ออกไปกับเขา (Partir avec Lui)Peeranut Chirawongkamchorn
วันที่ 5 (1) - กับฉัน
  •           แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทั่วทั้งบริเวณลานทำกิจกรรม Place du Réplublique กลางเมือง Arles บริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมเท่าขนาดสนามฟุตซอลมีอนุสาวรีย์แท่งปริซึมสีขาวเหมือนทำจากหินอ่อนตั้งอยู่ตรงกลางของพื้นที่ ผู้คนมากมายนั่งบนม้าหินรอบที่นั่งอนุสาวรีย์นั้นอย่างแน่นขนัด บ้างก็มานั่งตากแดดรับไออุ่นและสนทนากับเพื่อนอย่างสนุกสนาน บ้างก็นั่งเล่นโทรศัพท์มือถือและฟังเพลง บ้างก็มานั่งกินอาหารเที่ยงและปันบางส่วนให้กับนกพิราบที่เดินไปมาแถวๆนั้น ทั้งสี่ด้านถูกล้อมรอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์และโบสถ์เป็นส่วนใหญ่ ฉันนั่งกินขนมปัง Baguette ไส้ปลาแซลม่อนครีมชีสอยู่ที่บนขั้นบันไดทางเข้าของโบสถ์ L’Église désaffectée Saint-Anne นั่งมองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมา มีกลุ่มนักเรียนกลุ่มใหญ่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าบันไดทางเข้าโบสถ์ L’Église Saint-Trophime กลุ่มนักเรียนหญิงโดนกลุ่มนักเรียนชายหยอกล้อเล่นด้วย แถมด้วยกลุ่มนกพิราบที่พร้อมจะเข้าโจมตีพวกหล่อนเพียงเพื่อที่จะแย่งชิงอาหารที่อยู่ในมือ พวกหล่อนส่งเสียงกรีดร้องอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่มีใครได้รับผลกระทบจะเสียงของพวกหล่อน พวกผู้ชายก็ยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของพวกหล่อน ฉันก็ยิ้มให้กับเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้ขนมปังมีรสชาติขึ้นราวกับมีอภินิหาร สภาพอากาศดูอบอุ่นขึ้นอย่างแปลกประหลาด ฉันหยิบน้ำอัดลมขึ้นมาจิบอย่างไม่ใส่ใจ หยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบและหันไปมองกลุ่มคนเล่นสเก็ตบอร์ดทางด้านขวา เที่ยวแบบไม่คิดอะไรนี่ก็ดีเหมือนกันนะ ปล่อยให้ทุกอย่างมันไหลผ่านไปเรื่อยๆเอื่อยๆ ปล่อยมันให้มันผ่านไป

              ตามแผนที่ที่ได้รับมาบอกว่ามันอยู่แถวๆนี้แหละ แต่เดินวนกี่รอบก็ยังหาไม่เจอซักที ฉันเดินสำรวจดูทุกตึกต่างๆที่เรียงรายอยู่รอบๆ Place du Réplublique แล้วก็ยังไม่พบสถานที่ที่ต้องการ ฝั่งตรงข้ามเป็นโบสถ์และพิพิธภัณฑ์แสดงว่าตรงนี้ยังไม่ใช่ เดินวนไปด้านขวามือจะเป็นทางออกไปถนนหลัก Boulevard des Lices และตึกที่เป็ยร้านขายอาหารและของที่ระลึกมากมาย เดินวนขวาต่อไปอีกจะเป็นธนาคาร ถึงด้านสุดท้ายของสี่เหลี่ยมจะเป็น La Mairie ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานราชการ ฉันเดินทะลุตึกไปทางด้านหลังของอาคารก็พบแต่เพียงร้านรวงต่างๆ แต่แผนที่บอกว่าอยู่ตรงนี้ ฉันจึงเดินย้อนกลับทางเดิม ภายใน La Mairie ชั้นแรกเป็นลานกว้างสี่เหลี่ยมถูกปูด้วยหินอ่อนสีขาวทั่วทั้งบริเวณ ด้านหน้ามีรูปปั้นของใครซักคนหนึ่งตั้งอยู่ เมื่ออ้อมไปทางด้านหลังจะเป็นบันไดวนขึ้นไปยังสำนักงานชั้นสอง ด้านขวาเหมือนเป็น Information Center ส่วนที่น่าแปลกใจคือด้านซ้ายดูเหมือนเป็นอีกโซนหนึ่ง ที่มีความสว่างไสว พื้นหินเป็นสีขาวเช่นกันแต่มีความเก่ากว่า ด้านหน้ามีโต๊ะที่เต็มไปด้วยโบชัวร์และมีคอมพิวเตอร์อยู่ตัวหนึ่ง ด้านหลังคอมพิวเตอร์ตัวนั้นมีชายสูงวัยผิวคล้ำ หน้าตาเอาจริงเอาจังกับสิ่งที่อยู่บนหน้าจอ ฉันจึงเดินเข้าไปใกล้เพื่อเช็คว่ามันคืออะไร

              ฉัน: สวัสดีครับ

              พนักงาน: สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับ คุณจะมาเยี่ยมชม Les Crytoportiques หรือเปล่าครับ

              ฉัน: อ๋อใช่ครับ มันอยู่แถวๆนี้หรือเแล่าครับ

              พนักงาน: ทางเข้าอยู่ตรงนี้แหละครับ แต่คุณต้องเดินต่อลงไปข้างล่างนะครับ ขอตั๋วด้วยครับ

  •            ฉัน: นี่ครับผม แล้ววันนี้คนเยอะไหมครับ

              พนักงาน: วันนี้ไม่มีคนเลยครับ คุณต้องการรายละเอียดการเยี่ยมชมเป็นภาษาอะไรดีครับ

              ฉัน: ขอเป็นภาษาอังกฤษแล้วกันครับ

              พนักงาน: เรียบร้อยครับ ขอให้สนุกกับการเยี่ยมชมครับ

              ประตูโค้งสีขาวหม่นๆขนาดเท่าคนตัวใหญ่เพียงหนึ่งคนที่จะสามารถเดินผ่านไปได้ตั้งโดดเด่นอยู่เบื้องหน้า แสงไฟสะท้อนความงดงามของประตูถึงแม้ว่าประตูจะไร้ลวดลายวิจิตร เบื้องหลังของประตูมีเพียงแสงไฟสลัวๆส่องไปยังขั้นบันไดที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า มันถอดตัวยาวลงไปสู่ชั้นล่างอย่างไม่มีจุดจบ แสงสว่างไม่มากเพียงพอให้เห็นจุดสิ้นสุด เหมือนชีวิตของฉันที่ส่องสว่างเพียงพอให้ฉันก้าวเดินต่อไปในแต่ละก้าวเท่านั้น เบื้องล่างที่มีเพียงความืดมิดทำให้หัวใจเต้นรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ขนเส้นเล็กเรียวสีดำบริเวณต้นแขนเกร็งตัวเรียงกันเป็นแถวอย่างพร้อมเพรียงกัน ขาทั้งสองข้างดูเหมือนจะพร้อมใจกันหยุดนิ่งไร้การเคลื่อนไหวใดๆ และดูเหมือนจะไม่มีท่าทีที่ก้าวย่างไปเบื้องหน้า คล้ายกับถูกคำสาปให้กลายเป็นหินอย่างไม่ทันตั้งตัว กล้ามเนื้อต้นขาดูเหมือนจะไม่มีแรง ขนหน้าแข้งที่หยาบกระด้างเกร็งตัวตั้งชันเมื่อมีลมเอื่อยๆพัดผ่าน จากที่เคยถือแผนที่ในมือด้วยความอ่อนโยน กล้ามเนื้อและกระดูกหดตัวเข้ารัดแผ่นกระดาษที่ราบเรียบให้เกิดริ้วรอยยับยู่ยี่อยู่กลางฝ่ามือ ดวงตาหยี่ให้เล็กลงเพื่อเพ่งพิจารณาความเป็นไปได้เบื้องหน้า สมองเริ่มกลั่นกลองความคิดและโอกาสในรูปแบบต่างๆก่อนที่จะมีความคิดที่จะเดินกลับออกไปจากสถานที่นี่ซะเดี๋ยวนั้น ก่อนที่อีกเพียงชั่ววูบสมองเริ่มพิจารณาต้นทุนที่จ่ายและที่เสียโอกาสทั้งหมดกว่าจะมาถึง ณ ที่แห่งนี้ สมองสั่งการให้ปอดบีบรัดเร่งการเผาผลาญก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อเพิ่มปริมาณอ๊อกซิเจนเฮือกใหญ่ ดวงตาเบิกกว้างเพื่อพร้อมปรับสภาพกับความมืดมิดและเงียบงันเบื้องหน้า ก่อนที่จะขาทั้งสองข้างจะถูกขับเคลื่อนก้าวข้ามผ่านประตูโค้งสีขาวหม่นเบื้องหน้าไปสู่ความมืดดำที่ชัดเจนที่สุด และความเงียบสงบที่ส่งเสียงดังก้องกังวาลที่สุด

              ฉันยืนอยู่บนบันไดหินสีขาวขั้นบนสุดของสนามแข่งขัน Arènes d’Arles สไตล์กรีกโบราณ สนามดินสีน้ำตาลอ่อนรูปทรงรีถูกล้อมรอบไปด้วยอัฒจันทร์หินอ่อนหลายสิบขั้น สนามแห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงหินโบราณที่มีซุ้มประตูขนาดใหญ่รายล้อม ขนาดของสนามสามารถบรรจุปริมาณผู้อาศัยอยู่ในเมืองได้อย่างพอดิบพอดี ด้วยความสูงเทียบเท่ากับอาคารบ้านเรือนสี่ชั้นทำให้อากาศด้านบนเย็นสบายถึงแม้จะต้องต้านทานกับแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้าร้อนแรง ฉันสวมเสื้อสีขาวที่ทำจากใยฝ้าย แขนสั้นจนสามารถเห็นกล้ามเนื้อที่เกรียมแดดบริเวณต้นแขน เมื่อลมพัดผิวหนังกล้ามเนื้อหน้าท้องที่เป็นสีน้ำตาลเข้มจะถูกเผยให้เห็น กางเกงขาสั้นที่ทำมาจากหนังอันแข็งแกร่งของม้าช่วยปกป้องความหนาวเย็นได้ประมาณนึงและไม่ทำให้ดูอนาจารจนเกินไป แต่เผยให้เห็นต้นขาที่มีมัดกล้ามเนื้อสีน้ำตาลเข้มเรียงตัวกันอย่างแข็งแกร่งทนทาน หน้าแข้งถูกปกคลุมไปด้วยเสื้อขนสีดำตรง รองเท้าที่ทำด้วยการสานเยื่อของลำไผ่ที่มีความยืดหยุ่นทำให้ง่ายต่อการเดินทางระยะไกล ผู้คนมากมายหลั่งไหลกันมาจากทั่วสารทิศเพื่อ

  • เข้าชมการแข่งขันตัวต่อตัวของนักรบ combats de gladiateurs รอบสุดท้าย ผู้เข้าชมกำลังต่างเลือกเฟ้นและจับจองที่นั่งสำหรับความประทับใจสูงสุดในการรับชม ฉันเลือกที่จะอยู่ข้างบนสุด ฉันไม่ได้สนใจอะไรมากนักกับการแข่งขันที่จัดขึ้น มันก็แค่กิจกรรมยามว่างของชายหนุ่ม เพื่อความบันเทิงเท่านั้น ถ้าน้องสาวตัวดีของฉันไม่ลากมาด้วย ป่านนี้ฉันคงไปเริงรมย์ร่ำสุราอยู่กับผองเพื่อนบริเวณริมแม่น้ำ Rhône ฉันชอบนั่งดูพระอาทิตย์ริมแม่น้ำ แล้วน้องสาวตัวดีฉันหายไปไหน ปล่อยให้ฉันยืนเปล่าเปลี่ยวอยู่ลำพัง สงสัยเธอคงไปตามหาชายหนุ่มของเธอ เธอคงกลัวที่บ้านจะจับได้ว่าแอบมาดูการแข่งขันกับหนุ่มจากเมืองอังกฤษสินะจึงเอาฉันมาด้วย ร้ายเสียจริงๆ บริเวณกลางสนามเริ่มมีเหล่าบรรดานักรบต่างๆจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับการแข่งขันในรอบนี้ ประตูจากทางด้านยาวทั้งสองฝั่งจะเผยให้เห็นผู้เข้าชิงทั้งสอง ซึ่งคงอีกในไม่ช้านี้แล้ว โฆษกเริ่มทำการร่ายบทพรรณนาต่างๆอยู่ทางทิศเหนือใต้ป้อมทรงสี่เหลี่ยมเหนืออัฒจันทร์ ผู้คนต่างส่งเสียงเชียร์และโห่ร้องอย่างครึกครื้น ฉันกลับไม่ใยดีกลับอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ชอบการแข่งขันจอมปลอมนี้ ผู้ชมยังคงปรบมือและส่งเสียงกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งประตูทั้งสองฝั่งเปิดออก ม้าสีน้ำตาลเข้มต้ดกับพื้นดินสีอ่อนกว่าอย่างชัดเจนลากรถเคลื่อนสำหรับคนบังคับยืน สำหรับนักรบ ออกมาอยู่หน้าประตูทั้งสองฝั่ง เสียงเชียร์ยังคงดำเนินต่อไป จนกระทั่งเผยให้เห็นนักรบทั้งสองจากทั้งสองฝั่ง ยืนประจำที่บนบัลลังก์รถเลื่อน ชายหนึ่งคือหนุ่มผู้มีผมเป็นสีน้ำตาลแดงสั้น ผมหยักศก สวมเสื้อสีน้ำตาลเข้ม ส่วนอีกหนึ่งหนุ่มมีผมตรงหนาสีดำ สวมเสื้อสีครีมขาวเฉกเช่นเดียวกับสนามแข่งขัน มีหนวดเคราที่ผ่านการจัดแต่งมาอย่างปราณีต ฉันรู้สึกถึงความคุ้นเคยกับชายหนุ่มคนนี้เหลือเกิน ระหว่างที่เพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพของชายหนุ่มคนนั้น เขาคนนั้นเองที่เงยหน้าขึ้นมองมาตรงบริเวณอัฒจันทร์ที่ฉันยืนอยู่ ตรงที่ฉันยืนอยู่ ชายหนุ่มนั้นจ้องมองฉันอยู่เนิ่นนาน ถึงแม้ว่าระยะทางนั้นห่างไกลกันอยู่มากก็จริง แต่ฉันรู้สึกได้ถึงการจ้องมองมายังตรงที่ฉันยืนอยู่เท่านั้น ฉันอาจจะคิดไปเอง ก่อนที่ฉันนั้นเองเลือกที่จะหลบสายตาไปบริเวณอื่น ถึงอย่างนั้นก็ตามรังสีจากดวงตาของเขาน่าจะยังคงมองมาที่ฉัน ฉันรู้สึกได้แบบนั้น ผู้ประกาศกล่าวอะไรเล็กน้อยก่อนที่ผู้ชมทั้งหมดจะยืนขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน หลังจากนั้นการแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น รถม้าทั้งสองวิ่งเข้าหากันอย่างไม่รอช้า ดาบโลหะเงินฟาดฟันเข้าใส่กันอย่างไม่ปราณีปราศัย โล่ห์เหล็กสีเงินถูกเตรียมพร้อมอยู่บริเวณท่อนแขนซ้ายของทั้งสองนักรบ หนุ่มผมสีน้ำตาลแดงลงดาบอย่างรุนแรงใส่ทุกบริเวณที่จะทำให้เขาอีกคนเสียเลือดเนื้อ ฉันกลับตื่นเต้นกับการแข่งขันในทันที ใจจดจ่อแน่วแน่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ชายผู้นั้นอาจดูไร้ทักษะแต่บ้าบิ่น ในขณะที่อีกหนึ่งหนุ่มสุขุมและเยือกเย็น ออกอาวุธไม่มากนักแต่เน้นไปในจังหวะที่สมารถจะเข้าถึงคู่ต่อสู้ได้มากกว่า ดาบถูกเหวี่ยงฟาดจากด้านบนและด้านข้าง เสียงโลหะกระทบกันกึกก้อง ผู้คนต่างส่งเสียงโห่ร้องเมื่อนักรบทั้งคู่พลาดเป้าหมาย และกรีดร้องสนุกสนานเมื่อดาบพุ่งถูกเป้าหมาย ม้าทั้งสองตัวเดินวนอยู่กลางสนามด้วยความเหนื่อยล้า นักรบทั้งคู่ก็เช่นกัน เหงื่อถูกชะโลมไปทั่วทั้งร่างกายของทั้งคู่ ฉันจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มผมดำอีกครั้ง ฉันใจจดจ่อกับการแข่งขันเป็นอย่างมาก จดจ่ออยู่กับเขา และแล้วเขาก็หันหน้าเงยขึ้นมาจ้องมองฉันอีกครั้งเช่นกัน จังหวะนั้นเองหนุ่มผมขาวง้างดาบพร้อมจะปราชัยคู่ต่อสู้ ไม่!!!!!!! ฉันส่งเสียงร้องดังกึกก้องไม่ทั่วสนาม ผู้คนทั่วทั้งหมดต่างจ้องมองมาที่ฉัน รวมทั้งนักรบที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ชายหนุ่มผู้จ้องมองฉันวิ่งลงรถลากและปีนข้ามอัฒจัทร์ ลอดตัวหายไปยังประตูทางทิศใต้ ทิศที่ฉันยืนอยู่ ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจกระโดดลงจากจุดที่ฉันยืนและลอดใต้อัฒจันทร์ลงไปทางด้านล่าง ฉันวิ่งผ่านซุ้มประตูทรงโค้งมากมาย ฉันวิ่งไปเรื่อยๆผ่านเข้าออกประตูหลายบาน ฉันรู้ว่าจุดหมายของฉันคืออะไร และใกล้เข้ามาทุกที หัวใจฉันเต้นรุนแรงราวกับมันจะกระโดดออกมาด้านนอกให้รู้แล้วรู้รอด ฉันหายใจหอบ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ ฉันรู้ว่าเมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าประตูนั้น ฉันจะพบกับสิ่งที่ฉันคาดหวัง และเป็นสิ่งเดียวกัน และมันต้องเป็นเช่นกัน และฉันก็หายลับไปกับซุ้มประตูโค้งสีขาวด้านซ้ายมือ
  •           ฉันเดินพ้นออกจากซุ้มประตูด้านหนึ่งที่เป็นรูปทรงโค้งขนาดเท่ากับความสูงของฉัน หินของประตูเป็นสีเขียวตะไคร่น้ำจากความชื้นใต้ดิน ด้านล่างนี้ยังคงเงียบสงบเหมือนเช่นเคย และยังคงความมืดได้อย่างพอเหมาะถึงแม้จะมีแสงไฟเรียงรายไปตลอดทางเดิน แสงไฟสีเหลืองอ่อนสลัวๆ ทำให้การจินตนาการของฉันเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่มีเขตจำกัด จะเป็นหนังฆาตกรรมซักเรื่องดีไหม หรือมาในเมืองแบบนี้จะเป็นค่ายกักกันนาซีดีหล่ะ หรือว่าจะเป็นหลุมหลบภัยของชาวยิว หรือว่าจะเป็นหนังผีซอมบี้ ฉันเกลียดการคิดจินตนาการของตัวเองที่สุดก็ตอนนี้ สถานที่เที่ยวช่วงฤดูหนาวจะไม่ค่อยมีคนมาเยี่ยมชมเท่าไหร่ ช่วงโลว์ซีซั่น และตอนนี้เพิ่มความเพ้อเจ้อไปกับความคิดตัวเองด้วยเสียงหยดน้ำที่ไหลมาจากท่อน้ำใต้ดิน ถ้าข้างหน้ามีเตียงนอนคนป่วยซักหน่อยฉันก็คิดว่านี่อยู่ในฉากหนัง Saw หรือเปล่า ถึงแม้จะบ้าบอขนาดไหนฉันก็ยังคงเดินสำรวจทางเดินของเมืองเก่าใต้ดินนี้ไปเรื่อยๆ เขาว่าจริงๆแล้วเมืองเก่านี้มันอยู่บนดินแต่ว่าพื้นดินเกิดการยุบตัวและทรุดตัวลงไปอยู่ข้างล่างโดยการสร้างตึกขึ้นมาแทนที่บนพื้นดินด้านบน กระดาษแผ่นนั้นว่ามาแบบนั้น แต่มาขนาดนี้แล้วไม่ต้องอ่านมันอีกแล้ว ใจหนึ่งก็อยากจะรีบเดินให้เสร็จๆ แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะเพลิดเพลินกับโอกาสการเยี่ยมชมสถานที่ที่ไม่ค่อยมีคนแบบนี้ ไม่ควรจะต้องรีบร้อนมากนักหรอก ฉันเดินไปจนสุดทางแล้วเลี้ยวขวาไปยังทางเดินก่อนหยุดที่ทางแยกด้านซ้านเป็นทางเดินที่มีแสงไฟสว่างกว่าอีกด้านหนึ่ง ฉันไม่ต้องคิดรีรอเดินไปทางด้านที่สว่างกว่าเพื่อสำรวจดู ฉันพบกับห้องต่างๆมากมาย อาจจะเป็นห้องนอน หรือห้องทำอาหาร ก็เป็นได้ ก่อนที่ฉันจะเดินวกกลับมาที่ทางแยกเดิมอีกครั้ง ยืนอยู่ด้านหน้าทางแยกที่ไปในส่วนห้องที่มืดกว่า หัวใจเต้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง ก่อนจะก้าวย่างเลี้ยวขวาไปยังห้องนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรรอฉันอยู่เบื้องหน้า

              ฉันนั่งอยู่บนอัฒจันทร์หินอ่อนสีขาวอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นบันไดขั้นสั้นๆไม่สูงมาก ฉันยังคงอยู่ที่ขั้นบนสุดของชั้นหินที่จะสามารถนั่งลงได้ ฉันชอบชั้นบนสุดเสมอ เบื้องหน้าฉันมีกลุ่มนักแสดงหญิงสาวมากมายหลากหลาย กำลังหมกหมุ่นอะไรบางอย่าง เหมือนว่ากับจะต้องซักซ้อมการแสดงที่สลักสำคัญที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กีวันข้างหน้า หนึ่งในมีน้องสาวฉันเข้าร่วมอยู่ด้วย เธอเป็นคนที่ดูจะสดใสร่าเริงมากที่สุด อาจจะเรียกได้ว่ากระตือรือร้นมากที่สุดกับการแสดงนี้ มีบางคนหน้าตายังง่วงนอนอยู่เป็นแน่ บางคนก็ดูเหมือนจะถูกเพื่อนๆลากกันมา หน้าจึงอาจจะดูบึงตึงขึงขังอยู่ซักหน่อย ลานด้านหน้ารูปทรงครึ่งวงกลมของ Théâtre Antique สามารถรองรับคนได้ประมาณสามสิบสี่สิบคน อัฒจรรย์ก็เป็นทรงครึ่งวงกลมล้อมรอบสนามไว้อีกทีหนึ่ง ที่นี่ฉันชอบมาอยู่บ่อยๆยามเช้าเพื่อมาอ่านหนังสือ ที่นี่อาจจะไม่ยิ่งใหญ่มากนัก ผู้คนจึงไม่ค่อยนิยมมากันมากเท่าไหร่ เว้นแต่จะมีการจัดแสดงต่างๆที่จัดขึ้นในแต่ละอาทิตย์ นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ฉันชอบที่นี่ ชอบความเงียบสงบและไม่พลุ่กพล่านของที่แห่งนี้ นักรบชายหนุ่มของเมืองนี้ต่างชื่นชอบความใหญ่โตโอ่อ่า อลังการ แต่นั้นเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น ไม่มีนักรบคนไหนสนใจความสำคัญของสิ่งต่างๆที่มีอยู่จริงจากภายใน สถานที่แห่งนี้ของฉันเรียกได้ว่าเป็นสถานที่กล่อมเกลาจิตใจที่ดีที่สุด โดยเฉพาะช่วงเช้า ไม่มีผู้คนเดินขวักไขว่ มีแต่เพียงเสียงลมพัดเย็นๆและเสียงนกร้อง

  • ต้อนรับวันใหม่ นี่แหละคือสิ่งที่มีอยู่จริงจากสถานที่เล็กๆแห่งนี้ ฉันชอบความมีอยู่จริงของสิ่งไม่มีอยู่ เพราะว่ามันคือของจริงเสมอสำหรับฉัน ฉันเหม่อมองกลุ่มนักแสดงหญิง เด็กสาววัยรุ่น ความสนุกสนานเหมาะสมกับช่วงวัย ช่าวไร้เดียงสาเสียจริง ถ้าฉันเลือกได้ฉันคงจะขอให้ความไร้เดียงสานั้นคงทนอยู่กับฉันไปนานแสนนาน ไม่ต้องมาทนรับรู้สิ่งต่างๆที่เปลี่ยนผ่านเมื่อยามโตเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบของชายหนุ่มที่มากมายเหลือนับ ล้วนแต่แสร้งสร้างให้เกิดความไม่จีรัง ไม่มีอะไรที่แท้จริงอีกแล้วในชีวิตหลังจากนั้น ถ้าจะต้องทำทุกอย่างไปตามขนบที่สังคมอยากให้มันเป็นไป ฉันก็คงได้แต่ปล่อยมันไป ฉันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่ติดมือพร้อมกับพบว่ากลุ่มเด็กหญิงได้จากหายไปจากลานแสดงด้านหน้าแล้ว น้องสาวตัวแสบของฉันไม่เห็นบอกฉันซักคำ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงน่ารักในแบบของเธอ ฉันชอบความเป็นตัวเอง ปัจเจกที่แท้จริง ไม่ปรุงแต่งใดๆ และไม่เป็นอันตราย ตอนนี้เหลือแต่ความว่างเปล่า สายลม แสงแดด และตัวฉัน ไม่สิ ฉันเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่ที่บริเวณชั้นล่างสุดของอัฒจันทร์บริเวณทางเข้า ทางเข้าที่ถูกสร้างขึ้นให้อยู่ลอดด้านใต้บริเวณที่นั่งครึ่งวงกลมนี้ เขาเป็นชายหนุ่มนัยน์ตาสีดำ ผมเรียบตรงสีดำ เคราที่ถูกการจัดแต่งมาอย่างปราณีตแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด เสื้อผ้าสีเขียวเข้มจากใยใบบัวขลับกับผิวสีน้ำตาลเข้ม กางเกงสีน้ำตาลขาสั้นช่างเข้ากับต้นขาที่แน่นขนัดไปด้วยกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรง เขาแสดงให้เห็นถึงรอยยิ้มที่มุมปากถึงแม้ว่าบริเวณแก้มของเขาจะมีรอยบาดแผลจากการสู้รบ เขาก้าวย่างเดินขึ้นบันไดอย่างมุ่งมั่นแน่วแน่ เดินตรงมาหาฉัน ฉันสบตากับเขาอย่างไม่สามารถละสายตาออกจากเขาได้ เหมือนถูกวางยา เหมือนถูกมนตร์สะกด เขายืนอยู่เบื้องหน้าฉันพร้อมกับส่งรอยยิ้มแห่งความห่วงใย สายตาอ่อนหวาน และนั่งลงข้างๆฉัน เขานั่งพิงกำแพงด้านหลังพร้อมกับผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบาและหลับตาลงอย่างสงบสุข ฉันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หัวใจยังคงเต้นรุนแรง ไม่เป็นจังหวะ เสียงลมพัดเอื่อยๆทำให้เช้าวันนี้ดูสดใส ท้องฟ้าสีฟ้าเข้มสอดรับกับแสงอาทิตย์ที่สดใสเจิดจ้า ตอนนี้ฉันหวังให้ตัวเองไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป ฉันหวังให้เขารับรู้ความนึกคิดของฉัน อยากให้เขาอ่านใจของฉันออก หรือว่าเขาอ่านใจของฉันออก เขายังคงหลับตาและยิ้มมุมปากอยู่อย่างนั้น ฉันเอนกายของตัวเองไปซบลงที่ไหล่ ไหล่ที่แข็งแรงของเขา และหลับตาลง จมดิ่งไปกับความไม่รู้ที่ชัดเจนที่สุด ฉันรับรู้ความไร้สำนึกที่ฉันทำ ผ่านมันสมองที่รู้สำนึก ปล่อยให้ทุกอย่างไหลผ่านไป ผ่านตัวฉันไป


              พนักงาน: ขอบคุณครับที่มาเยี่ยมชม ลาก่อน ขอให้โชคดี

              ฉัน: ขอบคุณครับ ลาก่อน 


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in