Europe First TimeKanSiri
First Kiss
  •                    สิ่งนึงที่ผมแปลกใจกับตัวเองไม่หายนั่นก็คือ ผมมักถูกทักทายโดยคนแปลกหน้าอยู่บ่อยครั้งจะนับครั้งก็จำไม่ได้ เพราะบางคนก็แค่มาคุย แต่บางคนอยากรู้จักเป็นเพื่อนและบางคนก็อยากรู้จักเป็นแฟน ในขณะที่สังคมไทยที่ผมอยู่นั้น (ขอเน้นว่าเฉพาะตัวผมคนอื่นอาจจะมีสังคมหรือกลุ่มคนคุยที่ต่างกันออกไป) คำว่าขอคุย ขอเดท แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตประจำวันของผม แต่เมื่อผมมายุโรป การขอออกเดทกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะมีคนมาทำความรู้จักเพื่อที่จะพัฒนาความสัมพันธ์แล้วอย่างว่าใครจะไปคิด คนหน้าตาธรรมดา ผิวคล้ำๆ หน้าไทยๆ หัวดำๆ อย่างผมจะมีคนมาชวนออก
    เดทในยุโรป


            ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องต้องขออธิบายก่อนว่าผมค่อนข้างที่จะเปิดเรื่องความหลากหลายทางเพศ แล้วก็เคารพในสิทธิต่างๆ ในการแสดงออกรวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน ดังนั้นแล้วผมมองว่าความรักมันเกิดได้กับทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับตัวผมเองก็ค่อนข้างที่จะยึดถือธรรมเนียมไทยอยู่เป็นเนืองนิตย์ นั่นก็คือการให้เกียรติกับคนที่ผมชอบหรือคนที่ผมรัก และค่อนข้างจะปฏิบัติตัวในกรอบของอนุรักษ์นิยมในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันผมก็เปิดรับในความคิดและวัฒนธรรมอื่นๆอย่างเข้าใจเช่นกันโดยไม่ได้มองว่าคนที่ไม่ได้ทำตามกรอบวัฒนธรรมจะเป็นอะไรที่ไม่ดีหรือไม่ควร เกริ่นมาซะสวยงามเลยฮ่าๆ จริงๆเรื่องนี้คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเล่าดีไหม แต่สุดท้ายผมตัดสินใจเล่าเพราะถือว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีและผมมองว่าถือว่าเป็นประสบการณ์ ทำให้ผมได้บอกเล่าวัฒนธรรมในมุมมองต่างๆไปในตัว

                       ถ้าจำได้ว่ามีอยู่ครั้งนึงที่มีชายหนุ่มหน้าตาดีเข้ามาทักผมก่อนที่จะไปกรากุฟ เรื่องต่อไปนี่ก็คือตอนต่อไปหลังจากที่เจอผู้ชายคนนั้นนั่นแหละ เขาชื่อเจค็อบ และในคืนนึงผมก็ได้รับข้อความจากเจค็อบว่าอยากรู้จักผมมากขึ้น อยากคุยเรื่องราวต่างๆว่าทำไมถึงได้มาอยู่โปแลนด์ อยากรู้วัฒนธรรมเอเชีย มาเจอกันที่เซ็นเตอร์ 3 ทุ่มได้ไหม? ต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มีประสบการณ์อะไรแบบนี้เลยแม้จะมาอยู่ที่ยุโรปได้ 1 เดือนแล้วก็ตาม ผมเลยไม่ได้นึกถึงเรื่องการออกเดทหรืออะไรเทือกๆนี้เลยตอนนั้นนึกถึงแค่ว่าอยากมีเพื่อนคุย อยากมีเพื่อนพาแนะนำอะไรต่างๆในเมือง ผมจึงได้ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เป็นอันว่าตอนนั้นแหละเป็นการตอบตกลงการนัดเดทกับผู้ชายโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลยซักนิด

                       เมื่อมาถึงที่เซ็นเตอร์ผมเห็นเจค็อบรออยู่หน้าร้านไอศกรีม เมื่อเจค็อบเห็นผมเจค็อบก็เข้ามากอดผมทันทีอย่างแนบแน่น แน่นมาก แน่นจนหายใจไม่ออกแน่นกว่าคินก้าและพาเมล่ากอดอีก เมื่อทักทายเสร็จแล้วเจค็อบก็เริ่มพูดคุย ซักไซ้ไล่เรียงราวกับว่ามาสัมภาษณ์งาน ผมเลยเล่าคร่าวๆว่าผมมาทำโปรเจคอาสาสอนหนังสือให้เด็กๆที่นี่นอกจากเรื่องนี้แล้วเขาก็ถามถึงประเทศไทย ถามถึงวัฒนธรรมต่างๆจนกระทั่งมาถึงจุดนึง ผมเล่าให้เจค็อบฟังว่า การทักทายของคนเอเชียน่ะต่างจากฝั่งตะวันตก คนเอเชียต่อให้สนิทกันแบบเพื่อนสนิทพวกเราก็จะไม่กอดกันมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเซ้นซิทีปนะเออ โดยเฉพาะการที่มึงมากอดกูแน่นมากแบบเนี้ย จะมีก็แต่คนในครอบครัวและแฟนเท่านั้นแหละที่จะกอดกัน เพื่อนก็มีบ้างแต่ก็ไม่ได้บ่อยอีกอย่างโดยเฉพาะในที่สาธารณะพวกเราไม่ได้กอดกันอย่างโจ่งครึ้ม และเจค็อบก็บอกผมว่า ที่นี่การกอดปกติมากยูไม่ว่าอะไรนะที่ไอกอดยู กูก็เข้าใจแหละ แต่มึงจะมากอดรัดฟัดเหวี่ยงแบบนี้ไม่ได้

                         “แต่ว่ามึงกอดกูแน่นไปไง”

                         และทันใดนั้นเองเจค็อบก็เข้ามากอดผมแรงขึ้นกว่าครั้งก่อน

                        “นี่มึงเข้าใจที่กูพูดไหมเนี่ย”

                         วินาทีนั้นมันก็ดูไม่มีอะไร ดูเป็นการหยอกๆกัน คุยไปขำไป และอย่างที่บอกผมค่อนข้างเคารพเรื่องการแสดงออกและค่อนข้างเปิดรับเลยพยายามที่จะไม่ถือสาอะไรมากนัก

                         “ยูจะมากอดแบบนี้ไม่ได้นะ ถ้าอยู่ที่เอเชียมึงโดนตืบไปและ”

                         ผมพยายามผลักออกแต่เพราะเจค็อบตัวใหญ่ กูไม่สามารถสู้แรงมึงได้จริงๆ ประหนึ่งหยอกล้อกันเล่น ประมาณว่ากอดทีเนี่ยตายได้เลยนะ ตัวมึงก็ไม่ได้เล็กๆ แล้วเจค็อบค่อยๆปล่อยผมแล้วบอกว่า

                         “ก็ที่นี่ใครๆเค้าก็ทำกัน มันเป็นเรื่องปกติ คนฝรั่งเศสหอมแก้มกันจูบแก้มกันยิ่งกว่านี้อีกแค่นี้ถือว่าปกติมาก”

                         เอ่อเจค็อบมันปกติสำหรับพวกเอ็งแต่กูไม่ปกติด้วยนะเว้ยเห้ย

                         หลังจากนั้นก็คุยกันเรื่อยเปื่อยทำให้ผมรู้ว่าเจค็อบนั้นเป็นหมอ อายุ 31 ปีเป็นลูกครึ่งโปลิช สวีดิช คุยมาเรื่อยเปื่อยจนราวๆ 4 ทุ่มผมขอตัวกลับ เจค็อบเลยอาสาเดินมาส่งที่พัก เดินไปคุยไปเรื่อยๆตามทางจนถึงที่พัก

                         อย่างที่บอกว่าที่พักผมนั้นภายนอกก็ไม่ต่างจากบ้านผีสิงเท่าไหร่ เมื่อมาถึงเจค็อบตกใจมากที่ผมอยู่ในที่แบบนี้ แล้วบอกผมเป็นแบบติดตลกว่ายูไม่ควรมาอยู่ที่แบบนี้เลยจริงๆ ผมก็ตอบกลับไปว่า ก็ไอน่ะนะไม่มีทางเลือก อีกอย่างถึงข้างนอกมันจะน่ากลัวแต่ข้างในก็สะอาดอยู่ได้เลยล่ะมันไม่ได้เลวร้ายซะขนาดนั้น แล้วผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียวด้วยยังมีเพื่อนคนไทยกับคนฮ่องกงอยู่เป็นเพื่อนอีก ดังนั้นแล้วสบายมาก เจค็อบบอกว่าอยากอยู่กับผมต่อ ผมเลยบอกว่าพวกเราคุยได้อีกสักพักนึงแล้วผมจะไปอาบน้ำนอนแล้วคุยไปซักพักจนในที่สุดเจค็อบก็ค่อยๆกระซิบข้างหูผมว่า

                        “จริงๆแล้วไอชอบยูนะ”

              เห้ยเดี๋ยวนะ เจค็อบ นี่เพิ่งจะเจอกันแค่ 2 ครั้งนี่บอกชอบเลยหรออีกอย่างกับคนอย่างผมเนี่ยนะ ตอนนั้นก็อึ้งๆ แต่มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่มีเพศเดียวกันมาบอกชอบเอาตามตรง แต่มันก็นิดนึงหรือเปล่าวะ ก็เลยพยายามพูดเลี่ยงๆว่า “ก็ไม่รู้สิ ไม่ได้คิดอะไร” หลังจากนั้นมันก็เกิดความเงียบขึ้น เจค็อบเข้ามาใกล้ผมแล้วกอดผมอีกครั้ง คือไม่ได้รังเกียจนะ แต่เออมันทำใจลำบากอะ คือไม่รู้จะพูดอะไร และก็พยายามผลักตัวออกจากเจค็อบแบบไม่ให้รู้สึกว่าผมไม่โอเคจนในที่สุดผมก็บอกไปว่า “เข้าใจนะว่าชอบ แต่เรื่องแบบนี้ผมยังไม่....” ผมพูดไม่ทันขาดคำเจค็อบโน้มตัวเข้าประกบปากผมเป็นที่เรียบร้อย….

              เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

                        ใช่นั่นแหละเฟิร์ทคิสกูววววว มันไปแล้ว
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in