เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
from the desert, with loveployapha.j
หิมะแรกของปีที่โทรอนโต
  • 2 January 2022






    ความในใจจากคนไกลบ้าน (ช่วงบ่นชีวิต ข้ามไปก็ได้จ้ะ)

    เรานั่งจิบกาแฟแก้วโปรดพลางมองดูสายฝนที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าขณะที่นั่งทำใจก่อนไปทำงาน วันนี้เป็นวันปีใหม่ เป็นวันแรกของปี และเป็นอีกหนึ่งวันที่เราต้องขุดตัวเองให้ลุกจากเตียง ลากร่างไปอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าแล้วหอบตัวเองขึ้นรถบัสมาที่ทำงาน


    โดยปกติแล้วเราไม่มีปัญหากับการทำงานในช่วงเทศกาลเท่าไรนักเนื่องจากสามารถทำใจให้ชินกับตารางชีวิตที่ไม่ได้มีวันหยุดเหมือนคนอื่นเขาได้แล้ว ตลอดจนการใช้ชีวิตอยู่คนเดียวทำให้เรามีภูมิคุ้มกันความเหงาที่แข็งแกร่งขึ้นตามจำนวนขวบปีที่ล่วงเลยมา


    ถึงกระนั้น ในบางครั้งบางเวลาก็อดไม่ได้ที่ต้องยอมรับว่าเรารู้สึกเหมือนมีเข็มเล็ก ๆ คอยสะกิดทิ่มแทงอยู่ในใจเมื่อเปิดดูไอจีสตอรี่ของผองเพื่อนคนอื่น ๆ ที่ได้มีช่วงเวลาข้ามปีที่ดีกับครอบครัวและคนรัก ความรู้สึกจี๊ด ๆ ในใจนี่กระมังที่ทำให้เรารู้สึกหม่นหมองในใจอยู่ลึก ๆ  จนต้องมานั่งถอดถอนใจอยู่ตรงนี้





    ท่าทางของเราคงจะดูอมทุกข์มากเสียจนคุณบาริสต้าเดินเข้ามาทักทายและชวนคุย ถามกันไปมาว่าเรามาจากประเทศอะไร อยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว และกลายมาเป็นบทสนทนาปรับทุกข์กันระหว่างคนไกลบ้าน เขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์คล้าย ๆ กันกับเรานั่นแหละ คือ คิดถึงบ้านแต่ก็กลับไปไม่ได้เนื่องจากเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการดูแลส่งเงินกลับไปให้ที่บ้าน

    พอฟังแล้วก็สะท้อนใจว่าความจริงแล้วเรามี privilege มากกว่าใครอีกหลายคน ในแง่ที่ว่าเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้เกือบทุกเมื่อ อยากจะกลับบ้านเมื่อไรก็แค่ขอไฟล์ทกรุงเทพหรือแลกไฟล์ทเอาก็ได้ แม้ไม่ได้กลับไปนอนที่บ้านแต่คุณแม่ก็สามารถเอาขนมและของกินอร่อย ๆ มาฝากไว้ที่โรงแรมให้พอให้คลายความคิดถึงกัน

    ตลอดจนการย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นเส้นทางชีวิตที่เราเลือกที่จะทำมันด้วยตนเองตั้งแต่เมื่อหกปีที่แล้ว ถึงแม้ว่ามันจะมีวันแบบนี้ที่รู้สึกเหงาอยู่ลึก ๆ ในใจหรือวันที่เหนื่อยล้าเมื่อเจอกับเรื่องราวที่ไม่น่ารัก แต่พอพักผ่อนนอนให้เพียงพอ ความรู้สึกเศร้าดังกล่าวก็หายไป มันเป็นเพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งของอารมณ์ที่ไม่มั่นคงเท่านั้นเอง



    ก่อนออกจากร้าน เราเดินไปขอบคุณคุณบาริสต้าคนนั้นอีกทีหนึ่ง ขอบคุณที่เจอกันในวันนี้และทำให้เราเริ่มต้นวันด้วยกำลังใจดี ๆ ทำให้ฉุกคิดถึงอะไรหลายอย่างในชีวิตและทำให้รู้สึก grateful (ไม่รู้ว่าจะแปลเป็นภาษาไทยอย่างไรดี ความรู้สึกขอบคุณสิ่งดี ๆ แม้เพียงเล็กน้อยในชีวิตที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจแหละมั้ง) ซึ่งสำหรับเราแล้ว นี่คือการเริ่มต้นปีใหม่ที่ดีมาก ๆ เลยล่ะ :)





    No act of kindness, no matter how small, is ever wasted.














  • Let’s it snow, Toronto!



    ไฟล์ทโทรอนโตก็เป็นอีกไฟล์ทหนึ่งที่เราได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาว่าเป็นไฟล์ทหฤโหดในเลเวลเดียวกันกับแอลเอหรือซานฟรานซิสโก เมื่อเราบอกเพื่อนร่วมงานในไฟล์ทอื่น ๆ ว่าเรามีโทรอนโตในวันแรกของปี ต่างคนก็ต่างอำนวยอวยพรให้เราโชคดีพร้อมกับทำหน้าทำตาเห็นอกเห็นใจจนอดนึกสงสัยว่าไอ้ที่เขาบอกว่ามันแย่นักยุ่งหนานี่มันขนาดนั้นเลยหรอวะ


    อาจเป็นเพราะดวงของเราเองที่โชคดีหรือเพราะได้รับคำอวยพรมาเยอะจนมันเป็นจริงขึ้นมาเลยทำให้ไฟล์ทโทรอนโตของเรานั้นดีมาก (เหมือนกับแอลเอและซานฟรานของเราที่ก็ไม่ยุ่งไม่ยากขนาดนั้นอย่างที่เขาขู่กันมา ถึงกระนั้นก็ขอไปแค่ครั้งเดียวพอ ไม่ขอทำอีก แหะแหะ) ผู้โดยสารน่ารัก เรียบร้อย นอนเกือบตลอดเวลา ว่าง่าย และที่สำคัญคือไม่มีใครป่วยไข้ไม่สบายบนเครื่อง ที่เหนื่อยก็เพราะไฟล์ทยาวมาก  ๆ และอาการ jet lag จู่โจมเท่านั้นเอง


    ตอนแรกเราตั้งใจว่าเมื่อถึงแล้วจะนั่งอูเบอร์เข้าเมืองไปเดินเล่นนิดหน่อยแล้ววันรุ่งขึ้นก็จะนอนพักทั้งวันเพื่อซ่อมร่างให้สดชื่นพร้อมกับการทำงานขากลับดูไบ สารภาพตามตรงว่าหลังจากที่ไม่ได้ทำงานมาร่วมปีร่วมกับอายุอานามที่มากขึ้น ไม่ได้เป็นสาวน้อยสดใสใจเบิกบานเหมือนเมื่อครั้งที่เริ่มบินใหม่ ๆ  สุขภาพร่างกายของเราก็ถดถอยไปตามขวบปีที่เพิ่มขึ้นและไม่คุ้นชินกับการทำงานบนไฟล์ทยาว ๆ ข้ามไทม์โซนโหด ๆ อีกต่อไป ประกอบกับช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ยุ่งมากที่สุดในรอบปี ตารางงานของเราแน่นมากจนไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เลยต้องใช้เวลาในการพักฟื้นมากขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย ฉะนั้นเราจึงไม่รู้สึกผิดหากพรุ่งนี้จะนอนมาส์กหน้า ไม่ออกไปไหนไกลเกินกว่าลงไปเอาอาหารที่ล็อบบี้

    แต่แล้วเราก็หูผึ่งเมื่อได้ยินลูกเรือจูเนียร์คุยกันว่าจะไปเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าในวันรุ่งขึ้น ความง่วงเหงาหาวนอนที่มีถูกสลัดทิ้งไปเสียสิ้นพร้อมกับจิตใจที่รักการท่องเที่ยวและผจญภัยที่หลับไหลมาเนิ่นนานได้ถูกปลุกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง



    เฮ้ยยย มาเหยียบแผ่นดินแคนาดาครั้งแรกมันก็ต้องทำอะไรยิ่งใหญ่หน่อยสิวะ จะให้นอนเฉย ๆ อยู่ในห้องแล้วสั่งอาหารเอเชียอร่อย ๆ มากินมันไม่ได้เว้ยเพราะกว่าจะลากตัวเองให้บินข้ามทวีปมาได้มันยากมากเลยนะ และเราไม่ควร take everything for granted อีกต่อไป ไม่ควรคิดว่าเดี๋ยวก็ได้กลับมาใหม่เพราะก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้กลับมาที่นี่อีกมั้ย กลับมาแล้วจะล็อกดาวน์ไปไหนไม่ได้รึเปล่า หากมีโอกาสที่จะได้ออกไปเที่ยวก็จงไปซะก่อนที่จะไม่ได้ไปอีก!


    เมื่อคิดดังนั้นก็เลยตอบตกลงไปกับเขาด้วยใจลิงโลดพร้อมกับวาดฝันว่าวันพรุ่งนี้เราจะตื่นแต่เช้าด้วยความแจ่มใส พลังงานทั้งกายและใจเต็มเปี่ยม ทริปไปน้ำตกไนแองการ่าจะต้องสนุกมาก ๆ จนต้องรีบเอามาเขียนเล่าในบล็อกแน่นอน!












    แต่ทว่า…

    เช้าวันรุ่งขึ้น เราสะดุ้งเฮือกขึ้นมาพร้อมกับเด้งตัวลุกพรวดขึ้นไปดูนาฬิกาที่หัวเตียง ตัวเลขบนหน้าปัดดิจิตอลกระพริบบอกว่าขณะนี้เป็นเวลาแปดโมงกับอีกสามสิบแปดนาที



    เชี่ยยยยยย ฉิบหายแล้วไอ้&[email protected]


    ตื่นสายโว้ยยยย ล้อหมุนหกครึ่ง นี่ตื่นมาแปดโมงจะเก้าโมงอยู่รอมร่อ ออกไปเที่ยวกับลูกเรือคนอื่นเขาไม่ทันแล้วววว!


    เรานั่งเอ๋ออยู่บนเตียง จะลุกมาแต่งตัวทำอะไรก็ไม่ทันแล้ว พอหยิบมือถือมากดเช็คราคาค่าเรียกอูเบอร์ไปเองก็แสนแพง เราเลยตัดใจส่งข้อความไปขอโทษลูกเรือที่เราตื่นสายไปด้วยไม่ทัน พร้อมกับปลอบใจตัวเองว่าไม่เป็นไรนะ แม้ครั้งนี้ไม่ได้ไป ยังไงมันก็น่าจะมีครั้งหน้าแหละมั้งเนอะ ตราบใดที่ไม่โดนให้ไปทำวีซ่าอเมริกาก็น่าจะได้วนกลับมาทำไฟล์ทโทรอนโตอีก


    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาและทำให้วันนี้ผันผ่านไปอย่างสูญเปล่า เราตัดสินใจว่างั้นวันนี้จะเข้าเมืองก็แล้วกัน แม้ว่าจะเป็นวันอาทิตย์หลังปีใหม่ที่แสนเงียบเหงาแต่อย่างน้อย ๆ ก็ได้ไปทำอะไรซักอย่างให้จิตใจแช่มชื่นขึ้นมาบ้างก็ยังดีกว่านอนอยู่ในห้องเฉย ๆ ด้วยใจเศร้าหมอง

    ว่าแล้วก็เดินไปรูดม่านเปิดรับแสงสว่างหน่อยก็แล้วกัน เผื่อจะสลัดความรู้สึกหงุ่ยใจออกไปได้ และทันทีที่ม่านหน้าต่างเปิดออก เรามองเห็นก้อนปุยเล็ก ๆ ล่องลอยลงมาจากท้องฟ้าสีทึมเทา










    ด้านนอกหน้าต่างนั้นเป็นขาวโพลนไปหมด ท่ามท้องฟ้าสีเทา เรามองเห็นหิมะก้อนปุยน่ารักลอยละลองโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เมื่อหยิบมือถือมาเช็คสภาพอากาศก็พบว่าอุณหภูมิภายนอกอยู่ที่ -6 องศาเซลเซียสและพยากรณ์อากาศบอกว่าหิมะจะตกแบบนี้ตลอดช่วงเช้า เมื่อเห็นดังนั้นก็นึกในใจว่าอาจจะดีเหมือนกันที่ตื่นสายเพราะหากเราไปน้ำตกไนแองการ่าในสภาพอากาศแบบนี้มีหวังได้แข็งตายเอาแน่ ๆ ไม่ก็กลับมาแล้วต้องป่วยไข้ไม่สบายแน่นอน









  • ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถก็ปะทะเข้ากับลมหนาวเย็นยะเยือกจนพลานึกโทษตัวเองว่าไม่น่าออกจากโรงแรมมาเลยแหะ นั่ง ๆ นอน ๆ ดูหนังกับสั่งอาหารอร่อย ๆ มากินก็สิ้นเรื่อง ไม่น่าดันทุรังเรียกอูเบอร์หอบตัวเองออกมาผจญกับหิมะขนาดนี้เลย

    ระหว่างที่ยืนหันรีหันขวางทำตัวไม่ถูกอยู่ด้านหน้า Nathan Philip Square ลานน้ำพุกว้างกลางเมืองโทรอนโตที่บัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นลานสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้งที่มีคนไถสเก็ตอยู่สองสามคน จู่ ๆ หิมะก็โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าอีกระลอก ตอนอยู่ในห้องอุ่น ๆ ก็นึกดีใจอยู่หรอกว่าได้เห็นหิมะแรกของปี แต่ตอนนี้ที่ยืนสั่นงันงกอยู่คนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกว่าหิมะมันจรรโลงใจเท่าไรนัก

    โอ้ย หนาวไม่ไหว ชาไปจนถึงสมองแล้ว ต้องหาที่หลบด่วน!








    เราแว้บเข้าไปหลบความหนาวในร้าน Tim Hortons (แน่ล่ะ ก็มาแคนาดานี่น่า!) ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนพร้อมกับสั่ง White Hot Chocolate แก้วใหญ่มาดื่มให้คลายหนาว พลางกด Google Map ดูว่าแถวนี้มีร้านอาหารหรือคาเฟ่อะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งก็พบกับความผิดหวังเนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์หลังปีใหม่ ร้านอาหารเปิดตอนบ่ายโมง ส่วนคาเฟ่ก็ปิดเป็นส่วนใหญ่ ร้านที่เปิดก็อยู่ไกลเกินระยะเดิน


    หากจะให้นั่งเฉย ๆ อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้การ ไหน ๆ ก็เข้าเมืองมาแล้ว ต้องทำอะไรซักอย่างสิวะ และอะไรที่ว่านั่นก็คือ ออกไปเล่นสเก็ตน้ำแข็งกลางหิมะ นี่แหละ!


    เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้วก็รวบรวมความกล้าเปิดประตูออกไปปะทะกับความเย็นอีกรอบ คราวนี้ค่อยยังชั่วขึ้นเพราะมีแก้วช็อกโกแลตร้อนอยู่ในมือ เอาวะ มุ่งมั่น ตั้งใจ เราทำได้ เดินไปเช่ารองเท้าสเก็ตเลยก็แล้วกัน











    หลังจากรวบรวมความกล้าอีกครั้งหนึ่งในการเอาตัวลงไปในลานสเก็ต (ด้วยความทุลักทุเลจนขำตัวเองในใจไปหลายครั้ง และคาดว่าคนอื่น ๆ ที่เห็นเราค่อย ๆ แถ่ด ๆ ตัวเองแล้วหย่อนขาทีละข้างลงไปยืนนิ่ง ๆ ก็คงขำอยู่เหมือนกัน) เราค่อย ๆ รื้อฟื้นความจำเกี่ยวกับการเล่นสเก็ตมาทีละนิดละหน่อย

    เริ่มจากไถเท้าไปซ้ายที ขวาที และพยายามทรงตัวให้ได้ เมื่อมั่นใจว่าสามารถทรงตัวได้แล้วก็ค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นทีละนิด ก่อนที่จะเริงร่าไถไปรอบ ๆ ลานสเก็ตด้วยความสนุกสนาน แม้จะไม่ชำนิชำนาญมากเท่ากับเด็กตัวเล็กตัวน้อยที่ไถผ่านหน้าไปอย่างฉวัดเฉวียน แต่ไม่ล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

    เราว่าสเก็ตน้ำแข็งก็ไม่น่าจะต่างจากการขี่จักรยาน เมื่อครั้งหนึ่งที่เรียนรู้และทำได้แล้ว เราก็จะจดจำและทำได้อีกในครั้งต่อ ๆ มา แม้ว่าจะทิ้งร้างห่างหายไปนานเหลือเกิน


    เมื่อไถสเก็ตไปเพลิน ๆ มองหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ภาพความทรงจำสีจากเกี่ยวกับวันแรกที่เราหัดเล่นค่อย ๆ ย้อนคืนกลับมาชัดเจนแจ่มใสราวกับว่าเหตุการณ์เมื่อเกือบสิบห้าปีที่แล้วเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้นี่เอง













    วันหนึ่งในฤดูหนาวเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว อากาศวันนั้นก็คล้ายกับวันนี้นี่แหละ ท้องฟ้าสีเทา หิมะโปรยปรายลงมาบนทะเลสาบที่เปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง เราพยายามอย่างยิ่งที่จะยืนอย่างมั่นคงแต่ก็ยากเย็นเหลือเกิน สาวน้อยวัยสิบห้าปีจากประเทศเขตร้อนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับสถานการณ์แบบนี้ จะก้าวไปข้างหน้าก็กลัวจะล้ม จะถอยหลังกลับไปนั่งก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะไม่มีใครให้จับพาขึ้นไป ส่วนแก๊งเพื่อนก็ออกไปวาดลวดลายกันอย่างสนุกสนานแล้วเรียบร้อย


    ต้องเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตนเอง!


    เรายืนเก้ ๆ กัง ๆ พลางมองคนนู้นคนนี้ที่ไถสเก็ตผ่านหน้าเราไปคนแล้วคนเล่า พยายามก้าวเท้าสไลด์ด๊อกแด๊กไปข้างหน้า ล้มลงไปตั้งหลายครั้งหลายคราแต่ทว่าไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งคุณลุงคุณป้าแถวนั้นคงสงสารเลยเข้ามาสอนกันใหญ่ เราที่รู้ภาษาฮังกาเรียนแบบงู ๆ ปลา ๆ ณ ขณะนั้นก็ฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็ตั้งใจเรียน ฝึกหัดเดินไปเรื่อย ๆ จนประคองตัวเองเอาไว้ได้ ไม่ล้มแปะลงบนพื้นน้ำแข็งเหมือนอย่างที่แล้วมา


    พอหัดทำได้แล้วก็ไถได้ฉิว จากที่หงุดหงิดใจว่าทำไมถึงล้มอยู่นั่นแหละก็เปลี่ยนมาเป็นความดีใจที่ตัวเองไม่ถอดใจยอมแพ้ไปเสียก่อน ถึงจะเจ็บตัวบ้างแต่ทุกครั้งที่ลุกขึ้นมานั้นเราสามารถไถตัวเองไปได้ไกลกว่าเดิม รวมถึงขอบคุณลุงป้าน้าอาผู้แสนใจดี มีความเอื้ออารีมาสอนจนเราสามารถไถสเก็ตน้ำแข็งเป็นกับเขาบ้าง


    บ่ายวันนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่เกือบจะเผลอลืมไป แต่เมื่อนึกถึงได้ทีไรก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นอยู่ในหัวใจ แม้ว่าชีวิตในช่วงที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจะเจอมรสุมหลากหลายเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลาเหล่านั้นจะไร้ซึ่งความสุขและประสบการณ์อันล้ำค่า



    ยิ้มแฉ่งสู้ความหนาว เบิกบานกับสภาพอากาศติดลบ






    ชีวิตตอนนี้ของเราก็เหมือนกัน ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งพบเจอเรื่องที่ยากมากขึ้นตามลำดับ และแม้ว่าในบางครั้งที่โลกไม่ได้ใจดี ม่ีแต่จะส่งบทเรียนยาก ๆ และบททดสอบหนัก ๆ มาให้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคืนวันอันมืดมนเหล่านั้นจะไร้ซึ่งแสงตะวันเสมอไป ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่สามารถก้าวผ่านความลำบากนั้นมาได้ ตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ ไม่เลิกล้ม ทุกเรื่องที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตวันนี้ก็จะผ่านไปเฉกเช่นกับทุกวันที่ผ่านมา






    พยายามวาดรูปตัวเองแหละ :)









  • หิมะหยุดตกพอดี ประจวบเหมาะกับเวลาหมดรอบเล่นสเก็ต เราเลยเดินไปคืนรองเท้าแล้วเปิด Google Map อีกครั้งนึงเพื่อหาร้านราเมงอร่อย ๆ ในบริเวณใกล้เคียง สภาพอากาศแบบนี้ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการนั่งซดน้ำซุปอุ่น ๆ สูดเส้นหนึบหนับแสนอร่อยไปพร้อม ๆ กับหมูชาชูและไข่ต้มยางมะตูม

    พอคิดถึงอาหารที่รออยู่ก็มีกำลังใจที่จะฮึบสู้กับสภาพอากาศ อดทนกัดฟันเดินฝ่าลมหนาวมาประมาณสิบนาทีก็ถึง Touhenboku Ramen ร้านราเมงเล็ก ๆ รีวิวดีที่เรากดเซฟเอาไว้







    ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเพราะราเมงร้านนี้อร่อยมาก ๆ จริง ๆ ตัวน้ำซุปเข้มข้น หมูชาชูรสชาติกำลังดี ไข่ที่เสิร์ฟพร้อมกันก็สุกพอเหมาะ ตัวเส้นก็เหนียวนุ่มหนึบหนับ เป็นมื้ออาหารที่ฟื้นฟูพลังทั้งกายและใจที่แท้!


    และเมื่อซดราเมงหมดจนหยดสุดท้าย เราตัดสินใจว่าไหน ๆ ก็เสียค่าอูเบอร์เข้าเมืองมาแล้วแถมยังมีเวลาช่วงบ่ายเหลืออยู่อีกนิดหน่อย หากเรียกรถกลับโรงแรมเลยก็คิดว่ายังไม่คุ้ม ชีวิตมันต้องไปให้สุด คือถ่อร่างมาเล่นสเก็ตกลางหิมะโปรยปรายท่ามกลางอากาศ -6 องศาแล้วก็มันยังไม่สาแก่ใจ ยังมีใจเดินต่อไปที่ CN Tower เพื่อชมตึกสูงคู่เมืองโทรอนโตอีก (กะว่ารอบหน้าจะไม่เข้าเมืองมาแล้วไง จะไปน้ำตก ก็เอาวะ สู้ เดิน!)








    น่ารักมากเหมือนโรยด้วยน้ำตาลไอซิ่ง
    หนาวจนมือแข็งอยู่แล้วก็ไม่วายหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปเอาไว้ก่อน









    ช่วงนี้พยายามหัดวาดตึกแบบไว ๆ แม้ไม่มีความรู้เรื่อง perspective เลยก็ตาม
    เส้นก็ไม่ตรง แต่เอาเถอะ ฝึกไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็เก่งอีกแหละ(มั้งนะ…)










    ระหว่างทางเจอร้านน่ารักมากมายที่น่าเก็บเอามาวาดรูปเล่น หรือเจองานกราฟฟิตี้หรืองานศิลปะตามอาคารบ้านเรือนก็จัดจ้านงดงามดี แต่หนาวเหลือเกิน หนาวไม่ไหวแล้ว ไม่สามารถถอดถุงมือเพื่อกดถ่ายรูปเก็บไว้ได้จริง ๆ จำใจต้องรีบจ้ำเท้าจากไปด้วยความเสียดาย…












    และแล้วก็มาถึง CN Tower เสียที เหนื่อยเหลือเกิน หนาวด้วย มาเพื่อถ่ายรูปนี้แค่รูปเดียวเท่านั้นแหละ เราไม่นั่งเรือไปฝั่งตรงข้ามหรือขึ้นไปชมวิวเพราะอากาศขมุกขมัวเหลือแสน แม้จะตั้งใจถ่ายยังไงก็ไม่น่าจะออกมาสวยอยู่ดี ประกอบกับร่างกายเริ่มประท้วง หนาวมากไม่ไหวแล้วโว้ย กลับไปนอนมุดตัวอยู่ในผ้าห่มเถ๊อะ ได้นอนงีบซักสองชั่วโมงก็ยังดี จะได้พร้อมกับการทำงานยิงยาว 13 ชั่วโมงนิด ๆ กลับสู่เมืองทะเลทราย







    หน้าตาถูกต้องตามหลักการของอาคารชมวิวทุกประการ
    คือสูงและมีก้อนป่องอยู่ตรงเกือบจะถึงยอดสูงสุด





    และทั้งหมดนี้คือบันทึกทริปสั้น ๆ ที่มาเที่ยวเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดาเป็นครั้งแรกของเราค่ะ ในปี 2022 นี้เรามุ่งมั่นตั้งใจว่าจะเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยไปให้มากขึ้น ไม่ว่าจะตามเก็บเมืองต่าง ๆ ในยุโรปให้ครบถ้วนเสียที (ฮือ ทำใจไปยากจังเลยเพราะบางไฟล์ทก็ไม่ใจดีเลยนะ) ตลอดจนบางประเทศในแอฟริกาที่อยากจะเยือนสักครั้งในชีวิต ทั้งนี้ก็ไม่กล้ารับประกันนะคะว่าความรู้สึกอยากออกไปผจญภัยดังกล่าวนี้จะอยู่กับเราไปได้นานหรือไม่ แหะแหะ




    ส่วนนี่คือการ์ดปีใหม่ที่เราวาดเองค่ะ :)




    สวัสดีปีใหม่มิตรรักนักอ่านทุกคนนะคะ!

    ขอบคุณมาก ๆ เลยที่ติดตามกันมาเป็นปีที่หกแล้ว เราก็ขออวยพรให้ปีพี่เสือนี้เป็นปีที่น่ารักแจ่มใสสุขภาพกายและใจแช่มชื่น คิดอะไรก็ขอให้สมความปรารถนาทุกประการเลยค่ะ

    ส่วนใครที่ปีนี้เป็นปีชงเหมือนกันก็… ฮึ้บไปด้วยนะเออ คุณไม่ได้ชงอยู่คนเดียวอย่างเดียวดายค่ะ ฮื้อฮือออ



    สำหรับทริปหน้าเราจะพาไปเที่ยวที่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ในเดือนกุมภาพันธ์เราไม่ได้บินไปไหนเยอะมาก มีแค่กรุงเทพกับสิงคโปร์ที่ไม่สามารถออกไปนอกห้องได้ ก็จะใช้โอกาสที่โดนกักตัวนี้ค่อย ๆ ทยอยเขียนทริปก่อนหน้านี้(ที่ดองไว้นานเหลือเกิน)มาให้อ่านกันเรื่อย ๆ นะคะ




    รักทุกคนเสมอ แล้วเจอกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
    ด้วยรัก…จากทะเลทราย

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in