Europe First TimeKanSiri
เหนือฝันที่เซอร์แมทท์ สวิสเซอร์แลนด์
  •            หลังจากทริปเวนิสที่อิตาลี ความเหนื่อยล้าระหว่างทางบนรถไฟทำให้ผมรู้สึกอยากจะพักแล้วจริงๆ เมื่อถึงสถานีมิลานผมตัดสินใจที่จะนั่งรถไฟไปสวิสเซอร์แลนด์เลย ถึงจะเสียดายแต่การเดินทาง 2 อาทิตย์กว่านี้มันเต็มที่แล้วจริงๆ ความหวังของผมตอนนี้คือการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ

                ระหว่างทางที่จะไปลงลูเซิร์นผมหยิบหนังสือไกด์ขึ้นมาอีกครั้ง และผมก็อดใจไม่ได้จริงๆที่จะไม่ไป เซอร์แมทท์ ตอนนั้นผมตัดสินใจลงสถานีที่มุ่งหน้าไปอีกทาง เพื่อยุติหมุดอันใหญ่อีกอันหนึ่งในใจ ใช่ครับ ผมใช้แรงเฮือกสุดท้าย ตั้งใจไปลงเซอร์แมทท์

                ตั้งแต่ที่เที่ยวยุโรปมาราวๆสองเดือนกว่าได้ ผมรู้สึกจริงๆนะว่า สถาปัตยกรรมมันไม่ได้ต่างกันมากเลยสำหรับการซิตี้ทัวร์ ผมเริ่มเบื่อกับโบสถ์ สิ่งก่อสร้าง หรือพระราชวังความตื่นเต้นในการเที่ยวจากวันแรกที่ปารีสจนมาถึงวันนี้ระดับมันต่างกันโดยสิ้นเชิง

                                                                  (หมู่บ้านที่เซอร์แมทท์)

                ผมใช้เวลาบนรถไฟในการหาที่พักและงีบหลับ ราคาที่พักที่สวิสจัดได้ว่าแพง แต่ก็จำใจจองไปหนึ่งพันบาทไทยสำหรับโฮสเทลใกล้สถานีรถไฟถือว่าถูกสุดแล้ว

                ระหว่างทางขึ้นเขาซักที่ตาผมค่อยๆลืมขึ้นจากการงีบสั้นๆ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมต้องตะลึงกับวิวที่มันเกินบรรยาย หากออกสเตรียคือความงามของธรรมชาติแล้วสวิสคือสวรรค์ของธรรมชาติเลย วิวข้างทาง เทือกเขาแอลป์ ธารน้ำแข็งมันสะกดผมจนหายง่วงไปเลย

                                                                           (ธารน้ำแข็งที่ Gornergrat)

                ก่อนจะมาที่นี่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มักจะคาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องดินฟ้าอากาศ หากใครเคยต้องลุ้นหัวก้อยในการเห็นภูเขาไฟฟูจิที่ญี่ปุ่นละก็ ที่นี่ก็ไม่ต่างกัน หากซวยมาจังหวะที่มีเมฆปกคลุม ก็คงต้องผิดหวังไปตามระเบียบ

                วันที่ผมมาอากาศชื้นมีเมฆมากปกคลุมทั่วฟ้าเทือกเขาสูงๆถูกบดบัง ผมก้าวลงจากรถไฟที่สถานีเซอร์แมทท์ เดินตรงไปยังโฮสเทล 100 เมตรห้องที่ผมอยู่เป็นห้องใต้หลังคา มีคนมานอนซัก 7-8 คนได้ ผมนอนเตียงใกล้กับคนเกาหลี เป็นคนชวนคุยสนุก ดูขี้เล่น แต่ภาษาอังกฤษฟังไม่ค่อยออก สิ่งที่สำคัญที่เขาบอกผมคือ เขามาตั้งแต่ 2 วันที่แล้วล่ะ ฟ้าไม่มีทีท่าว่าจะเปิดเลย

                “ซวยจริงๆเลยกู สงสัยจะมาเสียเที่ยว” ผมได้แต่สบถในใจ

                ผมถือโอกาสขอตัวออกมาเดินเล่นไปตามหมู่บ้าน เหมือนฟ้าเต็มใจ ที่ลมนั้นค่อนข้างแรง ทำให้พัดเมฆไปมาเผยให้เห็นพระเอกของทริปนี้จนได้ ใช่ครับ แมทเทอร์ฮอร์นคือสิ่งที่งามสง่าอยู่ตรงหน้าผม มันสะกดผมจริงๆ....ผมตกหลุมรักที่นี่อย่างโงหัวไม่ขึ้นแล้วจริงๆ

                                                 (Matterhorn กำลังถูกเมฆบัง ขี้อายเสียจริงๆ)

                ผมมีเวลาอีก 30 นาทีก่อนร้านอาหารจะปิด ไม่นานผมต้องละสายตาจากวิวนั้นแล้วตรงดิ่งไปยังร้านอาหารก่อนที่ผมจะไม่มีข้าวเย็นกิน อาหารจัดว่าแพงมาก แซนด์วิชราคาประมาณ 120 บาทเมื่อเทียบเป็นเงินไทยแต่อย่างว่าเรื่องปากเรื่องท้องก็จำเป็นนั่นแหละ

                ตกดึกฟ้าปิดสนิทไม่มีแม้กระทั่งแสงดาว ผมถอดใจเดินกลับโฮสเทล อากาศหนาวมากแม้จะอยู่ในช่วงซัมเมอร์ท่ามกลางเทือกเขาแบบนี้ ก็คงเป็นปกติ มีโอกาสได้คุยกับคนในโฮสเทลบ้างก่อนที่จะถอดใจออกไปเดินเล่นอีกครั้ง เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ 6 โมงเช้าค่อยว่ากันใหม่
  •             เหมือนสวรรค์เต็มใจ รุ่งขึ้นฟ้าเปิด สดใส วิวจากโรงแรมคือสิ่งที่เฟอร์เฟคที่สุด ผมรีบจัดการ ทานอาหารและเตรียมตัวไปขึ้นรถไฟขึ้นเขา ราคาก็เบาๆ ราวๆ 3000 บาทไทย (ขึ้นเขา Gornergrat)

                “เบามากราคาหรอ? เปล่า กระเป๋าตังกูเนี่ยแหละ”

                ตอนนั้นมี 2 ทางเลือกระหว่างไปกระเช้ากับรถไฟซึ่งที่จริงควรจะไปทั้ง 2 อย่างนะ แต่ด้วยงบประมาณ และเวลาและร่างกาย....รถไฟนั่นแหละดีแล้ว (ความจริงแอบคิดว่าจะไปทั้ง 2 อันด้วย ราคากระเช้าก็แพงไม่แพ้กัน ราวๆ 6000 บาทไทยถ้าจำไม่ผิดถ้าสนใจแนะนำเช็คราคาก่อนเน้อ)

                จริงๆราคารถไฟมันสมเหตุสมผลอยู่นะ เพราะระหว่างทางขึ้นไป ทางมีความชันมากดูแล้วไม่น่าสร้างได้ง่ายๆ การเก็บราคาแบบนี้ก็น่าจะคุ้มค่าที่สุดแล้วแหละ

                                                       (Matterhorn ที่แสนสวยเผยโฉมแล้ว)

                ผมไปลงสถานีก่อนที่จะถึงสถานีสุดท้ายบนเขาเพื่อทำการแทร็กกิ้ง ซึ่งถ้าใครชอบแนะนำว่าต้องเป็นคนที่เคยออกกำลังกายมาพอสมควรนะ วอร์มอัพมาบ้างอะไรบ้าง แนะนำพกรองเท้าปีนเขามาด้วยก็จะยิ่งดี นำน้ำ ขนมไปด้วยระหว่างทางเพราะจะไม่ต้องเสียเที่ยวลงมาหาอะไรกินด้านล่างอีก เพราะค่ารถไฟแพงมากน่าจะมีร้านอาหารอยู่บนสถานีสุดท้าย แต่จุดหมายผมคือการแทร็กกิ้งกับถ่ายรูป การไปจุดสูงสุดจึงไม่ใช่เป้าหมายของผม

                ผมใช้เวลาเดินเขาแทร็กกิ้งประมาณ 3-4 ชั่วโมง ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า สุดยอดแห่งความคุ้มค่าครับ ผมตกหลุมรักที่นี่ ตกหลุมรักธรรมชาติไปเลย ทริปก่อนๆคือกลายเป็นน้ำจิ้มไปเลย

                                              (ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งก็เพราะวิวนี้แหละครับ)

                ผมใช้พลังทั้งหมดที่เหลือกับทริปนี้การเดินเขาคนเดียว ที่นี่ระหว่างทางจะมีสัญลักษณ์ ป้ายตามทางไม่หลงแน่นอนสัญญาณโทรศัพท์เต็มเปี่ยม หลังจากเสร็จสิ้นผมนั่งรถไฟลงมาด้านล่าง ผมตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นกระเช้า และเดินมุ่งตรงไปโฮสเทลเก็บข้าวของ


                ถ้าไม่ติดว่าราคาของที่นี่แพงผมก็อยากจะอยู่ต่ออีกซักคืน แต่ถึงแบบนั้นผมก็ไม่มีเรี่ยวแรงแล้วจริงๆ ระยะทาง 23.7 กิโล คือสถิติที่ผมทำไปในวันนี้ ระดับความสูงเทียบได้กับตึก 135 ชั้น ผมนั่งรถไฟเพื่อจะกลับไปหาน้องที่เยอรมนี แต่ดูจากเวลาแล้ว คงไม่ทันเพราะเกือบจะ 5 โมงเย็นละ จุดหมายต่อไปของผมจึงเป็นลูเซิร์นเพื่อทำการพักผ่อนที่นั่น และสุดท้ายนี้ ผมบอกใจตัวเองเลยว่า ที่นี่เป็นทริปที่ดีที่สุด ขอบคุณในความพยายามของตัวเอง แล้วเจอกันซักวัน....
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in