ่ง... ทุกคนต่างบ่นกันขรมไปทั้งบริษัทว่าทำอย่างนี้ได้ยังไง ถ้าเกิดเหตุ medical case ขึ้นมาแล้วจะทำยังไง ถ้าอย่างนั้น อย่างนู้น อย่างนี้ บ่นไปเรื่อย แต่สำหรับเราผู้รั้งตำแหน่ง Galley Queen มายาวนาน รักการอยู่ในครัว ไม่ชอบออกคาร์ท ไม่อยากสุงสิงกับมนุษย์จำนวนมากก็นิยมชมชอบการเปลี่ยนแปลงแบบนี้พอควร เพราะพอทำงานมาถึงจุดนึงแล้ว การออกไปพบเจอผู้คนจำนวนมากและต้องดีลกับปัญหาร้อยแปดในเคบินก็บั่นทอนพลังงานประมาณนึงเลยแหละค่ะ (แหะๆ) การได้อยู่เงียบ ๆ ลากคาร์ท ยกคอนเทนเนอร์ไปเรื่อยเจื้อย ฮัมเพลงดิสนีย์ไปก็เป็นความสุขแล้วค่ะ♡ (แต่ถ้าให้ไปเสิร์ฟในเคบินก็ยังเป็นมนุษย์ที่ยิ้มหวานพูด Good Morning ผู้โดยสารตอนเสิร์ฟอาหารเช้าอยู่นะคะ ฮิฮิ)





    ว่าแต่ลูกเรือที่ทำตำแหน่งแกลลี่นั้นมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้างหนอ?





    ลูกเรือแต่ละคนก็มีวิธีการจัดการแกลลี่ที่แตกต่างไปตามความถนัดของตัวเองค่ะ โดยส่วนตัวแล้วก่อนที่เราจะออกไปทำงานไฟล์ทไหน เราจะดูว่าไฟล์ทดังกล่าวนั้นมีเซอร์วิสอะไรบ้างและต้องจัดคาร์ทแบบไหน พอขึ้นเครื่องมาปุ๊บเราก็จะเช็คก่อนว่าในครัวของเรามีคาร์ทอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ใช้สำหรับเซอร์วิสใด มีจำนวนอาหารทั้งหมดเท่าไร หากอยู่ครัวหลังในเครื่อง A380 ก็ต้องเช็คจำนวนอาหารพิเศษด้วย ซึ่งเราจะเช็คนับด้วยตนเองก่อนและรอให้คุณพี่จาก Catering มาคอนเฟิร์มจำนวนทุกอย่างอีกครั้งหนึ่งค่ะ

    เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็จะเริ่มเตรียมเมนูอาหารเอาไว้ให้ลูกเรือแจกหลังจากบอร์ดดิ้งเรียบร้อย เตรียมชากาแฟ จัดคาร์ทล่วงหน้าไว้บางส่วน อะไรที่เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนได้เราจะทำไว้ให้หมดเลย และแปะโพสอิทไว้ตามจุดต่าง ๆ เช่น ตู้เย็นอันนี้เอาไว้สำหรับใส่น้ำผลไม้ที่เปิดแล้ว คอนเทนเนอร์อันนี้เอาไว้ใส่ขวดน้ำพลาสติกสำหรับรีไซเคิล เตรียมถุงไว้สำหรับใส่ขวดแก้ว (เราพยายามจะแยกขยะในทุกไฟล์ทนะจ๊ะ) หลักใหญ่ใจความคือการเตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่ต้องคอยล่กวุ่นวายตอนที่เริ่มเซอร์วิสนั่นเองค่ะ


    และพอเริ่มเซอร์วิส เราก็มีหน้าที่จัดแจงเอาอาหารเรียงใส่ในคาร์ท จัดวางของที่จะต้องอยู่บนคาร์ทให้ครบถ้วนเรียบร้อย เช่น แก้วน้ำ ไวน์ต่างๆ น้ำผลไม้ น้ำอัดลม สารพัดสิ่งที่ต้องเสิร์ฟ และเมื่อเราส่งคาร์ทให้ลูกเรือเสิร์ฟในเคบินเรียบร้อยแล้ว เราก็จะเช็คกับตัวเองอีกรอบนึงว่าในครัวมีอาหารเหลืออยู่เป็นจำนวนเท่าใด มีอะไรบ้าง มีอาหารพิเศษ extra หรือไม่ เผื่อว่าลูกเรือจะโทรมาขอหรือโผล่เข้ามาในแกลลี่ตอนที่เราไม่อยู่จะได้ไม่ต้องวิ่งวุ่นวายหาว่าอะไรอยู่ตรงไหน

    เมื่อเรียบร้อยแล้วเราก็เข้าไปช่วย Cabin Supervisor เสิร์ฟถาดอาหารค่ะ จะได้ทำเซอร์วิสได้ไวขึ้น ผู้โดยสารจะได้ไม่ต้องรออาหารนาน พร้อมๆไปกับการเหลือบไปมองว่ามีลูกเรือโทรมาขออะไรมั๊ย จะได้วิ่งไปหยิบให้ได้ ก็...เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วนั่นแหละ และพอเสิร์ฟอาหารกันเสร็จ เราก็ออกไปเก็บถาดและก็เสิร์ฟชากาแฟ เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการในหนึ่งเซอร์วิสค่ะ











    แลนด์แล้วไปไหน


    การได้กินของอร่อยหลังจากการทำงานมาทั้งวันเป็นเหมือนโบนัสพ้อยท์เล็ก ๆ ของชีวิตค่ะ เป็นการให้รางวัลแก่ตนเอง เสริมสร้างกำลังใจ และช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย หลับสบาย และเป็นสุข??


    และในเมื่อจุดหมายปลายทางของไฟล์ทนี้คือเซี่ยงไฮ้ มิดไนท์มีลแก๊งค์ในไฟล์ทนี้เลยเริ่มจาก "เมียว" ลูกเรือชาวเมียร์มาชักชวนลูกเรือเอเชียนทุกคนบนไฟล์ทนั่งแท็กซี่ไปกินฮอตพอตเที่ยงคืนกันค่าาาา ฮูเร่!




    ไฟล์ทจะเหนื่อย งานจะหนักเพียงใด ฮอตพอตจะเยียวยาใจของเจ้าเองงงงงงง










    อบอุ่นเหมือนได้รับอ้อมกอดจากคนรักกกกก
    ไม่ได้ไป Hai Di Lao ก็เอาร้านแถวที่พักไปก่อนละกันเนอะ


















    มีน้องฝรั่งมาร่วมแจมหนึ่งหน่วย
    เป็นการลองกินฮอตพอตครั้งแรกในชีวิตนาง เอ็นดู๊ววว
    นางชอบมากเลยนะ บอกว่าประทับใจ แต่น้ำซุปเผ็ดมันเผ็ดมากเลยอะยู้ววว

    ส่วนเอเชียนในภาพก็มีข้าพเจ้าเอง พี่มิ้นท์ พี่ทราย และ เมียว ผู้เริ่มขบวนการค่ะ





















  • กินวนไปในเซี่ยงไฮ้


    รุ่งขึ้นเราก็ตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถแท็กซี่เข้าเมืองมาในย่าน Shaanxi Road ค่ะ เนื่องจากในทริปนี้เรามีความตั้งใจว่าจะมานั่งชิวจิบกาแฟในคาเฟ่กุ๊กกิ๊กยามเช้า เดินเล่นในเมืองชิว ๆ แล้วค่อยกลับโรงแรมไปนอนพักก่อนที่จะบินกลับดูไบ เป็นวันสบาย ๆ ท่ามกลางอากาศเย็น ๆ ที่ค่า pm 2.5 ไม่เลวร้ายทำลายปอด


    หากท่านผู้อ่านที่อยากจะมาเดินเล่นในย่านนี้และพักพักอยู่ในตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ สามารถใช้บริการรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี South Shaanxi Road ได้เลยนะคะ







    ยามเช้าแถวนี้ก็มีร้านรวงเปิดเยอะแยะพอสมควรเลยค่ะ








































































    ตามตรอกซอกซอยเป็นบ้านคนสลับกับคาเฟ่และร้านบูทีคขายเสื้อผ้าน่ารัก ๆ ของกุ๊กกิ๊ก และของแต่งบ้านสลับ ๆ กันไปค่ะเลยทำให้เป็นย่านที่น่ารักกุ๊กกิ๊กมาก ละม้ายคล้ายกับย่านซอยอารีย์ของบ้านเราเลย (แต่ทางเท้ากว้างขวางกว่ามากเล้ย)


    สำหรับมื้อเช้าของเรานั้น เรามีเป้าหมายในดวงใจอยู่ที่ PARAS Cafe ค่ะ ตามที่หาข้อมูลมาก็ได้ความว่าร้านนี้เป็นร้านดังนะเออ อาหารเช้าดี กาแฟอร่อย หากมาสายอาจจะต้องต่อคิวด้วย แต่ด้วยความที่เป็นคนจะซวยช่วยไม่ได้ เดินฝ่าอากาศ 9 องศาเซลเซียสมาเพื่อพบว่าร้านที่เป็นโซนคาเฟ่เขาปิดค่ะ ไม่แน่ใจว่าปิดปรับปรุงหรือปิดไปเลยเหมือนกัน เหลือแต่จุดที่ขายกาแฟใส่แก้วสำหรับ Take away เท่านั้น สะเทือนใจมากเลย จากที่กะว่าจะมานั่งชิว ๆ อ่านหนังสือเล่น รอร้านรวงเปิดแล้วค่อยไปเดินสำรวจก็เป็นอันพับโครงการไปด้วยความช้ำใจ


    และด้วยความที่ตอนนั้นหิวและหนาวมาก ๆ มือแข็งขาสั่นไปหมดแล้ว ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปในห้าง IAPM Mall ที่อยู่แถวนั้นค่ะ กะว่าจะเข้าไปหลบอากาศเย็น ๆ แล้วนั่งหาข้อมูลดูแผนสำรองว่าจะไปไหนต่อดี ก็ไปป๊ะกับร้านติ่มซำสไตล์ฮ่องกงที่เขาลือกันว่าดีย์! นั่นก็คือร้าน Tao Heung นั่นเองงงงงง







    ร้านอยู่ชั้นสามนะจ๊ะ ขึ้นบันไดเลื่อนมาโลดดดดดดดด
    และแม้ว่าจะมาตอนที่ห้างเปิดไปซักพักหนึ่งก็ต้องรอคิวอยู่ดีเน้อ

















    เมนูเป็นภาษาจีนล้วนไม่มีอังกฤษปน เดชะบุญยังมีภาพให้ดู
    เราก็ใช้วิธีชะเง้อมองดูโต๊ะรอบข้างว่าเมนูไหนน่ากินแล้วก็ติ๊กสั่งโลดดดดด
















    เรียกน้ำย่อยด้วยชาเลม่อนและพายไส้หวาน ๆ


















    ดีต่อใจจจจจจจจจ

















    โจ๊กคือประเสริฐมากกกกกกกกกกก



















    อวบอึ๋มเหลือเกินนนนนนนนนนนน


















    คุณความรักกกกกกกกกกกกกกกกกกกก



















    มีผัดผักอีกจานด้วยค่ะแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา







    เราจำไม่ได้แล้วว่าเราสั่งเมนูอะไรไปบ้าง แต่การันตีความอร่อยของทุกจาน ดีมากน้ำตาจะไหล อยากกลับไปกินอีกกกกกกกกก (จริง ๆ แล้วตอนแรกเราตั้งใจว่าจะไปกินร้าน Cha's Resturant ค่ะ ร้านนั้นก็ดัง ได้รับรางวัลนั่นนี่ด้วย แต่ก็นะ หิวตอนนี้ก็ต้องกินตอนนี้แหละ!)









    เมื่ออิ่มหมีพีมันกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินสำรวจในห้างนี้นิดหน่อยค่ะ ตอนแรกกะว่าจะไปซื้อชานมไข่มุก แต่ก็เปลี่ยนใจมาเป็นกาแฟที่ร้าน Bango ดีกว่าเพราะบรรยากาศน่ารัก กว้างขวาง สามารถนั่งเล่นเม้ามอยกับเพื่อน แบกเอาคอมมาเปิดทำงาน หรืออ่านหนังสือได้ค่ะ









































  • แวะไหว้พระกันซักนิดให้ชีวิตแจ่มใส



    เรานั่งรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานี Yu Garden ค่ะ เพราะคิดว่าไหน ๆ ก็เข้าเมืองมาแล้วก็ไปดูนั่นดูนี่กับเขาบ้าง เซี่ยงไฮ้มีอะไรเยอะมากกว่าตึกไข่มุกนะเออ














    จุดนี้เป็นเหมือนย่านเมืองเก่าที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์จีนที่งดงาม (และเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว) ร้านค้ามากมาย ร้านขายของฝากมากมี เราไม่ได้หาข้อมูลอะไรไว้เลยก็ได้แต่เดินตามฝูงชนไปเรื่อย ๆ ค่ะ








    คือชื่อว่า Yu Garden เราก็คิดว่าเดินมาจะเจอสวนไง
    อ้อออ เปล่าาา เจอตึกที่เป็นร้านขายของฝากเต็มเลย




























    มีแผงขายของกินเป็นระยะ และมีคนต่อแถวหนาแน่น!
    เขากินอะไรกันนะ?!
















    คำตอบคือปูจ้า ปูอะไรก็ไม่รู้ เสียบไม้
    เสียดายที่เราไม่ได้ลองเพราะตอนนั้นยังอิ่มอยู่เลย กางเกงยังแน่น
    ไม่สามารถกินเพิ่มได้อีกต่อไป
















    เราเดินลัดเลาะเข้ามาตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ค่ะ
    ภายในก็สวยดี เป็นร้านขายของฝากเสียส่วนใหญ่ สลับกับร้านอาหารเล็ก ๆ

























    และแล้วเราก็เดินมาถึงวัดประจำเมืองเซี่ยงไฮ้ค่ะ ซึ่งไหน ๆ ก็มาถึงแล้วก็เลยเข้าไปดูด้านในเสียหน่อยก็แล้วกันเนอะ




    ค่าเข้าสิบหยวนค่ะ































    คุณเจ้าหน้าที่ภายในวัดน่ารักมากเลย แกถามว่าเรามาจากประเทศอะไร ญี่ปุ่นหรอ ก็ตอบไปว่าหว่อชื่อไท่กั๋วเหริน เขาก็ฮ่อๆๆๆๆ ดีใจมากที่เจอคนไทย แนะนำใหญ่เลยว่าต้องไหว้อะไรยังไงตรงไหนบ้าง ซึ่ง...เป็นภาษาจีน ไม่เข้าใจเด้อ แกก็พยายามส่งไม้ส่งมืออธิบายใหญ่เลย : )

















  • เซี่ยงไฮ้ในมุมที่ต่างออกไป


    เราออกจากวัดและเดินเลี้ยวลัดเลาะไปตามซอยเล็ก ๆ เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบที่ห่างไกลจากเหล่านักท่องเที่ยวค่ะ ถือคติว่าไหน ๆ เราก็มาถึงตรงนี้แล้ว ฉะนั้นจงเดินดูให้ถ้วนทั่วทั้งบริเวณให้หมดแล้วกันนะ


    ภาพในหัวของเราที่มีต่อมหานครเซี่ยงไฮ้คือความทันสมัย ไฮเทค เป็น Modern City ที่เป็นจุดศูนย์กลางของธุรกิจการค้าของจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้คนใช้ชีวิตรีบ ๆ เร็ว ๆ ไม่ต่างจากเมืองใหญ่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ถนนเล็ก ๆ หลังวัดนี้นี่เองทำให้เราได้เห็นเซี่ยงไฮ้ในอีกมุมมองหนึ่งที่ต่างออกไปค่ะ









    เป็น The Real Shanghai ที่แท้จริง
    ไม่ใช่ตึกสูง ไม่ใช่ตึก The Bund แต่เป็นวิถีชีวิตของคนพื้นที่ที่เกิดและเติบโตที่นี่
















    สารภาพตามตรง จุดนี้คือไม่รู้ว่าจะประทับใจดีหรือว่าจะตกใจดี

















    ตากจริงไม่ติงนัง หลักฐานคาตาจนต้องหยิบเอามือถือมาถ่าย



















    ชอบรูปนี้มากเลยนะ
    ความเป็นเมืองใหญ่และวิถีชีวิตของชุมชนเก่า

















    แวะร้านขายจานชามเซรามิกในซอยนั้น
    ได้แก้วกับจานลายดอกสีน้ำเงินติดไม้ติดมือกลับบ้านมาด้วย
















    พ้นมาถนนนั้นมาแล้ว
    เราก็กลับคืนสู่เซี่ยงไฮ้ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและตึกสูงอีกครั้งหนึ่งค่ะ






















    เมื่อเดินต่อมาอีกนิดนึงเราก็มาเจอกับสวน Gucheng Park ค่ะ
    และก็ตามคติประจำใจในทริปนี้...
    ไหน ๆ ก็มาแล้ว เดินลัดสวนเข้าไปดูเสียหน่อยก็ได้

























    ด้านในเป็นต้นไผ่จำนวนมาก มีความเป็นซีนในภาพยนตร์เรื่องจอมใจบ้านมีดบินมาก ๆ ค่ะ ฟังเสียงไผ่ลู่ไปตามลมผสมกับเสียงขลุ่ยที่ดังแว่วมาเรื่อย ๆ  ซึ่งตอนนั้นเราคิดในใจว่าดี๊ดีจังเลยแหะเขาเปิดในสวนเพลงกันด้วยแหะเพราะมันเข้ากับบรรยากาศมาก ได้ยินแล้วใจสงบ แต่ปรากฎว่าเสียงขลุ่ยที่ได้ยินนั้นไม่ได้มาจากการเปิดเพลงแต่อย่างใด กลับกลายว่าต้นเสียงนั้นมาจากคุณลุงท่านนี้ที่มายืนเป่าขลุ่ยท่ามกลางป่าไผ่ค่ะ








    ประทับใจเหลือเกิน
    ยืนฟังเพลินจนลืมความหนาวไปเสียสิ้น





    ต้องขอบคุณตัวเองที่เดินเข้ามาในสวนนี้ถูกที่ถูกเวลาเป็นที่สุดเลยค่ะ เพราะเรารู้สึกว่าเราจะไม่เห็นภาพนี้ในมุมอื่นของโลกเป็นแน่ มันต้องเป็นจังหวะนี้ เวลานี้เท่านั้น ที่เราจะได้พบกับคุณลุงท่านนี้ เพราะถ้าหากเรากลับมาที่นี่อีกครั้ง เราก็อาจจะไม่ได้เจอกันแล้ว ถ้ายึดเอาตามตามสุภาษิตของหนังจีนกำลังภายใน ก็คงต้องบอกว่านี่คือลิขิตจากสรวงสวรรค์นั่นแหละค่ะ : )







    ภายใต้เงาของตึกสูงระฟ้าของมหานครใหญ่
    เซี่ยงไฮ้มีอะไรให้ค้นพบมากกว่าที่คุณคิด













    นอกจากคุณลุงแห่งป่าไผ่แล้ว
    สวนนี้ก็ยังมีน้องแมวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากค่ะ














    เรียกว่าสวนแห่งเจ้าเหมียวก็ได้



















    เราเดินออกจากสวนและไปขึ้นรถไฟใต้ดินกลับไปที่โรงแรมค่ะ พอถึงปุ๊บก็แวะทานอาหารเย็น ซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋และของกินจุบจิบที่จะเอามานั่งกินบนเครื่องขากลับ แล้วก็กลับไปนอนพักเพื่อที่จะบินกลับมายังบ้านทะเลทราย สำหรับไฟล์ทนี้เราไม่นอนไม่ได้จริง ๆ ค่ะเพราะว่าบินนานเหลือเกิน แลนด์ถึงเช้า กว่าจะกลับไปถึงบ้านก็สายแล้ว ฉะนั้นการพักผ่อนงีบเล็กน้อยก่อนไปทำงานจึงสำคัญจำเป็นมาก ๆ เลยค่ะ :D









    และนี่คือ 24 ชั่วโมงในเซี่ยงไฮ้ของเราค่ะ





    สำหรับไฟล์ทหน้า เราจะพาไปเดินเล่นที่ไหน
    โปรดติดตามได้ในตอนต่อไปนะคะ



    หว่อ อ้าย หนี่

    ด้วยรัก...จากเซี่ยงไฮ้ที่ไม่ใช่ชื่อเวเฟอร์


    ด้วยรัก...จากทะเลทราย





















Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in