I love not man the less, but books moreรั่วชิงบ้านสกุลหาน
(Book) รีวิว 大宋小吏 ขุนนางพาร์ตไทม์สุดแกร่งแห่งต้าซ่ง เล่ม 1
  • 大宋小吏 ขุนนางพาร์ตไทม์สุดแกร่งแห่งต้าซ่ง เล่ม 1
    ผู้เขียน : La Mian Hua Tang De Tu Zi
    ผู้แปล : ซูเซียง
    Mee-D Publishing
    6 เล่มจบ


    *รีวิวนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้น*

              ตอนแรกว่าจะไม่โดน เพราะอ่านตัวอย่างแล้วรู้สึกว่าเป็นแนว slowlife นิดหน่อย แต่พอมาคิดว่าหนังสือมันยาวขนาด 6 เล่มจบแบบนี้อ่านตัวอย่างแค่ไม่กี่ตอนไม่สามารถบอกอะไรได้จริงๆ เพราะงั้นก็ซื้อๆ ไปเหอะ / มองเงินในกระเป๋า

              แอบสารภาพว่าเห็นปกครั้งแรกบวกกับอ่านเรื่องย่อไปแล้วไม่ค่อยเข้าใจนักว่าจะมาแนวไหน ดันนึกไปด้วยซ้ำว่าพระเอกเป็นแพนด้าเหรอ (55555 ไอ้บ้า) พอลองอ่านก็รู้ว่าโอเคไม่ใช่หรอก เป็นแนวกลับมาเกิดใหม่ที่มีตัวเอกหลุดข้ามมิติมาและพกพาความซู (?) มาตามแบบฉบับนิยายแนวนี้ทั่วๆ ไปนั่นแหละ

              ขุนนางพาร์ตไทม์สุดแกร่งแห่งต้าซ่งพูดถึงนักข่าวสถานีโทรทัศน์อย่าง อวิ๋นเยี่ยนหุย ที่ระหว่างพานักศึกษาฝึกงานมาถ่ายงานและหาข้อมูลที่เขตภูเขาตะวันตกเฉียงใต้ดันต้องเจอกับพายุฝนกระหน่ำ ในขณะที่กำลังตามหาแบตเตอรี่สำรองกล้องก้อนหนึ่งเขากลับเจอกับอุบัติเหตุและได้ย้อนกลับไปอยู่ในร่างเด็กชายรัชสมัยซ่ง

              เด็กคนนี้ชื่ออวิ๋นเยี่ยนหุยเหมือนกันกับเขา อายุราวสองสามขวบ มารดา เจิ้งผิง ฐานะยากจน ทำงานอยู่ที่โรงรับเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่ง แต่เพิ่งข้ามมิติมาโรงรับเลี้ยงเด็กแห่งนี้ก็ดันจะปิดตัวลงพอดี เจิ้งผิงตัดสินใจรับเลี้ยง ซวงอี๋ เด็กหญิงอายุประมาณห้าขวบ กับ เสี่ยวเป่า ทารกน้อยที่เพิ่งถูกนำมาที่โรงเลี้ยงเด็ก จากนั้นทั้งสี่ชีวิตก็ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของเจิ้งผิง ซึ่งอวิ๋นเยี่ยนหุยรู้สึกได้ว่ามารดาของตัวเองมีบางอย่างปกปิดอยู่ ไม่แน่ว่าอาจเป็นคุณหนูจากตระกูลใหญ่สักตระกูล แต่มารดากลับไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่เขาจึงไม่ซักไซ้ให้มากความ

              หลังจากนั้นข่าวร้ายก็ตามมาติดๆ เมื่อสามีที่ไปทำงานแดนไกลของเจิ้งผิงเสียชีวิตลง ถึงจะโศกเศร้าเสียใจแต่ก็ยังต้องเลี้ยงเด็กต่อไป เจิ้งผิงหาเงินเข้าบ้านด้วยการปักผ้าทอผ้า แต่ก็ยังเจอกับเรื่องร้ายๆ อยู่ดี อวิ๋นเยี่ยนหุยเองก็ยังไม่โตพอที่จะใช้ความสามารถในชาติก่อนของตัวเองให้เป็นประโยชน์ได้ โชคดีที่ได้เจอกับ ไต้ซือเหลี่ยวหราน จากวัดต้าเซี่ยงกั๋วในช่วงเทศกาลสรงน้ำพระเข้า

              ในช่วงวิกฤตินั้นเองที่บ้านอวิ๋นเยี่ยนหุยได้ความช่วยเหลือจากไต้ซือผู้นี้ ทั้งสี่ย้ายไปอยู่ในที่พักให้เช่าที่เป็นกิจการของทางวัด ตัวเจิ้งผิงเองก็ได้งานจากที่นี่ ความเป็นอยู่เริ่มดีขึ้น แต่ความจริงแล้วนั่นเพราะไต้ซือถูกอกถูกใจอวิ๋นเยี่ยนหุย มองหน้าปุ๊บรู้ได้ปั๊บว่าหากเด็กคนนี้ปลงผมบวชจะต้องนำพาให้พุทธศาสนา shine แน่ๆ

              อวิ๋นเยี่ยนหุยไม่คิดว่าชะตาตัวเองจะต้องเป็นพระ ยังไงก็ไม่ยอมบวช เล่นตัวมาจนกระทั่งผ่านไปห้าปี ระหว่างนั้นเขาเริ่มใช้ความสามารถช่วยเหลือทางบ้านได้ แต่ก็ได้คลุกคลีกับเณรน้อยและบรรดาศิษย์พี่ทั้งหลายในวัด จนทุกคนมองว่าอวิ๋นเยี่ยนหุยเป็นหนึ่งในเณรน้อยที่ไม่ได้ปลงผมเท่านั้นเอง (อันนี้ตลก เพราะจะมีแต่คนแซวว่าอวิ๋นเยี่ยนหุยเมื่อไหร่เจ้าจะบวชสักที 555)

              แล้วก็ตามพล็อต เราจะได้เห็นอวิ๋นเยี่ยนหุยเอาทักษะความรู้ในยุคปัจจุบันมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเขา (และวัดของเขา) ให้เจริญขึ้นกว่าเดิม ซึ่งต่อมาอวิ๋นเยี่ยนหุยก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสามารถตัวน้อยที่ไต้ซือคร่ำครวญในใจว่าเมื่อไหร่จะบวชสักที

              นิยายเรื่องนี้เน้นบรรยายเสียมากเพื่อให้เราได้เห็นความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตของอวิ๋นเยี่ยนหุยแบบรวบรัด แต่นอกจากนั้นคือเน้นบรรยายความเป็นต้าซ่งเยอะพอๆ กับคำสอนทางศาสนาพุทธ จนบางครั้งสงสัยว่าตัวเองกำลังอ่านนิยายวายหรือว่าอ่านพระธรรมคำสอนกันแน่เหมือนกัน

              ในช่วงระหว่างนี้อวิ๋นเยี่ยนหุยได้รู้จักกับเด็กชายที่เป็นเชื้อพระวงศ์คนหนึ่งชื่อ จ้าวอวิ่นชู เด็กน้อยชอบมาสวดมนต์ไหว้พระที่วัดต้าเซี่ยงกั๋วบ่อยๆ และติดอวิ๋นเยี่ยนหุยแจเหมือนหางน้อยของเขา แต่ฝ่ายหลังถึงจะโตกว่าแต่ว่าตัวเล็กกว่าจ้าวอวิ่นชู แถมจ้าวอวิ๋นชูก็แรงเยอะ ชอบกอดชอบอุ้มอีกฝ่ายเป็นประจำ

              ใช่แล้ว this is พระเอกค่ะ

              เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก วิ่งตามกันมาตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อย แต่ในเล่มแรกนี้แน่นอนว่าไม่ต้องไปหาความหวานอะไรเพราะทั้งคู่ยังเด็กอยู่ แต่จ้าวอวิ่นชูปักใจในตัวอวิ๋นเยี่ยนหุยมาก เห็นแล้วรู้เลยว่ามาสายเมะลูกหมา ตัวโตแต่ขี้แย โตขึ้นต้องเป็นพวกคลั่งรักชัวร์

              ส่วนแพนด้าที่อยู่หน้าปกคือแพนด้าที่อวิ๋นเยี่ยนหุยซื้อมา สมัยนั้นคนยังเรียกมันว่าหมีกินไผ่ ไม่มีใครให้ความสำคัญนัก ลูกแพนด้าตัวเล็กๆ เอาไปก็ทำอะไรไม่ได้ แต่อวิ๋นเยี่ยนหุยรู้ว่าอนาคตมันจะเป็นสมบัติของชาติก็เลยไปดื้อต่อราคากับพ่อค้ามาจนได้แพนด้าน้อยมาเลี้ยงที่บ้าน ตั้งชื่อให้ว่า เป้ยเป้ย ชื่อคล้องกันกับเสี่ยวเป่าจนน้องร้องไห้บอกว่าทำไมต้องตั้งชื่อให้มันคล้ายข้า สุดท้ายเสี่ยวเป่าเลยได้ตั้งชื่อจริงเสียที กลายมาเป็น เจิ้งเยวี่ยเหริน แทน

              ในช่วงอายุนี้อวิ๋นเยี่ยนหุยได้เข้าไปพัวพันกับเด็กตระกูลใหญ่ในเมืองไคเฟิงสองคน คนหนึ่งคือ โจวฮุ่ยหลิน อีกคนคือ เจิ้งหลิง ซึ่งถ้าอ่านตัวอย่างที่ทางมีดีลงไว้ก็จะระแคะระคายได้ล่ะว่าเจิ้งหลิงน่าจะเป็นญาติกับอวิ๋นเยี่ยนหุย ซึ่งก็เฉลยตรงนี้เลยว่าใช่ แต่จะไม่บอกว่าลำดับขั้นไหน เอาเป็นว่าเป็นลำดับขั้นที่แรกๆ ก็ชวนให้กระอักกระอ่วนดีเหมือนกันสำหรับตัวเจิ้งหลิง 55555

              ส่วนโจวฮุ่ยหลินอริเก่านั้นตอนเด็กสู้ไม่ได้เพราะถูกซวงอี๋บ้านอวิ๋นเยี่ยนหุยเอากระสอบป่านคลุมหัวแล้วซ้อมๆๆ หายหน้าหายตาผ่านไปพักหนึ่งก็โผล่มากวนอวิ๋นเยี่ยนหุยอีกครั้งในช่วงท้ายเล่ม และจบค้างเหมือนกัน แหะๆ

              ส่วนเรื่องที่ว่ามีท่านเปามั้ย... มี แต่กว่าท่านเปาจะมาก็ช่วงท้ายเล่มโน่น ยังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนอยู่เลย เปาเจิ่ง ผู้นี้เพิ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการมาหมาดๆ จับพลัดจับผลูมารู้จักกับอวิ๋นเยี่ยนหุย อวิ๋นเยี่ยนหุยระแคะระคายถามไปถามมาก็เพิ่งกระจ่างแจ้งว่าที่แท้เขาคงไม่ได้ย้อนเวลามาในยุคต้าซ่งแบบธรรมดาๆ เสียแล้ว!

              หลักๆ ก็จะประมาณนี้ เนื้อหาในเล่มแรกไม่มีอะไรมาก วนไปวนมาอยู่กับการที่อวิ๋นเยี่ยนหุยคิดค้นอะไรขึ้นมาสักอย่าง ทำให้บูม แล้วก็เกิดไอเดียใหม่ แล้วก็ทำให้มันบูม วนไปวนมาแบบนี้

              ซึ่งก็อย่างที่บอกไปว่ามาสายกลับมาเกิดใหม่ที่พกพาเอาความรู้ความสามารถจากในยุคปัจจุบันมา adapt เข้ากับยุคโบราณ แต่เราอ่านไปอ่านมาก็สงสัยว่าอวิ๋นเยี่ยนหุยเป็นนักข่าวสายไหนกันแน่ อันนี้ต้องพูดก่อนว่านักข่าวมันจะแยกไปแต่ละสาย งานที่ได้ก็จะไม่เหมือนกัน แต่อวิ๋นเยี่ยนหุยดูทำมาทุกอย่างเลย ดูรู้ทุกอย่างจนเราแอบเอ๊ะนิดหน่อย ถ้าในอนาคตทำระเบิดมาช่วยราชวงศ์ได้ก็ไม่แปลกใจอะไรแล้ว

              เพราะงี้เราถึงบอกไว้ตอนต้นว่านิยายเรื่องนี้ตัวเอกซู เป็นพวกที่เจออะไรก็สามารถผ่านไปได้ง่ายๆ คล้ายๆ นิยายแปลในอินเทอร์เน็ตอะไรทำนองนั้น (ถ้าสังเกตดูนิยายแปลจีนที่ได้ลิขสิทธิ์จ่ายอ่านแบบรายตอนบ้านเราสายกลับมาเกิดใหม่จะซูมากๆ คล้ายๆ แบบนั้นเลย)

              ส่วนเรื่องการแปลและการพิมพ์...จะว่าไงดี มันมีบางอย่างแม่งๆ ขอพูดเรื่องพิมพ์ผิดพิมพ์ตกพิมพ์สลับก่อนแล้วกันว่ามีประปรายสไตล์มีดี ตัดแขนเสื้อเป็นแขนเสื้อตัด จื้อเหอเป็นจื่อเหอ พิมพ์แล้วมีตัว ก ตัว ห เติมเข้ามาแบบกดพิมพ์แล้วไม่ได้ลบออกอยู่หลายจุด ฯลฯ แล้วก็มีอันนี้ที่ใช้คำอธิบายไม่ถูกเลยถือวิสาสะขอถ่ายภาพมาให้ดูเพื่อทำความเข้าใจกันง่ายๆ แล้วกัน อ่านตรงตัวที่คลุมดำใส่ดอกจันทร์กับตัวที่มีวงเล็บค่ะ


              ก็คืออย่างที่เห็นว่าเป็นกรณีของการอธิบายคำศัพท์ มีทั้งยกเชิงอรรถกับใส่วงเล็บ ไม่แน่ใจว่าต้นฉบับเป็นแบบนี้มั้ย แต่เท่าที่อ่านก็เห็นเป็นแบบนี้อยู่ไม่กี่หน้านะ เหมือนกระจุกๆ กันสามสี่หน้าประมาณนี้มากกว่า คือถ้าจะใส่เชิงอรรถก็ใส่ไปให้หมดเลยน่าจะดีกว่าหรือเปล่า หน้าที่ถ่ายมาประกอบเป็นหน้าที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดว่ามันไม่สมูธเอามากๆ

              แล้วก็อีกอันคือสุภาษิต “不怕一万,就怕万一” ประโยคนี้ในหนังสือแปลว่า "ไม่กลัวหนึ่งหมื่น ควรกลัวหนึ่งหมื่นหนึ่ง" แต่จริงๆ มันคือ "ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวเศษหนึ่งส่วนหมื่น" มากกว่า ความหมายคือไม่กลัวเรื่องที่แน่นอน กลัวก็แต่เหตุไม่คาดฝัน (สิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ โอกาสเกิดน้อยแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิด) คือ "หนึ่งหมื่นหนึ่ง" กับ "เศษหนึ่งส่วนหมื่น" มันไม่เหมือนกันเลยอ่ะ จำนวนมากกับจำนวนน้อย คนละเรื่องคนละความหมายทีเดียว อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่รู้สึกเอ๊ะเพราะเป็นสุภาษิตที่เราชอบพอดี แงงง

              บอกตามตรงว่าอ่านไปอ่านมาลังเลว่าจะตามต่อดีมั้ยเพราะเนื้อเรื่องมันเรียบๆ สโลว์ไลฟ์ ตัวเอกซู เพิ่งจะเริ่มมีสีสันตอนอวิ๋นเยี่ยนหุยอายุ 15 ได้เจอกับท่านเปาท่านกงซุนช่วงท้ายเล่ม กับตอนที่โจวฮุ่ยหลินโผล่มาอีก แล้วส่วนตัวเราเป็นสายตัวประกอบ ชอบอ่านเรื่องราวของตัวประกอบ เราอยากรู้ว่าเจิ้งหลิง ซวงอี๋ เสี่ยวเป่า เป็นไงต่อ เคยไปดำน้ำอ่านตอนท้ายๆ มานิดนึงเหมือนจะมีคู่รอง (หรือเข้าใจผิดไปเองไม่รู้นะ) แต่ก็ดันจำไม่ได้อีกว่าใคร แล้วนี่ชอบซวงอี๋เพราะน้องเป็นสาวที่งานบ้านงานเรือนไม่เอาถ่านแต่ชอบเตะต่อยไปทั่ว มีฉากบรรยายตลกๆ ว่าเจิ้งผิงกับโจวฮุ่ยหลินทำตัวระแวดระวังกลัวว่าซวงอี๋จะโผล่มาจากฟ้าแล้วมาซ้อมเขา 5555 ส่วนเสี่ยวเป่าก็น่ารัก เราเป็นสายชอบตัวประกอบชอบเอาใจช่วยคู่รอง เลยคิดว่าเล่มหน้าก็คงจะซื้อแหละ แถมจบค้างเสียด้วยเฮ้อออ

              อ่านรีวิวเราแล้วเหมือนติมากกว่าเนอะ แต่ใครที่สายนี้ก็ลองหามาอ่านได้นะคะ แต่ละคนมีความชอบไม่เหมือนกัน อย่าเชื่อเราคนเดียว หลายครั้งเราอ่านรีวิวคนอื่นบอกว่าไม่สนุกแต่พอได้อ่านเองกลับชอบก็มีนะ เพราะงั้นถ้าใครลังเลก็แนะนำให้ชั่งน้ำหนักดู อาจจะลองหาซื้อมาลองอ่านก่อนได้ค่ะ อันที่จริงที่มีดีลงให้อ่านตัวอย่างก็ยาวอยู่นะ เกือบครึ่งเล่มแน่ะ คงเพราะพิมพ์ตัวใหญ่ เวลาเราอ่านในเว็บเลยรู้สึกว่ามันน้อยก็ได้มั้ง

              ประมาณนี้จ้า ใครอ่านแล้วคิดเห็นยังไงก็สามารถพูดคุยกันได้น้า


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in