เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
12—4—48 – SALMONBOOKS
INTRO

  • 1

    “ร้านขายไก่ทอดเหรอวะ?”

    เมื่อพูดถึงชื่อของ AKB48 ให้ใครฟัง ผมมักได้รับคำตอบประมาณนี้อยู่บ่อยๆ และหลังจากตบมุกกลับไปว่า “นั่นมัน KFC!” ผมก็ต้องอธิบายต่อว่า AKB48 คืออะไร บางครั้งอธิบายยังไม่ทันจบเพื่อนก็เปลี่ยนเรื่องคุย ไม่สนใจสิ่งที่เล่าไปสักนิด... การเจอมนุษย์จำพวกเดียวกันที่สามารถเมาท์มอย ‘เรื่องนี้’ ได้อย่างมันปากจึงเปรียบได้กับการพบเศษเปลือกกระเทียมในข้าวมันไก่

    แล้วตกลง AKB48 คืออะไร?
    อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องล่ะ...

    AKB48 เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปสุดกุ๊กกิ๊กจากเจแปนแดนอาทิตย์อุทัยที่มีสมาชิกมากกว่าเก้าสิบคน เป็นวงที่มี ‘โรงละคร’ สำหรับเปิดทำการแสดงของตัวเอง เป็นวงที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ในด้านสังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วประเทศจนสื่อแดนปลาดิบขนานนามให้ AKB48 เป็น ‘วงไอดอลแห่งชาติ’

    ดูแล้วเป็นวงที่ยิ่งใหญ่ระดับที่ต้องโด่งดังข้ามชาติใช่ไหมครับ?

    แต่เอาเข้าจริง ถ้าสองปีก่อนมีคนมาพูดถึง AKB48 ให้ได้ยิน ผมก็คงถามกลับไปว่า “ร้านขายไก่ทอดเหรอวะ?” เหมือนกันนั่นแหละ

    2

    ผมเริ่มติดตาม AKB48 เพราะข่าวร้าย

    วันหนึ่งขณะนั่งเล่นเฟซบุ๊คเรื่อยเปื่อยตามประสาคนอู้งาน บนนิวส์ฟีดผมเห็นข่าวที่เขาจั่วหัวว่าเป็นข่าวร้าย มันคือการประกาศลาออกจากวงของนักร้องไอดอลญี่ปุ่น

    เมื่อคลิกเข้าไปดูก็พบว่ามันเป็นข่าวใหญ่โต คนญี่ปุ่นต่างช็อคกับการลาออกของนักร้องคนนี้ สื่อทุกแขนงพากันตีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกหัว ออกข่าวโทรทัศน์เกือบทุกช่อง สร้างความประทับใจให้กับผู้ชอบจริงจังในเรื่องไร้สาระแบบผม ถึงกับต้องหาข้อมูลของเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ต่อว่าคือวงอะไร และมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแค่นักร้องคนเดียวประกาศลาออก พวกพี่ต้องประโคมข่าวกันขนาดนี้ด้วย?! (ต่อมารู้ว่าเธอคือ มาเอดะ อัตสึโกะ (Maeda Atsuko) สุดยอดสมาชิกตัวท็อปของวง AKB48 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ข่าวมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้) และระหว่างนั่งหาข้อมูลเพลินๆ ผมก็เผลอไปกดดูมิวสิกวิดีโอตัวหนึ่งของวงนี้เข้า

    นาทีนั้น ผมรู้ได้เลยว่าทำไมวงนี้ถึงมีแฟนคลับเยอะ

    สาวผมสั้นหน้าใสที่ปรากฏอยู่ในจอคอมพ์ ทั้งรูปร่าง หน้าตา ทรงผม ทุกทุกอย่างบอกกับผมว่าไม่มีอะไรที่จะใช่ไปกว่านี้อีกแล้ว

    อาห์...
    ผมสถาปนาตนเองเป็นอัครสาวกของ AKB48 ทันทีที่เอ็มวีจบลง

    ตั้งแต่นั้นมา ผมก็นั่งไล่ดูทุกเอ็มวี ติดตามทุกไลฟ์โชว์ ตามดูทุกบันทึกการแสดงคอนเสิร์ต พยายามศึกษาและรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องบินไปเยือนโรงละครในตำนานซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของวงนี้ให้จงได้!

  • 3

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมใฝ่ฝันจะไปเยือนให้ได้สักครั้ง

    ความที่ซึมซับวัฒนธรรมบ้านเขามาตั้งแต่เด็ก ทุกเช้าเสาร์อาทิตย์ต้องแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาดูการ์ตูน ของเล่นสุดโปรดก็ล้วนแต่อิมพอร์ตมาจากญี่ปุ่น (แต่เมดอินไทยแลนด์…)

    พอโตขึ้น ก็เริ่มรู้ว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีดีแค่ โดราเอมอน ดราก้อนบอล กันดั้ม แต่ยังเป็นประเทศที่มีความสุดโต่งกับทุกสิ่ง ดูได้จากรายการวาไรตี้สุดเพี้ยนอย่าง TV Champion ที่เป็นตัวตอกย้ำความเชื่อที่ว่านี้

    ทุกครั้งที่ดูรายการ เราจะเห็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชามาแข่งขันวัดระดับความสามารถ หาผู้เป็นหนึ่งในด้านนั้นๆ โดยการแข่งขันก็มีตั้งแต่ระดับเบสิกอย่างการทำอาหาร ไปจนถึงระดับแอดวานซ์ (ที่ไม่น่าเชื่อว่ามึงจะแข่งกันได้จริง) อย่างการแข่งสร้างบ้าน แข่งจัดสวนขนาดจิ๋ว แข่งแกะสลักน้ำแข็ง แข่งกันเลี้ยงสัตว์ และแข่งกินจุ (ซึ่งผมว่าไร้สาระฉิบหาย ทำไมคนเราต้องมาแข่งกินจุกันด้วย ไหน ขอใบสมัครหน่อยซิ) ซึ่งดูไปดูมาก็ทำให้ผมได้รู้ว่าชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่จริงจังตั้งมั่นกันมากๆ

    และเมื่อผมได้รู้จัก AKB48 ความคิดในข้างต้นก็ดูจะหนักแน่นยิ่งขึ้นสมาชิกวงต้องฝ่าฟันนานาอุปสรรคเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง ด้านแฟนคลับก็ต้องพลีกายถวายชีวิตเพื่อสนับสนุนวงที่ตัวเองชื่นชอบคลั่งไคล้ จนวงโนเนมจากเขตอากิฮาบาร่ากลายเป็นหนึ่งในไอคอนทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในยุคนี้

    ญี่ปุ่นในจินตนาการของผมจึงเต็มไปด้วยมนุษย์และสิ่งประดิษฐ์สุดจริงจัง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบและใฝ่ฝันว่าจะได้เจอของจริงเข้าสักวัน แต่ไม่ว่าจะฝันมากี่ปี ผมก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

    ญี่ปุ่นช่างเป็นฝันที่ห่างไกลเสียเหลือเกิน (น้ำตาคลอ)

  • 4

    “ป๊อกกี้ พี่มีตั๋วไปญี่ปุ่นแบบถูกเชี่ยๆ เอ็งสนใจมั้ย?”

    กลางดึกคืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ผมกำลังอู้งานนั่งเล่นเฟซบุ๊คอยู่เพลินๆ พี่วิชัย (อดีตพนักงานโรงแรมผู้หันมาเอาดีทางด้านงานเขียน) ก็โทร.มาหา

    “ค่าตั๋วไปกลับราคาหมื่นห้า บินตอนมีนาฯ ไป 12 วัน พี่ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ไว้พรุ่งนี้พี่จะโทร.มาถามใหม่นะ” พูดจบพี่วิชัยก็วางสายไปอย่างเลือดเย็น ปล่อยให้ผมนั่งงงอยู่หน้าคอมพ์พร้อมกับเสียงเมสเซจเฟซบุ๊คที่ดังขึ้นแทบจะในทันที

    “ตื่อดึ๊ง ตื่อดึ๊ง”
    “เฮ้ย พี่วิชัยชวนไปญี่ปุ่น มึงสนใจมั้ย ให้คำตอบพรุ่งนี้นะ” คราวนี้เป็นข้อความจากโจ้ (เพื่อนที่รู้จักกันสมัยฝึกงานนิตยสารเล่มหนึ่ง)
    นับเป็นการชวนเที่ยวที่กดดันที่สุดตั้งแต่ได้เกิดเป็นมนุษย์

    ย้อนความกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2555 ณ งานสัปดาห์หนังสือฯ
    ผม พี่วิชัย และโจ้ ได้พบปะพูดคุยตามประสาคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงหนังสือ เมาท์มอยเรื่อยเปื่อยตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม การเมืองเศรษฐกิจ และปรัชญา (เขียนให้ดูหล่อไปงั้น ที่จริงคือคุยเรื่องแมว การ์ตูนและข้าวหมูกรอบ) โดยเรื่องราวทั้งหมดจบตรงที่ว่า “มีนาฯ ปีหน้าเราไปญี่ปุ่นกันเถอะ” โดยพี่วิชัย ผู้เคยไปญี่ปุ่นมาแล้วให้เหตุผลว่า “มันถึงเวลาแล้วว่ะ” ...อืม เวลาอะไรของพี่ก็ไม่รู้ แต่ถึงจะไม่เข้าใจ เห็นพี่อยากไปผมก็ยินดี

    ขณะที่โจ้ ผู้เป็นแฟน วันพีซ ระดับที่เคยไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ มาแล้ว จุดประสงค์ที่อยากไปก็คงหนีไม่พ้นการไปกลิ้งเกลือกบนดินแดนต้นกำเนิดของการ์ตูนเรื่องโปรด ส่วนผมก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการไปดู AKB48 ตัวเป็นๆ ในโรงละครที่เป็นจุดกำเนิดของวง—สถานที่ที่เปรียบเสมือนกรุงเมกกะที่แฟนคลับ ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งก่อนตาย

    …นี่มันคือทริปสนองตัณหาของแต่ละคนโดยแท้

    วันนั้นเราแยกย้ายกันไปโดยทิ้งท้ายไว้ว่าใกล้จะไปแล้วค่อยมาคุยกันอีกที ซึ่งใกล้ที่ว่าก็คือพรุ่งนี้นี่แหละ           

    เหตุที่ผมยังไม่ตกลง เพราะมีความลังเลไม่ค่อยมั่นใจสองประการ

    หนึ่ง —เพิ่งลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ได้ครึ่งปี ซึ่งผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีอิสระสูง คืออิสระทั้งด้านการงานที่จะมีคนจ้างบ้างไม่จ้างบ้าง และอิสระทางด้านการเงินที่คนจ้างมักจะมีกำหนดจ่ายอย่างอิสระจนต้องทวงเป็นประจำ

    สอง—ไม่มีเงิน ถือเป็นเรื่องบัดซบมากสำหรับคนที่บอกว่าอีกสี่เดือนจะไปญี่ปุ่นแต่ตอนนี้ไม่ มีเงินติดกระเป๋าสักบาท เพราะต่อให้รู้ว่าอีกไม่กี่เดือนถัดไปจะได้เงินจากการทำงานตามสัญญา แต่ความไม่แน่นอนทางการเงินของฟรีแลนซ์นั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่ยังไม่เห็นยอดเงินเข้าในบัญชี ผมก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลล้มละลายต่อไป

    แต่เรื่องบางเรื่องความอยากมันก็ชนะเหตุผล ประโยค “ไปดิ” จึงหลุดจากปากของผมอย่างรวดเร็ว

    กลายเป็นว่าทริปนี้มีผู้ร่วมหัวจมท้ายทั้งหมดสี่ชีวิต ประกอบด้วยผม—ผู้เนิร์ด AKB48 โจ้—ผู้เนิร์ดการ์ตูน วันพีซ พี่วิชัย—ผู้เนิร์ด กัมดั้ม และพี่มะ (แฟนพี่วิชัย)—ผู้ดูแล้วไม่น่าจะเนิร์ดอะไร แต่แฟนไปก็เลยไปด้วย
  • 5

    รู้สึกตัวอีกที ผมก็ยืนอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ

    แม้ระหว่างทางจะมีอะไรขลุกขลักอยู่บ้าง เช่น เงินในบัญชีดูไม่มั่นคงพอจะขอวีซ่า (เป็นอะไรที่แค้นใจมาก เพราะช่วงที่ผมไปยังต้องขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่นอยู่ แต่พอกลับมาได้ไม่เท่าไหร่ก็ประกาศยกเลิกซะงั้น...) จนต้องขอยืมเงินแม่เข้าบัญชีไปก่อน การหาเสื้อผ้าและกระเป๋าให้เหมาะกับการใช้ชีวิตในเมืองหนาว การวางแผนเดินทาง ฯลฯ แต่ทั้งหมดที่ว่ามายังสู้ความโหดร้ายของระบบจองตั๋วดูการแสดงในโรงละครของ AKB48 ไม่ได้

    และที่สำคัญ ยังไม่ทันได้ตั๋วให้อุ่นใจก็ต้องออกเดินทางแล้ว!

    แต่ตอนนี้ปล่อยเรื่องตั๋วไปก่อน พาสติกลับมาสุวรรณภูมิแล้วโทร.หาพี่วิชัยดีกว่าว่าอยู่ไหนแล้ว
    “พี่กำลังกลับบ้านว่ะ”
    …
    คำตอบพี่แกเล่นผมซะเหวอกิน นี่คือไปมาแล้วเรอะ ทำไมต้องกลับบ้าน

    หรืออยู่ดีๆ พี่จะกลับบ้านทำไมวะ?! ลืมให้อาหารแมวทิ้งไว้เหรอ หรือลืมปิดเตาแก๊ส พอถามไถ่ไปมาก็จับใจความได้ว่าพี่วิชัยลืมตั๋ว JR Pass ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะไม่กลับไปเอาก็ไม่ได้ เพราะเสียเงินไปแล้วเป็นหมื่น

    ตอนนั้นผมยังมองโลกในแง่ดีว่าน่าจะมาทันเครื่องออก เวลายังเหลืออีกเยอะ ชิลๆ น่ะ

    “กำลังจะปิดแล้ว รีบเลยค่ะ!”
    หลังจากที่เข้าไปถามเวลาเช็กอิน พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ทำเอาผมเหวอกินอีกรอบ เดชะบุญที่โจ้กำลังกินกาแฟอยู่ที่ชั้นล่างของสนามบิน ส่วนพี่วิชัยนั้น…

    “บอกเขาว่ายังมีอีกสองคน ให้เขาช่วยถ่วงไว้หน่อย”
    พี่วิชัยเสนอให้เราสองคนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไปก่อน ผมกับโจ้ส่งพาสปอร์ตไปแลกบอร์ดดิ้งพาสและโหลดกระเป๋ากับน้องพนักงานคนงาม เดินไปด่านสแกนสัมภาระ

    “พกน้ำมาหรือเปล่าคะ?” เสียงคุณพี่พนักงานด่านสแกนดังขึ้นมา
    “ไม่มีนะฮะ” โจ้ตอบปฏิเสธด้วยความมั่นใจ น้งน้ำอะไรไม่มี๊ไม่มี ซึ่งโจ้ก็ไม่มีน้ำจริงๆ ครับ แต่มันมีแชมพูกับสบู่ขวดเบ้อเริ่ม…

    ทีแรกพนักงานก็ถามว่าจะทิ้งมั้ย แต่โจ้ตัดใจทิ้งยาสระผมไม่ลง จึงต้องเสียเวลาวิ่งกลับไปที่เคาน์เตอร์สายการบินเพื่อเอาของกลับไปโหลดลงใต้เครื่อง ปล่อยให้ผมยืนลุ้นระทึกอยู่ตรงนั้นตามลำพัง

    ห้านาทีผ่านไป โจ้โทร.มาบอกให้ผมออกมานอกด่านตรวจค้นเพราะจะไม่ทันแล้ว พนักงานที่อยู่กับโจ้จะพาพวกเราไปเข้าด่านตม.แบบวีไอพีแทน

    แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าไปไหน โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นอีกครั้ง (เชี่ยอะไรนักหนาวะเนี่ย)

    “นี่คุณลงมาหรือยัง!” เสียงของคุณป้าที่ไหนก็ไม่รู้ลอยผ่านหูโทรศัพท์...ป้าโทร.ผิดเปล่าวะ
    “ทำไมยังไม่ลงมาอีก! เร็วๆ! นี่เครื่องจะออกแล้วนะ! เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก!” ผมเดาว่าป้าน่าจะเป็นพนักงานรุ่นใหญ่ของสายการบินที่กำลังหาทางช่วยไม่ให้พวกเราตกเครื่อง โห ขอบคุณมากเลย แต่ป้าโทร.มารัวใส่แบบนี้ กูตั้งสติไม่ทันนะเฮ้ย...
    “ข…เขาบอกว่าไม่ให้ผมลงอะฮะ”
    “ไม่ให้ลงได้ยังไง!” (เอ้า กูก็ไม่รู้ ก็เขาไม่ให้ลงอะ)
    “เขาบอกให้ผมไปทางนี้แหละครับ ยังไงมันก็ไปโผล่ที่เดียวกัน”
    “แล้วทำไมยังไม่ลงมา!” (เอ้า ตกลงว่ากูหรือป้าที่สับสนวะเนี่ย)

    ด้วยความเหนื่อยที่จะเถียง ผมเลยส่งโทรศัพท์ให้ป้าไปทะเลาะกับคุณพี่พนักงานแถวนั้นเอาเอง ซึ่งสรุปแล้วก็ต้องไปตามทางที่คุณพี่พนักงานบอกไว้แต่แรกอยู่ดีนั่นแหละ (ป้า...)

    ผมรีบจ้ำไปด่านตม. แต่พอไปถึงก็พบว่า ด่านตม. ปิด กั้นไม่ให้คนเข้าแล้ว และขณะที่ผมกำลังตกใจอยู่ ป้าก็โทร.มาอีกแล้ว
    “ทำไมยังไม่ลงมาอีก!” ป้าถามซ้ำเหมือนกับอัดเทปเอาไว้“
    เขากั้นไม่ให้ผมลงครับ...”
    “ใครกั้น? กั้นไว้ได้ยังไง รีบลงมาเลยนะ!”
    นี่ กูทำอะไรผิดวะเนี่ยยยย มาสนามบินก็มาคนแรก ของหลงของเหลวก็แพ็กใส่กระเป๋ามาอย่างดี ทำไมกูต้องมาโดนอีป้าที่ไหนก็ไม่รู้โวยวายใส่ด้วยวะ

    ด้วยความเหนื่อย ที่จะเถียง (อีกครั้ง) ผมจึงโยนโทรศัพท์ไปให้คุณพี่พนักงานแถวนั้นคุยเหมือนเดิม และพนักงานตรงนั้นก็เปิดทางเดินให้ทันที โอ้ บารมีคุณป้านี่ยิ่งใหญ่จริงๆ (เมื่อกี้ยังด่าเขาอยู่เลย)

    ทันทีที่ผมโผล่ออกมาจาก ตม. ผมก็เห็นโจ้ พี่วิชัย และพี่มะวิ่งออกมาจาก ตม. อีกด้าน หลังจากสอบถามก็ได้ความว่าระหว่างที่โจ้วิ่งเอาขวดสบู่ไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ พี่วิชัยและพี่มะก็มาถึงเคาน์เตอร์แบบพอดีเป๊ะ ถือว่าการตัดสินใจรักษาสบู่ของโจ้เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่งั้นพี่วิชัยกับพี่มะคงตกเครื่องไปแล้ว…
  • 6

    สนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น

    ผมขอมโนให้การมาถึงญี่ปุ่นของตัวเองยิ่งใหญ่พอๆ กับการที่นีล อาร์มสตรอง เอาเท้าแตะพื้นผิวดวงจันทร์

    ความฝันตลอด 26 ปีมาถึงจุดสตาร์ทแล้ว (จังหวะนั้นอยากจะลงไปกลิ้งเกลือกเอาหน้าไถพื้นให้สาสม แต่ก็กลัวดูไม่งามในสายตาชาวโลก ก็เลยได้แค่เดินไปตามทางเลื่อนที่เขากำหนดไว้แค่นั้น)

    หลังผ่านด่านดักจับคนเถื่อน (ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนใส่แว่นและใจดีกว่าที่คิด) ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องปฏิบัติภารกิจตามแผนที่วางกันเอาไว้

    วันนี้เราจะนอนที่สนามบิน

    ขณะนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม การออกจากสนามบินไปหาที่หลับนอนจึงดูเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า จะให้ตรงไปเที่ยวเลยก็ไม่น่าจะมีแรง ก่อนมาพวกเราเลยลงมติกันว่านอนสนามบินน่าจะเวิร์กที่สุด แต่ในหมู่พวกเราไม่เคยมีใครนอนสนามบินมาก่อน การเตรียมความพร้อมจึงเริ่มขึ้น

    พวกเราหาข้อมูลกันประมาณหนึ่งรีมเอสี่ นั่งอ่านกันตาเปียกตาแฉะ ก่อนจะพบข้อมูลสำคัญในการนอนที่สนามบินฮาเนดะ คือมึงอยากนอนตรงไหนก็นอนไปเหอะ อย่านอนใกล้บันไดเลื่อนก็พอ เพราะเวลามีคนขึ้นลง สัญญาณมันจะร้องเตือนตลอด เดี๋ยวจะนอนไม่หลับกันเปล่าๆ (อืม ปล่อยให้กูอ่านตั้งนาน)

    เดินหอบสัมภาระหาที่นอนดีดีอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเราก็เจอทำเลทอง เป็นหลืบที่มีเก้าอี้เรียงกันสวยงาม คนไม่พลุกพล่าน แสงไม่แยงตา และที่สำคัญไม่มีบันไดเลื่อน ถ้าไม่ใช่ตรงนี้ก็ไม่รู้จะเป็นที่ไหนแล้ว เราทั้งหมดรีบจัดแจงพื้นที่และล้มตัวลงนอน           

    “แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เห็นดีกัน” ผมสบถในใจแบบนางร้าย (จะร้ายทำไม) ก่อนจะผล็อยหลับไปบนเก้าอี้ยาว
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in