ก่อนตะวันรอนngamdokbua
นวนิยายเรื่อง : ก่อนตะวันรอน ตอนที่ 9 : เอิ้นขวัญ
  • นวนิยายเรื่อง : ก่อนตะวันรอน

    ตอนที่ : เอิ้นขวัญ


    ณ ลานวัดหมู่บ้านดอนผักหวาน

    หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งซ่ายล้าย เบื้องซ้ายก็นั่งเป็นแถว"

    “หนูฟ้า เอียงหัวไปด้านซ้ายด้วยลูก ดูเพื่อน ๆ คุณครูสมัยที่เป็นทั้งครูแนะแนว และครูสอนฟ้อนรำบายศรีสู่ขวัญให้กับเด็ก ๆ ที่จะไปรำงาน “เอิ้นขวัญ" ที่บ้านพ่อผู้ใหญ่ค่ำนี้ ได้ร้องบอกม่านฟ้ารำให้อ่อนช้อยเหมือนเพื่อน ๆ

    “นั่นดูเขียวเขา เห็นไหมมือไม้อ่อน ตัวอ่อน” ครูสมัยแนะนำให้ดูเขียว (กรีนนี่)

    “คุณครูหนูมีชื่อในวงการนะคะ ถ้าคุณครูจะเมตตาเรียกหนูกรีนนี่ก็ได้ค่ะ"

    กรีนนี่แนะนำชื่อตัวเองกับครูสมัยอย่างมั่นใจ

    “อ้าว! ปิดเทอมแป๊บเดียวมีชื่อในวงการแล้วรึ? ” ครูสมัยถามด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

    เด็ก ๆ มองหน้ากันแล้วหัวเราคิกคัก เมื่อนึกถึงชื่อในวงการของตัวเองที่กรีนนี่ลงทุนตั้งให้

    "อ้าว ๆ รีบมาซ้อมกันเร็ว เย็นนี้จะได้รำคล่อง ๆ ซ้อมอีกสองสามรอบจะได้แยกย้ายกันไปรับผิดชอบ หน้าที่ตัวเอง" ครูสมัยกำชับเด็ก ๆ

    ส่วนที่บ้านพ่อผู้ใหญ่ชาวบ้านกำลังขะมักเขม้น เตรียมอาหารคาวหวาน และสถานที่จัดงานเอิ้นขวัญสำหรับค่ำนี้ บรรดาแม่บ้านรับผิดชอบเรื่องอาหาร ส่วนพ่อบ้านก็จัดเตรียมคบเพลิง โดยจัดวางเป็นแนวขนาบสองข้างลานหน้าบ้านพ่อผู้ใหญ่

    ส่วนตรงกลางปูเสื่อไว้ให้สมาชิกในหมู่บ้านได้นั่ง เพื่อประกอบพิธีเอิ้นขวัญและกินข้าวร่วมกันหลังพิธีเสร็จ

    "เชิด ๆ ทางนี้ล่า มาซ่อยบักเขื่อนยกเตียงไปตั้งหน้าพิธีแน" พ่อผู้ใหญ่เรียกบ่าวเชิดที่กำลังเดินรี่เข้ามาหาตน

    “ครับ ๆ เฒ่าพ่อ เดี๋ยวจัดให้ครับ” เชิดตอบพ่อผู้ใหญ่พลางยักคิ้วให้บ่าวเขื่อน ที่กำลังยืนรออยู่ไม่ไกลนัก

    “มึงคือช้าแท้หมอ ? คาไปเล่นสาวยุติ ? ” บ่าวเขื่อนทำสีหน้ารู้ทัน

    "ผู้สาวทางได๋อีก ให้เว้าแฮง ๆ สาวขาวมาได้ยินเอากูตายแท้ล่ะ" บ่าวเชิดตอบเสียงเบากลัวว่า ขาวหรือใครจะผ่านมาได้ยิน

    “โตนั่นหล่ะขี้หลีไปทั่ว ถ้าสาวขาวเคียดบ่ปากนำโต ฮาบ่ซ่อยเว้าเด้อ” บ่าวเขื่อนปรามเพื่อน เพราะเห็นว่าบ่าวเชิดชอบพูดหยอกเย้าสาว ๆ ไปทั่ว

    “เออหน่ะ ฮาสิระวังหมอบ่มีปัญหาดอก จังได๋กะ ฮักเดียวใจเดียวกับสาวขาวหนิหล่ะ” ขณะที่บ่าวเชิดกำลังพูดกับบ่าวเขื่อนอยู่นั้น ตาก็เหลือบไปเห็นว่าสาวขาวกับสาวต้อยกำลังถือเหยือกน้ำ และถาดของว่างมาทางตนและเขื่อน

    “แมนบ่? ขาวน้องหล่า คนงามของอ้าย” บ่าวเชิดรีบร้องถามสาวขาวเป็นการเพิ่มคะแนนพิศวาสให้ตัวเอง

    "โอ๊ย! กูหล่ะงึดมึงอีหลีดะหมอปากไว ตากะไวบ่แพ้กันเลย ฮ่า ฮ่า" บ่าวเขื่อนอดที่จะขำในความกะล่อนหาตัวจับยากอย่างบ่าวเชิดไม่ได้

    “อัน..แมนหยังก็อ้ายเชิด เห็นผู้สาวแนบ่ได้น้อ ฟ่าว ฮ้องใส่กันโลด ย้านผู้สาวลืมหวา? สาวต้อยถาม บ่าวเชิดแต่หันหน้าไปทางขาว พร้อมทำแววตา กรุ้มกริ่มหยอกเพื่อนสนิท

    โอ๊ย! เซาแนเถาะต้อย ไปถือไปซาอ้ายเชิดบ่ได้ ดอก เว้าไปทั่วทีบทั่วแดน มื้อนี้เว้านำฮามื้อหน้า กะเว้านำผู้อื่นแล้ว" สาวขาวรีบเบรกเพื่อนสาว ให้เลิกพูดหยอกเสียที เพราะตนก็เอือมความกะล่อนของเชิดอยู่ไม่น้อย

    “เอ๊า ๆ ! เซากะเซา มากินบักม่วงนำกันหนิ สิได้ซ่วงมีแฮงเฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน เดี๋ยวเวทีเอิ้นขวัญสิบ่แล้ว” ต้อยรีบตัดบทด้วยการเรียกรวมพล เพื่อมากินมะม่วงป่ากับน้ำพริกข้าวคั่วรสแซ่บฝีมือตัวเอง

    ทางฝั่งเด็ก ๆ และครูสมัยที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องการ แสดง ก็เข้ามาซ้อมใหญ่บริเวณลานเอิ้นขวัญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้แยกย้ายกันไปอาบน้ำแต่งตัว เพื่อทำการแสดงในช่วงค่ำต่อไป

    เมื่อถึงเวลา 18:00 น. ที่ลานเอิ้นขวัญหน้าบ้านพ่อ ผู้ใหญ่คง ชาวบ้านทุกคนนั่งล้อมวงกันเป็นวงกลม โดยตรงกลางมีหนุ่มสาวชาวบ้านที่เดินทางกลับมา จากทำงานกรุงเทพฯ นั่งเรียงแถวหน้ากระดาน แยกฝั่งสองข้าง เว้นที่ว่างตรงกลางให้ขบวน บายศรี และนางรำเดินผ่านเข้ามาที่หน้าลานเอิ้นขวัญได้

    แสงตะวันกำลังอ่อนแรงลง แต่ยังหลงเหลือสีส้มรำไร พอจะส่องสว่างให้ผู้คนและสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมในช่วงย่ำค่ำเช่นนี้ไปได้โดยไม่ลำบากนัก เสียงลูกนกร้องเรียกหาพ่อแม่ให้กลับรังดังเจื้อยแจ้ว กบเขียดหลงฤดูก็ร้องหาคู่ดังระงมอยู่กลางห้วยฟังแล้วเพลินดีแท้

    “เด็ก ๆ มาทางนี้ลูก! มาเข้าแถวเตรียมรำกันได้ แล้ว” ครูสมัยกวักมือเรียกเด็ก ๆ ให้ไปยืนเป็นแถว ตอนสองแถวเรียงขนาบข้างกัน เพื่อที่จะรำอัญเชิญ พาขวัญเข้าไปในลานพิธีเอิ้นขวัญ ซึ่งตอนนี้มีพ่อแม่พี่น้องชาวดอนผักหวานนั่งประจำที่ รอชมการแสดงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันยกใหญ่กับการแสดงรำในพิธีเอิ้นขวัญครั้งนี้ ซึ่งนาน ๆ ทีถึงจะได้รำ เดอลา ม่านฟ้า นกแก้ว กรีนนี่และเด็กคนอื่น ๆ รีบจัดแถว ให้ตรงตามที่ครูสมัยบอก

    ก่อนที่จะเริ่มรำออกไปยังลานพิธี โดยมีเอกกับ อาร์ตลูกชายของครูสมัย เดินถือบายศรีนำขบวน นางรำเข้าไปวางไว้หน้าลานเอิ้นขวัญ

    “แป๊ะ ๆ ๆ สาม สี่” ครูสมัยปรบมือให้สัญญาณทีมนักร้องและนางรำ เพื่อเริ่มการแสดงได้

    “มาเถิดเย้อ มาเยอขวัญเอย มาเย้อขวัญเอย  หมู่ชาวเมืองมา เบื้องขวานั่งส่ายล้าย เบื้องซ้ายก็นั่งเป็นแถวยอพาขวัญไม้จันทน์เพริศแพร้ว ขวัญมาแล้วมาสู่คิงกลม เกศแก้วหอมลอยลม ทัดเอื้องชวนชม เก็บเอาไว้บูชา ยามฝนพรำเจ้าอย่าแข่ง แดดร้อนแรงเจ้าอย่าฝ่า อยู่ที่ไหนจงมารัดด้ายไชยา มาคล้องผ้าแพรกระเจา

    คณะนักร้องและนางรำร้องและรำกันต่อจนจบเพลงบายศรีสู่ขวัญ ด้วยท่วงท่าและทำนองที่ไพเราะจับใจ ส่วนหนุ่มน้อยเอกกับอาร์ตหลังจากที่ถือพาขวัญไปไว้ที่หน้าลานเอิ้นขวัญเรียบร้อยแล้ว ก็ถอยออกมานั่งข้าง ๆ ครูสมัยผู้เป็นแม่ เพื่อดูการแสดงต่อไป

    การแสดงรำของเด็ก ๆ นำโดยครูสมัยผ่านพ้นไปด้วยดี สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดู และคนแสดงเป็นอย่างมาก เพราะนาน ๆ ทีจะได้จัดงานเอิ้นขวัญแบบนี้ แถมเสื้อผ้านางรำที่เด็ก ๆ สวมใส่นั้นสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของชาวดอนผักหวาน ที่สำคัญยังเป็นฝีมือการทอ และตัดเย็บของบรรดาพี่ป้าน้าอาชาวดอนผักหวานอีกด้วย

    หลังจากการร่ายรำอัญเชิญบายศรีสู่ขวัญเข้ามาที่ หน้าลานเอิ้นขวัญเสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะนางรำ ก็เดินไปนั่งอยู่ด้านข้างบายศรีทั้งสองข้าง เมื่อทุกคน ประจำที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อใหญ่ศรีที่ทำหน้าที่จ้ำประจำหมู่บ้านดอนผักหวาน ก็เริ่มบริกรรมคาถาบทสวดชุมนุมเทวดา

    ทุกอย่างกำลังดูวุ่นวาย ไม่ว่าจะเสียงธรรมชาติรอบ ๆ ชาวบ้านที่กำลังง่วนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันอยู่นั้นเป็นอันต้องชะงัก เมื่อจู่ ๆ ก็มีลมหัวกุดพัดวนรอบ ๆ ลานเอิ้นขวัญ และทำท่าจะพัดเข้ามากลางวง แต่แล้วกำลังลมก็ลดแผ่วลง เหลือเพียงแค่ความเย็นที่พัดผ่านเข้ามาภายในลานพิธีเท่านั้น

    “ศรี ศรี มื้อนี้แม่นมื้อสรรวันดี วันดิถีอมุตโชค โตกนี้แม่นโตกไม้จันทร์ ขันนี้แม่นขันไม้แก้ว ตกแต่งแล้วจั่งยกยอมา ฯลฯ ” เสียงพ่อใหญ่ศรีเริ่มบดสวดเรียกขวัญ เพื่อให้ขวัญลูกหลานชาวบ้านดอนผักหวาน ที่รอนแรมไปทำงานต่างบ้านต่างเมือง ให้กลับคืนมาบ้านเกิดเมืองนอน

    "มาเด้อขวัญเอ้ย! มาเด้อขวัญเอ้ย! มาเด้อขวัญเอ้ย!" พ่อใหญ่ศรีร้องเอิ้นขวัญสามรอบ พร้อมกับชาวบ้านดอนผักหวานก็ได้ร้องขานรับ “มาเด้อขวัญเอ้ย! มาเด้อขวัญเอ้ย! มาเด้อขวัญเอ้ย " สามรอบเช่นกัน

    “เอ้า! พากันหยับเข้ามาลูกหล่า พ่อใหญ่แม่ใหญ่สิ ผูกแขนให้ เข้ามาลูก” พ่อใหญ่ศรีเรียกชาวคณะที่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ให้เข้าไปผูกแขนกับตน และผู้เฒ่าผู้แก่คนอื่น ๆ

    ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ คือสิพอใจหลายน้อหมอ ซ้อมเข้า พาขวัญวะติ ฮ่า ฮ่า" บ่าวเชิดปากไวเท่ากับสายตา ที่เหลือบไปเห็นสาวต้อยกับบ่าวเขื่อนเพื่อนเกลอนั่งข้าง ๆ กัน เพื่อให้ผู้เฒ่าผู้แก่ผูกแขนให้ในพิธีเอิ้นขวัญ

    “เงียบ ๆ เลยมึงเหมอ หยับไปหาสาวขาวพุ้น คาแต่ฝอยระวังผู้บ่าวทางอื่นสอยไปก่อนเด้อ ฮ่า ฮ่า” บ่าวเชิดยิ้มพอใจที่เพื่อนรักยุส่งให้ แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังแกล้งเพื่อนต่อ

    "ครับ ครับ ครับ ไปแล้วครับหมอ" บ่าวเชิดยักคิ้วให้ เพื่อนเป็นอันรู้กัน ก่อนที่จะขยับไปนั่งข้าง ๆ สาวขาว

    "มา ๆ ลูกล่า นางหลอกนางลำกะหยับเข้ามา ให้พ่อ ใหญ่แม่ใหญ่เพิ่นผูกข้อต่อแขนให้ สิได้อยู่ดีมีแฮง" พ่อผู้ใหญ่เรียกบรรดาเด็ก ๆ

    "โอ๊ย! ไผวะ? ” เดอลาหันควับไปหาคนที่ผลักเธอล้มถลาไปข้างหน้า จนชนเข้ากับลูกชายครูสมัย เธอจำไม่ได้ว่าเป็นเอกหรืออาร์ต เพราะสองคนเป็นคู่แฝดกัน นานทีปีหนถึงจะติดสอยห้อยตามครูสมัยมาที่โรงเรียนด้วย นี่ก็เกือบจะสองปีแล้วที่ไม่ได้เห็นทั้งสอง

    คราวนี้ดูเป็นหนุ่มหล่อเหลาไม่เบา..

    "โอ๊ย! ยิ่งคิดก็ยิ่งเขิน หรือว่าเราแอบชอบสองพี่น้องนี้ โอย โอย ไม่ได้นะ” เดอลาสลัดความคิดตัวเองทิ้ง แล้วกลับมาหา ต้นตอที่ทำให้ตัวเองล้มไปชนกับชายหนุ่มเข้า

    “สรุปว่ามันแมนไผซนเฮาหว่างได๋หนั่น?” เดอลาทำสีหน้าเคือง กลบเกลื่อนความเขินอาย ที่เผลอไปคิดว่าลูกชายครูสมัยหล่อถูกใจ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองยังเป็นเด็ก

    “หืมมม..คือเนาะหญิง ได้ชนกับอ้ายอาร์ตสุดหล่อ ทำเป็นหลาย” กรีนนี่แซวเพื่อนสาว หลังจากที่ผลัก เดอลาให้เข้าไปชนกับอาร์ต เพื่อจะได้ให้สองคนใกล้กัน

    “เป็นเฮาบ่ได้สิล้มคุบเอาเลย" นกแก้วไม่พูดเปล่า แต่ยังทำสีหน้าอยากไปนั่งแทนที่เดอลาตรงนั้นเลย

    “ออกนอกหน้านอกตาเนาะหญิง เช็ดน้ำหมากแน" กรีนนี่เหน็บนกแก้ว

    “หึย! ฉันกะเว้าเล่นไปซือ ๆ นิหล่ะ ทำเป็นหลาย" นกแก้วสวนกลับกรีนนี่

    “เซา ๆ สองคนนิกัดแต่กัน ฟ่าวหยับเข้าไปหนั่น คะเจ้าสิแล้วเหมิดแล้ว" ม่านฟ้าผลักให้กรีนนี่และนกแก้วที่อยู่ตรงหน้าขยับ เข้าไปผูกแขนให้เสร็จ ๆ

    “ฮ้ายกวดหนี ดีกวดเข้า

    ให้ลูกหล่าอยู่ดีมีแฮง

    ให้ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับโต หยิบจับหยังกะให้เป็นเงินเป็นทอง นอนหลับกะให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นกะให้ได้เงินแสน ไปล่ำไปเลียนกะให้ได้เป็นเจ้าคนนายคนเด้อลูกเด้อ" พ่อใหญ่ศรีผูกแขนให้เดอลา โดยมีพ่อกับแม่ของเดอลาเอาฝ่ามือมาช้อนที่แขน ของสาวน้อยเพื่อรับพรจากพ่อใหญ่ศรีด้วย

    หลังจากที่พิธีเอิ้นขวัญและผูกข้อต่อแขนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่น้องชาวดอนผักหวานก็ร่วมกินข้าว พาแลงด้วยกัน ส่วนเมนูหลักก็หนีไม่พ้นลาบกับ ต้มเนื้อ ของแซ่บอีสานที่มีไว้ต้อนรับแขกไปไทยมา หรือเวลามีงานใหญ่อย่างงานเอิ้นขวัญในค่ำคืนนี้

    ในระหว่างที่ชาวดอนผักหวานกำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยที่ลานเอิ้นขวัญอยู่นั้น บริเวณหน้างานก็มีพ่อเฒ่าก้อนหมอแคนประจำหมู่บ้าน พร้อมด้วยสมาชิกวงหมอลำสี่ห้าคน ออกมาลำเพลินและร้องผญา ให้ความบันเทิงกับชาวบ้านได้สนุกสนานผ่อนคลายตลอดค่ำคืน โดยเฉพาะท่วงท่าการเป่าแคนที่เป็นเอกลักษณ์ของพ่อเฒ่าก้อน ที่คอยส่ายเอวเด้งไปเด้งมานั้น เรียกเสียงหัวเราะให้กับบรรดาพ่อยกแม่ยกได้ไม่น้อยเลย

    “เด็ก ๆ กินข้าวเสร็จเดี๋ยวเราข้ามถนนไปเปลี่ยนชุดกันทีโรงเรียนเราได้เลยนะลูก พวกหนูจะได้สบายตัว ถ้ายังไม่ง่วงนอนก็มาดูหมอลำเพลินกันต่อเลย”

    ครูสมัยร้องบอกเด็ก ๆ ที่อาสามารำในงาน

    “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ไสคะคุณครู? ” ม่านฟ้าพูดภาษาไทยกลางปนภาษาถิ่นหน่อย ๆ

    “ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหนคะ? ลองพูดสิลูกม่านฟ้า อีกไม่กี่ปีพวกหนูก็จะได้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมแล้วนะลูก หัดพูดภาษาไทยให้ถูกนะคะเวลาไปเรียนเขียน เรียนอ่านชั้นที่สูงขึ้นไปจะได้พูดคล่อง ๆ ” ครูสมัยแนะนำให้ม่านฟ้าและเด็กคนอื่น ๆ เตรียมตัวเรื่องการใช้ภาษาให้ถูกต้อง

    “แล้วอย่างภาษาบ้านเราที่ใช้พูดกันอยู่นี่หล่ะคะคุณครู หนูหมายถึงภาษาอีสานบ้านเรานะคะ" เดอลาถามต่อด้วยความสงสัย

    ภาษาอีสานบ้านเราเป็นภาษาถิ่นอีกหนึ่งภาษาในประเทศไทยเราลูก ถ้าหนูไปภาคเหนือเขาก็จะพูดกันภาษาเหนือ ถ้าไปทางใต้เขาก็จะพูดกันภาษาใต้ แม้แต่อีสานบ้านเรายังมีทั้งภาษาภูไท ภาษาส่วย และอีกหลาย ๆ ภาษาเลยนะลูก โชคดีที่เรามีภาษาไทยกลางให้เราได้เรียนรู้เพื่อที่จะสื่อสารกัน จะภาคไหน ๆ ถ้าเราใช้ภาษาไทยกลาง เราก็จะคุยกันรู้เรื่องจ้า" ครูสมัยอธิบายด้วยสีหน้า ภูมิใจ ที่ลูกศิษย์ของตัวเองใฝ่รู้

    “ถ้าคนที่มาจากภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้มาอยู่ด้วยกันแต่ต่างคนต่างพูดภาษาตัวเอง คงวุ่นวายน่าดูนะครับแม่ กว่าจะเข้าใจกันคงเมื่อยมือพิลึก ฮ่า ฮ่า” อาร์ตพูดไปหัวเราะไปทำให้ทุกคนอดขำด้วยไม่ได้

    เดอลาแอบมองและอมยิ้มในความฉลาดพูดของอาร์ตไม่น้อย

    “หญิง! ตื่นจ้า! ตื่น!” กรีนนี่สะกิดเดอลาให้หุบยิ้ม หลังจากที่สังเกตเพื่อนสาวมาสักพัก ว่าแอบมอง

    หนุ่มอาร์ตลูกชายครูสมัยมาตั้งแต่ออกจากลานเอิ้นขวัญแล้ว เดอลายิ้มกว้างแล้วหันไปสบตากับกรีนนี่โดยไม่พูดอะไร

    "เด็ก ๆ เอาของเก็บเข้าที่แล้วเรากลับไปรวมกับ ผู้ใหญ่ที่ลานเอิ้นขวัญนะคะ ส่วนพวงมาลัยหนูเอา กลับบ้านได้เลยจ้า" ครูสมัยบอกกับเด็ก ๆ ก่อนที่จะแวะไปลงเวลาเข้าออกงานที่ห้องพักครู

    ทุกคนเริ่มทยอยกันออกจากห้องเก็บของกันแล้ว เหลือเดอลาที่ยังงุ่นง่านกับสายรองเท้าที่ขาดวัน

    ก่อนอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่พ่อของเธอก็ซ่อมให้แล้ว

    จ๊ะ เอ๋!

    กรี้ดดด!

    เดอลาร้องเสียงหลงเพราะตกใจกลัว

    “เป็นบ้าบ่มาจาบกันจังสิ คนแห่งย่านผียุ”

    "อ้าว! นึกว่าไม่มีคนอยู่แล้ว ขอโทษ ๆ " อาร์ตรีบขอโทษขอโพยเดอลา แต่ไม่วายทำสีหน้าขบขันในท่าทีของสาวน้อยตอนกลัวผี

    "กะคนตั้วเนี่ย! ตาบ่มืนเบิ่งบ่" เดอลาถามด้วยความโกรธระคนกับความกลัว จนลืมความหล่อเหลาขี้เล่นของหนุ่มอาร์ตไปแล้ว

    “ก็ขอโทษแล้วไง จะเอาอะไรอีก!” อาร์ตเริ่มไม่พอใจ เพราะตัวเองต้องรีบกลับเข้าไปให้ถึงงานก่อนเอกแฝดผู้พี่ เพราะสองคนตกลงแข่งความเร็วกันไว้ แต่อาร์ตถูกแม่ขอร้องให้มาดูความเรียบร้อยในห้องเก็บของก่อน

    "คนอิหยังฮ้ายเป็นแท้ มาจาบเฮายังสิมาเคียดให้เฮาอีก เสียดายความหล่อเด้บ่น่าไปหลงฮักเลย" เดอลาคิดใจใน

    "เสร็จยัง! จะรีบไป! ทำอะไรนักหนา" อาร์ตเร่งสาวน้อยให้ออกจากห้องไว ๆ

    "ยัง! ไม่เห็นรึไงว่าสายเกิบขาดอยู่เนี่ย" เดอลาบ่นอุบ

    "ไหนเอามาดูซิ ก่งเกิบอะไรของเธอ แม่ไม่บอกรึไงว่าให้เรียกรองเท้า" หนุ่มอาร์ตก็ขี้บ่นไม่แพ้กัน

    "บอก ! แต่ฉันจะเรียกเกิบ ทำไม ?! เกิบ เกิบ เกิบ เกิบ" เดอลาย้อนพร้อมกับหัวเราะคิกคัก

    "ยัยบ้าเอ๊ย ! เอาไป ! รองเท้าอะไรใส่จนขาด" อาร์ตโยนรองเท้าให้เดอลาหลังจากที่ซ่อมเสร็จแล้ว

    “ดาวแท้ !” สาวน้อยตอบแต่ก็อดขำกับคำตอบของตัวเองไม่ได้

    “รีบออกมาได้แล้ว คนอื่นเขาไปถึงไหนกันแล้วเนี่ย” อาร์ตออกคำสั่ง ในใจก็ขำเมื่อนึกถึงคำตอบของสาวน้อยเกี่ยวกับรองเท้าดาวแท้ของเธอ

    "ดาวแท้บ้าอะไรวะไม่เคยได้ยิน เห็นตอนรำนึกว่า จะน่ารักอ่อนหวาน ที่ไหนได้เด็กบ้าดี ๆ นี่เอง" อาร์ตส่ายหัวเดินนำออกนอกห้องไป

    “เดี๋ยวก่อน !” เดอลาร้องเรียกให้อาร์ตที่รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปโดยที่ไม่รอเธอ

    “อะไรของเธออีกยัยเด็กบ้า รู้ไหมเนี่ยว่าเธอทำให้ฉันเสียเวลาไปเยอะแล้วนะ” อาร์ตเริ่มโมโห

    "เอ๊า ! เอาไป ค่าซ่อมเกิบให้เรา"

    “รองเท้า !” อาร์ตย้ำ

    “เออ ๆ รองเท้าก็รองเท้า เรื่องมากจังเลย หล่อซะเปล่า” เดอลายื่นพวงมาลัยของตัวเองให้อาร์ตเป็นการตอบแทน แต่ในขณะที่อาร์ตกำลังจะยื่นมือไปรับนั้นเพื่อน ๆ ก็โผล่มา

    “จ๊ะเอ๋ ! ทำอะไรกันหน่ะ ?!” กรีนนี่ นกแก้ว ม่านฟ้าและเอกที่แอบซุ่มรออยู่ก่อนหน้านี้ ถือจังหวะเข้าไปแซวเดอลากับอาร์ต

    "โอ๊ยย ! ตกใจเหมิด หว่างได๋กะรอบหนึ่งแล้ว" เดอลาเกาะแขนอาร์ตแน่น ก่อนจะรู้ตัวว่าโดนเพื่อน ๆ แกล้ง จึงรีบปล่อยมือออกจากอาร์ต

    "ยัยบ้า ! แค่นี้ก็ตกอกตกใจ" อาร์ตบ่นทำสีหน้าระอา

    เดอลาไม่โต้ตอบ แต่หันไปมองสบตากับเพื่อน ๆ แล้วมาหยุดที่กรีนนี่ นัยจะบอกว่า “เป็นยังไงหล่ะ สุดหล่อของเธอ ปากหมาชะมัด”

    กรีนนี่เหมือนรู้ว่ากำลังโดนตำหนิด้วยสายตาเลยรีบ

    เข้าไปกระทบไหล่เพื่อน

    “ให้อภัยในความหล่อค่ะ ฮิ้ว !” กรีนนี่และเพื่อน ๆ หัวเราะชอบใจ

    “ไปกันเถอะทุกคนเดี๋ยวผู้ใหญ่เป็นห่วงกัน” เอกเตือนในฐานะพี่ใหญ่สุด

    เสียงหมอลำเพลินดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเด็ก ๆ เดินเข้า มาใกล้ถึงลานเอิ้นขวัญแล้ว ด้านหน้าพ่อเฒ่าก้อน ยังคงแอ่นตัว โยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะ เสียงแคนที่ตัวเองเป่า


    เด็ก ๆ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ลานเอิ้นขวัญก็ยิ่งมีความสุข เกิดความสนุกครึกครื้นไปกับท่วงทำนองหมอลำของพ่อเฒ่าก้อนด้วย กรีนนี่และนกแก้วอาศัยความไว สอดส่องสายตาจนเจอที่ว่าง พอจะให้ตัวเองและเพื่อน ๆ ได้นั่งดูการแสดงต่อไป

    “ทางพุ้นว่างยุ !” นกแก้วชี้ทางและเดินนำเพื่อน ๆ ไป

    “เดี๋ยวก่อน ! จะเอาไหมเนี่ยพวงมาลัย ? ” เดอลาร้องถามอาร์ตหลังจากที่เพื่อน ๆ เดินทิ้งห่างไปแล้ว

    อาร์ตยื่นมือไปรับแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร สาวน้อยเดอลาก็วิ่งแจ้นไปรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ของเธอแล้ว

    อาร์ตอดขำไม่ได้กับท่าทีลุกลี้ลุกลนของเดอลา

    “นึกว่าจะไม่ได้ซะแล้ว ยัยเด็กบ้าเอ้ย”

    ----------- จบตอน -----------

    แล้วพบกันใหม่นะคะ

    ด้วยฮัก  งามดอกบัว

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in