มาอ่านหนังสือกันเถอะ :)Aum Piyaratt
"ความสุขปัจจุบันสุทธิ"

  • ผู้ขียน : ศาตราจารย์ ดร.นภดล ร่มโพธิ์                     จัดทำโดย : บริษัท เอ็นพี อินเทลลิเจนซ์ จำกัด

    ปีที่พิมพ์ : 2562                                                         จำนวนหน้า : 216 หน้า


    ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปลายปี 2018 เรามีโอกาสได้ฟัง Nopadol’s Story Podcast เป็นครั้งแรก หลังจากนั้นก็ติดตามฟังมาเรื่อย ๆ เพราะ รู้สึกว่าเป็นพอดเเคสต์ที่มีข้อคิดซึ่งนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เเละ ทำให้เกิดการพัฒนาตัวเอง 

    สำหรับเรา อ.นภดล คงเป็นไอดอลของใครหลายคนในด้านการอ่านหนังสือ จะมีซักกี่คนที่สามารถอ่านหนังสือทั้งภาษาไทย-อังกฤษ ได้ปีละอย่างน้อย 50 เล่ม แถมยังขยันจัดพอดแคสต์ทุกวันอีกต่างหาก นอกจากนี้ อาจารย์ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญแนวคิดการตั้งเป้าหมายแบบ OKRs หรือ Objective and Key Results อีกด้วย พอปลายปีที่แล้วรู้ว่าอาจารย์เขียนหนังสือเล่มใหม่ออกมา ก็อดไม่ได้ที่จะรีบแวะร้านหนังสือซื้อมาจับจองเอาไว้ก่อน (อ่านจบเมื่อไรอีกเรื่องหนึ่ง 555555)

    ชื่อหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิหรือ NetPresent Happiness มีที่มาจาก มูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ NPV (Net Present Value) คนที่ไม่เคยศึกษาแนวคิดเรื่องการเงินมาก่อนอย่างเราพอเห็นคำนี้อาจจะไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ อาจารย์อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น 

    ลองสมมติว่าตัวเองมีเงิน 100 บาท อยู่ในมือ เงินจำนวนนี้อาจจะซื้อข้าวได้ 2 จานในปัจจุบัน หากแต่ในอนาคตเงินจำนวนนี้อาจจะซื้อข้าวได้เพียงจานเดียว สรุป คือมูลค่าของเงินในปัจจุบันมีค่ามากกว่ามูลค่าเงินในอนาคตนั่นเอง

    ทุกวันนี้ หากมองดูดี ๆ จะพบว่ากิจกรรมบางอย่างที่เราทำไม่สำเร็จซักที ก็เพราะว่า เรามักคิดถึงความสุขในปัจจุบันของตัวเองก่อน และ ไม่ได้สนใจความสุขในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนัก ความเหนื่อย ความลำบากที่เราต้องออกกำลังกาย หรือ ควบคุมอาหาร มักจะชนะความสุขของการมีหุ่นดีในอนาคตเสมอ เหตุผลที่ชนะ ก็เพราะ ความสุขในปัจจุบันมันติดลบ 

    ดังนั้น ถ้าอยากทำสำเร็จ ก็แค่คิดในทางกลับกันคือ ทำให้ความสุขในปัจจุบันเป็นบวก หรือ ติดลบน้อยที่สุด ซึ่งอาจารย์ได้ให้คำแนะนำไว้ในเล่มเรียบร้อยแล้ว 

    สำหรับ เรื่องที่เราชอบหลัก ๆ เลย มี 3 ตอน

    ตอนเเรก คือ ตามหา Ikigai ในเย็นวันศุกร์ เราไม่เคยศึกษาเรื่อง อิคิไกอย่างจริงจังนัก เพียงแต่มีโอกาสได้อ่านผ่านตามาบ้างว่า คำนี้ คือ ความหมายของการมีชีวิตอยู่ และ ประกอบไปด้วย สิ่งที่รัก สิ่งที่ถนัด สิ่งที่โลกต้องการ และ สิ่งที่ทำเงินได้ 

    อาจารย์นำองค์ประกอบทั้ง 4 อย่างนี้ มาจับคู่กัน กลายเป็นคำที่หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคย ได้แก่ ความลุ่มหลง (Passion), พันธกิจ (Mission), อาชีพ (Profession), วิชาชีพ (Vocation) เราเคยเชื่อว่า โอกาสที่จะทำให้องค์ประกอบทั้งหมดมาซ้อนทับกันเป็นเรื่องยากมาก แต่ อาจารย์ทำให้เห็นอีกครั้งว่าเราสามารถเริ่มทำอะไรบางอย่างที่มีจุดเริ่มต้นมาจาก Passion ของตัวเองจนสุดท้ายมาจบที่ทำให้มันกลายเป็นอาชีพของเราได้ หรือ บางครั้งเราสามารถปรับเปลี่ยน แนวคิดเกี่ยวกับงานที่ทำอยู่ ซึ่งในตอนแรกเราอาไม่ได้ชอบ แต่ สุดท้าย เราอาจจะชอบมันเพราะว่างานนั้นสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นก็เป็นได้ 

    คนเราจะสามารถพัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดดได้ไหมนะคำตอบก็ คือ ได้ หากแต่จะมีซักกี่คนที่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่าตัวเองกลายเป็นคนที่เจ๋งมากในทันที ตอนที่ 2 เป็นเรื่องของ กฎ 1 % ถ้าใครเชื่อในสำนวนที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แนวคิดนี้ก็ไม่แตกต่างกัน 

    อาจารย์สอนให้เราตั้งเป้าหมายในแต่ละวันให้เล็กที่สุดและ ทำมันอย่างต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือวันละ 10 หน้า วิ่งวันละ 5 นาที ลดการเล่นโทรศัพท์ลง 15นาที/วัน การทำแบบนี้จะทำให้เราไม่ท้อง่าย และ มีกำลังใจ ถ้าทำได้จนกลายเป็นนิสัย สุดท้าย ผลลัพธ์ระยะยาวที่เรารอคอยจะตามมาเอง 

    ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่อง ความล้มเหลวกับ ความสำเร็จ หลายคนมักจะมองว่า 2 สิ่งนี้อยู่ตรงข้ามกัน ที่จริงแล้ว ความล้มเหลวเป็น subset ของ ความสำเร็จต่างหาก 

    อาจารย์ยกตัวอย่าง ตอนที่ลูกชายหัดขี่จักรยาน ทำให้เรานึกถึงประสบการณ์ตอนนั้นของตัวเองบ้าง เราอิจฉาเพื่อนในวัยเดียวกันของตัวเองมาตลอดว่าคนอื่นขี่ได้ แล้วทำไม เราถึงขี่ไม่ได้กันหล่ะ พอเข้ามหาวิทยาลัยตอนที่กลับมาฝึกวันแรกก็ท้อ เกือบล้มตั้งหลายครั้ง พอวันต่อ ๆ มาก็เริ่มขี่ได้ในที่สุด แม้จะยังไม่ค่อยเก่ง อาศัยการที่ขี่ไปเรียนตามตึกต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยเป็นการฝึกฝน การทำงานอื่นก็เหมือนกัน คนทุกคนมีพรสวรรค์ได้ แต่หากไม่มี ก็คงต้องอาศัยพรแสวง มาช่วยแล้วหล่ะ อย่าเสียใจกับความผิดพลาดนานเอาเวลามาคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาดีกว่า 

    หลายแนวคิดอาจารย์เอามาจากประสบการณ์ที่ได้ลองทำเอง หรือ พบเจอมา หลายแนวคิดได้มาจากการอ่านหนังสือ ซึ่งบางสิ่งบางอย่าง ตัวเราอาจจะรู้อยู่แล้ว บางอย่างอาจจะเป็นสิ่งที่เราหลงลืมไป ยังมีอีกหลายตอนเลยที่น่าสนใจ ก็อยากให้ทุกคนมีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ :)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in