เก็บเล็กผสมน้อย...ร้อยเป็นเรื่องปลายฟ้า
(4) เหตุเกิดในห้องผ่าตัด
  • ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งในห้องพักฟื้น (recovery room) การผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว   แม้ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมา เพราะยังเวียนหัว แต่แว่วเสียงพยาบาลเรียกชื่อเบาๆ ได้แต่พยักหน้าด้วยยังสลึมสลือ ฉันไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดแผล ต่างจากทุกครั้งที่เคย

    ย้อน time machine กลับไปราวสามสัปดาห์ก่อน เมื่อหมอสูตินรีเวชอัลตราซาวน์พบว่าก้อนเนื้อที่รังไข่ขยายขนาดขึ้นมาเกือบสองเท่าในชั่วระยะเวลาเพียงสองเดือน และให้ผ่าเอาออก

    ฉันได้ขอย้ายมาผ่าตัดอีก รพ. หนึ่ง เพียงแต่รอบนี้ต่างจากครั้งก่อน ครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความไม่พอใจในหมอที่ดูแล เพียงแต่ประเมินแล้ว ฉันอาจต้องรักษายาวนาน หากผลชิ้นเนื้อเป็นเนื้อร้าย เลยต้องย้ายเพื่อรับสิทธิ์สวัสดิการ

    ฉันเข้ารับผ่าตัดปลายเดือนพฤศจิกายน ห่างจากวันที่ป่วยครั้งแรกด้วยอาการอัมพาตใบหน้าซีกขวา (ฺBell's Palsy) ราวสี่เดือนก่อน   

    ในวันที่จะต้องขึ้นเขียง หลังจากผ่านกรรมวิธีเตรียมตัวก่อนเข้าห้องผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตียงที่นอนอยู่ถูกเข็นมาเทียบกับเตียงผ่าตัดซึ่งมีขนาดพอดีตัว เมื่อฉันย้ายร่างมาอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว ระหว่างพยาบาลเตรียมอุปกรณ์ ฉันค่อยๆเหลือบตามองไปรอบๆ มีความรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศรอบๆตัว ทั้งหลอดไฟจำนวนมากที่ทำให้ทั้งห้องสว่างไสว   กลิ่นอายภายในห้อง เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ ชวนให้นึกถึงช่วงหนึ่งของชีวิต แม้จะเป็นเวลาอันแสนสั้น ที่ฉันเคยเป็นพยาบาลประจำห้องผ่าตัดมาก่อน เพียงแต่วันนี้ ฉันกลายเป็นคนที่ถูกผ่าแทน ใน ร.พ.ที่ใกล้แสนใกล้กับ รพ.ที่เคยอยู่

    ช่วงดมยาเป็นช่วงเวลาที่ฉันชอบที่สุดของการผ่าตัด  จริงๆไม่น่าจะเรียกว่าชอบได้  น่าจะเป็นช่วงเวลาที่อยากให้มาถึงเร็วๆมากกว่า เพราะเหมือนกับฉันกำลังจะได้เข้าไปอยู่ในความมืดสนิท ไม่ต้องรับรู้สิ่งใดๆที่กำลังจะเกิดกับร่างกายตัวเองต่อจากนี้ไป เป็นใครก็คงไม่อยากรู้สึกตัว ในตอนที่มีดกรีดลงบนผิวหนังเนอะ 

    ดังนั้น เมื่อหมอเอาที่ครอบดมยาสลบมาครอบบริเวณจมูกกับปาก ฉันจะบอกกับตัวเองว่า "เอาละ มาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว"  ดังนั้น เมื่อได้ยินว่า "ให้หายใจเข้าลึกๆ"  ฉันพร้อมที่จะทำทันที แถมยังเคยพยายามจะนับว่าฉันจะหายใจได้กี่ครั้งนะก่อนจะวูบหายเข้าไปในความมืดมิด ฉันไม่เคยนับได้เกินสองหรือสามครั้ง ก่อนที่ฉันจะดำดิ่งเข้าไปห้วงแห่งความไม่รู้สึกตัว

    ในห้องพักฟื้นหลังผ่าตัด เมื่อเริ่มรู้สึกตัวดีขึ้น ฉันถูกพากลับมาห้องพักคนไข้... หลังจากการผ่าตัดสองวันแรก ฉันไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ไม่เจ็บแผลด้วยซ้ำไป น่าจะเป็นเพราะรอบนี้ได้ยาแก้ปวดทางสายน้ำเกลือมาตั้งแต่หลังผ่าตัด

    แต่พอวันที่สาม ฉันเริ่มอาเจียน กับปวดท้อง การอาเจียนเกือบสิบครั้ง เป็นความทรมานทางร่างกายที่ไม่ค่อยได้เจอ การป่วยในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา อาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นในแต่ละส่วนของร่างกายไม่ได้ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ทรมานกายเท่าใดนัก แค่ดูน่ากลัวมากกว่า

    เมื่ออาเจียนหนักเข้า หมอต้องให้น้ำเกลือ และงดน้ำอาหารอีกรอบ จนกว่าอาการจะดีขึ้น พร้อมกับเริ่มให้ยาแก้ปวด กับยาแก้อาเจียน อาการจึงค่อยๆดีขึ้น 

    ในช่วงค่ำๆวันหนึ่ง หมอสูติฯ ได้มาตรวจติดตามที่ห้องพัก พร้อมเล่าเรื่องการผ่าตัดให้ฟัง แม้หมอพูดด้วยหน้าตาใจดี พร้อมน้ำเสียงเรียบๆ ตามปกติ แต่สิ่งที่บอกมา ทำให้ฉันอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายไปมากทีเดียว

    ที่ผ่านมาฉันคิดว่าการผ่าตัดครั้งนี้น่าจะเป็นการตัดต้นตอแห่งปัญหาทั้งมวลออกไป เพราะตัดสินใจกับหมอแล้วว่าจะตัดทุกสิ่งที่เป็นระบบสืบพ้นธุ์ออก ทั้งมดลูก รังไข่ และปีกมดลูก ทว่า มันกลับไม่ใช่อย่างที่ฉันคิด

    "ในห้องผ่าตัดวันนั้น  หลังจากหมอผ่าเข้าไปเพื่อตัดเนื้องอกขนาด 8-9 ซม.ที่เกาะอยู่แถวๆมดลูกรังไข่ออก  หมอกลับพบว่ามีเนื้องอกส่วนหนึ่งยื่นไปแตะที่ลำไส้เล็ก ทำให้ต้องตามหมอศัลย์มาช่วย โชคดีมาก ที่วันนั้น มีการผ่าตัดทางเดินอาหารอยู่ห้องใกล้ๆด้วย จึงมีหมอศัลย์มาช่วยในช่วงเวลาที่ต้องการพอดี  หมอศัลย์ได้ตัดลำไส้เล็กออกไปประมาณ 1 - 2 นิ้ว  พร้อมกับเย็บต่อลำไส้เล็กเข้าไปใหม่อีกที   ตอนนี้  หมอได้ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจตามปกติของการผ่าตัดเนื้องอก ซึ่งจะต้องรอผลชิ้นเนื้อต่อประมาณ 5-7 วัน" 

    ตอนหมอเล่า แม้ภายนอกของฉันจะดูสงบนิ่ง แต่ภายใน ฉันรู้สึกระทึกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องผ่าตัด ได้แต่ร้องโอ๊ะเอ๊ะในใจ ดูเหมือนจะมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาให้ฉันได้ลุ้นอีกแล้ว ปัญหาดูจะยังไม่หมดไปอย่างที่เคยคิดไว้เสียแล้ว

    ฉันถามหมอถึงความเป็นไปได้ของผลชิ้นเนื้อ หมอบอกว่ามีแนวโน้มจะเป็นมะเร็งชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจต้องให้รักษาด้วยเคมี 4 ครั้ง เมื่อได้ยินตอนนั้น ได้แต่บอกกับตัวเองว่า มาไกลขนาดนี้แล้ว ฉันไม่ถอยหรอกนะ ให้เคมีแค่ 4 ครั้งเอง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ฉันเพียงยอมรับและพร้อมที่จะเดินหน้ารักษาตัวให้หาย หรือดีขึ้นเท่านั้น

    ห้วงเวลาของการรอผลชิ้นเนื้อ มีความรู้สึกกังวลแวะมาทักทายเป็นพักๆ จับความรู้สึกตัวเองได้ เพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านมากเกินไป ฉันต้องใช้วิชาเดิมที่เคยใช้มาตลอดในช่วงหลายปีมานี้ นั่นคือการมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับปัจจุบันขณะ และโอบกอดความรู้สึกตัวเองเอาไว้

    และแล้วในช่วงกลางคืนของวันเสาร์หลังผ่าได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ หมอเข้ามายืนยันว่าผลชิ้นเนื้อออกแล้ว ผลสรุปว่าเป็น GIST (Gastro Intestine Stomach Tumor) เนื้องอกหรือมะเร็งทางเดินอาหาร

    ได้ฟังตอนแรก ความรู้สึกมันว่างเปล่ามาก เป็นอีกครั้งที่มีเสียงดังขึ้นในใจว่า โรคอะไรเนี่ย ไม่เคยได้ยิน ไม่รู้ว่าร้ายแรงแค่ไหน ต้องรักษาอย่างไร มึนงงไปชั่วขณะ หน้าตาฉันคงมีคำถามมากมาย หมอจึงอธิบายต่อว่า  "โรคนี้ คนเป็นน้อยมากๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก คือไม่ได้เป็นที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร แต่เป็นทั้งหมด ดังนั้น การรักษาจึงต้องดูแลทั้งทางเดินอาหาร"

    หมอได้ปรึกษากับหมอผู้เป็นอัศวินม้าขาวในวันนั้น (หมอศัลย์คนที่มาตัดลำไส้เล็กฉันออกไป) ซึ่งขอให้ทำ CT Scan ทั้งระบบทางเดินอาหาร เพื่อดูว่ามีจุดอื่นที่ควรกังวลหรือไม่ โชคดีไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ 

    ท้ั้งหมอสูติฯ และหมอศัลย์ฯ ให้ฉันกลับบ้านได้หลังนอนรพ.มา 9 วัน โดยให้นัดไปพบอายุรแพทย์มะเร็งหรือ Medical Oncologist ในอีก 5-6 วันต่อมา

    การเดินทางเพื่อรักษาโรคที่ฉันไม่เคยรู้จัก และไม่เคยได้ยินกำลังจะเริ่มต้นขึ้น…

    Reflection:
    1. สำนึกได้ถึงการไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐที่แท้จริง เมื่อมีโรคเกิดขึ้น โรคจะนำพาให้เราเข้ามาอยู่ในเส้นทางของการดูแลรักษา เข้ามาในโลกอีกใบ ที่ต่างไปจากเดิม ส่วนจะดีหรือไม่นั้น อยู่ที่มุมมองและใจของเรา 
    2. การอยู่กับสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร นำพาความกังวลใจมาให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  สิ่งที่ทำได้นอกเหนือจากการอยู่กับความต่อเนื่องของลมหายใจแล้ว  คือความตั้งใจที่ว่า "ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ฉันจะยอมรับ และอยู่กับมันให้ดีเท่าที่จะทำได้" 

    สามารถติดตามอ่านตอนที่ (1) วันธรรมดา...ที่ไม่ธรรมดา  

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in