เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Only Yesterday : เรื่องเล่าจากวันวานMaya Jett
When Our Stars Align : (มหากาพย์) บันทึกของติ่งผู้ได้เจอกับนักร้องที่รักที่สุด
  • เมื่อวันที่เราโคจรมาพบกัน...

        คงจะมีน้อยคนที่เคยได้ใกล้ชิดกับดารานักร้องที่ติ่งมานาน อาจเป็นเพราะว่าไม่มีโอกาส หรือเค้าอาจดูเอื้อมไม่ถึง แต่ถ้าวันนั้นมาถึงล่ะ เราจะทำตัวกันยังไง? จะคุยอะไรกับเค้า? ส่วนเราเหรอ พอเจอแล้วเราลืมไปซะสนิทเลยว่าจะพูดอะไร

        ทุกคนย่อมมีศิลปินและนักร้องในดวงใจ หรือไม่ก็อาจจะเป็นนักเขียน ผู้กำกับ หรือใครก็ได้ที่เราชื่นชอบในผลงานของเค้า ยกย่องและมีเค้าอยู่ในใจ แอบเป็นเหมือนฮีโร่และที่พึ่งทางจิตใจในบางด้าน ก็แล้วแต่ว่าเราจะมองเค้ายังไง และชอบแบบไหน แต่เชื่อว่าทุกคนมีแน่นอน 

    *เรื่องนี้ยาวมากขอบอกไว้ก่อน แต่ก็สนุกมากเช่นกัน*

    LALEH

        เราเองก็เป็นคนนึงที่ได้รับแรงบันดาลใจและแรงผลักดันจากคนเจ๋งๆ ที่ชื่นชมอยู่หลายคน และคนเหล่านั้นมักเป็นนักร้อง หรือไม่ก็นักดนตรี บางครั้งอาจเป็นศิลปินวาดรูป แต่ส่วนมากมักเป็นนักดนตรี เพราะเรารักดนตรีมากและชีวิตคงอยู่ไม่ได้หากขาดดนตรีไป ทุกๆ ปีเราจะมีนักร้องให้ตัวเองติ่งและเอาเค้าเป็นไอดอลในหลายๆ ด้านมากมาย บางทีเปลี่ยนไปตามความเปลี่ยนแปลงของจิตใจและโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่ว่าชอบแล้วเบื่อง่าย เบื่อแล้วทิ้ง อะไรทำนองนี้นะ เราว่าการที่เราจะชื่นชมใครสักคนมันก็มีพื้นฐานมาจากตัวเอง จากจิตใจ และจากเคมีบางอย่างและความคิดเรา ส่วนปีนี้เราขอมอบให้กับนักร้องชาวสวีเดนผู้เป็นที่รักของชาวสวีเดนแทบทุกคือ เธอคนนั้นคือ ลาเลห์ หรือ Laleh Pourkarim ดังที่เราเคยกล่าวถึงในงานเขียนหลายๆ งาน ที่หลายคนอาจเคยอ่านดังนี้...


        อาจดูเหมือนเราพยายามยัดเยียดและพูดถึงลาเลห์อยู่ได้ ใช่ เราอยากให้คนไทยและเพื่อนของเรารู้จักเธอมาก เพราะเธอไม่ได้เป็นแค่นักร้อง/นักดนตรีที่เก่งเท่านั้น แต่เธอเป็นคนที่วิเศษสุดๆ ไปเลยล่ะ อ่ะ เราจะไปฮาร์ดเซลมากแล้วกัน เอาเป็นว่าจะแอบแฝงเนียนๆ ให้รู้สึกอยากลองฟังเพลงของเธอเอง แต่วันนี้ที่มาเขียนเราแค่อยากจะเล่าเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศสวีเดน ที่เราเพิ่งได้ไปเยี่ยมเยียนมาอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ก่อน และสิ่งที่วิเศษที่สุดก็คือ...

    เราได้เจอกับลาเลห์ 
    ผู้หญิงที่เราชื่นชมที่สุด และติ่งเธอมาร่วมปีแล้ว 

        เราได้ไปดูคอนเสิร์ตของเธอ ได้เจอ ได้กอด ได้คุยกัน... เลยจะมาเล่าว่ามันวิเศษขนาดไหน ช่วงเวลาที่เราได้เจอกับคนที่เราชื่นชมมากๆ คนที่เรารอคอยมานาน คนที่อยากคุยด้วยที่สุด คนที่อยากรู้จักที่สุด... มันโคตรวิเศษสุดๆ ไปเลยอ่ะ!

    ลาเลห์คือใคร?

    (ข้ามตรงนี้ไปได้)


        หลายคนอาจไม่อินและสงสัยว่าเธอเป็นใคร แต่เราจะอธิบายให้ฟังสั้นๆ ดังนี้ เอาแบบกระชับ รวบรัด ให้พอเข้าใจได้....


    -ลาเลห์ (Laleh Pourkarim) อายุ 34 ปี เป็นนักร้องสวีเดนที่เกิดที่ประเทศอิหร่าน โตมากับครอบครัวที่เคลื่อนไหวทางการเมือง คุณพ่อเป็นคนอาร์เซอร์ไบจัน ตอนเด็กเธอย้ายไปย้ายมาหลายที่ ทั้งอิหร่าน เยอรมัน รัสเซีย จนกระทั่งมาลงเอยที่สวีเดน

    -คุณพ่อเสียชีวิตเมื่อลาเลห์อายุ 11 ปี ขณะที่ช่วยคนจากการตกน้ำ เหตุการณ์นั้นเปลี่ยนชีวิตลาเลห์ไปทันที

    -ลาเลห์โตมากับคุณแม่ที่น่ารัก อยู่ที่สวีเดน มีชีวิตเรียบง่าย จนกระทั่งวันนึงเธอค้นพบว่าเธอชอบเล่นดนตรี และทำมันได้ดี

    -เมื่อโตมา เธอจึงเรียนดนตรีอย่างตั้งใจ แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ร้อง จนมีวันหนึ่งออกไปร้องเพลงในค่ายๆ หนึ่งของผู้อพยพ ทุกคนอึ้ง สตั๊น หลังจากนั้นแม่เลยผลักดันสนับสนุนให้เธอเอาดีด้านนี้

    -ลาเลห์ฝึกฝนจนกระทั่งมีบทบาทในวงการดนตรีของสวีเดนเมื่อประมาณปี 2004 

    -สาเหตุที่คนสวีเดนรักลาเลห์มาก (โดยเฉพาะเด็กๆ) เพราะลาเลห์ขี้เล่น มีความจริงใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง อ่อนโยน อ่อนน้อม และมีความเข้าถึงกับทุกคน ใครที่อยากลองหาเธอดูแสดงสดจะเข้าใจว่าทำไม เพราะทุกไลฟ์ของเธอจะมีการปฏิสัมพันธ์กับคนดูที่น่ารักมากกกกก ตลอดเวลา โดยเฉพาะเด็ก 

    -ลาเลห์ค่อนข้างสนับสนุนสิทธิและเรียกร้องสิทธิเพื่อเด็กในด้านต่างๆ อาจเป็นเพราะเธอรู้ดีว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญที่สุดที่ต้องสนับสนุนและให้โอกาสเขา ทั้งในเรื่องของผู้ลี้ภัย (เธอเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น) เรื่องความยากจน เรื่องอาหาร และอื่นๆ เธอรักเด็กมาก รักจนทุกคนอยากให้เธอมีลูก แต่ดูเธอจะรักงานดนตรีของเธอมากกว่าสิ่งไหน

    -ลาเลห์เป็นนักร้องสวีเดนอีกคนที่ ‘กล้า’ ทำเพลงออกมาทั้งในภาษาอังกฤษ สวีเดน และฟาร์ซี มีคนเตือนเธอหลายครั้งว่าทำไมถึงกล้า ทำไมไม่เลือกสักทาง ลาเลห์ตอบว่า “บางครั้งมันก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเลือกอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ” ถือว่าเป็นคำสั้นๆ แต่ค่อนข้างทรงพลัง

    -เนื้อเพลงส่วนมากของลาเลห์จะไม่ได้พร่ำเพ้อถึงความรัก แต่จะออกแนวปรัชญา เกี่ยวกับชีวิต การเป็นตัวของตัวเอง ความฝัน ความตาย ทุกอย่างถูกเขียนออกมาพร้อมดนตรีที่ทำให้ดูสวยงาม ไม่มีสุขหรือเศร้าเกินไป 

    -ล่าสุด ลาเลห์ย้ายไปอยู่ที่ LA เพื่อทำเพลง และได้ร่วมงานกับศิลปินต่างๆ มากมาย เช่น Adam Lambert, Ellie Goulding, Demo Lovato และอื่นๆ ไม่มีใครรู้ว่าเธอจะโกอินเตอร์หรือไม่ แต่จากเนื้อเพลงหลายๆ เพลงในอัลบั้มใหม่แอบฟังดูเหมือนเธอเอือมตลาดเพลงในสวีเดน (ไม่แน่ใจว่ามีปัญหากันหรือไม่ แต่จากเอมวีและเพลงก็น่าสงสัยอยู่) แต่ลาเลห์มีวิธีรับมือที่เจ๋งกว่าเสมอ 

    -ปัจจุบันเธอกำลังทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ในสวีเดน และเราก็ไปดูคอนฯ เธอมาที่หนึ่งในเมือง Västerås 
    -หากใครอยากอ่านต่อเกี่ยวกับลาเลห์ในอีกมุมที่มากกว่าผลงานเธอ เชิญที่นี่ 

    ว่าจะเขียนสั้นๆ ดันยาวซะงั้น...
    มาต่อกันดีกว่า

    วันที่ 29 ตุลาคม 2016


    เมืองเวสเตอโรส สวีเดน (Västerås)

        วันนี้เป็นวันที่เรารอคอยมานานแสนนาน เราเขียนเลขนับถอยหลังในปฏิทินมาตั้งแต่ร้อยกว่าวัน จนกระทั่งวันนี้มาใกล้ขึ้นทุกที ทุกที และพอถึงวันนี้ เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกๆ “เฮ้ย วันนี้แล้วเหรอวะ? วันนี้เราจะได้เจอลาเลห์แล้วเหรอ?”

        วันนี้เป็นวันที่ดูจะไม่เหมือนทุกๆ วัน เพราะตื่นเช้ามาเราก็ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไร กินไปนิดเดียวเท่านั้น ในเมืองเวสเตโรสไม่ค่อยมีอะไรน่าเที่ยว พอสายๆ เราก็นัดกับเพื่อนสวีเดนคนหนึ่งไปเจอกันที่คาเฟ่ เธอพาแฟนมาด้วย ทั้งสองเคยมาประเทศไทยและมาอยู่หลายเดือน เราเลยคุยกันอย่างสนุกสนาน และพอพูดถึงเรื่องลาเลห์ พอบอกว่าคืนนี้เราจะไปดูเธอ ทั้งคู่เลยตื่นเต้นตาม (คนสวีเดนดูจะรักลาเลห์มาก) แฟนของเพื่อนเลยเล่าว่าเคยไปดูลาเลห์มาสองครั้ง อธิบายไม่ถูกว่ามันวิเศษขนาดไหน เพราะลาเลห์มีพรสวรรค์ในเรื่องการแสดงสดมาก ทั้งร้อง เต้น และเอนเตอร์เทนคน ลาเลห์มักมีพลังงานวิเศษที่คอยทำให้คนมีความสุขอยู่เสมอ บางครั้งหากเรายื่นมือขึ้นไปโบกทักทายลาเลห์ หากเธอเห็น เธอจะพูดออกไมค์ว่า “หวัดดีจ้ะสาวน้อยเสื้อเหลือง สบายดีรึเปล่า” เนี่ยแหละ ลาเลห์เป็นแบบนี้เสมอ เราเลยบอกเพื่อนไปว่าเรามีของจะให้ลาเลห์นะ (แอบอายนิดๆ เพราะเค้ารู้หมดว่าติ่งขนาดไหน) แต่เรากลัวจะไม่ได้เจอลาเลห์หลังจบคอนเสิร์ต ด้วยความที่คอนเสิร์ตจัดที่อารีน่าขนาดใหญ่ จุคนประมาณห้าพันคน แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่บรรยากาศบ้านๆ แบบที่เธอจะเดินออกมาพบปะประชาชน แต่แฟนเพื่อนยิ้ม แล้วพูดว่า

    “ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าเป็นลาเลห์ยังไงก็ต้องมีทางเสมอแหละ”

    ไม่รู้ทำไมมั่นใจขนาดนั้น แต่พอฟังอย่างนั้นเราก็ชื้นใจ และก็คิดขึ้นมาได้ว่า
    ถ้าเป็นลาเลห์ ก็คงไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า...

    เมืองเวสเตอโรส สวีเดน (Västerås)

        หลังจากนั้นเราก็มีนัดกับเพื่อนอีกคน เพื่อนพาแฟนและหมาพันธุ์อัลเซเชียนบ๊องๆ ตัวนึงมาด้วย ทั้งคู่พาเราขึ้นรถแล้วพาไปเที่ยวรอบๆ เมือง วันนี้เป็นวันที่สวยมาก มีแดด ลองนึกภาพว่าที่ประเทศสวีเดนที่อุณหภูมิประมาณ 2-6 องศาเนี่ยถ้ามีแดดจะมีความสุขขนาดไหน เราไปเดินเล่นรอบเมือง กลับมาเดินในเมืองต่อ จนกระทั่งเราขอตัวกลับไปเตรียมตัว เพราะตื่นเต้นมากและอยากเตรียมของให้ลาเลห์ต่อ (ทำจากไทยมาไม่เสร็จ) เลยต้องแยกย้ายจากเพื่อน เข้าซุปเปอร์ฯ หาซื้อของกินก่อนจะกลับไปที่บ้านพัก

    สมุดที่ทำให้ลาเลห์

        ของที่เราจะให้ลาเลห์คือสมุด เป็นสมุดเปล่าเล่มนึงที่ซื้อมาจากไทย เราเอามาวาดรูปและเขียนสิ่งที่อยากจะเขียนให้ลาเลห์ ทีแรกไม่มีเวลาอะไรทั้งนั้น จนกระทั่งมารีบทำหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะมาสวีเดน ขอบอกว่าเป็นงานด่วนมากก แต่โชคดีทำเร็วเลยรีบทำเกือบเสร็จก่อนมาสวีเดน สิ่งที่เราวาดคือเอามาจากเพลงต่างๆ ของลาเลห์ที่เราชอบ วาดเป็นเรื่องราว (ออกแนวคล้ายๆ Storyboard) ค่อนข้างเป็นแรงบันดาลใจให้ทำเอนิเมชั่นในอนาคต ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่รู้วิธีทำก็ตาม เราวาดรูป ระบายสีนิดๆ หน่อยๆ และเขียนสิ่งที่อยากบอกลาเลห์ลงไป เมื่อทำจากไทยไม่เสร็จเราจึงมาทำต่อที่นี่ วันนี้เลย วันที่กำลังจะไปดูลาเลห์ในคืนนี้ ตอนที่ทำก็เป็นเวลาประมาณสี่โมงเย็น คอนเสิร์ตของลาเลห์จะเริ่มตอนทุ่มครึ่ง ซึ่งอารีน่าที่จัดคอนเสิร์ตนั้นอยู่ไกลออกไปแค่กิโลเมตรกว่าๆ อารมณ์ว่าถ้าไม่มีรถก็เดินไปก็ได้ แต่การเดินทางที่นี่สะดวกและง่ายมาก เลยไม่มีปัญหาอะไร 


    ลาเลห์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากปกอัลบั้ม Kristaller ของเธอ 

        เรารีบวาด รีบเขียนเท่าที่จะนึกออก ไฟในห้องก็เหลื๊องเหลืองจนมองไม่ค่อยออกว่ามันสวยหรือไม่สวย เขียนทุกอย่างจนหมดมุก แต่ไม่ว่ายังไงเราก็จะไม่ให้เหลือหน้าว่างแน่ๆ จนในที่สุดเราก็ทำเสร็จ เป็นสมุดที่น่ารักมาก หน้าปกห่อด้วยผ้ากำมะหยี่ที่เลือกเองและตัดเองกับมือ เย็บเองและปักชื่อเอง ข้างในก็งานวาดงานเขียนเองหมด ภูมิใจมาก และยอมรับว่าติ่งมาก แต่เวลาเราชอบใครมากๆ เราอยากจะทำอะไรสักอย่างเป็นที่ระลึกให้เค้ารู้ตัวเสมอว่าเค้าวิเศษแค่ไหน และสำคัญแค่ไหน และอีกอย่างหนึ่งคือ เราอยากจะให้อะไรสักอย่างที่ทำให้เค้านึกถึงเราเมื่อเค้าเอากลับมาดู.. โตมากับการทำของแฮนด์เมดเลยมั่นใจว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รับของที่ทำกับมือย่อมรู้สึกดีใจแน่นอน มันน่าจะมีค่าสำหรับเค้ามากเลยล่ะ

        ห้าโมงครึ่ง รีบแต่งตัวเก็บของออกจากบ้านไปขึ้นรถเมล์ หลังจากแพนิคกลัวไปสาย แต่พอขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ และอีกสิบนาทีต่อมาก็ถึงอารีน่า ก็รู้ตัวว่า... กูมาก่อนเวลานานเชี่ยๆๆๆ 555555555 โอ๊ย ตื่นเต้นอะไรเบอร์นี้ 

    ABB Arena, Västerås, Sweden

        เมื่อมาถึง ก็มีกลุ่มคนหลายกลุ่มที่มาถึงก่อนนานแล้ว เราไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนเลยไปถามกลุ่มลุงๆ ป้าๆ กลุ่มหนึ่ง ปรากฏว่าพวกนางก็มาดูคอนเสิร์ตเหมือนกัน (น่ารักอ้ะ) แต่โซนคอนเสิร์ตฮอลยังไม่เปิด เลยยืนรอกับป้าๆ สักพัก แต่คาดว่าคงยังไม่เปิดอีกนาน เพราะกว่าจะเริ่มก็อีกเกือบสองชั่วโมง หนาวมากเลยเข้าไปนั่งรอแถวร้านขายขนม พอนั่งรอไปคนก็มาเรื่อยๆ ส่วนมากดูจะเป็นกลุ่มครอบครัวที่พาเด็กเล็กๆ มาดู และป้าๆ ลุงๆ อันนี้เห็นได้ชัดละว่าลาเลห์น่าจะเป็นนักร้องที่คนทุกวัยค่อนข้างรัก ออกแนว child friendly ด้วยเพราะเนื้อเพลงต่างๆ เหมาะกับเด็ก (ที่ส่งเสริมแนวคิดและการโตไปเป็นคนเก่ง อะไรทำนองนี้ ถ้าลองฟังเพลงลาเลห์แล้วจะรู้) เรานั่งนิ่งไม่กล้าลุกไปไหนเพราะเขินกระเป๋า เราห้อยกระเป๋าย่ามที่เพนท์เองมาเป็นคำว่า Bara få va mig själv หรือที่แปลว่า ฉันจะเป็นตัวของตัวเอง เป็นชื่อเพลงและเนื้อร้องของเพลงที่ดังที่สุดของลาเลห์ในตอนนี้ ที่อายก็เพราะว่ามันดูติ่งเหลือเกิน แต่ที่จริงเราคิดจะเพนท์เสื้อยีนส์แล้วมาใส่ที่งานนี้ตั้งแต่ที่ไทยละ เตรียมของเรียบร้อยละ สรุป.. ไม่มีเวลาทำ แต่เท่าที่ดูคนแต่งตัววันนี้แล้วก็ปกติ โทนสีดำ เด็กๆ ก็มีกากเพชรบ้าง แต่ไม่มีใครแต่งหวือหวาอะไรแม้กระทั่งวัยรุ่น (ดีนะไม่ใส่เสื้อที่เพนท์มา เขินแย่)

    กระเป๋าหน้าตาแบบนี้แหละ

        จนถึงเวลาประตูเปิด เราไปเข้าห้องน้ำเตรียมตัวอะไรเสร็จ อยู่ๆ ตอนจะเดินเข้าก็มีป้าคนนึงหันมายิ้มให้ นี่ก็งงมาก แต่ด้วยความที่ใจกำลังพองโตเลยยิ้มให้กลับแบบอารมณ์ดี พลางนึกในใจ.. หรือเค้าจะคิดว่าเราคือลาเลห์วะ? เออ แต่หน้าเราคงไม่เหมือนขนาดนั้น แค่ผมเหมือนเท่านั้นเอง 555 เราตื่นเต้นมาก ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ พอเข้าไปก็เจอร้านค้าของลาเลห์ที่เราตรงปรี่เข้าไปบอกพนักงานทันทีว่า

    “ขอซีดีทั้งหมดอย่างละแผ่นค่ะ”

    พนักงานทำหน้างง ประมาณว่า เอาหมดเลยจริงดิ? 

        จริงค่ะพี่ หนูมาจากประเทศไทย ซีดีนักร้องต่างประเทศที่ต้องการหายากมาก จะสั่งมาก็ไม่คุ้ม ไหนๆ ก็มาแล้ว ซื้อเลยค่ะ ซีดีมีทั้งหมด 6 แผ่น แต่แผ่นของอัลบั้มใหม่ล่าสุดหมดแล้ว เราบอกว่าไม่เป็นไร ยังไงก็จะเอาที่เหลือ ก่อนจะจ่ายตังค์ก็ชี้เอาสติ๊กเกอร์แทตทูมาเล่นด้วยอีกละกัน สุดท้ายก็เสียไปประมาณหลายพัน แต่คิดว่าคุ้มค่ามากสำหรับสิ่งที่เรารัก หยิบใส่กระเป๋าไปอย่างภูมิใจ

    LALEH Shop (จริงๆ ดูดีกว่านี้ แต่ถ่ายมากาก)

        จากนั้นไปต่อแถวซื้อเบียร์ ทีแรกว่าจะเอากระป๋องเดียวเพราะยังไม่สร่างจากเมาค้างที่โคเปนเฮเกนเมื่อสองวันก่อน (นานไปมั้ย) แต่ไม่รู้อะไรเข้าสิง เลยบอกไปว่า “เอาเบียร์สองกระป๋องค่ะ” แต่พอบอกว่าอย่าเพิ่งเปิด พนักงานบอกว่าไม่ได้ ต้องเปิดเลย สงสัยกลัวคนเอาไปขายต่อมั้ง ก็เลยถือเบียร์สองกระป๋องที่รสชาติขมและไม่มีความละมุนอยู่เลย แล้วเดินไปหาที่นั่งของตัวเอง เราซื้อบัตรช้าไปนิดนึงเพราะมัวแต่ตัดสินใจอยู่หลายเดือน หลังจากที่มีโอกาสจองตั้งแต่เนิ่นๆ มาจองอีกทีแถวหน้าสุดและแถวถัดๆ มา ถูกจองไปหมดแล้ว สุดท้ายแล้วเราได้จองไปในแถวที่ 8 ที่นั่งที่ 88 เลขสวยซะอยากเอาไปซื้อหวย แต่ขอบอกว่าพอมาเจอที่นั่งจริงๆ แล้วดันเป็นที่ๆ เยื้องๆ ออกมาจากเวที ซึ่งไม่ใช่มุมที่สวยงาม เพราะไม่ได้อยู่ตรงกลาง ภาพผังเวทีตอนจองมันไม่ได้บอกชัดเจนว่านักร้องจะสามารถอยู่บริเวณไหนได้บ้าง สุดท้ายแล้วมุมของเราค่อนข้างมองเห็นยากเล็กน้อย ยังดีที่มีจอมอนิเตอร์คอยช่วย แต่ในฐานะติ่งที่หลงใหลแม้กระทั่งเสียงดนตรีและวงของเธอ เรารู้สึกเสียดายมาก เสียดายที่ไม่ได้อยู่แถวหน้าๆ และเสียดายที่ไม่ได้อยู่ตรงกลาง

    19:30 น.

        คอนเสิร์ตเริ่มตรงเวลา ทุกอย่างที่สวีเดนตรงเวลาเสมอ แบบเป๊ะๆ วินาทีนั้นทุกคนเงียบ นิ่ง แสง สี เสียงที่เป็นสีชมพูตามธีมอัลบั้มใหม่ Kristaller (Crystals) ของลาเลห์ วงดนตรีออเคสตร้าที่ลาเลห์ปั้นมากับมือ และทุกๆ อย่างกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ทันใดนั้นเสียงเพลงเริ่ม ลาเลห์เดินออกมา... วินาทีที่นักร้องที่เรารัก ชื่นชม และติ่งมากที่สุดเดินออกมา ปรากฏตัวให้เราเห็นตัวเป็นๆ ครั้งแรก เรารู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ทีแรกแอบน้ำตาคลอแต่มันก็ไม่ได้ถึงกับจะร้องไห้ (ใครเคยเจอคนที่ติ่งมากๆ น่าจะเข้าใจความเว่อร์วังนี้) ลาเลห์เปิดตัวด้วยเพลง Aldrig bli som förr และเล่นไปเรื่อยๆ ทักทายคนดู พูดคุยบ้าง แต่เป็นภาษาสวีเดนหมดเลย สิ่งหนึ่งที่เราเสียดายมากๆ คือรอบๆ ข้างเรามีแต่ผู้ใหญ่วัยป้าๆ ลุงๆ ที่ไม่แม้แต่จะร้องเพลงของลาเลห์ และคาดว่าน่าจะร้องไม่เป็น แต่เราอ่ะร้องเป็นทุกเพลงและอยากลุกขึ้นเต้นมากกกกกก แต่เราไม่กล้าพอ เนื่องจากทุกคนนั่งนิ่ง เงียบ มีตบมือบ้างเป็นจังหวะแล้วแต่เพลง แต่! ทุกคนไม่ร้องงงง จนในที่สุดเราทนไม่ไหวต้องร้องออกมา ร้องได้ทุกเพลง ไม่ว่าจะภาษาสวีเดนหรือภาษาอังกฤษ 

    ลาเลหหหหห์

        ลาเลห์ร้องเพลงสดดีมากกกกก ดีงามตามที่คาดหมายไว้ เพราะเราเคยดูไลฟ์ของเธอมาเยอะมาก (ในคลิป) และทุกอันดีเสมอ ตอนนี้มีบางโมเมนท์ที่เธอพูดกับพวกเราเป็นภาษาสวีเดนแล้วร้องไห้ ลาเลห์บางครั้งก็เป็นคนที่ค่อนข้าง deep และอินกับสิ่งที่เธอร้องและสื่อออกมามาก เสียดายที่ ณ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด แต่จากเพลง ดนตรี และอารมณ์ที่เธอจะสื่อออกมาก็ทำให้รู้สึกคล้อยตามไปได้ไม่ยาก

        หนึ่งในเพลงที่เราชอบมากที่สุดถูกเล่นหลังเพลงที่เธอร้องไห้ เป็นเพลงที่มีความหมายมาก เพลงมีชื่อว่า En stund på jorden หรือที่แปลว่า วินาทีที่อยู่บนโลกใบนี้ เพลงนี้พูดถึงชีวิต ความเป็นอยู่ และความตาย หลักๆ เธอพูดขอบคุณชีวิต หลายเพลงของลาเลห์จะพูดถึงการเป็นอยู่ การมีชีวิต ความสวยงามและความตาย เธอสามารถเขียนเพลงเศร้าให้ดูซึ้งและมีความรู้สึกที่เป็นกลางได้ และด้วยทำนองที่เป็นเสียงเครื่องดนตรีสาย ดีด เป่า ต่างๆ จากวงออเคสตร้าของเธอยิ่งเพิ่มความสวยงามให้เพลงเข้าไปใหญ่ เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงโปรดของเรา และเราก็วาดรูปที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลงนี้ไปให้เธอด้วย

        En stund på jorden หรือวินาทีที่อยู่บนโลกใบนี้สามารถเป็นเพลงที่มีความหมายได้สองอย่าง คือผู้ร้องตายไปแล้ว กับผู้ร้องยังมีชีวิตอยู่ ลองนึกภาพเรากำลังมองกลับมาที่โลกใบนี้และนึกขอบคุณชีวิตที่ผ่านมาว่ามันสวยงามขนาดไหน.. เราอินกับเพลงนี้มาก เนื้อเพลงที่แปลคร่าวๆ (แบบไม่ขัดเกลา) ของเธอร้องประมาณว่า

    ฉันคิดว่าพวกเราคือดวงดาว
    ที่ตกลงมาในทะเล
    และระหว่างที่เราได้เก้าเท้าลงบนโลก
    มันทำให้ฉันรู้สึกสัมผัสของน้ำ

    ฉันทอดตัวนอนลงบนผืนดิน
    และขอบคุณสวรรค์ที่ส่งพวกเราลงมา
    ตอนนี้พวกเราภูมิใจที่จะได้พูดว่า
    เราเคยมาอยู่บนโลกนี้

    ใช่.. ฉันเคยอยู่บนนั้นมาก่อน
    บอกไม่ถูกว่ามีความสุขขนาดไหน
    และเคยรู้สึกเศร้าเพียงใด
    ฉันเคยอยู่ที่นั่น
    ช่วงเวลาที่ได้อยู่บนโลก
    บอกไม่ถูกเลยว่ามีความสุขขนาดไหน

    ฉันเคยพิชิตยอดเขามา
    เคยแยกทะเลออกจากกัน
    ฉันเคยเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด
    แต่ก็ยังอ่อนแอที่สุดเหมือนกัน

    ฉันจะจับมือเธอเอาไว้
    เมื่อคราวที่เธอละทิ้งความฝันทั้งหมดไป
    และเราจะทำความเข้าใจกันช้าๆ
    และเธอจะขอบคุณที่ได้มีชีวิต
    หลังจากเรื่องราวทั้งหมดที่เคยเจอมา

    และตอนนี้เราสามารถบอกใครต่อใครได้แล้ว
    ว่าเราเคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้


        นอกจากนั้นลาเลห์ยังมีเพลง Goliat เพลงประจำใจเด็กๆ หลายคนในสวีเดน เราแอบได้ยินมาว่าเพลงนี้กลายเป็นหนึ่งเพลงของโรงเรียนประถม / มัธยมที่สวีเดนสำหรับวันจบเรียนชั้นสุดท้ายของเด็กๆ อีกด้วย เพราะความหมายเพลงประมาณว่าฉันเก่ง ฉันมีพลัง ฉันจะเปลี่ยนโลกและทำให้มันดีขึ้นได้ สักวันฝันของฉันจะเป็นจริง และเมื่อลาเลห์ร้องเพลงนี้บทเวที แน่นอนว่าเธอไม่ได้ร้องคนเดียว เพราะมีเด็กๆ อีกหลายสิบคนที่เธอชวนมาขึ้นเวทีด้วย (คาดว่าเป็นเด็กๆ ที่เรียนร้องเพลงมา และอยู่ในเมืองนั้นๆ เพราะเธอมีเด็กๆ ของเธอไปทุกเมือง) ซึ่งมันเป็นภาพที่น่ารักและน่าตื้นตันใจมาก



        ลาเลห์ร้องเพลงไปทั้งหมดในอัลบั้มใหม่ทั้ง 10 เพลง และอีกเกือบ 10 เพลงจากอัลบั้มเก่าๆ ที่คนสวีเดนรู้จักกันดี ตอนคอนเสิร์ตใกล้จบเราปวดฉี่มาก และรู้สึกหนาวมาก (มาคิดได้ตอนหลังว่าที่นี่เป็นพื้นน้ำแข็งที่ปกติจัดแข่งฮ็อคกี้) และแปลกใจที่ทุกคนถอดเสื้อโค้ทออกกันหมด แต่ตอนหลังที่ลาเลห์บอกลาทุกคนและเดินกลับไปหลังเวที ทุกคนรู้ดีว่าเธอยังไม่ไป เพราะเพลงเดียวที่เธอยังไม่เล่น และเรารอคอยมาตั้งแต่แรกแล้วก็คือเพลง Bara få va mig själv เพลงโปรดของทุกคนในตอนนี้ ระหว่างนั้นทุกคนลุกไปที่หน้าเวทีและร้องเรียกลาเลห์ และในที่สุดทำนองเพลงก็ขึ้น ลาเลห์เดินออกมาอีกครั้งและเราก็ร้อง+เต้นไปด้วยกันกับคนดูหลายๆ คน (ทำไมไม่ร้องและเต้นกันตั้งแต่เพลงแรกๆ วะเนี่ยยยยย) จำได้ว่าวินาทีนี้สนุกมาก เพราะเราอยากเต้นและอยากร้องมานาน ลาเลห์ทำได้ดีมาก ทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะร้องเพลงหรือเต้น หรือทำให้คนมีความสุข ทุกอย่างคือดีมาก ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริงๆ


        เราไม่เคยดูอะไรแล้วรู้สึกตื้นตันใจและชื่นชมใครขนาดนี้มาก่อน อาจจะฟังดูเว่อร์ แต่คิดว่าคงเคยเป็นกัน เรานั่งยิ้มตลอดเวลา และยิ้มกว้างแบบรักมาก ชอบสิ่งที่เห็นและสิ่งที่ได้ยิน ทุกๆ อย่างสวยงามมาก ทุกคนต่างปรบมือและมองไปที่ลาเลห์ด้วยความชื่นชมเธอ เราเชื่อว่าทุกคนรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

    ความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนมีเวทย์มนต์
    ทั้งดนตรีและท่วงทำนองต่างๆ ถูกส่งตรงเข้ามาในใจของทุกคน
    ลาเลห์รู้ดีว่าควรแสดงความรู้สึกที่เธอมีออกมาผ่านเพลงของเธอยังไง
    และทุกคนที่ดูก็รู้สึกเหมือนกันหมด
    ทั้งแรงบันดาลใจ ทั้งความฝัน ความรัก ความอบอุ่น
    ความซึ้งกินใจ ทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา ลาเลห์ไม่เคยทำให้โลกผิดหวังเลย

    ถึงแม้ว่าจะอยู่ไกลจากลาเลห์ จะดูได้ไม่เต็มตาอย่างที่ต้องการ แต่เราจะจำคืนนี้ไปอีกนานเลย 

  • รอลาเลห์


        คอนเสิร์ตจบประมาณ 9:30 PM สามทุ่มครึ่ง ถือว่าลาเลห์ให้เวลาเต็มที่กับคอนเสิร์ตจริงๆ พอเพลงสุดท้ายจบ เด็กๆ บางคนก็วิ่งมาที่หน้าเวทีเพื่อรอขอลายเซ็นเธอ ไฟเปิด นักดนตรีเริ่มเดินออกมาพบปะญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ส่วนตัวเราเองก็เดินตามๆ กลุ่มคนที่เดินไปข้างๆ เวที ทุกคนไปยืนรอ ภาพที่เห็นคือข้างในบริเวณนั้นเป็นกลุ่มเด็กๆ ที่ได้ขึ้นร้องเพลงกับลาเลห์กำลังยืนเรียงแถวรอลาเลห์ คาดว่าจะมีการถ่ายภาพที่ระลึกกันก่อนกลับ แอบอิจฉาคนที่อยู่ในนั้น เพราะตรงที่เรายืนมีป้าดุๆ สองคนคอยกันเอาไว้

        คนที่มายืนรอลาเลห์มีไม่เยอะมาก ประมาณไม่ถึงสิบคน แต่ละคนเหมือนจะรอขอลายเซ็น เป็นเด็กๆ ทั้งนั้นเลย มีพ่อแม่มารอด้วย ส่วนเราอยู่คนเดียวก็ได้แต่มองท่าทีของป้าที่ยืนคุมและคนรอบๆ ตัว จนสิบนาทีผ่านไป ลาเลห์ออกมาปรากฏตัวกับกลุ่มเด็กๆ ข้างในและหยอกล้อกับเด็กน้อยก่อนจะถ่ายรูปกัน เราตื่นเต้นมากที่ได้เห็นลาเลห์อีก แต่พอเค้าถ่ายรูปกันเสร็จลาเลห์ก็เดินกลับเข้าไป ป้าที่ยืนคุมเลยพูดอะไรสักอย่างเป็นภาษาสวีเดนที่ทำให้คนที่มารอเดินกลับบ้านกันไปหมด

    อ้าว...

    อ้าว แล้วกุล่ะ?

    นี่ก็ยืนงงๆ เอ๋อๆ เลยหันไปถามลุงที่ยืนอยู่แถวนั้นว่า

    “เอ่อ ขอโทษนะคะ พอดีหนูมีของมาให้ลาเลห์.. พอจะรู้มั้ยว่าเค้าจะออกมามั้ยอะคะ”

    ลุงคนนี้เลยตอบมาว่า

    “อ๋อ ถ้างั้นคุยกับอดัมเลย”


    ลุงชี้ไปทางชายหนุ่มหน้าคุ้นๆ หล่อๆ นิดๆ (ใครอยากรู้ว่าคนไหน ขึ้นไปดูรูปคอนเสิร์ตล่าสุด อดัมคือคนที่เล่นกีตาร์อยู่ด้านขวาของลาเลห์)

    “อดัมเป็นนักดนตรีของวง บอกเค้าสิ”
    “อ้อ ขอบคุณนะคะ”

    เริ่มมีหวัง
    เราเลยเดินไปทักอดัมที่ยืนคุยกับเพื่อนอยู่

    “เฮ้ อดัม.. เอ่อ พอรู้มั้ยคะว่าลาเลห์จะออกมาอีกมั้ย? พอดีหนูมีของจะให้เค้าน่ะ”

    อดัมยิ้มทักทายและพูดด้วยความเฟรนลี่

    “หวัดดีฮะ มีของเหรอ?”
    “ใช่ค่ะ หนูมาจากประเทศไทยเลยนะ เลยอยากเจอลาเลห์”

    ยื่นของให้อดัม อดัมรับไป จุดๆ นี้ดีใจกว่าที่คิด เพราะก่อนหน้านี้คิดว่าอะไรๆ จะยากกว่านี้ และไม่คิดว่าจะฝากคนให้ได้ง่ายดายแบบนี้

    “โห! มาจากประเทศไทยเลยเหรอ! ถ้างั้นรอเดี๋ยวนะจะลองไปถามให้”
    “ขอร้องนะคะ อยากเจอมากเลย ขอบคุณค่ะ!”

    งานนี้ก็ต้องอ้อนไว้ก่อน พูดพลีสๆๆ อย่างเดียวเลยค่ะ

    แต่..
    ต่อให้มีหวัง อะไรมันก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเสมอไป เมื่ออดัมเดินกลับมาอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า

    “ขอโทษด้วยฮะ แต่เธอคงไม่ออกมาแล้ว”
    “จริงเหรอคะ... โห แล้วทำไงดีล่ะ” (ทำหน้าเศร้า)
    “อ้อ! หรือลองถามกุสตาฟมั้ย นี่ไงกุสตาฟ รู้จักมั้ย?”

        อดัมชี้ไปที่กุสตาฟ ชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในวงและเราก็รู้จักมาพร้อมๆ กับลาเลห์ เพราะนางปรากฏในคลิปและคอนเสิร์ตของลาเลห์ทุกอัน!!! (กุสตาฟเป็นผู้ช่วยของลาเลห์ คล้ายๆ เลขา และเป็นนักดนตรีที่เก่งมาก เล่นเป็นทุกอย่าง เขาแต่งเพลงร่วมกับลาเลห์หลายเพลงตั้งแต่อัลบั้มก่อนๆ และ.. หากลาเลห์เป็นหม่ามี๊ ก็คงต้องเรียกกุสตาฟว่าป๊ะป๋าแหละมั้ง.. ก็ไม่รู้สินะ หื้มมม) 

    กุสตาฟกับลาเลห์ จากเว็บไซต์ Zimbio
    ตอนนี้กุสตาฟตัดผมสั้นแล้ว หล่อมากๆ

    กุสตาฟกำลังคุยกับเพื่อนอยู่ แต่พออดัมทัก เขาก็หันมามองเราด้วยหน้าหล่อๆ แล้วทักเรา และของๆ เราก็ไปอยู่ในมือกุสตาฟเรียบร้อยแล้ว

    “เฮ้! ว่าไงครับ ผมกุสตาฟนะ”
    “กุสตาฟ! หนูเคยเห็นคุณค่ะ เห็นบ่อยมากตามวีดิโอต่างๆ” (เกลียดดดดดที่รีบออกตัว)
    “หนูเอาของมาให้ลาเลห์” พูดแล้วก็ชี้ไปที่ของในมือกุสตาฟ
    “ใช่ๆ ชื่ออะไรครับ?”
    “ชื่อมายาค่ะ”
    “มายา โอเค”
    “อยากเจอลาเลห์มากเลย ช่วยดูให้หน่อยได้มั้ยคะว่าเธอจะออกมามั้ย”
    “ได้เลยมายา.. ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เดี๋ยวเช็คให้นะ”


        จังหวะนั้น กุสตาฟหันหลังกำลังจะเดินกลับไปแล้วหันหน้ามาขยิบตาและชูนิ้วโป้งให้เรา (โอ๊ยยยย ความหล่อนี้) ทำให้เรารู้สึกใจชื้นขึ้นมาก แต่ก็ไม่ชัวร์ 100% ว่าจะได้เจอลาเลห์จริงๆ เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์เหมือนลาเลห์จะเป็นนางพญาที่ทุกคนอยากเจอแต่เธอจะไม่ออกมาง่ายๆ ตรงนี้เข้าใจดีว่าอาจจะอยากพัก อาจจะเก็บของ นู่นนี่นั่น จะไม่คิดมากใดๆ

    แต่...

    อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว...
    เราจะต้องไม่ยอมแพ้!!!

    ลาเลห์ ลาเลห์.. ไม่อยากเจอกันบ้างเหรอออ

    กุสตาฟหายเข้าไปหลังเวที


        ตอนนี้บรรยากาศรอบๆ คือ สตาฟกำลังแยกชิ้นส่วนของต่างๆ บนเวที เก็บของ ตอกไม้ ขนเครื่องดนตรีใส่กล่อง เตรียมกลับกัน... และเหลือเรา และป้าอีกสองคนที่เป็นเพื่อนกุสตาฟ และรอคุยกับกุสตาฟอีกทีเหมือนกัน...

    รอ รอ รอ รอไปสักสิบนาที จนป้าเดินกลับ เราก็เงิบดิเฮ้ย เลยเดินตามป้าแบบเงิบๆ โง่ๆ เพราะอยู่คนเดียว

    แล้วป้าทั้งสองก็ลาลับไป... เดินออกไปแล้ว...

        เอิ่ม ทำไงอ่ะ ยืนเงิบอยู่คนเดียว แบบเคว้งมาก ในบรรยากาศที่ทุกคนโนสนโนแคร์เพราะเก็บของกันหมด เหล่านักดนตรีต่างๆ กลับเข้าไปหลังเวทีกันหมด คิดว่าคงเก็บของเตรียมกลับโรงแรมกัน เรากำลังลังเลว่าจะกลับบ้าน หรืออยู่ต่อ แต่ไม่ลองก็ไม่รู้ป่ะ อีด้อล นี่อุตส่าห์บินมาถึงสวีเดน 8,000 กว่าไมล์เพื่อมาดูลาเลห์แล้วจะไม่ได้เจอเนี่ยนะ???

    โอเค อยู่ก็อยู่

    แต่ยืนรอแบบนิ่งๆ มันเงิบมากนะ ลองนึกภาพสิ บางทีก็แอบเขินนิดๆ จนในที่สุดไม่รู้จะทำไงเลยเดินเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วทักหนุ่มคนนึงที่กำลังเก็บเวทีอยู่

    “เอ่อ.. โทษทีนะคะ พอดีมารอกุสตาฟ.. เค้าจะออกมามั้ยคะ?”
    (ใช้กุสตาฟอ้าง)
    “อ่อ ครับ น่าจะมั้ง.. เอ่อ ระวังด้วยนะครับ เดินออกจากเขตนี้หน่อย เพราะเค้ากำลังจะปิดม่านลงมา”

    แล้วนางก็เดินหายไปเลย แบบ.. โนสนโนแคร์ 

    โอเค๊.. ต้องยึดมั่นตามความหวังของตัวเอง.. กุสตาฟนะกุสตาฟ เทใช่มั้ย เข้าไปคุยหนุงหนิงกับลาเลห์อยู่เหรอ ทำไมปล่อยให้เรายืนรออย่างเคว้งคว้างแบบนี้... แต่วินาทีนี้คือตื่นเต้นมาก ในใจมากกว่าครึ่งคือเชื่อว่าจะได้เจอลาเลห์ ไม่รู้ทำไมนะ ถึงจะดูว่าไม่มีวี่แววก็เถอะ 

    แต่... สักพัก... ในที่สุด... เธอก็ปรากฏ


        ลาเลห์เดินออกมาพร้อมกับกุสตาฟ อยู่ในชุดที่เปลี่ยนแล้ว สะพายกระเป๋าและถือของดูจะพร้อมกลับเต็มที่ เอาเหอะ ถึงแม้เธอจะโนสนหรือรีบหรือยุ่ง อะไรก็ตามแต่ ตอนนี้ดีใจจนปากตะโกนออกไปอย่างดีใจสุดๆ

    “ลาเลห์!!!”


    ลาเลห์หันมาแล้วยิ้ม เธอทักทายและเดินตรงมาที่เรา สิ่งแรกที่ลาเลห์ทำคือกอดเรา อ้อ คนสวีเดนเค้ามีวัฒนธรรมการกอดน่ะ ที่เจอกันแล้วจะต้องกอดกัน แต่เนี่ย.. กอดจากลาเลห์ และเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอ ได้คุยกับลาเลห์ เฮ้ยยยย

    “OMG”


    เราอุทานรัวๆ เพราะทั้งดีใจทั้งอึ้ง

    “มายาใช่มั้ย”

    ลาเลห์ยิ้ม เธอน่ารักมากกกกกก

    “ใช่ค่ะ! หนูมาจากเมืองไทย อยากเจอคุณมากเลย หนูให้ของคุณไปด้วยนะ”
    “โอ้โห มาจากเมืองไทยเลยเหรอ ใช่ๆ เมื่อกี๊เรานั่งดูสมุดเล่มนั้นด้วยกันอยู่เลย ขอบคุณมากเลยน้า”
    “ดีใจมากเลยที่ได้เจอคุณ เนี่ยรู้มั้ยว่าหนูบินมาสวีเดนเพื่อดูคอนเสิร์ตคุณโดยเฉพาะเลยน้า ลาเลห์”

    (ขี้โม้มาก แต่จุดนี้ ดีใจจนต้องโม้เกินจริงหน่อย โอเค ลาเลห์คือจุดประสงค์แอบหลักอย่างหนึ่ง แต่เราก็รักสวีเดนมากๆ ถึงกลับมานั่นแหละ)

    “สุดยอดไปเลย มาจากเมืองไทยแน่ะ!”
    “ขอถ่ายรูปกับคุณได้มั้ยคะ”

    เราพูด ลาเลห์บอกว่า ได้สิ! ตอนแรกว่าจะเซลฟี่ แต่กลัวไม่สวยก็เลยยื่นให้กุสตาฟ (ที่ในมือก็ถือแซนด์วิชและน้ำของทั้งคู่อยู่ น่าสงสารง่า) 

    “กุสตาฟ ถ่ายรูปให้หน่อยได้มั้ยคะ”
    “ได้สิ”
    “นี่ มาถ่ายมุมนี้ดีกว่า แสงสวยกว่า”

    ลาเลห์พูด แล้วถอดหมวกออก

    “อุ๊ย ถอดหมวกนี่ก่อนดีกว่าเนอะ”

    เราและลาเลห์ <3 <3 <3

    ก่อนจะถ่ายรูป ลาเลห์หันมาหาเราแล้วพูดว่า 

    "เราหน้าเหมือนกันเลย!" (ทรงผมเหมือน)    

    แล้วเราก็ถ่ายรูปกัน ลาเลห์น่ารักมาก เธอโอบเราไว้ เราก็ทำแบบนั้นเช่นกัน ดีใจมากๆ กุสตาฟถ่ายมาหลายรูปมากและรูปสวยมากกกก พอเราถ่ายรูปกันเสร็จ ลาเลห์ก็เดินไป เราเดินตามๆ กันไปแล้วคุยกัน

    “คือ.. อยากเจอลาเลห์มาก อยากคุยด้วยมาก แต่พอเจอก็ไม่รู้จะคุยอะไรเลย”

    เราพูด ลาเลห์ยิ้มกว้างเหมือนเข้าใจ เราคุยกันสักพัก

    “หิวน้ำรึเปล่า?”
    “เอ่อ..”

    ยังไม่ทันตอบ แต่ลาเลห์เดินไปหยิบน้ำเปล่าขวดหนึ่งมาแล้วยื่นให้เรา

    “ขอบคุณค่ะ”

    เราดีใจมากกกกกกกกกก กรี๊ดดดด ลาเลห์ให้น้ำ คือให้อะไรก็ได้ ดีใจมาก

    “ชอบคอนเสิร์ตรึเปล่า?”
    “ชอบค่ะ ชอบมากเลย!”
    “เหรอ แล้วชอบเพลงอะไรมากที่สุด?”
    “ชอบ Some Die Young แต่ถ้าเป็นอัลบั้มใหม่ชอบ Bara få va mig själv”
    (บอรา โฟ วอ เม เควลฟ์ ตอนนี้พูดยากนิดนึงเพราะเป็นภาษาสวีเดน ลาเลห์มีความแอบงง แต่ก็เข้าใจและยิ้ม)
    “นี่ ดูสิ! กระเป๋านี่หนูเพ้นท์เองนะ”


        พูดแล้วก็อวดกระเป๋าให้ลาเลห์ดู ลาเลห์เห็นแล้วชอบมาก ถึงแม้เธอจะมีกระเป๋าคล้ายๆ แบบนี้ขายอยู่ที่บูทร้านค้าของเธอก็ตาม แต่ของเราสวยกว่า 5555

    “หนูหนาวรึเปล่า?”


    ลาเลห์ถาม โอ๊ย คนอะไรน่ารักขนาดนี้ คือเราหนาวมากตอนดูคอนเสิร์ต หนาวจริงๆ โดยเฉพาะเท้า ไม่รู้ทำไม

    “หนาวมากๆ ค่ะ ไม่รู้ทำไมทุกคนถอดเสื้อโค้ทออกกัน หนูนี่นั่งหนาวมากเลย”
    “ใช่ หนาวเหมือนกันเลย”

    ลาเลห์พูด และกุสตาฟก็เสริมว่า

    “ที่หนาวเพราะที่เนี่ยเป็นสนามกีฬาฮ็อคกี้นะ แต่คนสวีเดนคงชินกับอากาศหนาวกันแล้วล่ะ”
    “ใช่ พวกเค้าน่าจะชินแล้วจริงๆ 555”


    เราคุยเรื่อยเปื่อยกันอีกสักพัก ลาเลห์ดูรีบเดินไปขึ้นรถ เราเปิดประตูออกไปทางประตูข้างของอารีน่า แล้วก็พบกับรถคันใหญ่สองคันจอดอยู่ คันนึงเป็นของนักดนตรี อีกคันน่าจะเป็นของทีมลาเลห์

    “เอาล่ะ มายา ดีใจมากที่ได้เจอคุณวันนี้นะครับ”

    (ใช้สรรพนามมั่วมาก คุณ/หนู/บลาๆ 5555)

    กุสตาฟพูด

    “เช่นกันค่ะ”

    เรายิ้ม แล้วลาเลห์ก็เข้ามากอดเราอีกเป็นครั้งสุดท้าย เป็นกอดที่แน่นและยาวกว่าเดิม เราดีใจมาก อยากจะจำความรู้สึกนั้นไปนานๆๆๆๆ

    “ต้องไปแล้วล่ะ มายา ดีใจที่ได้เจอกันนะ”
    “ดีใจเหมือนกันค่ะ บ๊ายบายลาเลห์ หนูรักคุณนะ”
    “รักหนูเหมือนกัน”


        ปกติไม่เคยพูดบอกรักใครโดยไม่คิดมาก่อนแบบนี้ แต่นี่ต่อให้ไม่คิดแล้วพูดไป ก็เชื่อว่าคงรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ไม่งั้นคงไม่พูดออกไป และลาเลห์ก็ตอบออกมาอัตโนมัติเหมือนที่เธอพูดกับแฟนเพลงที่เธอรักหลายๆ คนเหมือนกัน เราเชื่อว่าลาเลห์กับกุสตาฟน่าจะจำเราได้ และเราก็คงเป็นหนึ่งในคนแปลกๆ ที่โผล่มาในช่วงเวลาชีวิตของลาเลห์ (แปลกนี่ไม่ได้หมายถึงเราแปลกนะ แต่แบบ ยูนีคอ่ะ แบบ หายาก 55555) ลาเลห์มีคอนเสิร์ตสำหรับทัวร์คริสตัลนี้ประมาณสิบที่ในสวีเดน และที่นี่คือที่ๆ สอง ยังอีกยาวไกล และหวังว่าเธอจะจำเราได้ และวันนี้คงเป็นเรื่องดีๆ อีกเรื่องในชีวิตของเธอ

    “หวังว่าคุณคงชอบของที่ให้ไปนะคะ”
    “แน่นอน ชอบอยู่แล้วจ้า แล้วเจอกันนะ”
    “แล้วเจอกันค่ะ”


    ลาเลห์ขึ้นรถไป เราไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว...

        เหตุการณ์บางเหตุการณ์มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แบบไม่ถึงยี่สิบนาที แต่แสนวิเศษเหลือเกิน บางครั้งมันอาจจะเกิดขึ้นเร็วและดีมากจนคล้ายกับความฝัน นี่เราฝันไปรึเปล่า? เราไม่ต้องถามตัวเองซ้ำๆ เพราะรู้ว่ามันคือความจริง แต่ความจริงนี้ก็สั้นมาก สั้นจนอยากย้อนเวลากลับมาเล่นซ้ำๆ อีกครั้ง...

    รักลาเลห์มาก

        ใครจะไปรู้ว่าคนที่เรานั่งดูคลิปคอนเสิร์ตแล้วยิ้มกับตัวเองบ่อยๆ จะมายืนอยู่ตรงหน้าและคุยกับเราแบบนี้ น่ารักขนาดนี้ ดีใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้เจอกับผู้หญิงแสนวิเศษคนนี้ ดีใจมากจนอธิบายออกมายังไงก็ไม่หมดและอาจดูเลี่ยนเกินไป ในความคิดเราลาเลห์คือผู้หญิงที่น่ารักมาก มีใจที่สวยงามมาก เรารู้ว่าไม่มีใครเพอร์เฟคบนโลกนี้ และทุกคนก็มีด้านขาวและดำอยู่เสมอ แต่ก็ไม่บ่อยที่จะเจอใครที่ดูเทพนิยายขนาดนี้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ลาเลห์ก็อาจจะเหมือนยูนิคอร์นตัวนึง ที่บังเอิญมีอยู่จริง...

    ลาเลห์ที่งาน Allsång, Skansen, Stockholm, Sweden 2016
    ชอบรูปนี้มาก เพราะลาเลห์ลงมาหาเด็กๆ และเล่นกับเด็กๆ น่ารักมากกก (คลิปหายไปละ วงวาร)


    สักวันเราคงได้พบกันอีกนะคะลาเลห์
    ดาวหางที่ตกลงมาบนผืนโลก และเกิดเป็นดอกไม้ที่สวยงามบนพื้นดิน...



    ติดตามผลงานของลาเลห์ได้ตามลิงค์ที่แทรกไว้ตามชื่อเพลงต่างๆ ลองฟังแล้วจะหลงรักเธอ :)

    ส่วนเรื่องของเราเอง : เพิ่งกลับจากทริปแสนสุขจากสวีเดนและเดนมาร์ก มีเรื่องอยากเล่าเยอะมาก เจออะไรดีๆ เยอะมากๆ แล้วจะแบ่งปันให้ฟังในเร็วๆ นี้ค่ะ  

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in