ออกไปกับเขา (Partir avec Lui)Peeranut Chirawongkamchorn
วันที่ 2 - กับฉัน
  •           ฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของตนเองอีกครั้ง ไม่กี่วินาทีหลังการรับรู้ สมองของฉันก็สั่งการให้ครุ่นคิดเกี่ยวกับสถานที่ที่ฉันดำรงอยู่ บนพื้นเตียงนุ่มนวลโอบอุ้มร่างกายอันเปลือยเปล่า ผ้านวมสีขาวผืนใหญ่ห่อหุ้มร่างกายอยู่ทางด้านบน ฉันดึงมันให้กระชับเข้ากับร่างกายมากขึ้นเพื่อปกป้องรังสีอำมหิตของความเย็นที่ไม่มีท่าทีที่จะลดระดับความรุนแรงนั้นลงเอาเสียเลย ความหนาวยังคงสามารถแทรกซึมผ่านเข้าร่างกายได้จากความเย็นของผ้านวมผืนนี้อยู่บ้าง เปลือกตาอันบอบบางยังคงเกียจคร้านที่จะเปิดเพื่อรับรู้สิ่งต่างๆที่เป็นไปบนโลก มันจับมืออย่างเหนียวแน่นกับขี้ตาราวกับไม่อยากจะพรากจากกันไปไหน หรือว่ามันอาจจะเป็นคราบน้ำตา ไม่ใช่ขี้ตา หรือมันคือสิ่งเดียวกันนั้นฉันก็ไม่รู้ สมองสั่งการให้คิดต่อไปว่าตอนนี้เช้าแล้วหรือยัง พระอาทิตย์ขึ้นไปแล้วหรือยัง วันนี้วันอะไรนะ วันนี้วันจันทร์ ฉันยังไม่ได้ยินเสียงรถยนต์บนท้องถนน ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงของแตรรถยนต์ที่เคลื่อนตัวบนท้องถนนวันจันทร์ วันที่แสนจะเศร้าสร้อยของคนทำงาน ฉันได้ยินเพียงแต่เสียงเพลงเอื่อยๆที่ฟังไม่รู้ภาษา แต่ก็ไพเราะมากพอที่จะทำให้เป็นเช้าที่สดใส เสียงร้องของหญิงสาวช่างเข้ากับเครื่องดนตรีคลาสสิคน้อยชิ้น ใครเล่นเปียโนตัวนั้น ไวโอลินถูกเสียดสีอย่างมีจังหวะสอดรับกับเปียโนและเสียงร้องได้อย่างลงตัว ฉันอยากจะนอนต่ออีกซักหน่อย อย่างน้อยใต้ผ้าห่มก็อบอุ่นดีเหลือเกิน แต่จมูกน้อยๆของฉันสามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นหอมของขนมปัง กลิ่นเคลื่อนคล้อยลอยมาจากในห้องครัวเป็นแน่ มีกลิ่นของเนยผสมเข้าไปด้วยทำให้กลิ่นสัมผัสของแป้งขนมปังอบอวลกับความเค็มปะแล่มของเนย ฉันนึกถึงน้ำผึ้งอันหอมหวาน สีเหลืองสดใสราวกับอัญมณีมีค่าบุษราคัม เหนียวข้นเป็นเนื้อเดียวกันอย่างหาที่ติไม่ได้ บริเวณกล้ามเนื้อหน้าท้องเริ่มขยับตัวเพื่อเรียกร้องต่อความปรารถนา ต่อมน้ำลายถูกสั่งการอย่างรวดเร็ว ปากชุ่มชื้นหลังจากผ่านค่ำคืนอันแห้งเหี่ยว พร้อมกับเสียง ปิ๊ง! ฉันลืมตาขึ้นในทันทีพร้อมกับที่ประตูห้องนอนเบื้องหน้ามีชายหนุ่มยืนพิงอยู่ที่ขอบประตูสีแดง ส่งรอยยิ้มมุมปาก ตาหยี่เล็กน้อยราวกับนักผจญภัยที่พร้อมจะสำรวจวัตถุต้องสงสัยเบื้องหน้า ผมเป็นลอนหยักศกสีดำที่ยังไม่ได้ผ่านการจัดทรง เหมือนเพิ่งตื่นนอน เพิ่งลุกจากที่นอน ข้างๆฉัน

              เขา: นอนหลับสบายไหม

              ฉัน: ก้อดีนะครับ หลับลึกมาก แต่หนาวไปหน่อยครับ

              เขา: อากาศแบบนี้ถือว่าไม่หนาวนะ เขาเรียกว่า fresh ไม่ถึงกับ cold

              ฉัน: บ้านผมเรียก very cold แล้วครับ

              เขา: ฮ่าๆๆ โอเค ลุกขึ้นมาแต่งตัวได้แล้ว อาหารเช้าเสร็จแล้ว

              ฉัน: คุณทำเองหรอครับ

              เขา: เปล่าหรอก เดินไปซื้อขนมปังที่ร้าน Four des Navettes ใกล้นี่แหละ

              ฉัน: อ๋อๆ ผมไม่รู้จักเลยครับ

              เขา: เอ้า! ลุกขึ้นเร็วๆ ฉันหิวแล้ว

  •           ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าสดใส พระทิตย์ส่องสว่างจ้า คลื่นพลังงานความร้อนยังไม่อาจต่อกรได้กับพลังงานความเย็นแห่งสายลม แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังคงพยายามออกเดินไปตามท้องถนนต่างๆที่มีรอยพาดผ่านของแสงอาทิตย์ ถือว่าอากาศดีใช้ได้ ตอนนี้แปดโมงเช้า ฉันออกเดินไปตาม Rue Sainte ซึ่งเป็นถนนเดินรถทางเดียวประกอบกับทางเดินแคบๆบนสองฝั่งของถนน ร้านค้าริมทางเดินส่วนมากยังไม่เปิด เมื่อเพ่งพิจารณาป้ายบอกเวลาเปิดปิดตามร้านรวงต่างๆ ร้านจะเปิดให้บริการตอนสิบโมงเช้าและปิดประมาณสี่โมงเย็น เปิดสายและปิดเร็ว ทำไมคนที่นี่ถึงทำตัวเกียจคร้านกันขนาดนี้ ไม่สิ ทำไมคนที่นี่ถึงสามารถทำตัวเกียจคร้านกันได้ถึงขนาดนี้ น่าจะเป็นคำถามที่ฉันถามตัวเองได้น่าสนใจกว่า แต่ฉันว่าฉันคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้บ่อยเกินไปแล้วหล่ะ ฉันกระชับกระเป๋าสะพายหลังใบสีน้ำเงินคู่ใจพร้อมกับออกเดินหน้าต่อไป ถนนเส้นตรงแต่ไม่ราบเรียบมุ่งหน้าอย่างไม่สนใจใยดีผ่านตัดแนวถนน Rue d’Endoume จนได้พบกับร้านที่เขามาซื้อขนมปังเมื่อตอนเช้า Four des Navettes กลิ่นขนมปังอบอวลออกมาบนถนนราวกับคนทำขนมปังพยายามร่ายเวทย์มนตร์ให้แก่คนบนท้องถนนที่เดินผ่านไปมา ให้เคลิบเคลิ้มไร้สติ และเพลิดเพลินไปกับมนตราแห่งขนมปังอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ฉันเดินเข้าไปสำรวจเล็กน้อยพร้อมกับซื้อขนมปังติดไม้ติดมือออกมา ฉันเดินตามถนนสายเดิมจนพบเข้ากับ Square Bertie Albrecht เป็นสนามเล็กๆที่วิวเบื้องหน้าคือ Le Vieux Port de Marseille สีฟ้าของท้องฟ้าที่สดใสถูกตัดกับน้ำทะเลบริเวณท่าเรือด้วยตึกรามบ้านช่องสีเหลือง หลังคาสีแดงอิฐ และเรือยอร์ชสีขาวที่จอดเรียงราย มีคู่รักนั่งชื่นชมวิวเบื้องหน้าเหมือนกับที่ฉันกำลังทำ มีเด็กวัยรุ่นสองสามคนกำลังสนุกสนานไปกับการเล่นเตะกระป๋องเครื่องดื่ม ฉันไม่รู้ว่าฉันยืนอยู่ตรงนั้นนานขนาดไหน ลมพัดแรงจากคลื่นทะเลที่ไม่มีทีท่าที่จะอ่อนกำลังลง หวังว่าจะช่วยพัดพาความว่างเปล่าที่อัดแน่นในตัวฉันออกไปได้อย่างหมดจด แสงแดดที่ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอมา หวังว่าจะแผดเผาความว่างเปล่าที่ฉันมีให้สูญสิ้นไป ภาพคู่รักเบื้องหน้าที่นั่งเอนอิงพิงไหล่กันอยู่บนม้านั่งยาวสีเทา คงจะช่วยเติมเต็มความกลวงเปล่า เติมเต็มความไม่มีอะไรในจิตใจ เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้อาจจะช่วยให้ฉันตระหนักได้ว่าฉันนั้นยังมีความสามารถในการรับรู้การมีตัวตนของฉัน......อีกครั้ง

              หลังจากเดินวนอยู่หลายรอบภายในบริเวณ Palais du Pharo ฉันก็ตัดสินใจหาทำเลที่นั่งพักบริเวณสนามหญ้าด้านข้างของตึกใหญ่ขนาดสามชั้น ฉันนั่งหันหน้าออกไปทางทะเลเพื่อชื่นชมและเพลิดเพลินกับบรรยากาศเบื้องหน้า ที่ฉันไม่ค่อยจะได้พบเจอบ่อยครั้งนักที่บ้านของฉัน ฉันหยิบหนังสือท่องเที่ยวที่ซื้อมาขึ้นมานั่งพิจารณาแห่งหนในเมืองที่ฉันควรจะไปเยี่ยมเยียนซักครั้ง ฉันพลิกหนังสือไปยังหน้า 769 เพื่อพบกับรายละเอียดคำบรรยายสรรพคุณต่างๆที่ว่าทำไมคุณควรมาเที่ยวที่แห่งนี้ ฉันนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าฉันเคยจะสนใจความสำคัญของส่วนการเรียกร้องเชิญชวนนี้บ้างหรือเปล่า ทำไมฉันเลือกจะเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ ฉันจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพิ่งผ่านการแข่งขันฟุตบอลยูโรปี 2016 มาเพียงไม่กี่เดือน สนามที่เมืองแห่งนี้ถือว่าเป็นสนามที่ใหญ่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง หรือว่าตอนเข้าชั้นเรียนภาษาแล้วอาจารย์เล่าเรื่องอะไรซักอย่างเกี่ยวกับเมืองนี้ แล้วทำไมฉันถึงเลือกมาเมืองนี้หล่ะ 

  •            เขา: ทำไมถึงเลือกมาที่นี่หล่ะ

              ฉัน: เหมือนว่าอาจารย์เคยพูดถึง Le Vieux Port ก็เลยเลือกมาที่นี่นะครับ

              เขา: แค่นี้เลยหรอ มีอะไรมากกว่านั้นไหม

              ฉัน: ไม่น่ามีนะครับ แล้วทำไมคุณถึงมาที่นี่หล่ะ

              เขา: เพราะฉันไม่เคยมาที่นี่ และตอนนี้ที่ปารีสก็หนาวเกินไป คนส่วนมากจะมาเที่ยวทางตอนใต้กันช่วงนี้เพราะอบอุ่นกว่า

              ฉัน: มีเหตุผลอื่นๆไหมครับ

              เขา: ไม่มีนะ ทำไมต้องมีหล่ะ ก็แค่มาพักผ่อน

              ฉัน: แล้วคุณมีแพลนจะไปไหนบ้าง

              เขา: ยังไม่มีเลย เดี๋ยวค่อยเสริจหาเอา

              ฉัน: อ๋อๆ โอเคครับ ขอให้สนุกครับ

               อันที่จริงระหว่างอาหารเช้าตอนที่ฉันกับเขานั่งคุยกัน กินอาหารเช้าเคล้าคลอเสียงเพลงร่วมกัน ฉันควรเอ่ยปากชวนเขาออกมาเที่ยวชมเมืองร่วมกัน แต่ฉันเองก็ยังไม่รู้เลยว่าฉันจะไปไหนดี ฉันไม่กล้าจะชวนเขาไป ดูเหมือนน่าจะเป็นภาระมากกว่าเป็นการพักผ่อนอย่างที่เขาต้องการ ตอนที่เขาสวมเสื้อกันหนาวและหันมาบอกว่า Bonne journée และ À bientôt ฉันรู้สึกถึงความโง่เง่าของตัวเองที่ไม่ชวนเขาไปด้วยกัน เขาอาจจะมองว่าฉันดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ไม่จริงซักหน่อย ไม่ใช่เลย ฉันผละจากหน้าหนังสือที่เหมือนจะจ้องมองมันมากกว่าอ่านมันอย่างถ่องแท้ ขึ้นหันมองไปทางด้านหลังที่เป็นที่ตั้งของตึกสามชั้นของกษัตริย์ Louis Napoléon III ถ้าตึกที่มีห้องมากมายขนาดนี้ประกอบไปด้วยห้องนอนของมเหสีที่อยู่ชั้นล่างทางปีกซ้ายสุดชั้นสอง สวามีอันเป็นที่รักอาจจะมีห้องนอนอยู่ทางปีกซ้ายเช่นกันแต่อยู่ชั้นบนสุด และถ้าพวกเขามีลูกด้วยกัน ลูกของพวกเขาอาจจะต้องไปนอนอย่างโดดเดี่ยวที่ห้องทางปีกด้านขวาชั้นสอง เมื่อถึงเวลาอาหารก็จะไปรวมตัวกันที่ชั้นล่างสุด อยากจะพบเจอกันแต่ละครั้งต้องเดินไปมาหาสู่กันแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณสิบห้านาที และตึกขนาดใหญ่แบบนี้มีคนอยู่อาศัยแค่สี่ห้าคน คงจะเป็นบรรยากาศวังเวงและเงียบเหงาน่าดู แต่เมื่อเทียบกันกับฉันแล้ว ฉันกับเขาน่าจะดูมากกว่าคำว่าเงียบเหงาเสียอีก

              บริเวณท้องเกิดการคำรามเสียงดังอย่างไม่ปรานีปราศรัย กล้ามเนื้อมัดใหญ่บนเวณต้นขาทั้งสองข้างส่งสัญญาณการโอดครวญแห่งความอ่อนล้า ฉันไม่รีรออีกต่อไป สายตากวาดแกว่งไปตามทุกแห่งทั่วท้องถนน แต่หาใช่เพื่อความเพลิดเพลินและทัศนียภาพไม่ ตอนนี้ต้องการเพียงร้านอาหารราคาพอไปวัดไปวากับเศษเงินอันน้อยนิดในกระเป๋า หันมองไปทางใดก็ยังไม่พบร้านที่เป็นที่น่าพึงพอใจนัก ส่วนมากจะเป็นเพราะราคาที่ไม่น่าภิรมย์ จนกระทั่งมายืนอยู่หน้าร้านขายขนมปังแห่งหนึ่ง ทำให้เกิดการสำนึกขึ้นได้ว่า แล้วเราจะสั่งอาหารอย่างไร พนักงานหญิงอายุราวสามสิบปลายๆคนนั้นจะสามารถสื่อสารกับเราได้หรือไม่ ฉันยืนมองรายการอาหารอย่างหื่นกระหายผ่านกระจกใสจากทางด้านนอกร้าน กล้ามเนื้อผ่านในกระเพาะอาหารกำลังรวมพลังโจมตีเพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารอย่างบ้าคลั่ง ฉันยืนลูบท้องและใบหน้าราวกับคนยากไร้ไม่มีเงินที่หิวโหย พนักงานหญิงภายในร้านส่งยิ้มอ่อนๆผ่านกระจก ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วเดินเข้าร้าน รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีในการสั่งอาหาร ภายในไม่เกินห้านาที ฉันได้ขนมปังบาเก็ตสอดไส้เนื้อไก่และผักมาไว้ในมือพร้อมทั้งเครื่องดื่มมาไว้ในมือ ฉันนั่งลงที่โต๊ะอาหารตัวเล็กริมผนังร้านอย่างไม่รอช้า เริ่มต้นกินอาหารอย่างไม่รีรอ ขนมปังแข็งๆ กินเร็วมากไปก็เจ็บปาก รสชาติจืดๆแต่อร่อยดี อย่างน้อยก็ช่วยให้ฉันรอดพ้นความหิวโหยในช่วงเวลาบ่ายไปได้ พนักงานหญิงเดินมาที่โต๊ะที่ฉันนั่งพร้อมทั้งพูดคุยเล็กน้อย คำถามนักท่องเที่ยวทั่วไป ฉันคงต้องพูดคุยตอบโต้กับคนอื่นๆแบบเดียวกันนี้ตลอดการเดินทาง ฉันเล่าให้หล่อนฟังว่า ฉันเดินตามถนน Boulevard Tellene ไปเรื่อยๆซึ่งเป็นทางเดินขึ้นเขาเพื่อไปยัง Basilique Notre-Dame de la Garde ฉันบรรยายให้หล่อนฟังเกี่ยวกับสภาพอากาศที่สดใส แดดยังคงรุนแรงสอดรับกับลมหนาวที่ปะทะจากทางทะเล รูปปั้นสีทองสวยงาม ภายในวิหารใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งถูกสร้างด้วยหินสีขาวสลับแดง หล่อนฟังฉันอย่างตั้งใจ สายตาไม่คลาดเคลื่อนออกจากใบหน้าของฉัน ฉันไม่แน่ใจว่าหล่อนเข้าใจที่ฉันพูดหรือไม่ ฉันหยุดพัก ยกเครื่องดื่มขึ้นมาซด ก่อนที่ฉันจะรู้สึกว่าโลกหมุนเล็กน้อย และหล่อนก็หายวับไปพร้อมกับความมืด

  •           ฉันสะดุ้งตื่นด้วยความแสบร้อนเหมือนโดดไฟแผดเผาบริเวณนิ้วมือด้านขวา ฉันคีบบุหรี่อยู่ในมือและคงเผลอหลับไป บนเปลญวนชั้นดาดฟ้าของระเบียงห้องพักช่างเป็นที่ที่สงบสุขเหลือเกิน จนฉันเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวจากความเหนื่อยล้า ดวงตะวันคล้อยคล้ายจะลับขอบฟ้าในไม่อีกกี่อึดใจ ท้องฟ้าที่สีส้มแดงแผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าตรงบริเวณที่ฉันนั่งอยู่ ฉันหยิบบุหรี่อีกตัวหนึ่งขึ้นมาจุดพร้อมกับบิดขี้เกียจก่อนที่จะลุกไปที่ริมระเบียงเพื่อดูความเป็นไปของเมืองในช่วงเย็น รถติด แต่เงียบสงบ ฉันได้แต่ยืนมองท้องฟ้าสลับกับพื้นถนนอย่างไม่รู้เบื่อ ก่อนจะกลับเข้าห้องเพื่อแต่งตัว เตรียมตัวออกไปข้างนอกในช่วงเย็น เขาไม่อยู่ห้อง หรือจะพูดว่าเขายังไม่กลับห้องน่าจะถูก ห้องพักก้าวย่างเข้าสู่ความมืดอย่างรวดเร็ว ฤดูหนาวมืดเร็ว ใครๆก็ว่าอย่างนั้น ฉันเดินออกไปจากห้องอย่างไม่รอช้า บันไดขึ้นลงของที่พักเป็นบันได ฉันแอบนึกสงสัยอยู่ว่าเมื่อวานนี้ฉันกลับห้องมาได้อย่างไร บันไดวนน่าจะทำฉันมึนหัวหนักกว่าเดิม ข้อดีมีอยู่อย่างหนึ่งคือที่พักอยู่ห้องชั้นบนสุด นั่นคือแค่เดินวนขึ้นไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีทางให้ไปต่อ แล้วฉันอาบน้ำแปรงฟันหรือเปล่า ทำไมเลือกที่จะนอนถอดเสื้อทั้งๆที่รู้ว่าอากาศหนาว พักหลังๆมานี้ฉันลดปริมาณการดื่มเบียร์ลงเยอะมาก แต่แทนที่จะรู้สึกมีสติมากขึ้น กลับทำให้ความสามารถในการจดจำลดน้อยถอยลง ไม่ถึงกับมึนเมาแต่ฉันจำไม่ได้ ถ้าว่าสถานที่ที่ฉันได้ผ่านพบเป็นแห่งหนที่ปลอดภัย ฉันคงจะตอบได้อย่างมันใจว่าช่วงการไร้สติที่มีความสุขที่ได้รับจากภาวะของการดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับการยกย่องให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของมนุษยชาติ มันเป็นช่วงเวลาเดียวของมนุษย์ผู้ใฝ่รู้และผู้ที่ทะนงตนว่าเป็นสัตว์ที่มีเหตุผลได้รับรู้ถึงการหลุดพ้นของการรับรู้เหตุผลอันซับซ้อน การเยินยอปอปั้นระหว่างเพื่อนฝูงเป็นโอกาสเดียวที่มนุษย์จะมีโอกาสได้รับความสุขจากความไม่ต้องคิดวิเคราะห์ใดๆ หรือว่าจริงๆแล้วนั้นเราคิดและวิเคราะห์แล้วว่าจะเลือกเส้นทางแห่งความสุขสายนั้น สรุปแล้วมนุษย์เราได้ใช้สติที่จะเลือกความไม่มีสติ หรือเปล่า

               ฉันเดินมาถึง Mémorial des Camps de Mort ที่อยู่อีกทางฝั่งตรงข้ามของท่าเรือ ฉันปล่อยให้เวลาผ่านไปราวกับน้ำที่ตกลงจากภูเขาสูง และไม่หวังจะให้น้ำเหล่านั้นไหลย้อนกลับ ในมือข้างหนึ่งถือกระป๋องเบียร์อยู่ จำไม่ได้ว่าเป็นกระป๋องที่เท่าใดแล้วของค่ำคืนนี้ หลังจากเดินสำรวจด้านหน้าของสถานที่แห่งนี้จึงพบว่ามันคือพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่สร้างจากหินที่ได้จากชายฝั่งของทะเล ถึงเวลานี้มันคงปิดทำการอย่างไม่ต้องสงสัย บริเวณนี้แทบจะไม่มีผู้คนมาเดินกันเลย ถ้าใช้คำว่าเงียบอาจจะยังดูไม่ใช่คำที่ถูกต้อง ฉันเดินวนอยู่บริเวณลานกว้างด้านหน้าตึกอยู่ซักพัก จนกระทั่งฉันเหลือบสายตาไปมองเห็นอะไรบางอย่างขยับหายตัวไปทางด้านหลังของตึกพิพิธภัณฑ์ทางด้านที่ติดกับทะเล ฉันจึงได้เห็นว่ามันเหมือนมีทางเดินแคบอยู่ทางด้านข้างของตัวตึก แต่มันมืดมาก มีเพียงแสงของดวงจันทร์เท่านั้นที่จะช่วยส่องสว่างให้กับทางเดินส่วนนี้ ฉันยังคงเพ่งพิจารณาทางเดินดังกล่าวจากทางด้านหน้า ฉันกำลังชั่งใจว่าฉันควรจะทำอะไร ฉันควรเดินไปทางนั้น หรือฉันควรกลับที่พัก มันจะอันตรายไหม หรือมันจะมีอะไรน่าสนใจ จะมีโจรมาปล้นไหม หรือตรงนั้นจะมีคนอยู่มากมาย ฉันลังเล ใจหนึ่งก็กลัว ใจหนึ่งก็อยาก ฉันควรตัดสินใจอย่างไรดี ฉันเดินไปตรงทางเดินนั้นได้ซักสิบก้าว แล้วเดินย้อนกลับออกมา ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปซ้ำมา เดินวนไปวนมาเหมือนคนจิตไม่ปกติ ถ้าตำรวจมาเห็นฉันตอนนี้ ฉันจะถูกจับไหม ฉันยังคงมีเบียร์อยู่ในมือ ฉันมองไปบนท้องฟ้าและสูดลมหายใจเดินไปทางนั้น เพราะฉันกลัวตำรวจมากกว่า ฉันจึงเดินไปตรงทางเดินด้านข้าง แล้วเหมือนจะเป็นการตัดสินใจที่ผิด ทางเดินนั้นมืดมาก มืดจนมองไม่เห็นทางเดิน แต่ฉันเลือกแล้ว ฉันจึงก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกับเปิดไฟฉายจากมือถือ ฉันได้แต่ก้มหน้าและก้าวเดินไปเรื่อยๆ ด้านซ้ายมือเป็นชายฝั่งมีหินกันสูงระดับเอว ส่วนด้านขวามือเป็นกำแพงหินของพิพิธภัณฑ์ สูงตระหง่าน บางช่วงของการเดินต้องเอามือคลำกำแพงไว้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าฉันไม่ได้กำลังจะตกลงไปในทะเล ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่ ก็รู้สึกไม่เจอกับทางออกซักที อันที่จริงมันควรเป็นแค่ทางเดินรอบอาคารเท่านั้น เดินมาจนถึงหัวมุมแรกของอาคารด้วยความเหนื่อยล้าภายในจิตใจ ทางเดินต่อไปจะถูกตัวอาคารบังแสงสว่างจากดวงจันทร์ ทางเดินมืดกว่าเดิม ฉันไม่รู้ว่ามันมืดมากกว่าเดิมยังไง แต่รู้สึกว่ามืดดำสนิท ฉันตั้งสติกำลังจะก้าวเดินต่อไป มีเสียงอะไรบางอย่างมาจากทางด้านหลัง เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ฉันเรื่อยๆ เข้าใกล้มาอีก จนฉันคิดว่ามันจะถึงตัวฉันอย่างแน่นอน ฉันหันหน้ากลับไปเผชิญหน้าพร้อมส่องไฟไปยังด้านหน้า พร้อมกับร่างกายที่สะดุ้งจากความตื่นตระหนก

               เขา: เฮ้! เอาไฟลงหน่อย ฉันแสบตา

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in