12—4—48SALMONBOOKS
INTRO

  • 1

    “ร้านขายไก่ทอดเหรอวะ?”

    เมื่อพูดถึงชื่อของ AKB48 ให้ใครฟัง ผมมักได้รับคำตอบประมาณนี้อยู่บ่อยๆ และหลังจากตบมุกกลับไปว่า “นั่นมัน KFC!” ผมก็ต้องอธิบายต่อว่า AKB48 คืออะไร บางครั้งอธิบายยังไม่ทันจบเพื่อนก็เปลี่ยนเรื่องคุย ไม่สนใจสิ่งที่เล่าไปสักนิด... การเจอมนุษย์จำพวกเดียวกันที่สามารถเมาท์มอย ‘เรื่องนี้’ ได้อย่างมันปากจึงเปรียบได้กับการพบเศษเปลือกกระเทียมในข้าวมันไก่

    แล้วตกลง AKB48 คืออะไร?
    อย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องล่ะ...

    AKB48 เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปสุดกุ๊กกิ๊กจากเจแปนแดนอาทิตย์อุทัยที่มีสมาชิกมากกว่าเก้าสิบคน เป็นวงที่มี ‘โรงละคร’ สำหรับเปิดทำการแสดงของตัวเอง เป็นวงที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ในด้านสังคม เศรษฐกิจ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อคนทั่วประเทศจนสื่อแดนปลาดิบขนานนามให้ AKB48 เป็น ‘วงไอดอลแห่งชาติ’

    ดูแล้วเป็นวงที่ยิ่งใหญ่ระดับที่ต้องโด่งดังข้ามชาติใช่ไหมครับ?

    แต่เอาเข้าจริง ถ้าสองปีก่อนมีคนมาพูดถึง AKB48 ให้ได้ยิน ผมก็คงถามกลับไปว่า “ร้านขายไก่ทอดเหรอวะ?” เหมือนกันนั่นแหละ

    2

    ผมเริ่มติดตาม AKB48 เพราะข่าวร้าย

    วันหนึ่งขณะนั่งเล่นเฟซบุ๊คเรื่อยเปื่อยตามประสาคนอู้งาน บนนิวส์ฟีดผมเห็นข่าวที่เขาจั่วหัวว่าเป็นข่าวร้าย มันคือการประกาศลาออกจากวงของนักร้องไอดอลญี่ปุ่น

    เมื่อคลิกเข้าไปดูก็พบว่ามันเป็นข่าวใหญ่โต คนญี่ปุ่นต่างช็อคกับการลาออกของนักร้องคนนี้ สื่อทุกแขนงพากันตีข่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เกือบทุกหัว ออกข่าวโทรทัศน์เกือบทุกช่อง สร้างความประทับใจให้กับผู้ชอบจริงจังในเรื่องไร้สาระแบบผม ถึงกับต้องหาข้อมูลของเกิร์ลกรุ๊ปวงนี้ต่อว่าคือวงอะไร และมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแค่นักร้องคนเดียวประกาศลาออก พวกพี่ต้องประโคมข่าวกันขนาดนี้ด้วย?! (ต่อมารู้ว่าเธอคือ มาเอดะ อัตสึโกะ (Maeda Atsuko) สุดยอดสมาชิกตัวท็อปของวง AKB48 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ข่าวมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้) และระหว่างนั่งหาข้อมูลเพลินๆ ผมก็เผลอไปกดดูมิวสิกวิดีโอตัวหนึ่งของวงนี้เข้า

    นาทีนั้น ผมรู้ได้เลยว่าทำไมวงนี้ถึงมีแฟนคลับเยอะ

    สาวผมสั้นหน้าใสที่ปรากฏอยู่ในจอคอมพ์ ทั้งรูปร่าง หน้าตา ทรงผม ทุกทุกอย่างบอกกับผมว่าไม่มีอะไรที่จะใช่ไปกว่านี้อีกแล้ว

    อาห์...
    ผมสถาปนาตนเองเป็นอัครสาวกของ AKB48 ทันทีที่เอ็มวีจบลง

    ตั้งแต่นั้นมา ผมก็นั่งไล่ดูทุกเอ็มวี ติดตามทุกไลฟ์โชว์ ตามดูทุกบันทึกการแสดงคอนเสิร์ต พยายามศึกษาและรวบรวมข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และฝันว่าสักวันหนึ่งจะต้องบินไปเยือนโรงละครในตำนานซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของวงนี้ให้จงได้!

  • 3

    ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมใฝ่ฝันจะไปเยือนให้ได้สักครั้ง

    ความที่ซึมซับวัฒนธรรมบ้านเขามาตั้งแต่เด็ก ทุกเช้าเสาร์อาทิตย์ต้องแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาดูการ์ตูน ของเล่นสุดโปรดก็ล้วนแต่อิมพอร์ตมาจากญี่ปุ่น (แต่เมดอินไทยแลนด์…)

    พอโตขึ้น ก็เริ่มรู้ว่าญี่ปุ่นไม่ได้มีดีแค่ โดราเอมอน ดราก้อนบอล กันดั้ม แต่ยังเป็นประเทศที่มีความสุดโต่งกับทุกสิ่ง ดูได้จากรายการวาไรตี้สุดเพี้ยนอย่าง TV Champion ที่เป็นตัวตอกย้ำความเชื่อที่ว่านี้

    ทุกครั้งที่ดูรายการ เราจะเห็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชามาแข่งขันวัดระดับความสามารถ หาผู้เป็นหนึ่งในด้านนั้นๆ โดยการแข่งขันก็มีตั้งแต่ระดับเบสิกอย่างการทำอาหาร ไปจนถึงระดับแอดวานซ์ (ที่ไม่น่าเชื่อว่ามึงจะแข่งกันได้จริง) อย่างการแข่งสร้างบ้าน แข่งจัดสวนขนาดจิ๋ว แข่งแกะสลักน้ำแข็ง แข่งกันเลี้ยงสัตว์ และแข่งกินจุ (ซึ่งผมว่าไร้สาระฉิบหาย ทำไมคนเราต้องมาแข่งกินจุกันด้วย ไหน ขอใบสมัครหน่อยซิ) ซึ่งดูไปดูมาก็ทำให้ผมได้รู้ว่าชาวญี่ปุ่นเป็นคนที่จริงจังตั้งมั่นกันมากๆ

    และเมื่อผมได้รู้จัก AKB48 ความคิดในข้างต้นก็ดูจะหนักแน่นยิ่งขึ้นสมาชิกวงต้องฝ่าฟันนานาอุปสรรคเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวง ด้านแฟนคลับก็ต้องพลีกายถวายชีวิตเพื่อสนับสนุนวงที่ตัวเองชื่นชอบคลั่งไคล้ จนวงโนเนมจากเขตอากิฮาบาร่ากลายเป็นหนึ่งในไอคอนทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในยุคนี้

    ญี่ปุ่นในจินตนาการของผมจึงเต็มไปด้วยมนุษย์และสิ่งประดิษฐ์สุดจริงจัง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชอบและใฝ่ฝันว่าจะได้เจอของจริงเข้าสักวัน แต่ไม่ว่าจะฝันมากี่ปี ผมก็ยังนั่งอยู่ที่เดิม

    ญี่ปุ่นช่างเป็นฝันที่ห่างไกลเสียเหลือเกิน (น้ำตาคลอ)

  • 4

    “ป๊อกกี้ พี่มีตั๋วไปญี่ปุ่นแบบถูกเชี่ยๆ เอ็งสนใจมั้ย?”

    กลางดึกคืนหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ขณะที่ผมกำลังอู้งานนั่งเล่นเฟซบุ๊คอยู่เพลินๆ พี่วิชัย (อดีตพนักงานโรงแรมผู้หันมาเอาดีทางด้านงานเขียน) ก็โทร.มาหา

    “ค่าตั๋วไปกลับราคาหมื่นห้า บินตอนมีนาฯ ไป 12 วัน พี่ให้เวลาคิดหนึ่งคืน ไว้พรุ่งนี้พี่จะโทร.มาถามใหม่นะ” พูดจบพี่วิชัยก็วางสายไปอย่างเลือดเย็น ปล่อยให้ผมนั่งงงอยู่หน้าคอมพ์พร้อมกับเสียงเมสเซจเฟซบุ๊คที่ดังขึ้นแทบจะในทันที

    “ตื่อดึ๊ง ตื่อดึ๊ง”
    “เฮ้ย พี่วิชัยชวนไปญี่ปุ่น มึงสนใจมั้ย ให้คำตอบพรุ่งนี้นะ” คราวนี้เป็นข้อความจากโจ้ (เพื่อนที่รู้จักกันสมัยฝึกงานนิตยสารเล่มหนึ่ง)
    นับเป็นการชวนเที่ยวที่กดดันที่สุดตั้งแต่ได้เกิดเป็นมนุษย์

    ย้อนความกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2555 ณ งานสัปดาห์หนังสือฯ
    ผม พี่วิชัย และโจ้ ได้พบปะพูดคุยตามประสาคนที่ทำงานอยู่ในแวดวงหนังสือ เมาท์มอยเรื่อยเปื่อยตั้งแต่เรื่องสังคม วัฒนธรรม การเมืองเศรษฐกิจ และปรัชญา (เขียนให้ดูหล่อไปงั้น ที่จริงคือคุยเรื่องแมว การ์ตูนและข้าวหมูกรอบ) โดยเรื่องราวทั้งหมดจบตรงที่ว่า “มีนาฯ ปีหน้าเราไปญี่ปุ่นกันเถอะ” โดยพี่วิชัย ผู้เคยไปญี่ปุ่นมาแล้วให้เหตุผลว่า “มันถึงเวลาแล้วว่ะ” ...อืม เวลาอะไรของพี่ก็ไม่รู้ แต่ถึงจะไม่เข้าใจ เห็นพี่อยากไปผมก็ยินดี

    ขณะที่โจ้ ผู้เป็นแฟน วันพีซ ระดับที่เคยไปแข่งรายการ แฟนพันธุ์แท้ มาแล้ว จุดประสงค์ที่อยากไปก็คงหนีไม่พ้นการไปกลิ้งเกลือกบนดินแดนต้นกำเนิดของการ์ตูนเรื่องโปรด ส่วนผมก็คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากการไปดู AKB48 ตัวเป็นๆ ในโรงละครที่เป็นจุดกำเนิดของวง—สถานที่ที่เปรียบเสมือนกรุงเมกกะที่แฟนคลับ ต้องมาสักการะให้ได้สักครั้งก่อนตาย

    …นี่มันคือทริปสนองตัณหาของแต่ละคนโดยแท้

    วันนั้นเราแยกย้ายกันไปโดยทิ้งท้ายไว้ว่าใกล้จะไปแล้วค่อยมาคุยกันอีกที ซึ่งใกล้ที่ว่าก็คือพรุ่งนี้นี่แหละ           

    เหตุที่ผมยังไม่ตกลง เพราะมีความลังเลไม่ค่อยมั่นใจสองประการ

    หนึ่ง —เพิ่งลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ได้ครึ่งปี ซึ่งผู้ประกอบอาชีพนี้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีอิสระสูง คืออิสระทั้งด้านการงานที่จะมีคนจ้างบ้างไม่จ้างบ้าง และอิสระทางด้านการเงินที่คนจ้างมักจะมีกำหนดจ่ายอย่างอิสระจนต้องทวงเป็นประจำ

    สอง—ไม่มีเงิน ถือเป็นเรื่องบัดซบมากสำหรับคนที่บอกว่าอีกสี่เดือนจะไปญี่ปุ่นแต่ตอนนี้ไม่ มีเงินติดกระเป๋าสักบาท เพราะต่อให้รู้ว่าอีกไม่กี่เดือนถัดไปจะได้เงินจากการทำงานตามสัญญา แต่ความไม่แน่นอนทางการเงินของฟรีแลนซ์นั้นเกิดขึ้นได้เสมอ ตราบใดที่ยังไม่เห็นยอดเงินเข้าในบัญชี ผมก็จะถือว่าตัวเองเป็นบุคคลล้มละลายต่อไป

    แต่เรื่องบางเรื่องความอยากมันก็ชนะเหตุผล ประโยค “ไปดิ” จึงหลุดจากปากของผมอย่างรวดเร็ว

    กลายเป็นว่าทริปนี้มีผู้ร่วมหัวจมท้ายทั้งหมดสี่ชีวิต ประกอบด้วยผม—ผู้เนิร์ด AKB48 โจ้—ผู้เนิร์ดการ์ตูน วันพีซ พี่วิชัย—ผู้เนิร์ด กัมดั้ม และพี่มะ (แฟนพี่วิชัย)—ผู้ดูแล้วไม่น่าจะเนิร์ดอะไร แต่แฟนไปก็เลยไปด้วย
  • 5

    รู้สึกตัวอีกที ผมก็ยืนอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ

    แม้ระหว่างทางจะมีอะไรขลุกขลักอยู่บ้าง เช่น เงินในบัญชีดูไม่มั่นคงพอจะขอวีซ่า (เป็นอะไรที่แค้นใจมาก เพราะช่วงที่ผมไปยังต้องขอวีซ่าเข้าญี่ปุ่นอยู่ แต่พอกลับมาได้ไม่เท่าไหร่ก็ประกาศยกเลิกซะงั้น...) จนต้องขอยืมเงินแม่เข้าบัญชีไปก่อน การหาเสื้อผ้าและกระเป๋าให้เหมาะกับการใช้ชีวิตในเมืองหนาว การวางแผนเดินทาง ฯลฯ แต่ทั้งหมดที่ว่ามายังสู้ความโหดร้ายของระบบจองตั๋วดูการแสดงในโรงละครของ AKB48 ไม่ได้

    และที่สำคัญ ยังไม่ทันได้ตั๋วให้อุ่นใจก็ต้องออกเดินทางแล้ว!

    แต่ตอนนี้ปล่อยเรื่องตั๋วไปก่อน พาสติกลับมาสุวรรณภูมิแล้วโทร.หาพี่วิชัยดีกว่าว่าอยู่ไหนแล้ว
    “พี่กำลังกลับบ้านว่ะ”

    คำตอบพี่แกเล่นผมซะเหวอกิน นี่คือไปมาแล้วเรอะ ทำไมต้องกลับบ้าน

    หรืออยู่ดีๆ พี่จะกลับบ้านทำไมวะ?! ลืมให้อาหารแมวทิ้งไว้เหรอ หรือลืมปิดเตาแก๊ส พอถามไถ่ไปมาก็จับใจความได้ว่าพี่วิชัยลืมตั๋ว JR Pass ไว้ที่บ้าน ซึ่งจะไม่กลับไปเอาก็ไม่ได้ เพราะเสียเงินไปแล้วเป็นหมื่น

    ตอนนั้นผมยังมองโลกในแง่ดีว่าน่าจะมาทันเครื่องออก เวลายังเหลืออีกเยอะ ชิลๆ น่ะ

    “กำลังจะปิดแล้ว รีบเลยค่ะ!”
    หลังจากที่เข้าไปถามเวลาเช็กอิน พนักงานที่เคาน์เตอร์ก็ทำเอาผมเหวอกินอีกรอบ เดชะบุญที่โจ้กำลังกินกาแฟอยู่ที่ชั้นล่างของสนามบิน ส่วนพี่วิชัยนั้น…

    “บอกเขาว่ายังมีอีกสองคน ให้เขาช่วยถ่วงไว้หน่อย”
    พี่วิชัยเสนอให้เราสองคนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ไปก่อน ผมกับโจ้ส่งพาสปอร์ตไปแลกบอร์ดดิ้งพาสและโหลดกระเป๋ากับน้องพนักงานคนงาม เดินไปด่านสแกนสัมภาระ

    “พกน้ำมาหรือเปล่าคะ?” เสียงคุณพี่พนักงานด่านสแกนดังขึ้นมา
    “ไม่มีนะฮะ” โจ้ตอบปฏิเสธด้วยความมั่นใจ น้งน้ำอะไรไม่มี๊ไม่มี ซึ่งโจ้ก็ไม่มีน้ำจริงๆ ครับ แต่มันมีแชมพูกับสบู่ขวดเบ้อเริ่ม…

    ทีแรกพนักงานก็ถามว่าจะทิ้งมั้ย แต่โจ้ตัดใจทิ้งยาสระผมไม่ลง จึงต้องเสียเวลาวิ่งกลับไปที่เคาน์เตอร์สายการบินเพื่อเอาของกลับไปโหลดลงใต้เครื่อง ปล่อยให้ผมยืนลุ้นระทึกอยู่ตรงนั้นตามลำพัง

    ห้านาทีผ่านไป โจ้โทร.มาบอกให้ผมออกมานอกด่านตรวจค้นเพราะจะไม่ทันแล้ว พนักงานที่อยู่กับโจ้จะพาพวกเราไปเข้าด่านตม.แบบวีไอพีแทน

    แต่ยังไม่ทันจะก้าวเท้าไปไหน โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้นอีกครั้ง (เชี่ยอะไรนักหนาวะเนี่ย)

    “นี่คุณลงมาหรือยัง!” เสียงของคุณป้าที่ไหนก็ไม่รู้ลอยผ่านหูโทรศัพท์...ป้าโทร.ผิดเปล่าวะ
    “ทำไมยังไม่ลงมาอีก! เร็วๆ! นี่เครื่องจะออกแล้วนะ! เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก!” ผมเดาว่าป้าน่าจะเป็นพนักงานรุ่นใหญ่ของสายการบินที่กำลังหาทางช่วยไม่ให้พวกเราตกเครื่อง โห ขอบคุณมากเลย แต่ป้าโทร.มารัวใส่แบบนี้ กูตั้งสติไม่ทันนะเฮ้ย...
    “ข…เขาบอกว่าไม่ให้ผมลงอะฮะ”
    “ไม่ให้ลงได้ยังไง!” (เอ้า กูก็ไม่รู้ ก็เขาไม่ให้ลงอะ)
    “เขาบอกให้ผมไปทางนี้แหละครับ ยังไงมันก็ไปโผล่ที่เดียวกัน”
    “แล้วทำไมยังไม่ลงมา!” (เอ้า ตกลงว่ากูหรือป้าที่สับสนวะเนี่ย)

    ด้วยความเหนื่อยที่จะเถียง ผมเลยส่งโทรศัพท์ให้ป้าไปทะเลาะกับคุณพี่พนักงานแถวนั้นเอาเอง ซึ่งสรุปแล้วก็ต้องไปตามทางที่คุณพี่พนักงานบอกไว้แต่แรกอยู่ดีนั่นแหละ (ป้า...)

    ผมรีบจ้ำไปด่านตม. แต่พอไปถึงก็พบว่า ด่านตม. ปิด กั้นไม่ให้คนเข้าแล้ว และขณะที่ผมกำลังตกใจอยู่ ป้าก็โทร.มาอีกแล้ว
    “ทำไมยังไม่ลงมาอีก!” ป้าถามซ้ำเหมือนกับอัดเทปเอาไว้“
    เขากั้นไม่ให้ผมลงครับ...”
    “ใครกั้น? กั้นไว้ได้ยังไง รีบลงมาเลยนะ!”
    นี่ กูทำอะไรผิดวะเนี่ยยยย มาสนามบินก็มาคนแรก ของหลงของเหลวก็แพ็กใส่กระเป๋ามาอย่างดี ทำไมกูต้องมาโดนอีป้าที่ไหนก็ไม่รู้โวยวายใส่ด้วยวะ

    ด้วยความเหนื่อย ที่จะเถียง (อีกครั้ง) ผมจึงโยนโทรศัพท์ไปให้คุณพี่พนักงานแถวนั้นคุยเหมือนเดิม และพนักงานตรงนั้นก็เปิดทางเดินให้ทันที โอ้ บารมีคุณป้านี่ยิ่งใหญ่จริงๆ (เมื่อกี้ยังด่าเขาอยู่เลย)

    ทันทีที่ผมโผล่ออกมาจาก ตม. ผมก็เห็นโจ้ พี่วิชัย และพี่มะวิ่งออกมาจาก ตม. อีกด้าน หลังจากสอบถามก็ได้ความว่าระหว่างที่โจ้วิ่งเอาขวดสบู่ไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ พี่วิชัยและพี่มะก็มาถึงเคาน์เตอร์แบบพอดีเป๊ะ ถือว่าการตัดสินใจรักษาสบู่ของโจ้เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ไม่งั้นพี่วิชัยกับพี่มะคงตกเครื่องไปแล้ว…
  • 6

    สนามบินฮาเนดะ ประเทศญี่ปุ่น

    ผมขอมโนให้การมาถึงญี่ปุ่นของตัวเองยิ่งใหญ่พอๆ กับการที่นีล อาร์มสตรอง เอาเท้าแตะพื้นผิวดวงจันทร์

    ความฝันตลอด 26 ปีมาถึงจุดสตาร์ทแล้ว (จังหวะนั้นอยากจะลงไปกลิ้งเกลือกเอาหน้าไถพื้นให้สาสม แต่ก็กลัวดูไม่งามในสายตาชาวโลก ก็เลยได้แค่เดินไปตามทางเลื่อนที่เขากำหนดไว้แค่นั้น)

    หลังผ่านด่านดักจับคนเถื่อน (ที่เจ้าหน้าที่ทุกคนใส่แว่นและใจดีกว่าที่คิด) ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องปฏิบัติภารกิจตามแผนที่วางกันเอาไว้

    วันนี้เราจะนอนที่สนามบิน

    ขณะนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม การออกจากสนามบินไปหาที่หลับนอนจึงดูเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า จะให้ตรงไปเที่ยวเลยก็ไม่น่าจะมีแรง ก่อนมาพวกเราเลยลงมติกันว่านอนสนามบินน่าจะเวิร์กที่สุด แต่ในหมู่พวกเราไม่เคยมีใครนอนสนามบินมาก่อน การเตรียมความพร้อมจึงเริ่มขึ้น

    พวกเราหาข้อมูลกันประมาณหนึ่งรีมเอสี่ นั่งอ่านกันตาเปียกตาแฉะ ก่อนจะพบข้อมูลสำคัญในการนอนที่สนามบินฮาเนดะ คือมึงอยากนอนตรงไหนก็นอนไปเหอะ อย่านอนใกล้บันไดเลื่อนก็พอ เพราะเวลามีคนขึ้นลง สัญญาณมันจะร้องเตือนตลอด เดี๋ยวจะนอนไม่หลับกันเปล่าๆ (อืม ปล่อยให้กูอ่านตั้งนาน)

    เดินหอบสัมภาระหาที่นอนดีดีอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเราก็เจอทำเลทอง เป็นหลืบที่มีเก้าอี้เรียงกันสวยงาม คนไม่พลุกพล่าน แสงไม่แยงตา และที่สำคัญไม่มีบันไดเลื่อน ถ้าไม่ใช่ตรงนี้ก็ไม่รู้จะเป็นที่ไหนแล้ว เราทั้งหมดรีบจัดแจงพื้นที่และล้มตัวลงนอน           

    “แล้วพรุ่งนี้เราจะได้เห็นดีกัน” ผมสบถในใจแบบนางร้าย (จะร้ายทำไม) ก่อนจะผล็อยหลับไปบนเก้าอี้ยาว
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in