เก็บเล็กผสมน้อย...ร้อยเป็นเรื่องปลายฟ้า
(1) วันธรรมดา...ที่ไม่ธรรมดา
  • ในช่วงบ่ายวันหนึ่งในเดือนกรกฎาคมสี่ปีที่แล้ว ฉันกำลังขับรถคู่ใจสีขาวบนทางด่วน เดินทางจากที่ทำงานชานเมืองเพื่อไปหาหมอจีนเพื่อฝังเข็มที่อีกฝั่งของ กทม. เป็นวันที่รู้สึกว่าทัศนวิสัยไม่ดีเลยทั้งที่แดดยังแผดจ้า  ไม่ใช่เพราะอากาศภายนอก  หากเป็นเพราะสภาพร่างกายของตัวเองต่างหาก ฉันเหลือบมองดูตัวเองในกระจก ตาซ้ายแม้จะดูปกติ แต่กลับรู้สึกปวดเมื่อยล้าและเกร็งกระบอกตา  ทำให้ต้องกระพริบตาบ่อยครั้ง เพื่อโฟกัสสายตาในการมองเส้นทาง พร้อมลดความเร็วลงให้ช้ากว่าการขับขี่บนทางด่วนตามปกติ  ส่วนตาขวา ยังแลเห็นหางตาตกอยู่เล็กน้อย เมื่อลองยิ้มดู  ฉันเห็นรอยยิ้มที่น่ากลัวของตัวเองยิ้มตอบกลับมา…

    ความทรงจำพาฉันย้อนเวลาเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในวันธรรมดาวันหนึ่ง แต่ความรู้สึกผิดแผกไป อย่างแรกคือมีน้ำตาที่ตาขวาไหลรินหยดไปที่หมอน อย่างที่สองคือรู้สึกเหมือนตาไม่เท่ากัน ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ฉันจึงลุกไปดูกระจก และลองยิ้มให้กับตัวเองตามปกติ แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ รอยยิ้มที่อัปลักษณ์  ฉันยิ้มได้เพียงครึ่งหน้าซีกซ้าย ส่วนซีกขวาไม่ว่าจะทำอย่างไร ฉันไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อให้ดึงมุมปากขึ้นไปได้มากเท่าที่ต้องการ จึงกลายเป็นรอยยิ้มที่ไม่สมมาตร ทั้งดูน่ากลัว และดูไม่จริงใจ ฉันตกใจมาก  นี่มันเกิดอะไรขึ้น ???

    ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่ากล้ามเนื้อที่กระพุ้งแก้มจะสำคัญขนาดนี้ จนวันนั้นเอง วันที่แปรงฟันแล้วอมน้ำไม่อยู่ มันไหลออกมาเอง กระทั่งการกระพริบตาที่เป็นกลไกอัตโนมัติของร่างกายที่ไม่เคยสังเกตเห็น จนวันที่กระพริบตาได้ไม่เท่ากัน กล้ามเนื้อรอบๆดวงตาทำงานได้ไม่พร้อมกัน ทำให้ตาอีกข้างแห้ง จนน้ำตาไหลออกมา

    ฉันรีบเดินทางไปหาหมอ โชคดีที่วันนั้นเป็นวันตรวจร่างกายประจำปี ระหว่างทาง ลองค้นข้อมูลดู อาการที่เป็นสอดคล้องกับโรคหนึ่งเรียกว่า Bell’s Palsy* คือมีการอัมพาตของใบหน้าแบบครึ่งซีกจากสาเหตุการอักเสบของเส้นประสาทสมอง และส่งผลให้กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง นี่กระมังที่เป็นเหตุที่ทำให้ฉันยิ้มไม่ขึ้น เมื่อพบหมอ ฉันได้รับการยืนยันว่าเป็น Bell's Palsy การรักษาคือการกินยาครอบจักรวาลนั่นคือสเตียรอยด์

    แม้จะได้รู้ว่าเป็นโรคอะไร แต่ข้างในก็ยังแกว่งไกว ด้วยรู้ว่าสเตียรอยด์แม้เป็นยาช่วยรักษา แต่ก็มีผลกระทบกับร่างกาย ได้แต่หวังแต่ว่าคงไม่ส่งผลมากนัก...หลังกินยาไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ อาการฉันค่อยๆดีขึ้นทีละน้อยอย่างช้าๆ อาจเป็นเพราะเข้ารับการรักษาได้รวดเร็ว ไม่ได้ปล่อยทิ้งไว้นาน ... 

    เมื่อได้มีเวลามองหน้าตัวเองอย่างพินิจพิเคราะห์ ไม่เพียงรอยยิ้มเท่านั้น ที่ทำให้หน้าตาดูน่ากลัว หากแต่เป็นที่ดวงตาขวาที่ดูแข็งกร้าวไม่เหมือนเดิม  ฉันเดาว่ากล้ามเนื้่อรอบดวงตาน่าจะมีส่วนที่ทำให้ตาไม่สามารถยิ้มพร้อมกับรูปปากได้ ยิ่งรูปปากบิดเบี้ยว ภาพการยิ้มจึงดูขัดขืน ไม่เป็นธรรมชาติอย่างที่เคย เห็นหน้าตัวเองทีไร ใจยังอดแอบกลัวไม่ได้ 

    ด้วยความอยากหาย อยากกลับคืนสู่ความปกติ  ฉันตัดสินใจเพิ่มทางเลือกในการรักษาด้วยการฝังเข็มคู่ขนานไปด้วยกับการรักษาแผนปัจจุบัน  การฝังเข็มเป็นวิธีที่นิยมสำหรับโรคนี้ และดูไม่เป็นอันตราย... จึงเป็นเหตุให้ต้องขับรถมาไกลในวันทำงานเพื่อมาคลินิกอีกฝั่งฟากหนึ่งของเมือง 

    คลินิกหมอเป็นทาวเฮ้าส์ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง  มีคนไข้รออยู่ห้าหกคน แต่มีทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ฉันได้รับการบอกเล่าว่าถ้าเป็นวันหยุดคนจะเยอะกว่านี้มาก  ภายในบ้าน มีเก้าอี้นั่งรอตรงกลางห้องประมาณ 10 กว่าตัว ไม่มีระบบคิว ใช้ระบบความเชื่อใจ คนไข้ดูกันเองว่าใครมาก่อนหลัง มีเตียงสำหรับฝังเข็ม 3 เตียง หมอจีนเป็นชายวัยกลางคน ผิวขาวเหลือง รูปร่างสันทัด หน้าตาใจดี พูดไทยได้ดีเพราะอยู่เมืองไทยมานานหลายสิบปี แม้จะอายุมาก แต่ยังดูแข็งแรงกระกระเฉง ...ฉันบอกหมอจีนว่ารู้สึกปวดเกร็งตาซ้าย บางครั้งรู้สึกล้าๆ รอบๆตาซ้ายด้วย หมอบอกว่า ฉันมีอาการทั้งสองตาแต่คนละสาเหตุกัน ข้างหนึ่งมาจากเส้นประสาท อีกข้างมาจากกล้ามเนื้อ ซึ่งหมอฝังเข็มให้ทั้งสองตา และให้ยาจีนที่ต้มเสร็จสรรพ แยกใส่ถุงให้มาพร้อมกินทีละวัน  

    ในขณะที่เมื่อไปพบหมอแผนปัจจุบันตามนัด พอฉันบอกหมอว่าตาซ้ายรู้สึกผิดปกติ หมอเหลือบตาดูหน้าฉันแวบหนึ่ง เหมือนประเมินด้วยสายตา พลางพูดว่าตาซ้ายคุณไม่ได้เป็นอะไร โดยไม่ตรวจอะไรเพิ่ม ทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่หมอไม่สนใจ หรือรับฟังสิ่งที่ฉันกำลังบอก  

    ผ่านมาอีกราวสองสัปดาห์ การรักษายังคงดำเนินต่อไป ความไม่สบายใจยังคงอวลอยู่ภายใน  สิ่งใหม่ก็เข้ามาท้าทาย จู่ๆผิวหนังมีอาการบวมแดงร้อน รู้สึกเจ็บมากตอนนั่ง ไม่รอช้า ฉันบึ่งรถไปโรงพยาบาลทันที แต่ไม่ใช่โรงพยาบาลเดิม ฉันรู้สึกไม่วางใจกับที่เดิมไปเสียแล้ว หมอที่โรงพยาบาลใหม่ตรวจปุ๊บ บอกว่าฉันเป็นโรคของผู้หญิงโดยเฉพาะคือผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นเรียกว่าต่อมบาร์โธลินอักเสบ**   ถึงจะเป็นผู้หญิง และอดีตพยาบาล แต่ฉันกลับไม่คุ้นกับชื่อโรคนี้มาก่อน โรคอะไร ไม่เคยได้ยิน...การรักษาคือต้องเจาะเอาหนองออกเพราะอักเสบค่อนข้างมาก  หมอให้นอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนหลังผ่าตัดเพื่อความมั่นใจ... 

    ทุกอย่างรอบๆตัวดูเคลื่อนไปอย่างช้าๆ  ขั้นตอนต่างๆ ก่อนเข้าห้องผ่าตัดทำให้ฉันมีเวลานั่งนิ่งๆ ทบทวนตรวจสอบใจตัวเอง และมองดูเวลาที่ค่อยๆเดินไปทีละนิดๆ จนถึงเวลาผ่าตัด...  เช้ารุ่งขึ้นคุณหมอมาแจ้งว่า ฉันไม่ได้เป็นต่อมบาร์โธลินอักเสบ อย่างที่เข้าใจตอนแรก แต่เป็นอาการของกลุ่มเส้นเลือดฝอยที่อักเสบมาขดกันทำให้ดูเหมือนเส้นเลือดขอด และทำให้มีอาการปวดบวมแดงขึ้นมา อาการคล้ายกัน แต่ที่กรีดออกมาไม่ใช่หนองแต่เป็นเลือดสดๆ  แผลจะค่อยๆตื้นขึ้นเอง ระหว่างนี้กินยาแก้อักเสบไปด้วย... ไม่รู้ว่าจะโล่งใจหรือจะกลุ้มใจดี เหมือนหนีเสือปะจระเข้อย่างไรไม่รู้...

    ตอนนั้น รู้สึกว่าเป็นความโชคร้ายซ้ำซ้อนที่ทักทายมาหาฉันโดยไม่บอกล่วงหน้า ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปสู่พื้นที่ชีวิตแห่งใหม่ที่ฉันไม่เคยเข้าไปมาก่อนเลย  

    ล่วงมาอีกสิบกว่าวัน อาการอักเสบหายไปแล้ว  มันควรจะเป็นวันธรรมดาอีกวัน  แต่ไม่ใช่...ฉันลืมตาตื่นมาพร้อมกับการมองเห็นที่ผิดปกติไปจากเดิมมาก ฉันมองเห็นภาพซ้อน  โอ้ นี่มันน่ากลัวมาก ฉันได้แต่พร่ำร้องในใจ  เมื่อฉันลองพยายามกรอกตาดู กลับทำให้ยิ่งปวดตามากขึ้น และวงรอบของการกรอกตาทำได้จำกัดกว่าที่เคยกรอกได้ ลานสายตาแคบลงมาก และที่น่าสะพรึงกว่าคือขนาดดวงตาซ้ายเล็กลงมาประมาณเกือบครึ่ง แม้ฉันไม่ใช่คนตาโต  แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพน่าดูขึ้น ตาที่เล็กกลับยิ่งเล็กลงไปอีก แลดูผิดสัดส่วนลงไปมาก 

    แม้จะตกใจมากเพียงใด แต่ฉันต้องดึงสติกลับมาให้เร็วที่สุด  ฉันเรียกแท็กซี่มารับที่บ้าน วันนั้น ทุกคนในบ้านไปทำงานกันหมดแล้ว ฉันรอไม่ได้ นี่เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ เรียกว่าเป็นวิกฤติก็ว่าได้  ระหว่างนั่งรถไป ความคิดความวิตกกังวลเริ่มทำงาน  อาการที่เริ่มต้นจากระบบประสาท (หน้าเป็นอัมพาตครึ่งซีก)  แล้วมาระบบเลือด (เส้นเลือดฝอยอักเสบ)  มันกำลังมาที่ระบบสมองไหมนะ  ฉันคิดไปไกล  "เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉันกันแน่"   เป็นคำถามที่ลอยวนเวียนอยู่ข้างใน 

    ในความโชคร้าย พลันความโชคดีได้ปรากฏตัวขึ้น เมื่อถึงโรงพยาบาล  หมอตาที่มาตรวจเป็นรุ่นพี่ผู้หญิงเรียบจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน  ฉันเคยมาตรวจตากับพี่เขาอยู่บ้าง แต่ว่างเว้นไปนานแล้ว  และวันนั้น... โชคดีที่พี่เขาออกตรวจพอดี...

    หลังจากได้ฟังอาการที่ผ่านมาทั้งหมดของฉัน   รุ่นพี่บอกว่าอาการต่างๆที่เกิดอย่างต่อเนื่องภายในหนึ่งเดือนเป็นความผิดปกติมากและต้องคิดไว้ก่อนว่ามันเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน อาจมาจากต้นเหตุเดียวกัน วันนี้ คงต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด หาสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหล่านี้ 

    วินาทีนั้น ฉันไม่อยากคิดต่อว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง แม้จะพอนึกออกอยู่บ้าง ได้แต่บอกกับตัวเองว่า  ไม่ว่าจะพบเจออะไร ฉันจะมีสติและอยู่กับมันไป...ทีละนาที.. ทีละวินาที... ทีละลมหายใจ... 

    พูดคุยกับตัวเอง:  
    1. ทุกวันนี้ เวลาตื่่นนอนตอนเช้า ฉันขอเพียงเป็นวันธรรมดาวันหนึ่งก็พอ ไม่ต้องเป็นวันที่พิเศษ ไม่ต้องเป็นวันที่เลิศเลอ ขอเป็นเพียงเช้าวันที่ร่างกายยังเป็นปกติ  และเมื่อยิ้มให้ตัวเองกระจก รอยยิ้มที่ตอบกลับมาจะเป็นรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปาก และในดวงตา... แค่นี้  ก็ดีใจแล้ว
    2. ในบรรดาองค์ประกอบของตัวเรา ร่างกายเป็นสิ่งที่ไม่โกหกเรามากที่สุดแล้ว มันอาจจะเคยส่งเสียงเตือนมาหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับการใส่ใจ จนมาถึงวันที่ปะทุอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเรา และคราวนี้ มันได้ผล



    ------------------------------------------------
    *Bell's Palsy เป็นโรคอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย เป็นภาวะที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ โดยมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทบนใบหน้า หรือเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerve) คู่ที่ 7 ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดความผิดปกติ โดยอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส เช่น เชื้อเริม (Herpes simplex virus) งูสวัด (Herpes zoster) ที่แฝงอยู่ในปมประสาท หากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ โรคนี้จะดีขึ้น และสามารถหายได้เองโดยใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน  (อ้างอิงจาก https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Bells_palsy) 

    ** ต่อมบาร์โธลินอักเสบคือ ภาวะต่อมบาร์โธลินที่ช่วยในการผลิตเมือกตรงบริเวณปากช่องคลอดเกิดการอุดตัน ทำให้เมือกที่สร้างออกจากต่อมบาร์โธลินเกิดการสะสมของเมือกมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดเป็นถุงน้ำ บางรายอาจเกิดการติดเชื้ออักเสบ เป็นฝีหนองตามมาทำให้เกิดอาการเจ็บปวดมากบริเวณที่เป็น  (อ้างอิงจากhttps://www.bumrungrad.com/th/conditions/bartholin-cyst)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in