Only Yesterday : เรื่องเล่าจากวันวานMaya Jett
Turn on the Write : “ใครจะมาเป็นเราได้มากกว่าเรา”

  •     เอาล่ะ... หลังจากที่โฟกัสกับอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันจนไม่มีเวลามาตามติด minimore กับเค้าเลย วันนี้เห็นเพจมินิมอร์แชร์บทความ Turn on the Write ของเพื่อนๆ มากมาย ก็เลยคิดว่าเราต้องเขียนบ้างละ แถมหมดเขตพรุ่งนี้อีก (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ในเมื่อมีเรื่องมากมายในชีวิตที่พร้อมจะเล่าอยู่เสมอ ถ้างั้นเรื่องราววัย 19 นิดๆ 20 หน่อยๆ ก็คงจะมารวมอยู่ในผลงานเขียนเหล่านี้บ้างได้มั้ง..

    ย้อนไปเมื่อ... กี่ปีมาแล้วดีล่ะ เอาเป็นว่าไม่กี่ปีมานี้ละกัน ที่เราเพิ่งจะอายุแบบว่า 19 - 20 จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงปี 1 ปี 2 นี่แหละ โห เป็นวัยแห่งการเรียนรู้ในอีกขั้นที่โตกว่ามัธยมมาหน่อย หลังจากที่อยู่ภายใต้กฏระเบียบมากมายที่กดความเป็นตัวของตัวเองของแต่ละคนเอาไว้ ไม่ให้ปล่อยออกมาอย่างสุดพลัง พอเราเข้ารั้วมหาลัยมาก็รู้สึกว่า เฮ้ย.. แม่งได้เวลาเป็นตัวของตัวเองแล้วว่ะ แถมตอนนั้นพอกำลังจะเข้าอายุ 20 เราเริ่มคิดละว่า “ความแก่” กำลังย่างกรายเข้ามาอย่างเงียบๆ (คนที่อายุเยอะๆ พออ่านตรงนี้อาจจะหัวเราะหึๆ เอ็งมันเด็กนัก แค่ยี่สิบจะกลัวอะไร) แต่ตอนนั้นเรากลัวจริงๆ นะ คือรู้สึกว่ามันไม่มีเลขหนึ่งนำหน้าอายุอีกต่อไป เวลาไปไหนเจอใคร ถ้าเค้าถามว่า “อายุเท่าไหร่จ๊ะ?” โห.. จะให้ตอบออกไปอย่างมั่นใจได้ยังไงว่า “ยี่สิบค่ะป้า..”

        แต่อายุยี่สิบไม่ได้มีอะไรแก่อย่างที่คิด ทุกอย่างใหม่สำหรับเราเสมอ จำได้ว่าตอนนั้นขึ้นปีสองใหม่ๆ แถมมีแฟนอีกต่างหาก เป็นแฟนคนแรกที่จริงจังมากที่สุดเท่าที่เคยคบมา แต่เราจะไม่ขอพูดเรื่องนั้นดีกว่านะ เรื่องความรักน่าเบื่อไปละ (มองแรงใส่อดีตนิดนึง) ชีวิตมหาลัยปี 1-4 เป็นปีแห่งการเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง บางคนอาจโชคดีที่เป็นตัวของตัวเองมานานแล้ว และไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรกับเรื่องนี้ แต่ถึงแม้ตัวเราเองที่ดูจะรู้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วว่าชอบอะไร แต่ปัญหาของเด็กวัยรุ่นอายุยี่สิบมันก็คือไม่รู้จะแสดงออกยังไง ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจง่ายๆ ดี หลายคนที่อ่านอาจพอรีเลทได้บ้าง ไม่แน่ใจนะ คือตอนนั้นเราเพิ่งเริ่มหัดเล่นกีต้าร์ หัดจากใครอะเหรอ ก็เทเลอร์ สวิฟไง (ถถถถ) นึกออกใช่ป่ะ พอเป็นวัยรุ่นแล้วมีนักร้องเป็นไอด้อล เราก็อยากทำตามเค้า ร้องตามเค้า หัดจับคอร์ดเจ็บนิ้วแทบตาย เล่นเพลงเค้าซ้ำๆ ร้องแหกปากลั่นบ้านจนจำเนื้อจำคอร์ดได้หมด และในเวลาไม่นานก็เล่นและร้องเพลง Teardrops on My Guitar ได้... หลังจากนั้นน่ะเหรอ ก็แต่งตัวสไตล์คันทรี่นิดๆ อินกับเพลงคันทรี่ (ยุคที่นางเทย์ออกแนวคันทรี่ๆ อ่ะ นึกออกปะ) ไปฟาร์มโชคชัยก็จะแบบ ‘แม่ๆ เนี่ยสักวันนะจะมีวงคันทรี่แล้วแบบมาเล่นที่ปากช่อง’ เพราะแถวนั้นมีอะไรคาวบอยๆ เยอะ โอย เล่าแล้วก็ฮาตัวเอง ตอนนั้นเหมือนพอมีไอด้อลเราก็อยากตามเค้า ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองรึเปล่า แต่การที่มีอะไรยึดเหนี่ยวและให้ทำตามมันก็เป็นการเรียนรู้ที่น่ารักอย่างนึงเหมือนกันนะ จากนั้นก็ไปดัดผม ทำสีผม โอย มีความนึกแล้วก็งงตัวเองนิดๆ แต่มาถึงตอนนี้ก็ไม่ได้เสียใจอะไร

        หลังจากนั้นอีกปี ไปบ้าวงดนตรีฝรั่งเศส เป็นวงหญิงล้วน เล่นดนตรีร็อคเท่ๆ สวย เท่ และเก๋ไก๋ เราก็เริ่มเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวของตัวเอง เริ่มหัดเล่นดนตรีร็อค เริ่มฟอร์มวง (ที่สุดท้ายแล้วก็หาได้แต่ผู้ชาย ความฝันอยากตั้งวงหญิงล้วนก็ไม่ได้สำเร็จแต่อย่างใด) ซื้อกีต้าร์ไฟฟ้า ไปห้องอัด พยายามเท่ตาม ตอนนั้นเราก็เท่จริงๆ นะ หลายคนก็พูดประมาณว่า ‘เฮ้ยมึงแม่งเท่ว่ะ เล่นดนตรีก็เป็น ใครๆ ก็ชอบ’ แต่ตอนนั้นเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือตัวตนของเราจริงๆ มั้ย เพราะเรามีไอด้อล เราตามเค้า และเราก็อินกับสิ่งเหล่านั้นมาก มันอาจจะไม่ใช่ว่าไม่เป็นตัวของตัวเองซะหมด เพราะการที่เราจะชอบใคร คนๆ นั้นต้องมีอะไรที่โดนใจเรา ที่ตรงกับความสนใจเราอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถ้าตอนนี้มองกลับไปเรารู้สึกว่าตอนนั้นเรายังเด็กมาก เหมือนหาอะไรยึดเหนี่ยวและอยากทำตามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย นึกๆ ย้อนไปตอนนั้นก็ขำดีนะ พอนักดนตรีที่ชอบเค้าสัก เค้าทำอะไรเท่ๆ ก็อยากทำตาม เวลาเรียนในห้องเรียนก็ไม่ค่อยฟังครูหรอก นั่งวาดรูปอะไรเท่ๆ แอบหวังในใจให้ครูแอบเห็น เห็นถึงความเท่และความโนสนโนแคร์ของเรา เราอยากเป็นร็อคสตาร์ ใครจะทำไม

        แต่ไอ้ความบ้าบอเหล่านั้นก็ต้องหายไปเรื่อยๆ เมื่อต้องทำธีสิสมหาโหด ที่สุดท้ายแล้วเราเอาใจไปเทให้มันจริงๆ และผลออกมาประสบความสำเร็จเป็นผลงานที่โดนใจใครหลายคนมาก เราเขียนการ์ตูนที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวงที่ชอบวงที่บอกไปเมื่อกี๊นี้แหละ ช่วงนั้นใกล้จบ เริ่มเล่นดนตรีน้อยลง สนใจเรียนและทำงานส่งครูมากขึ้น เริ่มกลับมาอยู่กับที่กับทาง แต่ในใจก็รู้เสมอว่าชอบอะไร รักอะไรจริงๆ ใช่.. ยังคงรักดนตรี รักวงที่ชอบ และรักการวาดรูป การเขียนอยู่ แต่พอโตขึ้น หลายๆ อย่างที่เราชอบและเคยพยายามจะเป็นมา มันก็มาหล่อหลอมเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นตัวเองในวันนี้เรื่อยๆ

        พอโตขึ้น ก็เข้าใจอะไรมากขึ้น เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น.. ไม่แน่ใจว่าเขียนงงๆ รึเปล่า แต่สิ่งที่เราอยากจะพูดถึงมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอายุ 19 นิดๆ 20 หน่อยๆ หรือกระทั่งตอนนี้ (20 เกือบปลายๆ) เราก็ยังคงอยากโฟกัสที่ ‘การเป็นตัวของตัวเอง’ เรารู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มากที่ใครสักคนมองเห็นค่าของตัวเอง ไม่ว่าจะในทางไหนก็ตาม รู้ว่าเราชอบอะไร ทำอะไรได้ดี และกล้าที่จะพูดออกมา ทำมันออกมา ไม่ปล่อยให้ตัวเองหล่อหลอมไปกับสิ่งที่ไม่ใช่และยอมแพ้มัน

        โชคดีที่เราไม่ใช่คนที่โตมากับสังคมที่ดูถูกและเหยียดหยามความเป็นตัวเรา เลยทำให้เราไม่เคยกลัวที่จะมีจุดยืนหรือออกตัวว่าเป็นใคร ทำอะไร และชอบอะไร แต่เราเข้าใจถึงความเจ็บปวดของคนบางคนที่พยายามจะเป็นตัวเอง แต่มีคนไม่ยอมรับ ทั้งนี้ไม่ได้เจาะจงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ เรื่องตำแหน่ง เรื่องอาชีพ การงาน ความชอบ 
    และอะไรก็ตาม...

    การเป็นตัวของตัวเองสามารถเป็นได้กับทุกสิ่ง ทุกที่ เราไม่ได้พูดแค่การเป็นตัวเองเท่านั้น แต่อยากให้มีความเชื่อมั่นกับความคิด กับสิ่งที่เราอยากจะทำ

    อย่าลืมว่าเราคือใคร และเป็นอะไร

    และด้วยความที่เป็นคนชอบฟังเพลงมากอยู่แล้ว ย่อมมีเพลงชาติประจำตัวเองที่ให้กำลังใจ (ทั้งเราและทุกคนบนโลกนี้) อยู่ไม่น้อย...

    วันนี้ก็คงอยากจะพูดถึงเพลงนี้แหละ
    เห็นมินิมอร์แชร์เพลงเกาหลีไง นี่ก็เอาบ้าง แต่ขอเป็นเพลงสวีเดน มีซับไตเติ้ลให้พร้อม
    อาจจะเคยเห็นหน้ากันมาแล้วถ้าเคยได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ของเรา ลาเลห์ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราในหลายๆ ด้านมาก (รวมทั้งคนสวีเดนด้วย) ปลายตุลานี้จะไปดูคอนเสิร์ทนาง คงมีเรื่องกลับมาเล่า ที่จะพยายามเขียนให้ไม่ติ่งนะ 555

    Bara få va mig själv : ก็แค่อยากจะเป็นตัวของตัวเอง (ใครจะทำไม)


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in