Is it time to go yet?Elio Alba
ยามเย็น
  • ฝูงนกบินร่อน ท่ามกลางฟ้าสางยามเย็น เมฆก้อนโตลอยเคลื่อนผ่านไปอย่างเฉื่องช้า เด็กหนุ่มนั่งมองสนามฟุตบอลที่ตอนนี้ว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้ใด


    ท่ามกลางความเงียบสงันของโรงเรียนในยามเลิกเรียน มีแต่เด็กหนุ่มเท่านั้นที่ยังคงอยู่ ความเหนื่อยล้าและความอ้างว้างเข้าครอบงำร่างกายของเด็กหนุ่ม เขาสูบลมหายใจเหือกใหญ่อย่างเต็มปอด พรางมองไปยังสนามหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา 


    “ยังไม่กลับบ้านหรอ?” 


    เสียงของเด็กหนุ่มอีกคนดังมาจากด้านหลัง เด็กหนุ่มรับหันไปมองว่าเป็นใคร 


    “อื้ม ทำไมมึงอยู่เย็นจัง?”


    “กูอยู่ซ้อมบอลอะ เดี่ยวอีกเดือนก็ไปแข่งแล้ว” เด็กหนุ่มนั่งลงไม่ห่างออกไป

    “แล้วมึงอะ?”


    “กูแค่ยังไม่อยากกลับอะ” เด็กหนุ่มตอบ


    เขาทั้งสองนั่งลงเพื่อพักผ่อนจากวันที่เหนื่อยล้าของชีวิตวัยรุ่นที่ ทั้งสองก็ต่างรู้ดีว่าในวันพรุ่งนี้มันก็จะเป็นอย่างเดิมซ้ำไป


    เมฆก้อนโตที่เคยปิดบังวิสัยทัศน์ตอนนี้กลับหายไป อย่างน่าประหลาดใจแสดงให้เห็นถึงพระอาทิตย์ตกดิน แสงท่องส่องอร่ามส่องไปทั่ว สนามฟุตบอลและผ่านใบหน้าของเด็กหนุ่มทั้งสอง


    “มึงจะกลับยังอะ?” เด็กหนุ่มร่างกำยำถามเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง


    “อีกสักพักคงไปรอรถอะ แต่ยังไม่กลับหรอก”


    “นั่งเป็นเพื่อนกูสักพักดิ”


    เด็กหนุ่มร่างเพรียวไม่ตอบอะไร พรางพยักหน้าตอบยินยอมเพียงอย่างเดียว


     พวกเขาทั้งสองนั่งจ้องไปยังดวงอาทิตย์ที่คอยๆลับฟ้า เด็กหนุ่มร่างเพรียวยื่นมือออกไปทำท่าเหมือนจะจับพระอาทิตย์


    “ทำอะไรของมึง?” เด็กหนุ่มร่างกำยำถาม


    “กูอยากเก็บพระอาทิตย์ตอนนี้เอาไว้ดูตอนกูเหนื่อยอะ”


    “แล้วทำไมไม่ถ่ายรูปเก็บไว้อะ?”


    “มันไม่เหมือนกัน” เด็กหนุ่มร่างกำยำ ทำหน้าสงสัยกับคำตอบ

    “รูปถ่ายมันเก็บได้แค่ ภาพพระอาทิตย์แต่มันเก็บความรู้สึกที่กูมองมันไว้ไม่ได้หรอก” เขาเก็บมือลงข้างตัวอย่างเดิม


  • “มึงรู้สึกอะไรอะ?” เขาถามพรางหันหน้าไปทางเด็กหนุ่ม


    “เหนื่อย แต่ก็รู้สึกดีอะ เหมือนกูได้พักผ่อนเหมือนวันกำลังจะจบแล้ว แล้วกูจะได้กลับบ้านไปนอน”


    “มึงจะอยู่เย็นแบบนี้อีกปะ?” เขาถาม


    “อาจจะมั้ง วันไหนที่กูรู้สึกเหนื่อยมากๆอะ”


    “งั้นมาอยู่เป็นเพื่อนกูดิ” เด็กหนุ่มร่างกำยำพูดพรางหยิบกระเป๋าของทั้งสองขึ้น

    “ไปหาไรกินก่อนกลับกัน” เขาจี้ให้เด็กหนุ่มร่างเพรียวลุกตาม


    “ห้ะ?” เด็กหนุ่มร่างเพรียวงุนงงกับพฤติกรรมที่เปลื่อนไปของเด็กหนุ่มร่างกำยำ


    “เออน่าเดี่ยวกูเลี้ยงไปเหอะ กูเอารถมา เดี่ยวกูไปส่งบ้านด้วย”


    เด็กหนุ่มร่างเพรียวงุนงงยิ่งกว่าเดิม แต่ก็ไม่ปฏิเสธเด็กหนุ่มร่างกำยำ เขาทั้งสองพากันเด็กออกจากโต๊ะข้างสนามบอลโต๊ะนี้ โต๊ะที่ให้พวกเขาได้พักผ่อนกายและใจ พระอาทิตย์ที่เด็กหนุ่มพยายามจะเก็บเอาไว้นั้นได้ลาลับฟ้าไปแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นยังคงอยู่แม้พระอาทิตย์ดวงนั้นจะหายไปแล้วก็ตาม มันจารึกลงไปในใจของเด็กหนุ่มและใจที่มืดมิดนั้นถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งด้วยแสงอาทิตย์สีทองอร่าม


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in