The Dream Devourers #นักกินฝันdaiong
[ฝันที่ 1] บทที่ 4 : กลิ่นอายของอินคิวบัส
  • “ยังไงก็ตาม จุดประสงค์ของผมคือ พวกเราควรจะรวมกลุ่มกัน” ดีเรธพูดขึ้นเสียงดัง “พวกเรา ‘สามารถให้คนที่ตื่นอยู่ในโลกจริงเรียกออกจากฝันได้’ ถ้ามีใครออกไปได้ แล้วตื่นก่อนหมดเวลา ควรจะใช้พลังจิตเรียกคนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันให้ออกมาจากฝันนี้ แล้วผ่านการสอบด่านนี้ไปด้วยกัน”


    “คงไม่ได้แล้วว่ะ” ชายกำยำคนหนึ่งว่า ก่อนเข้าไปผลักดีเรธ นาทีนั้นเอง ความวุ่นวายก็ระเบิดออกมา


    “อย่าอยู่นิ่ง ๆ!  ไป!” อลันร้องบอกเอลเลียตกับลีอาร์ เขาอุ้มเด็กหญิงที่มาด้วยกัน แล้วออกวิ่งไปผลักทุกคนที่ขวางทางห้องน้ำ แล้วปิดประตูเข้าไปในนั้น


    วินาทีนั้น ไฟทั้งหมดในเครื่องบินดับลง แสงสว่างนอกหน้าต่างพลันมืดบอด


    ลีอาร์รู้สึกถึงมือหนึ่งที่เลื่อนไปปิดปากเขาไว้ บังคับเขาให้นั่งคุ่มกายลงให้ห่างจากบริเวณทางเดิน


    “เด็กผู้หญิง” เสียงของเอลเลียตกระซิบที่ใบหูของเขา


    ลีอาร์เบิกตากว้างขึ้น ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายในความมืดที่หลายคนยังพยายามตบตีกัน แต่การตระหนักรู้แจ่มชัดขึ้นในใจของเขา เด็กผู้หญิง... เธออาจเป็นเจ้าของฝัน


    _


    ในทีแรกที่ไฟดับ เสียงทะเลาะกันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการโหวกเหวกโวยวายในความมืด ก่อนที่หลายคนจะเริ่มเงียบลง และพยายามหามุมสงบของตัวเองให้ห่างจากคนอื่น ไม่นานความเงียบก็คืบคลานเข้ามาเพียงพอที่จะแว่วเพียงเสียงหอบหายใจ ดูจะไม่มีใครกล้าพูดอะไรนัก ราวกับหวั่นเกรงว่าจะตกเป็นเหยื่อ แต่ก็ไม่หาญกล้าที่จะเป็นผู้ล่า คล้ายสัตว์ที่โดนปิดตาจนจำต้องยอมสยบสงบลง


    กระนั้นแต่เดิมมันก็เป็นเครื่องบินที่เต็มแน่น แค่ปัจจุบันมีหลายคนยืนเปะปะตามทางเดิน จึงเหมือนมีที่นั่งว่างอยู่หลายที่


    มีคนหายไปบ้างไหมนั้น ลีอาร์ไม่แน่ใจ


    ก่อนที่เขาจะทันได้ตัดสินใจขยับ จู่ ๆ ก็มีกลิ่นหอมมาเตะจมูก ซึ่งเขาแน่ใจว่ามาจากคนที่กำลังปิดปากเขาอยู่ มันรุนแรงในฆานประสาท หากแต่นุ่มนวลผ่อนคลายในความรู้สึก


    เปลือกตาของลีอาร์บีบปิดลงแน่น พยายามดึงตัวเองออกจากความรู้สึกผ่อนเบาที่กำลังแผ่ซ่านไปทั้งร่าง ทั้งสบาย อิ่มเอม เพลินสุข ปากของเขาแห้งลง ความง่วงซึมแทรกเข้ามา ร่างกายหนักขึ้น เขารวบรวมแรงไปยื้อดึงมือของเอลเลียตออก ซึ่งไม่แน่ใจว่าเพราะเขามีแรงมากพอ หรือเพราะอีกฝ่ายยอมปล่อยมือจากเขากันแน่ น่าจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า ด้วยเขาอ่อนแรงเกินกว่าจะเปล่งเสียงดัง “นี่มัน… อะไรครับ”


    “ป้องกันตัวครับ สำหรับผม”


    ลีอาร์แทบจะได้ยินรอยยิ้มในน้ำเสียงของเอลเลียต


    “ฤทธิ์ของมันคล้ายยาเสพติด แต่ไม่ทำให้เสพติดหรอกครับ… ถ้าแค่นี้ล่ะก็” เอลเลียตอธิบายต่อ พลางพยายามลุกขึ้นโดยช่วยพยุงปีกลีอาร์


    หัวคิ้วของลีอาร์ขยับเข้าหากัน “หากใช้วิธีนี้จะละเว้นผมไม่ได้หรือครับ” เขาแค่นเสียงช้า ๆ  ใบหน้าเริ่มซับสีเรื่อ กายร้อนวูบวาบ ในขณะเดียวกันความรู้สึกสัมผัสกลับตัดแยกจากสิ่งรอบกาย ทุกสิ่งเบลอมัวลง กระทั่งสัมผัสจากเอลเลียตก็รู้สึกไม่ชัดเจน “ก่อนอื่นเราควร… เราควรตามหาเด็กผู้หญิง”


    “ฮืม พลังของผมเจาะจงได้เพียงขอบเขตน่ะครับ ไม่ใช่เป้าหมาย” เอลเลียตตอบ “กำลังพาไปครับ”


    ขณะที่เอลเลียตพยายามพาลีอาร์เดินไปตามทางเดิน ลีอาร์ก็เหนี่ยวตัวไว้กับเบาะเก้าอี้ตัวหนึ่ง “ผม—ไม่… ผมไม่ชอบแบบนี้ ผมจะ… เดินไปเอง ขอเวลาผม… ตั้งสติสักครู่”


    “ให้ผมช่วยพยุงคุณไปดีกว่าครับ ผมถูกชะตาคุณมากกว่าคนอื่นนะ สำหรับรอบนี้มาพยายามสอบผ่านไปด้วยกันไม่ดีกว่าหรือครับ”


    “คุณใช้พลังอินคิวบัสกับผมโดยไม่ได้ขอ...” ลีอาร์สูดหายใจเข้าช้า ๆ  ข่มตาปิดลง ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดตาสรรพสิ่งรอบกายล้วนมืดสนิท “—ก็เหมือนวางยา แล้วจะให้ผมวางใจคุณหรือครับ”


    “ผมยอมรับว่าไม่ใช่วิธีที่สวยงามนัก” น้ำเสียงของเอลเลียตนิ่งลง “แต่ผมก็เอาตัวเองรอดเป็นหลักในสนามสอบนะคุณ ไม่ใช่พร้อมจะปล่อยให้ใครก็ตามใกล้ตัวเคลื่อนไหวตามใจชอบ ผมเพียงแต่เลือกที่จะไม่ให้คุณนอนเมาอยู่กระทั่งสอบตก ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายอะไร—”


    “ทุกคนก็พูดแบบนั้น… เดินนำไปเถอะครับ ผมอยู่ข้างหลังคุณ” ลีอาร์พูดอย่างเชื่องช้า ระหว่างนี้เขาเริ่มตั้งสมาธิกับการทรงตัวได้ดีขึ้นแล้ว “ผมไหว”


    “ผมจะจับมือคุณนะ” เอลเลียตเอ่ย “ได้ไหมครับ”


    ลีอาร์ลืมตาขึ้น นี่ไม่ใช่ความมืดที่เขาจะชินกับมันได้ ประหนึ่งเป็นความประสงค์ของเจ้าของฝัน “ได้ครับ” เขาตอบรับ ในขณะที่เอลเลียตเลื่อนมือมาจับเป็นการตอบรับ ก่อนที่พวกเขาจะเดินกันไป ความเร็วไม่ต่างจากตอนที่เอลเลียตช่วยพยุงเขา ถึงจะเดินด้วยตัวเองก็พยายามไม่ให้กินเวลาไปมากกว่ากัน แม้จะยอมรับว่าเขาจำต้องกดมือทิ้งน้ำหนักลงกับมือเอลเลียตเพื่อทรงตัว นิ้วมือของเขาคลำไปจับท่อนแขนของเอลเลียตเพื่อเลี่ยงไม่ให้หน่วงข้อมืออีกฝ่ายจนปวด ระหว่างทางที่พวกเขาเดินไป ฟังดูเหมือนว่าเอลเลียตจะกล่อมคนอื่นให้หลบไปพ้นทางโดยง่าย หลายคนน่าจะอ่อนปวกเปียกจนจำต้องนั่งลง นอนลงก็มี ลีอาร์ต้องคอยระวังไม่ให้ตัวเองสะดุดขณะเดินข้ามบางคน


    เดินระยะเพียงเท่านี้ เขาก็หอบแผ่วเบา ไม่ใกล้ไม่ไกลมีเสียงงึมงำอย่างพึงใจเป็นระยะ กระทั่งเขาเองก็ลืมความรู้สึกไม่พึงใจที่มีต่อเอลเลียตก่อนหน้านี้ไปแล้ว หอมเหลือเกิน เขาคิด ในทีแรกมันเย้ายวนเหมือนกานพลูผสมกับไม้ตระกูลมะนาว พริกไทยสีชมพูและ—


    “กลิ่นเหล้าที่ทำจากลูกเกดดำ…” เสียงบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากที่นั่งที่พวกเขากำลังเดินผ่าน ลีอาร์จำเสียงนี้ได้แม้มันจะฟังดูเมามายในยามนี้ มันคือเสียงของดีเรธ


    “คุณได้กลิ่นในสิ่งที่คุณอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณกำลังปรารถนามันอยู่” เอลเลียตกระซิบแผ่ว ราวกับจะตอบเขากระนั้น


    “แกมันปิศาจ… อินคิวบัส… ผู้สรรค์สร้างกลิ่น ปิศาจเท่านั้นที่จะ… สามารถ…” ดีเรธตอบโต้ด้วยเสียงงัวเงีย น้ำเสียงของเขาทิ้งท้ายอย่างพึงใจ “ทำขนาดนี้”


    ลีอาร์เริ่มได้กลิ่นอ่อนเบาของดอกไวโอเล็ต ดอกกุหลาบและดอกซ่อนกลิ่น แต่เหนือกว่าอื่นใดคือความอุ่นซ่านที่ได้รับจากกลิ่นวานิลลา กลิ่นไม้จันทน์ และกลิ่นหวานนัว ราวกับได้รับสัมผัสสุขซ่านปนขมที่เขาได้ลืมเลือนไปเมื่อวัยแตกหนุ่ม บัดนี้ สิ่งที่เขาลืม คือทุกความเจ็บปวดที่เคยมี


    “ผมหวังว่าร่างกายของคุณจะไม่อ่อนไหวต่อสิ่งเสพติด” เสียงของเอลเลียตลอยมา ลีอาร์คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะผินหน้ามาพูดกับเขา


    “น่าชื่นชมครับ…  ความสามารถนี้” ลีอาร์กระซิบตอบเพียงเท่านั้น รู้ตัวอีกทีเขาก็ตระหนักว่าตัวเองก้มหน้าอยู่ เขาเงยมอง ไม่ว่าอย่างไร ประสาทรับรู้พลังจิตของเขาก็ยังอ่อนไหว ยิ่งพลังจิตอันหนักอึ้งและหนาแน่นตรงหน้า เขาแทบพลาดมันไปไม่ได้ “เด็กคนนั้น… อยู่ที่นี่”


    เอลเลียตเคาะประตูห้องน้ำ จังหวะเดียวกับที่เขาคลายพลังอินคิวบัส กลิ่นหอมชวนอิ่มเอมคลายหายไปทีละน้อย ทว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเช่นลีอาร์ก็ยังไม่ได้สร่างเมาดีนัก


    “พวกเราเองครับ เอลเลียตกับ… ลีอาร์” เอลเลียตเอ่ย


    แสงแรกในความมืดส่องลอดผ่านประตู ราวกับมีใครบันดาลว่าจงเกิดความสว่างกระนั้น ประตูพับขยับและเปิดออกช้า ๆ  เผยให้เห็นอลันกำลังนั่งโอบอุ้มเด็กหญิงบนตักเขา เธอหลุบตานิ่ง อลันพินิจมองเอลเลียตกับลีอาร์ด้วยสายตาจริงจัง เขาอาจจะได้รับหรือไม่ได้รับผลกระทบจากกลิ่นอายหอมหวาน แต่หากได้รับ ก็คงท่าทีสงบนิ่งได้ดี


    “กลิ่นของคุณอินคิวบัสทำให้รู้สึกสงบ” เธอกล่าว “หนูชื่อไมกะค่ะ นามสกุลคือคันโนะ” เธอค้อมศีรษะให้


    “ไมกะ” เอลเลียตทวน


    ลีอาร์เหลือบมองเอลเลียตที่ดูเกร็งขึงกว่าเดิม ราวกับเพิ่มความระแวดระวัง


    “กลิ่นของผม” เอลเลียตเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ระยะที่ผมจงใจแพร่ออกไป… คร่าว ๆ คือให้ทั่วเครื่องบินทั้งลำ หากให้สรุปแบบหยาบ ๆ แล้วล่ะก็ คนที่มีพลังมากกว่าผมจะไม่ได้รับผลกระทบ หรือถ้าบุคคลดังกล่าวไม่ทันตั้งตัว ก็จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก”


    มือของอลันที่กำลังประคองตัวไมกะอยู่นั้นสั่นเทาเล็กน้อย ยามนี้เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้ว เขามีความอ่อนแรงอยู่ ทว่าน่าจะคงทีท่าไม่สะทกสะท้านอยู่ได้ด้วยพลังจิตมุ่งมั่นเหนือผู้อื่น


    “เท่าที่ผมสัมผัสได้ ผมว่ามันก็กระทบทุกคนบนเครื่องบินลำนี้” เอลเลียตกล่าวต่อ “ความจริงแล้วผมเจาะจงให้มันมีผลกับทุกคน ยกเว้นคนที่เป็นเจ้าของฝัน”


    ลีอาร์บีบมือเอลเลียต พยายามใช้สายตาที่ยังคงเลื่อนลอยเขม่นมองอินคิวบัสที่เพิ่งบอกเขาว่าใช้พลังเจาะจงได้เพียงขอบเขต มิใช่เป้าหมาย เช่นนี้แล้วไม่เรียกว่ากลับกลอกจะเรียกว่าอะไร


    เอลเลียตกระตุกยิ้มมุมปากแล้วบีบมือกลับมาน้อย ๆ เป็นการตอบรับ


    อลันเบิกตากว้าง ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าพวกเขามาหาเพราะสงสัยในตัวไมกะนี่เอง


    “เธอรู้… เกี่ยวกับเครื่องบิน… อย่างน้อยก็รู้คร่าว ๆ” ลีอาร์เอ่ยกับไมกะ “ตอนที่กระจกแตก… อลัน… แตะตัวเธอ ตอนที่ไฟดับ คือเวลาเดียวกับที่อลันพาเธอเข้าห้องน้ำแล้ว… ปิดประตู ราวกับว่า… หากบังคับที่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อตัวเธอ ก็จะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในฝันด้วย”


    “มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ความบังเอิญสองครั้งคงจะมากเกินไปสินะคะ” ไมกะพูดเสียงนิ่งเรียบ “เพราะอะไรถึงไม่สงสัยอลันในฐานะเจ้าของฝันแทนที่จะสงสัยหนูหรือคะ”


    “มีปฏิสัมพันธ์มาก… คุณอลันมี… ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น” ลีอาร์ตอบ เขาค่อย ๆ พิงกายลงกับผนังด้านหลัง “การกลืนกินระดับนี้… ต้องใช้สมาธิ ไมกะเงียบมาตลอด เธอคือผู้สังเกตการณ์ แต่ก่อนหน้านี้… เธอ… คงไม่รู้ตัวว่าเธอเป็นเจ้าของฝัน แล้วตอนนี้…” เขาสบตาเธอ สายตาฉายแววสงสัยใคร่รู้


    เครื่องบินพลันสั่นไหวราวกับตกหลุมอากาศ จนลีอาร์ต้องรีบเลื่อนมือไปคว้าขอบประตู




    พูดคุยใน #นักกินฝัน
    Facebook page : Daiong's writings
    Beta-readers : Blue Cat & https://my.dek-d.com/tasenda/writer/

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in