I love not man the less, but books moreรั่วชิงบ้านสกุลหาน
(Book) รีวิว 簪中录 บันทึกปิ่น เล่ม 6
  • 簪中录 บันทึกปิ่น เล่ม 6
    ผู้เขียน : เช่อเช่อชิงหาน (侧侧轻寒) ผู้แปล : อรจิรา
    สนพ.สยามอินเตอร์บุ๊คส์
    8 เล่มจบ


              เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ เมื่อสักสิบโมงของวันนี้ จากนั้นหลังกินข้าวเที่ยงแล้วก็เริ่มอ่านและดื่มด่ำกับบันทึกปิ่นเล่ม 6 ที่รอมานาน อ่านจบตอนประมาณห้าโมงเย็นก็รีบเขียนรีวิวทันที ไม่อยากให้ความรู้สึกที่แสนวิเศษนี้จางหายไปโดยใช่ที่ เพราะเล่มนี้มันดีต่อใจมากจริงๆ

              เชื่อว่าหากไม่หยิบเล่ม 5 มาอ่านซ้ำอาจจะงงๆ กับเนื้อหาและตัวละครเสียหน่อย เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น พอเปิดเล่ม 6 มาจึงมักคิดว่า "เอ...ตัวละครตัวนี้คือใคร เล่มที่แล้วเขาทำอะไรกันนะ" ซึ่งนี่ถือเป็นจุดด้อยของนิยายเรื่องนี้ (หรือเพราะตารางออกหนังสือของสำนักพิมพ์ก็ไม่ทราบ จุ๊ๆ) แต่ไม่ต้องห่วง หลังจากอ่านไปเรื่อยๆ ความทรงจำมันจะเริ่มไหลเข้ามาเอง ทำให้เราสนุกสนานไปกับเรื่องราวในเล่มนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

              ในเล่มก่อนหลังจากที่ขุยอ๋อง หลี่ซูไป๋ และ หวงจื่อเสีย เดินทางลงใต้จากเมืองหลวงสู่เสฉวนแล้ว พวกเขาก็ได้กับคดีประหลาดที่มีจุดเชื่อมโยงไปยังคดีของครอบครัวหวงจื่อเสีย สำหรับในเล่มนี้ที่คดีเก่ายังไม่ทันคลี่คลาย คดีใหม่ก็เกิดขึ้นอีกแล้ว ทว่าสืบไปสืบมากลับพบว่ามีบางอย่างเชื่อมโยงเข้ากับสองคดีก่อนหน้าเสียอย่างนั้น

              บอกเลยว่านี่เป็นอะไรที่สนุกมาก เดิมทีเหมือนหวงจื่อเสียเจอทางตัน เพราะทำอย่างไรก็คว้าจับสายป่านบนอากาศไม่ได้เลยสักหน แต่แล้วก็มีจุดเล็กๆ จุดหนึ่งที่ทำให้นางเข้าใจ สืบไปสืบมาก็พบว่าที่แท้แล้วสามคดีดังกล่าวมีจุดเชื่อมโยงกันอย่างร้ายกาจ ชนิดที่ว่าหากดึงสายป่านเส้นเล็กๆ นั่นคราหนึ่ง ทั้งสามเรื่องก็พร้อมที่จะพังครืนลงมาอย่างไม่สามารถยับยั้งไว้ได้

              ในส่วนของคดีต้องบอกเลยว่ามันใหญ่กว่าที่เราคิดมาก เพราะหวงจื่อเสียเผชิญหน้ากับความจริงอันแสนเจ็บปวด สปอยล์เรียกน้ำย่อยกันเล็กน้อยสำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านตรงนี้ว่า ในเล่ม 6 นั้น คดีครอบครัวหวงจื่อเสียคลี่คลายแล้วในที่สุด มาในจุดที่เราคิดว่าหลายคนคงไม่คาดคิด และยิ่งไปกว่านั้นคือทุกคนที่เหลือล้วนเจ็บปวด โดยเฉพาะหวงจื่อเสีย ฉากที่พูดถึงเบื้องลึกเบื้องหลังในแผนการนี้เล่นเอาเราอ่านไปปวดหัวตุ้บๆ ไปด้วยเพราะเครียดตาม กระทั่งตอนนี้อ่านจบก็ยังปวดหัวจางๆ อยู่บ้างไม่น้อย

              แต่ถึงอย่างนั้นกลับจบเล่ม 6 ได้แบบไม่รู้สึกค้างเท่าไร สามารถรอคอยเล่ม 7 ต่อไปได้แม้สำนักพิมพ์จะออกช้าก็ตาม

              พูดในส่วนของภาพรวมเล่มไปแล้ว มาพูดถึงตัวละครกันบ้างดีกว่า (ยิ้มกริ่มเมื่อพิมพ์ถึงตรงนี้) เราขอพาทุกคนหลุดออกจากโหมดเครียดเมื่อพูดถึงสองพระนาง คุณขา ใครก็ตามที่รอร๊อรอว่าเมื่อไหร่ชายหญิงคู่นี้จะทำหวานใส่กันโดยที่ไม่ต้องมีอีกฝ่ายมึนใส่นั้น เล่มนี้ได้เฮแน่ๆ เฮแบบเฮดังๆ ด้วย เพราะเล่ม 6 ถือเป็นเซอร์วิสสำหรับแฟนๆ ผู้ลอยคอรอฉากหวานอยู่กลางทะเลมาตลอด คุณจะเจอฉากหวานสไตล์ขุยอ๋องตั้งแต่สามหน้าแรก แล้วจากนั้นก็จะมีเรื่อยๆ ทยอยมาแบบพอดิบพอดีพอชุ่มชื้นหัวใจ (แต่คนอ่านเขินตายไปแล้วววว)

              เราอาจจะคิดว่าหลายๆ เล่มก่อนหน้านี้สามารถมองเห็นได้ว่าหลี่ซูไป๋ชอบอ่อยๆ นิดหน่อย แต่หวงจื่อเสียกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรนักว่าพี่แกหยอดก็แล้ว หึงก็แล้ว หากแต่มิได้นำพา ทว่าเพราะอานิสงค์จากเล่มก่อนหน้า ทำให้ในเล่มนี้นางเอกของเราพอจะส่งความรู้สึกกลับไปให้อีกฝ่ายได้แล้ว พอจะเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกที่ได้รับกลับมาจากอีกฝ่ายนั้นคืออะไร

              หลี่ซูไป๋เองก็ใช่ย่อย แม้จะมีทั้งอวี่เซวียนทั้งหวางอวิ้นมาล้อมหน้าล้อมหลังหวงจื่อเสีย แต่พี่คนนี้เขาก็แน่ใจว่า "เจ้าจะเป็นเพื่อนอยู่ข้างกายข้า ข้าจำได้" พร้อมมุมปากโค้งขึ้นอย่างน่าประทับใจ ซัดคนอ่านตายไปอีกหนึ่งดอก

              เล่มนี้คือฉากหวานเยอะนะ แต่ต้องพูดว่าเป็นฉากหวานสไตล์ขุยอ๋อง ไม่แสดงออกมามาก ไม่ประเจิดประเจ้อ แต่ซีนแอบสบตา แอบกระซิบกระซาบให้กำลังใจ แอบจับมือกันนี่เยอะเหลือเกินนนนน (หมั่นไส้) เอาเป็นว่าข้าน้อยมั่นใจแล้วว่าในเล่มหน้าเราทุกผู้ล้วนต้องสมหวัง ฮ่าๆๆๆ

              อีกตัวละครหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยยยยยยคือ โจวจื่อฉิน เราอยากจะ copy+paste คนคนนี้ใส่หนังสือรัวๆๆๆ เป็นตัวละครที่ทำให้หนังสือเรื่องนี้ไม่น่าเบื่อจริงๆ นะ คุณชายโจวผู้นี้เป็นตัวสร้างสีสันโดยแท้ ทั้งความใสซื่อ ความชอบจินตนาการอะไรแผลงๆ แถมหลายครั้งยังตามคนอื่นไม่ทันอีก เอ็นดูววววววว น่าเสียดายที่ท่านพ่อของโจวจื่อฉินพยายามหาภรรยาให้ลูก แต่ผู้หญิงโดยทั่วกลับไม่ชอบคุณชายน้อยที่ชื่นชอบศพคนนี้เท่าไรนัก แต่ถึงอย่างนั้นในเล่มนี้เราคิดว่าเราเจอสตรีนางหนึ่งที่เคมีเข้ากับโจวจื่อฉินมากและไม่น่าจะกลัวศพ อย่างไรก็เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องจับตามองกันต่อไป

              เล่มนี้เราอ่านครึ่งเล่มแรกอาจไม่คิดว่าคะแนนที่จะให้นั้นควรเป็นเท่าไรดี แต่ครึ่งเล่มหลังนี่แหละทำให้เราคิดว่า 10/10 มันเหมาะสมมากแล้ว เพราะการเฉลยปมปริศนาหนักๆ ของพล็อตได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ความรู้สึกของตัวละคร ภาษาที่เลือกใช้มาอธิบายห้วงอารมณ์นั้นๆ จนเราสามารถเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครผ่านตัวหนังสือ ทุกอย่างมันดีมากจริงๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบคุณผู้แปลอย่างคุณอรจิราด้วยเหมือนกันค่ะที่คงความงดงามของภาษาไว้ได้มากขนาดนี้

              Best Quote 1: ณ ที่นี้ นางสลัดคราบดรุณีไร้เดียงสา กลายเป็นหญิงสาวที่ไม่สนใจสิ่งใด และก็เป็น ณ ที่นี้ จากยอดหญิงที่ผู้คนชื่นชม ตกต่ำจนกลายเป็นผู้ต้องหาที่ใครๆ ล้วนบริภาษ
              นางเคยคิดว่าตนได้ประสบกับชะตากรรมเจ็บปวดทุกข์ตรมที่สุดในโลก ลิ้มรสความปวดร้าวราวกับหัวใจและอวัยวะภายในถูกฉีกทึ้ง นางยังเคยคิดว่า ในโลกนี้คงไม่มีสิ่งใดที่น่ากลัวยิ่งกว่ารอคอยตนเองอยู่อีก
              แต่คาดไม่ถึงว่า เมื่อความจริงปรากฏ กลับน่ากลัวยิ่งกว่าที่เคยคาดคิดไว้
              ร่างของนางสั่นสะท้านอย่างแรง ท่ามกลางสนธยาปลายคิมหันต์ต้นสารทนี้ นางกลับเหน็บหนาวเข้ากระดูก ร่างกายและหน้าผากเหงื่อเย็นซึมออกมาถี่ยิบเหมือนปลายเข็ม

              Best Quote 2: ในอกนางก็เหมือนสีสันที่กระเพื่อมไหวนั้น ท่วมท้นไปด้วยความเจ็บปวดยากบรรยาย เกือบทำเอานางหายใจไม่ออก ความเจ็บปวดที่ผสมระหว่างความหวาดกลัว สับสน โกรธแค้นและโศกเศร้า เผาไหม้ใจนางแทบทำให้นางไม่มีแรงแม้แต่จะเปิดปาก
              แต่นางยังคงเปิดปากในที่สุด ใช้พลังทั่วร่างขยับริมฝีปากตน
              ช่างแปลกนัก หลังเปิดปากแล้ว ก็คล้ายมีธารเงินสายหนึ่งไหลออกจากใจ เย็นเฉียบผ่านลำคอ ดังนั้นความเจ็บปวดที่เผาไหม้ใจจึงสลายไป แทนที่ด้วยความตื่นเต้นคึกคักอย่างประหลาด ราวพลังแตกยอดอ่อนหลังฝังลึกอยู่ในดินตลอดฤดูหนาวแล้วโผล่พ้นดินออกมา พาให้นางไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น คล้ายมองตรงไปยังตะวันยามเที่ยง มองตรงไปยังภาพโชกเลือดทั้งหมดที่เบื้องหน้า แม้จะถูกแสงแยกตาจนบอดก็ไม่นำพา

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in