ตลอดกาลคือคำลวงหรือผลพวงจากความคาดหวังnichised
12 — มนุษยชาติอาจล่มสลาย แต่ข้างกายเธอจะมีฉัน
  • TW depression, claustrophobia

    แพรวนอนลืมตามองฝ้าเพดานในห้องอีกครั้ง ภายในใจรู้สึกว่างเปล่า ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่สงบเหมือนแบบที่แม่ของเธอบอกตอนชวนเธอไปนั่งสมาธิที่วัด เป็นความว่างเปล่าแบบที่ร่างกายเธอเป็นแค่เพียงถุงเลือดเดินได้ ไร้จิตสำนึก ไร้ความรู้สึก เป็นความว่างเปล่าที่มาแทนที่สสารบางอย่าง เหมือนแจกันเปล่าๆ ที่เธอหยิบดอกกุหลาบซึ่งเหี่ยวเฉาออกแล้วทิ้งไป

    ไม่มีข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับพราว เธอไม่ได้คุยกับแม่พราวอีกหลังจากวันนั้น แพรวคิดว่าเธอไม่พร้อมที่จะรับรู้เรื่องนี้เท่าไหร่นัก ทุกวันนี้เธอแค่พยายามที่จะมีชีวิตอยู่

    แพรวเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ฝ้าเพดานของเธอกลายเป็นฝาไม้ที่อยู่ห่างจากหน้าเธอแค่คืบ แพรวได้กลิ่นไม้ชื้นๆ รอบตัวโคลงเคลงไปทางข้างหน้าและข้างหลัง เธอพยายามดันฝาไม้ด้านบนออก แต่เหมือนกับว่าฝาไม้จะถูกตรึงกับกำแพงไม้แคบๆรอบตัวเธอ เป็นเวลาสักพักกว่าแพรวจะรู้สึกตัวว่าเธออยู่ในกล่องไม้แคบๆ ขาคุดคู้ทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่โลงศพ

    เสียงของคลื่นกระทบกับกล่องไม้ ไอเค็มๆ อยู่รอบตัวเธอ แพรวคิดว่าเธออยู่ในกล่องไม้ที่ลอยอยู่ในทะเล ไม่มีแสงลอดผ่านช่องว่างของกล่องเข้ามา มีเพียงเธอที่ลอยคว้างคุดคู้และเสียงคลื่น

    แพรวอยู่ในกล่องนานเท่าไหร่เธอเองก็บอกไม่ได้ ระยะเวลาในความฝันมักให้ความรู้สึกยาวนานกว่าความเป็นจริง และถึงแม้ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังฝันอยู่ แต่ในความฝันอันอึดอัดคับแคบนี้ แพรวไม่ได้พยายามที่จะหนีออกไป เธอแค่หวังว่าตนเองจะลอยไปเรื่อยๆ จนตกขอบโลก ว่าแต่โลกนี้แบนราบหรอกหรือ?

    ในที่สุดรอบกายเธอก็หยุดเคลื่อยไหว คลื่นทะเลหายไป เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองอยู่บนผืนดินที่มั่นคง หรือว่าอาจจะเป็นผืนทราย? แพรวไม่อาจบอกได้ แต่รอบกายเธอหนาวเย็น ทะเลควรจะร้อนสิ

    เสียงสั่นครืดๆ ของมือถือข้างตัวทำให้เธอตื่นขึ้น แพรวนอนคุดคู้อยู่บนเตียง เกร็งไปทั้งตัวจนขาเป็นตะคริว ก่อนที่จะลุกมายืดเหยียดขา เธอกดรับมือถือและเปิดสปีคเกอร์ออกลำโพงมือถือ ระหว่างนั้นก็พยายามนวดน่องขาตนเองไปด้วย

    “สวัสดีค่ะ” แพรวกล่าวสั้นๆ เมื่อรับสาย

    “มีพัสดุมาส่งครับ” ปลายสายน่าจะเป็นไปรษณีย์

    แพรววางสายแล้วลุกขึ้นแต่งตัวในชุดอยู่บ้าน กางเกงขาสั้นใส่สบาย เสื้อยืดหลวมโคร่ง แพรวลังเลว่าควรใส่เสื้อในหรือไม่ แน่นอนว่าเธอยืนหยัดข้างทุกคนที่ไม่ต้องการใส่เสื้อใน แต่เธอไม่สบายใจที่หัวนมเธออาจจะไปทิ่มตาใครเข้า สุดท้ายเธอเลือกใส่เสื้อในเพื่อหลีกหนีปัญหา นอกจากจะมีประชาธิปไตยจอมปลอม ตำรวจที่ทำตัวเหมือนผู้ก่อการร้าย มนุษยชาติจะพร้อมล่มสลาย เป็นผู้หญิงก็ชีวิตวุ่นวายเกินกว่าที่ผู้ชายจะเข้าใจ

    ที่จุดรับพัสดุของคอนโดมีกล่องหลากหลายขนาดวางปะปนกัน แพรวไม่แน่ใจว่าควรมองหาจากกล่องไหน เธอไม่ได้สั่งของอะไรทิ้งไว้ ทุกอย่างที่พรีออร์เดอร์ไปก็มาส่งหมดแล้ว แพรวจึงไล่ดูจากกล่องทางซ้ายไปขวาสุด 

    แพรวเจอกล่องขนาดใหญ่กว่า A4 นิดหน่อยที่มีชื่อเธออยู่ เมื่อลองยกดูเพื่อกะน้ำหนัก น่าจะไม่เกิน 2 กก. แพรวใช้สองมือโอบกล่องแล้วขึ้นลิฟต์กลับไปที่ห้องตัวเอง

    บนกล่องไม่มีชื่อผู้ส่ง แพรววางกล่องบนโต๊ะกินข้าวขนาดเล็ก เมื่อเปิดกล่องออกมา ข้างในเต็มไปด้วยสิ่งของกระจุกกระจิก สมุดไดอารีปกหนังสีดำขนาด A5 สองเล่ม ตุ๊กตาทำจากไม้ ซองจดหมาย ล็อคเก็ตขนาดประมาณครึ่งนิ้ว หนังสือ 2-3 เล่ม กล่องไม้ขนาดเล็กอีกใบที่เธอไม่กล้าเปิด

    แพรวย้ายกล่องลงมาวางบนพื้น เทของทั้งหมดออกมา นอกจากสิ่งที่เธอพยายามจำแนกในตอนแรก ข้างในมีกระดาษหลายแผ่นปะปนกระจัดกระจายกันอยู่ เมื่อแพรวหยิบขึ้นมาดู ทุกแผ่นมีรูปดวงตาถูกวาดด้วยอุปกรณ์หลากหลายแบบบนกระดาษหลากหลายชนิด บางรูปเหมือนปากกาลูกลื่น บางรูปเหมือนเส้นพู่กัน บางรูปเป็นปากกาเมจิกเส้นหนา แต่ทุกรูปดูออกว่าถูกวาดด้วยลายเส้นของคนคนเดียวกัน

    ดีเจผีในห้องทำหน้าที่ในจังหวะที่ดีที่สุด

    เสียงคลิกๆ ของ intro เพลง Stay Alive ของ José González ดังขึ้น จนถึงท่อนฮุก

    I will stay with you tonight

    Hold you close 'til the morning light

    In the morning watch a new day rise

    We'll do whatever just to stay alive

    We'll do whatever just to stay alive

    ท้องฟ้ายามเย็นเป็นสีน้ำเงิน ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว หรือเรียกให้ถูกคือแนวตึกหน้าตาน่าเกลียดรอบๆ กรุงเทพ ในห้องมีเพียงโคมไฟมืดสลัวที่เป็นแหล่งกำเนิดแสง แพรวจ้องมองภาพดวงตาจำนวนมากในมือสลับกับจอมือถือของเธอที่วางอยู่ข้างๆ บรรยากาศตอนนี้ออกจะแตกต่างจากความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ของเธอไปหน่อย แพรวรู้สึกเหมือนถูกความตายปฏิเสธเธอ

    แพรวรู้สึกเย็บวาบที่หลังคอ พร้อมๆ กับรู้สึกโศกเศร้าไปพร้อมๆ กัน เธอรู้สึกได้ถึงตัวตนของพราวอยู่รอบกาย ถึงแม้ว่าในกล่องที่ส่งมาไม่มีของสักชิ้นที่บ่งชี้ถึงพราวชัดเจน และเธอคิดว่าตนเองยังไม่พร้อมที่จะเปิดไดอารีปกหนังมาอ่านเพื่อดูว่าใช่ลายมือของพราวหรือไม่ 

    ส่วนหนังสืออีกสามเล่ม เล่มหนึ่งคือ To The Lighthouse ของ Virginia Woolf อีกเล่มเป็น Junkie ของ William S Burroughs เล่มสุดท้ายเป็น The Complete Poems ของ Emily Dickinson ล้วนเป็นหนังสือที่พราวเคยพูดถึงตอนที่ยังคุยกับเธออยู่

    แพรวเก็บของทุกอย่างกลับไปในกล่องแล้วโทรหาพริม

    .

    “ไม่ ไม่ ไม่ ฉันไม่คุยกับผีแล้ว” พริมกล่าว ภาพในจอแท็บเบล็ตของแพรวคือพริมยกมือขึ้นกุมหัว

    “แต่เธอเคยบอกว่าเธอทั้งฝัน ทั้งเห็น ทั้งคุยด้วยเลยนี่นา” 

    “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สื่อสารอะไรกับใครอีกนอกจากในความฝัน” พูดจบพริมก็เบิกตาโตยกมือขึ้นปิดปาก 

    “ทำไม กลัวผีพราวได้ยินหรอ” แพรวถามขำๆ

    “เดี๋ยวดิ เรายังไม่รู้เลยนะว่าพราวตายหรือยัง” พริมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

    “แต่ฉันรู้สึกเหมือนพราวอยู่ข้างๆ ฉันจริงๆ เมื่อตอนที่เพลง Stay Alive ดังขึ้นอะ”

    “ฉันไม่อยากใช้คำว่าคิดไปเองนะ แต่แกอย่าพึ่งด่วนตัดสินใจ อีกอย่างมันมีวิธีอีกมากมายที่วิญญาณของพราวจะมาหาเธอโดยที่พราวยังไม่ตายนะ Astral projection อะ เคยได้ยินปะ”

    Dawn is coming

    Open your eyes

    Dawn is coming

    Open your eyes

    Dawn is coming

    Open your eyes

    Dawn is coming

    Open your eyes

    เสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้ง พริมมองหน้าแพรวผ่านจอแท็บเล็ต ทั้งคู่นั่งไม่ได้พูดอะไรจนเพลงดับไปเอง

    “เดี๋ยวฉันจะลองดูละกันว่าทำอะไรได้บ้าง” พริมกล่าว ก่อนจะวางสายไป


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in