เรื่องเล่า ตัวตน คนอื่นอ่าน-คิด-เขียน
4 เรื่องเล่าของหญิงสาว
  • โดย เอลี่ อันนามิตรา

    นิสิตชั้นปีที่ 3  เอกปรัชญา อักษรฯ จุฬาฯ


    เรื่องราวอันเกิดขึ้นมาจากการที่ฉันได้หัวข้อ "น่าเกลียด"

    ที่มาภาพ : roseaposey.tumblr.com

              

    ประตูปิดดังกึก !

    เสียงน้ำสาดกระเซ็น

    แสงไฟสว่างวาบ

    นี่เป็นสัญญาณว่าจะไม่เหงาอีกแล้ว

    นั่นใครกันนะความคิดผุดขึ้นมาในหัวพร้อมกับพยายามสอดส่องหาต้นเหตุของทุกอย่างถึงจะอยู่ในมุมที่มองไม่ค่อยเห็น แต่ก็เดาไม่ยากว่าใคร

    สวัสดี’ นี่เป็นคำที่อยากเอื้อนเอ่ยออกไปยามที่เจอเธอแต่ก็ทำไม่ได้

    “ฮายยย” เธอส่งเสียงเจื้อยแจ้วพร้อมส่งรอยยิ้มมาให้ความสดใสของเธอทำให้รู้สึกดีทีเดียวเชียวล่ะ

    เธอ... เด็กสาว ไม่สิ ต้องเรียกว่าหญิงสาวสินะ เพราะเห็นเธอมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ ตอนนี้เธอก็คงอายุมากแล้วเหมือนกัน 

    วันนี้เธอดูสดใสเป็นพิเศษ เธอค่อย ๆ เปลื้องผ้าที่ห่อหุ้มตัวเธอออกแล้วหยิบชิ้นที่เล็กกว่ามาใส่
    เธอมองมาพร้อมกับหมุนตัวซ้ายขวาก่อนจะทำหน้าบึ้งตึง

            รู้สึกไม่ดีเลยที่เธอทำหน้าแบบนั้น

            แต่แล้วเธอกลับเผยยิ้มออกมา มือของเธอลูบไปที่หน้าท้อง

            “ฮ่า ไม่อ้วนแล้วเห็นเปล่า คิดเหมือนกันใช่ป้ะล่ะ” เสียงที่เปล่งออกมานั้นช่างสนุกสนานเสียจริง

           วันนี้เธอใส่ท่อนบนตัวใหญ่ ๆ สีแดงเข้มราวกับเลือดส่วนช่วงล่างนั้นนุ่งผ้าเหมือนตอนเดินมาทักทาย แต่เป็นสีดำแนบไปตามขายาว ๆ ของเธอเกือบถึงข้อเท้า

              วันนี้เราไม่ได้อยู่ด้วยกันนานนักเพราะเธอไม่ได้เอาอะไรมาขีดเขียนบนใบหน้าเหมือนกับทุก ๆ วัน

    แย่จัง...เธอไปเสียแล้ว

     

    “แต่งตัวอะไรเนี่ย เหมือนจะดีนะ แต่... โอ้โห โคตรรัดรูป” เสียงโหวกเหวกของคนแก่กว่าดังขึ้น

     

    อีกแล้ว

    ทำไมเขาต้องเสียงดังขนาดนี้อีกแล้ว

    แถมยังใช้น้ำเสียงแบบนั้นอีกแล้ว...


    . . . . . . . . . .

     

    นี่ก็เหมือนครั้งก่อน ๆ

    เธอเดินมาหาเช่นทุกทีแต่ครั้งนี้ดูท่าว่าจะมีเรื่องนิดหน่อย แววตาเธอดูปรือปรอยหน้าเธอดูไม่สดชื่นเสียเลย

    “หาววววววว” เสียงทักทายของเธอไม่เหมือนทุกที

    ไม่ชอบเลย

    ชอบที่เธอยิ้มมากกว่า

    อยากจะบอกกับเธอไป แต่ก็เสียเปล่า สื่อสารกับเธอได้เสียที่ไหนกันเล่า...

    แต่หลังจากนั้นก็อดดีใจไม่ได้

    “ตาดูคล้ำ ๆ ว่ะ งั้นวันนี้ขอจัดเต็มหน่อยแล้วกันนะ” เธอพูดแล้วฉีกยิ้มตรงข้ามกับสภาพของเธอที่พร้อมจะสลบตรงหน้าได้ทุกเมื่อ

    ครั้งนี้ได้อยู่กับเธอนานขึ้น เธอหยิบนู่นวางนี่ช่างดูวุ่นวายจนน่าขัน แถมยังดูแจ่มใสกว่าทุกคราอีก วันนี้คงจะเป็นวันที่ดีสำหรับเธอแน่ ๆ

    ชอบจัง... ชอบแบบนี้เสียจริง ๆ

    เสียงตึกตักดังขึ้น

    สัญญาณว่ามีคนมาอีกแล้ว และเป็นสัญญาณเดียวกันที่บอกให้รู้ว่าเธอจะต้องไปแล้ว

    ท่อนบนของเธอเป็นสีครีมขาวยาวไปจนสุดแขนของเธอตรงข้อมือมีแถบสีดำอยู่ด้วยส่วนข้างล่างเป็นผ้านุ่งสีดำแดงตัดสลับกันยาวลงมาจนเกือบถึงเข่า...แต่ก็ไม่ทำให้มันดูลอยอยู่นิดหน่อย

    ขอให้มีคว---’ ยังไม่ทันอวยพรให้เธอจบประโยคก็มีเสียงดังขัดขึ้น

    เสียงของเขาคนนั้น

    เสียงของผู้หญิงที่แก่กว่า

    “แต่งตัวบ้าอะไรเนี่ย ทุเรศ”

    สั้นไปเปล่า”

    “น่าเกลียด”

    สารพัดคำพูดที่ถูกสรรหามาเอื้อนเอ่ย แม้จะไม่ค่อยเข้าใจนักแต่ก็ไม่ได้รู้สึกดีเลย

    ส่วนเธอ... เธอนิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ทำท่าเหมือนจะพูดทุกครั้งที่แต่ละประโยคนั้นพรั่งพรูออกจากปากหญิงที่แก่กว่า แต่เธอก็ไม่ได้โต้ตอบอะไรจริง ๆ จัง ๆ เว้นเสียแต่ดวงตาที่กลอกไปมากับรอยยิ้มของเธอที่เลือนหายไป

    อีกแล้ว

    ถึงเป็นเพียงแค่สิ่งไม่มีชีวิต ...เจ้าพวกพูดได้มักเรียกแบบนี้

    ไม่รู้หรอกว่า น่าเกลียดคืออะไร

    แต่ถ้ามันทำให้รอยยิ้มของเธอหายไปก็ไม่ชอบ

    ไม่ชอบเลย

    เกลียดจริง ๆ


    กว่าจะเป็นงานเขียน...เรื่องเล่าของหญิงสาว

                ตอนที่จับฉลากนี่ตื่นเต้นมากค่ะ พอเห็นว่าได้คำว่า "น่าเกลียด" นี่เก็บเสียงร้องไว้ไม่อยู่เลย
    แอบยากนะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลย พอครูน้ำถามว่าจะเปลี่ยนไหม เรากลับปฏิเสธ เพราะอยากลองทำอะไรที่มันท้าทายตัวเองดู เราก็มานั่งคิดว่าเราจะเอารูปอะไรดีนะที่จะไม่ให้ใครเดาได้ว่าเป็นหัวข้อนี้และเป็นรูปจากเรา แต่สุดท้ายก็มีคนเดาได้ว่าเราเป็นเจ้าของรูปค่ะ เพราะจุดยืนหนักแน่นมาก 555555 เราเป็นเฟมินิสต์ค่ะ รูปมันเลยออกมาในแนว ๆ นี้

                ทุกคนคงสงสัยว่า "แกเป็นเฟมินิสต์แล้วแกเลือกรูปนี้มาในหัวข้อน่าเกลียดทำม้ายยยยย!?"
    นั่นแหละค่ะคือจุดประสงค์ของเรา เพราะเราไม่ได้หมายความว่าคนในรูปน่าเกลียด แต่เราตั้งคำถามกับคนที่ต่อว่าเหล่าสาว ๆ และให้ค่าพวกเธอด้วยการแต่งตัวว่าใครกันแน่ที่น่าเกลียดกว่ากัน (อันนี้ก็โดนจับได้ว่าเป็นตัวเองค่ะ เศร้าเลย ฮือออออ) 

                แล้วพอได้รับความคิดเห็นจากเพื่อน ๆ ในคลาสเรียน พร้อมรู้โจทย์ว่าต้องเปลี่ยนมุมมอง
    การเขียนนี่เราร้องไห้หนักมากค่ะ ยอมรับว่าเป็นนักเขียนที่ไม่ดีนิดหนึ่ง เราคิดว่าเรากลับมุมมองการเขียนให้เป็นคนที่ต่อว่าไม่ได้ค่ะ (ถึงอุดมการณ์จะกินไม่ได้แต่เราก็ดื้อเป็นนะ ทำไม่ได้โว้ยยยย เศร้ามาก) เราก็เลยใช้กระจกเป็นตัวสะท้อนความต่างแทนค่ะ เพื่อย้อนแย้งกับแนวคิดการตีกรอบของสังคม เสียดสีว่ากระจกที่เป็นตัวแทนของ "กรอบ" ยังรับไม่ได้กับการที่สังคมจำกัดการแต่งตัวให้กับผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ ถึงแม้งานเขียนจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แก้หลายรอบมากกกกกกกก นั่งแคะสนิมที่เกาะมานานแรมปีสนุกเชียวค่ะ แต่ก็ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ 

    เอลี่ อันนามิตรา

    แวะไปมินิมอร์ส่วนตัวได้แค่กด 

    ขอบคุณภาพปกจาก  และภาพประกอบจาก roseaposey

    **ลิขสิทธิ์งานเขียนและภาพถ่ายเป็นของผู้สร้างผลงาน**


    --------------------------

    ติดตามคอลัมน์ "เรื่องเล่า ตัวตน คนอื่น"

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in