กระดาษทดเรียกเนี้ยวก็ได้
2017's #fictober - day 12
  • #fictober day 12 - zone out

    (prompt here: https://twitter.com/minimoreweb/status/914364694856716289)





     

    เราอยู่ในห้องของเขา - เปล่า ไม่ใช่ห้องนอน ผมหมายถึงห้องทำงาน ห้องทำงานทั่วๆ ไป โฮมออฟฟิศขนาดย่อม ผนังฝั่งตะวันออกมีพินบอร์ดขนาดใหญ่สำหรับแปะไอเดีย แปลนบ้าน งานเพลงที่เขาซุ่มทำ รวมถึงรูปถ่ายในอดีต สมัยที่เรายังคงทำงานด้วยกัน - อย่างน้อยก็บ่อยกว่าช่วงนี้

    ผมยังสนุกกับการทดลองทำอะไรใหม่ๆ ขณะที่เขาเหมือนจะค่อนข้างอยู่ตัวกับงานหลังม่าน นานทีผมจะได้เชยชมอัลบั้มที่เขาตั้งใจทำ ทั้งกับเพื่อนร่วมวงการ และทำคนเดียวสักทีหนึ่ง

    ผมแกะเมล็ดทานตะวันเป็นเม็ดที่เท่าไหร่ไม่รู้ แอร์หึ่งๆ กับเสียงคีย์บอร์ดก๊อกแก๊ก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนที่สนิทกันมานานกว่ายี่สิบปีดูสงบนิ่ง ต่างจากมือเรียวที่กระโดดโลดเต้นอยู่บนแป้นตัวอักษร พิมพ์อะไรอยู่ ผมไม่ได้สนใจ

    เสียงฝีเท้ากระทบบันไดดังจากนอกห้อง เด็กชายสองคนซุกซนเหมือนพ่อ ผมหัวเราะในใจ ซุกซนเหมือนเพื่อนผู้สงบนิ่งคนนั้นของผมในอดีต

    ปัจจุบันความซุกซนนั้นยังปรากฏในแววตาของเขาทุกครั้งที่ผมได้ยล ไม่ว่ายามมีแว่นสายตาบดบังหรือไม่

    เปล่า ผมไม่ได้ทำอะไร นอกจากนั่งมองเขาทำงานไปเรื่อยๆ ภรรยาของเขาดูจะดีใจที่ผมแวะมาหาในบ่ายวันเสาร์ที่อากาศดูสดใสแบบนี้

    ‘ไม่ได้ตุนขนมไว้เยอะเท่าไหร่ มีน้ำส้มกล่องกับเมล็ดทานตะวันอบเองค่ะ ไม่อยากให้เด็กๆ ทานขนมกรุบกรอบกันบ่อย จะเสียสุขภาพเอา’ หญิงสาวผมซอยสั้นกล่าว ก่อนที่เพื่อนรักของผมจะก้าวลงบันไดมาต้อนรับแขกด้วยตัวเอง

    ‘กลับมาเมื่อไหร่’

    ‘สองวันก่อน’ ผมยิ้ม โผเข้ากอดคนตัวสูงกว่า อ้อมกอดของเพื่อนยังอบอุ่นเสมอ

    ‘เดี๋ยวพ่อขึ้นไปทำงานต่อนะ เฮ้ย ไปนั่งดูกูทำงาน’ มันตบไหล่ผมก่อนที่จะเดินนำผมขึ้นบันได ผมรับถาดเล็กๆ ใส่แก้วน้ำส้ม กับทัปเปอร์แวร์บรรจุเมล็ดทานตะวันเกือบเต็มกล่องจากมือหญิงสาวและยิ้มขอบคุณ เธอผงกหัวรับอย่างเป็นมิตร

    คิดถึงเมืองไทยพอสมควร ที่จริงผมกลับมาบ่อยจะตาย มีเล่นคอนเสิร์ต งานอาสาอยู่ที่นี่เนืองๆ บางทีมันก็บินไปหาผมเล่นคอนเสิร์ตให้คนไทยที่นั่นได้ฟังบ้าง สลับกันไปสลับกันมา แต่รอบนี้ผมคงจะได้อยู่ยาว วางแผนไว้แบบนั้น ก็ดี...เจอหน้ากันบ่อยๆ ก็ดี

    ตัดภาพมาที่ผมแทะเมล็ดทานตะวันอีกครั้ง สายตาเปลี่ยนจากโฟกัสที่มันไปมองบนพินบอร์ดกว้างประมาณเมตรครึ่งได้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของมันว่าง เออแต่ผมว่าที่ว่างของมันน่ะดี เวลาปล่อยให้สมองโล่งๆก็จะคิดงานออก...ภรรยาของผมก็เคยพูดไว้เช่นเดียวกันในวันที่เธอเครียดกับงาน สักพักก็เคาะประตูห้องผมแล้วชวนกันขับรถออกไปเที่ยวรอบเมือง

    “เฮ้ย ใจลอยอะไรวะ”

    เสียงเรียกของคนที่เคยนั่งจ๋องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เรียกให้ผมตื่นจากภวังค์ของพินบอร์ดแผ่นใหญ่ ผมหันไปมองต้นเสียง เขาลุกจากเก้าอี้ทำงานตัวนั้นเดินมาที่ผม คว้าแก้วน้ำส้มพาสเจอไรส์ขึ้นดื่มทีเดียวครึ่งแก้ว จะว่าไปผมนั่งอยู่แบบนี้มาหนึ่งชั่วโมงโดยที่ยังไม่ได้ดื่มน้ำส้มสักหยด

    “อ้อ ดูไปเรื่อย...”

    “รูปมึงสมัยทัวร์วงกูมีเก็บไว้เพียบเลย บนบอร์ดนี่แค่ส่วนนึงนะ” ใช้มือยันโต๊ะยืนค้ำหัวผม ผมหันไปมองบนบอร์ดอีกครั้ง รูปผมกับเพื่อนสมาชิกวงอีกคนหนึ่งที่เขาถ่ายเองกับมือ ยุคคาบเกี่ยวของกล้องดิจิตอลและฟิล์ม หลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดตอนนั้น ยุคที่เราสามคนกำลังสนุกกับการทำดนตรีให้เป็นเรื่องเป็นราว

    “ไปขับรถเล่นมั้ย”

    “หา?” แปลกใจตรงอยู่ๆ แม่งก็ชวน เพิ่งคิดเรื่องขับรถเล่นไปเมื่อกี้เองนะเฮ้ย

    “ออกไปข้างนอก ไปหาอะไรกินง่ายๆ นี่กูก็คิดงานไม่ออกแล้ว”

    “ไปเปลี่ยนชุดมั้ย”

    “ไม่ ชุดนี้แหละ” ผมสำรวจสารร่างเพื่อนสนิทอีกที เสื้อยืดสีเทา กางเกงขาสั้นอยู่บ้านธรรมดาๆ สภาพนี้ถ้าออกไปข้างนอกคงไม่พ้นรองเท้าแตะ ผมขำคิก

    “ไปตอนนี้เลย ลุกเร็ว กูรีบ!”

    “โอ๊ย” ผมร้อง อะไรของมัน หุนหันพลันแล่น แต่ก็ลุกให้โดยดี ทิ้งน้ำส้มครึ่งแก้วกับเมล็ดทานตะวันไว้ตรงนั้น

    เขาคว้ากุญแจรถที่วางไว้ใกล้ประตูห้อง “กูจะพามึงไปดูว่ากรุงเทพฯ ของมึงเปลี่ยนไปยังไงบ้าง”

    “ก็ไม่ได้จากบ้านไปนานขนาดนั้น” ผมโอดครวญ แต่ก็ตามมันไปโดยดี

     

    กรุงเทพฯ อาจเปลี่ยนไปอย่างที่มันว่า ทุกครั้งที่ผมกลับมา ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของ ‘บ้าน’ หลังนี้เสมอ แต่ก็คงไม่ทุกซอกทุกมุมขนาดนั้น

    เช่นเดียวกับผมและมัน เราเติบโตขึ้น มีหลายอย่างในตัวเราที่เปลี่ยนไปจากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

    แต่ ‘มิตรภาพ’ ของเราจะไม่เปลี่ยน, ผมเชื่อ

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in