Europe First TimeKanSiri
เหมืองในเทพนิยาย และบ้านเด็กกำพร้า
  •            ไม่นานหลังจากที่ผมได้ลงมายังข้างใต้เหมืองเกลืออันลือชื่อแห่งนี้แล้ว (Wieliczka Salt Mine) ความรู้สึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมามันหายวับไปเลยความรู้สึกตอนนี้ และเหมืองเกลือที่อยู่ตรงหน้า บอกได้คำเดียวเลยว่า “คุ้มค่า”แก่การรับชมมากๆ

                หากใครเคยดูเรื่องเดอะลอร์ด ออฟ เดอะริงส์ แล้วได้มีโอกาสเห็นเหมืองคนแคระใต้ดินในภาพยนตร์แล้วละก็คงจินตนาการได้ไม่ยากเลยและทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าเหมืองในหนังนั้นต้องได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหมือนเกลือหรือพวกเหมือนใต้ดินอันใหญ่โตแบบนี้แน่ๆ ที่แห่งนี้ก็คือดินแดนของคนแคระในโลกแห่งความเป็นจริง

                การชมเหมืองเกลือกินเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเต็ม เป็นอีกที่ ที่ใครได้มาเยือนโปแลนด์แล้วพลาดไม่ได้เลยพวกเราทำเวลาในการทานอาหารกลางวันและเดินทางกลับ จนถึงกรากุฟราวๆบ่ายโมง และแน่นอนอีก 1 ชั่วโมงที่เหลือก็คือย่านเมืองเก่า พวกเราวิ่งๆๆเดินๆๆ อย่างไม่หยุดตั้งแต่ลงจากรถไฟมา และพวกเราเลือกที่จะไปแลนด์มาร์คสำคัญๆเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น

                และแล้ว 10 นาที สุดท้ายในการเดินกลับไปสถานีก็มาถึงพวกเราใช้เวลาอย่างคุ้มค่า เจอเดล และขึ้นรถไฟอย่างปลอดภัย

                อย่างที่บอกไปว่าพวกเราได้ตั๋วยืนซึ่งจะบอกว่า แม่งคือประสบการณ์ที่ขมขื่นอีกอย่าง ดังนั้นถ้าคุณมีโอกาสซื้อตั๋วล่วงหน้านอกจากจะได้ราคาที่ถูก ได้ที่นั่งแล้วนั้น มึงยังไม่ต้องมานั่งกลางทางเดินที่มีคนเดินไปเดินมากันอย่างสนุกสนานประหนึ่งเดินเข้าออกเซเว่นบ้านเราอีกด้วย ต้องบอกเลยว่าการได้ตั๋วยืนบนรถไฟมันไม่ได้เลวร้ายเลย แต่ถ้าต้องใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทาง มันคือนรกที่แท้ทรู...ดังนั้นด้วยความปรารถนาดีจองตั๋วล่วงหน้าเถอะครับ จะได้ไม่เป็นภาระของข้อเข่าและการเมื่อยก้นของตัวเอง
  •            

                หลังจากทริปกรากูฟจบลง ผมได้รับข้อความจากมาริอาว่าอาทิตย์ที่ 4 นี้ ผมต้องไปทำงานที่บ้านเด็กกำพร้า ซึ่งมาริอาบอกผมแค่นี้เอง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ มาริอาบอกแค่ว่าคนอื่นในโปรเจคจะบอกผมอีกทีเมื่องานเริ่ม อันที่จริงผมก็ไม่ได้มีปัญหากับการบอกข้อมูลล่าช้าอะไรหรอกนะ

                แต่คือว่านะมาริอาประเด็นมันอยู่ที่ว่า “บ้านเด็กกำพร้ามันอยู่ไหนว่ะหือ?” แกบอกชั้นสิโว้ย

                แล้วมาริอาก็หายไปเลยไม่มาตอบคำถามด้วย ดีจริง T T สรุปเย็นวันนั้นผมไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลยนอกจากต้องไปทำงานที่บ้านเด็กกำพร้า

                วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปบ้านเด็กกำพร้า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครส่งข้อความหรือโทรมาหาผมเลยตั้งแต่ที่มาริอาให้งานล่าสุด ผมเลยส่งข้อความหามาริอาแต่ดูเหมือนว่ามาริอาจะไม่ได้เปิดอ่าน ผมเลยตัดสินใจโทรหาเดวิด (เดวิดเป็นประธานโปรเจค) ทำให้ผมรู้ถนนที่บ้านเด็กกำพร้าตั้งอยู่เลยจัดการนั่งรถเมล์ไปเองโดยไร้ซึ่งคนนำทาง และคงต้องขอบพระคุณ Google Map มา ณ ที่นี้ ที่ทำให้ผมมีชีวิตรอดโดยไม่หลงทาง จินตนาการไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นยังไงโดยไม่มีแอพนี้เมื่อถึงถนนและที่ตั้งของที่ทำงานแล้ว ในตอนแรกผมหาตัวบ้านเด็กกำพร้าไม่เจอเลยงมหาอยู่สักพักใหญ่ๆ จนกระทั่งต้องเดินเข้าไปถามคนในรั้วเลย กว่าจะสื่อสารกันเข้าใจก็แทบจะบ้าตาย เท่านั้นยังไม่พอ ผมยังพบว่าเวลาทำงานนั้นเริ่มบ่าย 3 โมง แต่ตอนนี้มัน 9 โมงเช้า

                โอโห...ในใจตอนนั้นคือทำงานกันยังไงวะเนี่ย แทนที่จะบอกตั้งแต่แรกว่าทำงานตอนบ่าย 3 ให้กูตื่นมาแต่เช้าทำมะเขืออะไร๊ สรุปเสียค่ารถฟรีอาหารของวันนี้ก็ไม่มีให้อีก

                ตอนนั้นได้แต่คิดในใจว่า “กูมาทำอะไรที่นี่กันแน่วะเนี่ย”

                เมื่อถึงเวลางานผมได้เดินทางมาที่บ้านเด็กกำพร้าอีกครั้ง ตอนนั้นเองทำให้ผมได้เจอกับ มาเล็กซึ่งมาจากแอลจีเรีย และริโอจากฮ่องกง การทำงานที่นี่นั้นง่ายมากพวกเราแค่มาช่วยดูเด็กที่นี่ระหว่างเวลา 3 โมงถึง 5 โมงเย็นเป็นพอ และมาเล็กได้บอกผมว่าถ้าผมจะมาทำงานที่นี่ ตัวมาเล็กเองนั้นต้องย้ายออกเพราะบ้านพักของที่นี่พักได้แค่ 3 คนแล้วตามตารางแล้วมาเล็กก็ต้องย้ายที่ทำงานอาทิตย์นี้ และมันก็ทำให้ผมได้รู้ว่า เอิร์ทนั้นทำงานที่นี่เหมือนกัน แต่เอิร์ทนั้นไปลิทัวเนียและจะกลับมาที่นี่อีกทีในวันพรุ่งนี้ซึ่งหมายความว่ามีผม เอิร์ทและริโอที่ต้องทำงานที่นี่ในอาทิตย์นี้

                สำหรับการทำงานที่นี่ผมรู้สึกได้ว่า แม่งเป็นที่ทำงานที่แย่ที่สุดตั้งแต่มาอยู่โปแลนด์เลยนอกจากเด็กที่นี่จะเกเรแล้ว บ้านที่พวกเราต้องพักยังมีความคล้ายคลึงกับบ้านผีสิงยังไงอย่างนั้น เอาจริงๆนะถ้าไม่มีริโอกับเอิร์ทผมคงอยู่ตัวคนเดียวที่นี่ไม่ได้แล้ว แต่ถึงสภาพภายนอกจะดูน่ากลัวยังไง ยังดีที่ข้างในนั้นยังพอดูเป็นผู้เป็นคนมาบ้าง ผมได้นอนห้องเตียงเดี่ยวแทนมาเล็ก ส่วนอีกห้องนั้น ริโอกับเอิร์ทอยู่ ผมกับเอิร์ทดีใจมากที่ได้มาทำงานด้วยกันอีกอย่างน้อยๆ ก็ยังมีเพื่อนคุยละวะ และเพราะการมาทำงานที่บ้านเด็กกำพร้านี้เองทำให้ผมกับเอิร์ทสนิทกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน ตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆกัน นั่นก็คือไม่มีเพื่อน เด็กเกเร อาหารฟรีไม่มี พวกสตาฟไม่เหลียวแล แล้วยังต้องมาอยู่ในบ้านพักผีสิงนี่อีกกลายเป็นว่าพวกเรากลายมาเป็นเพื่อนปรับทุกข์ด้วยกันซะงั้น


                เมื่อถึงเวลาทำงานนั้นทุกคนต้องเผชิญกับเด็กที่เกเร และพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ผู้ใหญ่ที่ดูแลที่นี่ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ห้ามปรามเด็กแม้แต่น้อย ผมโดนเด็กต่อยอย่างแรง เอิร์ทโดนเด็กใช้คำหยาบภาษา
    โปลิชด่าต่างๆนาๆ ลิโอโดนไถเงิน ชีวิตโดนคุกคามสุดๆ พวกเราทุกคนเลยตัดสินใจกันว่า พวกเราจะทำงานกันแค่วันละ
    1 ชม. พอ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีทำให้ผมรู้สึกว่าแม้จะเป็นการถูกตัดหางปล่อยวัด แต่อาทิตย์นั้นผมเองก็ได้มีชีวิตที่อิสระสุดๆไปเลย

                ผมขอสรุปคร่าวๆว่าแม้การทำงานที่บ้านเด็กกำพร้าจะดูเป็นเรื่องที่เลวร้ายไปซักหน่อย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของการมาทำงานที่นี่คือ การพัฒนา การยอมรับตัวเองและยอมรับผู้อื่น สุดท้ายแล้วแม้เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านเด็กกำพร้าจะแย่แค่ไหนผมก็ถือว่าผมได้พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ของเด็กพวกนี้ได้อย่างมากที่สุดแล้ว จนกระทั่งแม้ตัวเราเองจะแก้ไขอะไรใครไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆตัวเราเองก็ต้องยอมรับในสิ่งที่พวกเขาเป็น...
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in