ทาสหนัง...Sleeping Slave
Calls (2021) หายนะที่ปลายสาย
  • การติดตามเรื่องราวราวจากการ "ฟัง" มันจะยังคงน่าสนใจอยู่มั๊ยในยุคปัจจุบัน? เป็นคำถามที่ผมตั้งขึ้นมา ก่อนจะได้ดูซีรีส์อย่าง Calls (2021) จริงๆ... เพราะลองมาคิดดู ถ้าเราสามารถนั่งฟังเรื่องผีจากรายการวิทยุกันได้อยู่จนถึงบัดนี้ แปลว่าเรายังคงได้ความบันเทิงจากการ "ฟัง" กันอยู่ แม้ว่าวิทยาการการถ่ายทำภาพยนต์จะก้าวหน้าไปมาก การเข้าถึงสื่อบันเทิงทำได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว ฉะนั้นแล้ว การมาของซีรีส์อย่าง Calls ก็นับเป็นแนวทางที่น่าสนใจใช้ได้เลยทีเดียว


    Calls ฉายบนสตรีมมิงอย่าง Apple TV+ ที่ตอนแรก ผมยอมรับเลยว่าผมปล่อยผ่านไปเลย ด้วยความที่บนหน้าของสตรีมมันไม่มีรูปโปรโมทอะไรที่ทำให้เราสนใจได้เลย เราก็เลยไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร น่าดูตรงไหน จนกว่าจะคลิกเข้าไปอ่านเรื่องย่อนั่นแหละ ซึ่งผมว่าหลายท่านคงพลาดมันไปด้วยเหตุผลเดียวกันอย่างน่าเสียดาย ...เพราะมันมีอะไรดีๆอยู่มาก จนผมรู้สึกไม่อยากให้พลาดกัน

    Calls เป็นซีรีส์ขนาดสั้นความยาว 9 ตอน แต่ละตอนไม่ยาวมาก (ไม่เกิน 20 นาทีต่อตอน) ที่มาพร้อมกับการเล่าเรื่องที่โดดเด่น นั่นคือการใช้ "เสียง" ล้วนๆ ในการนำเสนอ ซึ่งถ่ายทอดออกมาในรูปแบบบทสนทนาทางโทรศัพท์ ที่ตัวละคร 2 หรือมากกว่า 2 ตัวคุยตอบโต้กัน ไม่มีภาพใดๆ นอกจากภาพคลื่นเสียงแนว Minimal Abstract ที่ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้กับเสียงของตัวละคร นอกจากนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนดู (หรือพูดให้ถูกคือคนฟัง) ล้วนๆ ว่าจะสร้างภาพในหัวออกมาเป็นแบบไหน


    ซีรีส์ชุดนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ เฟเด อัลวาเรซ (Fede Álvarez) ผู้กำกับที่แจ้งเกิดจากงานสยองขวัญเดือดๆอย่าง Evil Dead ฉบับรีเมค (2013) และ Don't Breathe (2016) ดัดแปลงมาจากซีรีส์ของฝรั่งเศสในชื่อเดียวกัน ที่ฉายบน Canal+ (สตรีมมิงของฝรั่งเศส) ...ผมไม่เคยดูเวอร์ชันต้นฉบับ เลยคงไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่ามันเหมือนหรือต่างกันยังไง แต่ในฉบับบน Apple TV+ นี้ ก็ถือเป็นประสบการณ์การรับชมที่ไม่ธรรมดา

    Calls เป็นเรื่องสั้นจบในตอน แนวระทึกขวัญ สไตล์ The Twilight Zone บอกเล่าถึงเหตุการณ์พิศวงที่เกิดขึ้นกับหลากหลายผู้คน ในหลากสถานที่ โดยทุกเรื่องราวมีต้นเหตุมาจากสิ่งเดียวกัน ทุกตอนจะเล่าเรื่องผ่านบทสนทนาทางโทรศัพท์เท่านั้น ราวกับว่านี่คือเหตุการณ์จริงที่ถูกค้นพบจากเทปเสียงตามสายที่บันทึกเอาไว้...

    ผมคงไม่สามารถเล่าเรื่องย่อของแต่ละตอนได้เท่าไหร่ เพราะในทั้ง 9 ตอน แม้จะเป็นเรื่องราวจบในตอน แต่ทุกตอนก็ร้อยเรียงด้วยเส้นเรื่องเดียวกัน และสรุปปมเรื่องเข้าด้วยกันในตอนสุดท้าย และด้วยความที่มันสั้น และเล่าเรื่องค่อนข้างจะรวบรัด ฉะนั้นการไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย น่าจะดีที่สุด (รู้เท่าที่เขาบอกใน Trailer ก็น่าจะพอ)

    การเล่าเรื่องด้วยเสียงล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกครับ ที่ผ่านมาโลกเรามีทั้ง ละครวิทยุ หนังสือเสียง พอดแคสท์ มากมายที่ใช้เสียงในการเล่าเรื่อง ฉะนั้นจะบอกว่า Calls เป็นงานแปลกใหม่ ก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก ต้องบอกว่า มันคือการกลับคืนสู่สามัญของสื่อบันเทิงโลกเลยมากกว่า


    ขอเล่าประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในวงการละครวิทยุนิดนึงครับ... ในช่วงที่ละครวิทยุกำลังเฟื่องฟู มีอยู่เรื่องนึงที่สร้างกระแสในหมู่ผู้ชมได้ในระดับมวลชวน นั่นคือเรื่อง The War of the Worlds ละครวิทยุแนวไซไฟ สร้างจากนิยายไซไฟชั้นครูของ เอช.จี. เวลส์ (H.G. Wells) และกำกับโดยผู้กำกับชั้นครูอย่าง ออร์สัน เวลส์ (Orson Welles) เกี่ยวกับโลกที่ถูกรุกรานจากมนุษย์ต่างดาว ออกอากาศทางสถานีวิทยุ Columbia Broadcasting System หรือ CBS ในปัจจุบัน ในปี 1938

    และด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นั่นคือการเล่าเรื่องในรูปแบบของ "ข่าวด่วน (Breaking News)" ที่แทรกเข้ามาระหว่างการดำเนินเรื่อง แสร้งทำเป็นว่ามันคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน ณ ขณะนั้น ว่ามีการบุกรุกของเครื่องจักรต่างดาว ด้วยความที่สมัยนั้น ยังไม่มีสื่อโซเชียลมีเดียหรืออินเตอร์เน็ตอย่างทุกวันนี้ การสื่อสารทุกอย่างยังคงจำกัดแค่ในหนังสือพิมพ์และวิทยุ โทรทัศน์เพิ่งจะถือกำเนิด ยังไม่ใช่ของสามัญที่มีทุกบ้าน ทำให้ผู้ฟังที่ฟัง The War of the Worlds เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกและสับสนอลหม่าน เพราะคิดว่ามีมนุษย์ต่างดาวรุกรานโลกอยู่ข้างนอกจริงๆ!!


    จนกระทั่งรายการจบ เมื่อพวกเขาออกมาเดินข้างนอก ก็พบว่าทุกอย่างยังคงสงบสุขดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลายเป็นว่า ออร์สัน เวลส์ ถูกผู้ฟังบางส่วนต่อว่าว่านำเสนอเรื่องราวในละครออกมาโอเว่อร์เกินเหตุ จนสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ฟัง ราวกับจงใจสร้างข้อมูลเท็จเพื่อหลอกล่อผู้ชม ถึงขั้นทำให้เวลส์ต้องออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักพิมพ์เป็นการใหญ่

    ฉะนั้นจะบอกว่า The War of the Worlds มันคือบันเทิงคดีแนวไซไฟที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบ Found Footage หรือ Mockumentary ที่มาก่อนการณ์ ก็คงได้... ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีข่าวทางทีวี และหนังสือพิมพ์ก็ไม่เร็วพอที่จะเสนอข่าวแบบปัจจุบันทันด่วน ทำให้ผู้ชมเลือกจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินจากวิทยุกันอย่างไม่ลังเล ซึ่งเวลส์ก็ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ในการทำให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งที่เขาเล่าได้จริง (แม้จะโดนด่าบ้างก็ตาม XD แต่นั่นแหละครับ ทุกการทดลองมีความเสี่ยง)

    กลับมาที่ Calls กันต่อ... แน่นอนว่า Calls คงไม่สามารถสร้างประสบการณ์ร่วมได้แบบที่ The War of the Worlds ทำได้ ยุคที่สื่อบันเทิงเต็มหาจับต้องได้ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย ทำให้ Calls ตั้งใจนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบที่เข้ากับสภาพสังคมในยุคปัจจุบัน นั่นคือ เรื่องราวผ่านบทสนทนาทางโทรศัพท์... ก็ถือว่ามันคือการประยุกต์ละครวิทยุให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ขึ้นมาอีกนิดนึง (แบบที่ในวงการนิยายก็มี "นิยายแชท" ที่เล่าเรื่องผ่าน chat box ในสื่อโซเชียลมีเดีย ราวกับมันคือการตอบโต้กันของบุคคลจริงๆ ..Calls จะให้อารมณ์ในลักษณะนั้น)

    แต่ละตอนมีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจไปคนละแบบ ตอนนึงอาจจะเป็นแนวดราม่าซึ้งๆ พอมาอีกตอนกลายเป็นแนวระทึกขวัญสไตล์หนัง Speed ไปซะงั้น พอมาอีกตอนก็กลายเป็นแนวสยองขวัญสไตล์ เดวิด โครเนนเบิร์ก ไปเลย... ซึ่งแต่ละตอนก็ถ่ายทอดออกมาได้สนุกและชวนลุ้นจนนั่งไม่ติดมาก เพราะมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องระทึกขวัญเท่านั้น แต่ยังมีตัวละครที่ดี ที่มีเลือดเนื้อมากพอที่เราจะอินไปกับเขาได้ 

    ซึ่งทั้งหมดที่ว่าไป ไม่มีภาพอะไรทั้งสิ้นนะครับ มีเพียงภาพคลื่นเสียงที่ทำหน้าที่เป็นเหมือน ภาพที่แสดงจังหวะและอารมณ์ให้กับเรื่องราว (ลองนึกถึงหน้า Screen Saver ในโปรแกรม Winamp ในคอม ที่เป็นแสงที่วู้บว้าบไปตามเพลงจังหวะ นั่นเองครับ...แหม่ ref ซะแก่เลยเรา XD)


    แต่ส่วนตัวก็ยังรู้สึกว่า เขายังทำแบบกั๊กๆอยู่ เหมือนทำออกมาลองเชิง ว่าการเล่าเรื่องแนวๆนี้มันจะเวิร์คมั๊ย? คนดูจะอินมั๊ย? ด้วยการที่แต่ละตอนมันไม่ยาวมาก พอเอามารวมกันมันก็สามารถขมวดปมได้อย่างง่ายดาย และอีกอย่างคือ มันไม่ค่อยมีความหลากหลายเท่าที่ควร คอนเซปต์เสียงตามสายนี่มันน่าจะใช้กับพล็อตหลายๆแบบเลย แต่พอมันเป็นธีมเดียวกันทุกเรื่อง เลยรู้สึกว่าเขายังใช้เทคนิคแบบนี้ไม่ค่อยคุ้ม (แต่เข้าใจว่าเขาไม่อยากให้พล็อตมันดูสับสนวุ่นวายเกินไป เพราะมันมีแต่เสียง ไม่มีภาพ การเปลี่ยนธีมเรื่องไปเลยมันจะทำให้คนดูสับสนกับ vibe ของเรื่องมากเกินไปได้ ฉะนั้นให้มันอยู่ในเส้นเรื่องเดียว ธีมเดียว น่าจะทำให้ผู้ชมเกาะกับเรื่องได้อย่างไม่มีสะดุด)

    อีกอย่างคือมันต้องใช้พลังจินตนาการด้วยค่อนข้างสูงเลย เหมือนเวลาเราอ่านนิยาย หรือฟังเรื่องผีในรายการวิทยุ ที่เสียงทำหน้าที่เล่าเรื่องให้ ส่วนที่เหลือขึ้นอยู่ภาพในหัวของแต่ละคนแล้วว่าจะทำงานต่อเสียงที่ได้ยินยังไง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ฉะนั้นถ้าใครชอบอะไรที่มันชัดเจน เห็นจะๆ อาจจะรู้สึกไม่อินได้ครับ

    ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็อยากให้ทุกท่านลองสัมผัสประสบการณ์เสียงตามสายสุดระทึกนี้กันดู หลังจากเราผ่านการชมหนังและซีรีส์ที่เต็มไปด้วยภาพมากมายไปแล้ว ลองมาสัมผัสความระทึกด้วยการฟังกันดูบ้าง ก็ถือเป็นการเปลี่ยนรสชาติในการชมดีไม่น้อย (สามารถรับชมได้ผ่าน Apple TV+ มีซับไทยครบทุกตอนครับ)


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in