ทาสหนัง...Sleeping Slave
Species (1995) - ความรักที่ผู้สร้างมีต่อสัตว์ประหลาด
  • [บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง]


    ขอบอกไว้ตั้งแต่ต้นบทความเลยครับว่า.. สำหรับผม Species ไม่ใช่หนังที่สุดยอดอะไรนักหนา 

    ถ้าวัดในด้านคุณภาพ Species ก็คือหนังไซไฟสยองขวัญตูมตาม ช่วงกลางๆยุค 90 เรื่องนึง ที่ต้องประกอบด้วย ฉากตูมตามที่เน้นระเบิด กับ สโลว์โมชัน (ก่อนจะถึงยุคที่ The Matrix ฉาย ฉากสโลว์โมในหนังฮอลลีวูด ถูกใช้แบบเรื่อยเปื่อยมาก) การเล่าเรื่องที่เน้นแบบพอประมาณ ไม่ได้เจาะในเชิงลึกมาก ไว้เป็นเหตุรองรับฉากไล่ล่ากับฉากสยองเฉยๆ

    เป็นหนังที่ดูเอามันเรื่องนึง มันมีส่วนที่น่าจำคือในด้านดีไซน์ของตัวสัตว์ประหลาดที่สวยโดดเด่น แต่มันก็เป็นอะไรที่น่าจำสำหรับชาวเนิร์ดทั้งหลาย มากกว่าคนดูหนังทั่วๆไป

    แต่ที่ผมอยากเขียนถึง Species เพราะ 2 เหตุผลใหญ่ๆคือ หนึ่ง มันเป็นหนึ่งในหนังวัยเด็กของผม ผมโตมากับการซื้อนิตยสาร Hobby Model ทึ่ในยุคนั้น เหล่าโมเดลเลอร์ก็มักจะเลือกเอา สัตว์ประหลาดในหนังดังๆ มาปั้นกัน เป็นแบบเต็มตัวบ้าง แบบครึ่งตัวบ้าง แบบ SD ตัวจิ๋วๆบ้าง และหนึ่งในนางแบบยอดนิยมในตอนนั้น ก็คือ ซิล (Sil) จาก Species นี่เอง ภาพของซิลจากหนังภาคแรกเลยเป็นหนึ่งในสัตว์ประหลาดที่ติดอยู่ในความทรงจำของผม


    สอง... ซิล ถูกดีไซน์โดยศิลปินในดวงใจของผมคนนึงอย่าง เอช อาร์ กีเกอร์ (H.R. Giger) ศิลปินเจ้าของเดียวกับ ซีโนมอร์ฟ (Xenomorph) หรือ เอเลียน แห่งแฟรนไชส์ Alien นี่เอง ...แน่นอนว่า Species ไม่ได้มีความคลาสสิคเทียบเคียงกับ Alien ได้หรอก แต่แพชชัน ความหลงใหล ที่กีเกอร์มีต่องานของตัวเอง และให้ความรู้สึก "รัก" ต่อซิลเหมือนดั่งลูกแท้ๆ มันคือหนึ่งในส่วนที่น่าสนใจ และเพิ่มคุณค่าที่จะเอาหนังกลับมาดูใหม่ได้ไม่น้อย

    แม้นจะจั่วหัวว่าสปอยล์ แต่ก็คงต้องเล่าเรื่องย่อของหนังซักนิดนึง... Species เป็นเรื่องเกี่ยวกับ 'ซิล' เด็กสาวที่ดูเหมือนเด็กสาวธรรมดาๆคนนึง แต่ความจริงแล้ว เธอถูกสร้างขึ้นมาโดนการผสม dna ของมนุษย์ เข้ากับ dna ต่างดาว ที่พบบนดาวอังคาร ซิลจึงกำเนิดขึ้นมาและเติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเด็กสาวอายุ 12-13 ภายในเวลาแค่ 3 เดือน เท่านั้น ...จนเมื่อถึงเวลาที่เธอกลายเป็นหญิงสาวสุดสวย ซิลจึงหนีออกไปสู่โลกภายนอก โดยมีเป้าหมายเดียวคือ การสืบเผ่าพันธ์ของตัวเอง...


    Species คือหนังสัตว์ประหลาดแนวปีศาจสาวสวยสวาท ที่เน้นฉากสยองกับฉากสยิวเป็นหลัก หนังมีส่วนที่ดีคือ การกำกับฉากไล่ล่าที่สร้างความระทึกขวัญได้ดี ทั้งตอนที่ซิลหนีออกจากศูนย์วิจัยในช่วงต้นๆเรื่อง ฉากทดลองเซลเอเลียนแล้วดันเกิดความผิดพลาดขึ้นมา หรือฉากสุดท้ายที่ซิลอาละวาดในร่างสมบูรณ์ของตัวเอง ก็ล้วนทำได้สนุกและน่าประทับใจ ฉากสยองขวัญแบบแหวะๆ ก็ทำออกมาได้แหวะแบบพอดี 

    (ฉากที่กีเกอร์เรียกว่า "ไส้กรอก CG" ที่งอกออกมาจากตัวซิล ก่อนจะค่อยๆห่อหุ้มร่างของซิลจนเป็นดักแด้ บนรถไฟ ถ้าเราเห็นชัดๆ อาจจะดูไม่แหวะ แต่พอหนังเล่นกับแสงไฟดับๆติดๆ มันเลยดูเป็นฉากที่น่ากลัวใช้ได้)


    ส่วนที่เป็นไฮไลท์ของหนังเลยคงหนีไม่พ้น นักแสดงสาวที่มารับบทเป็นซิลร่างมนุษย์ อย่าง นาตาชา เฮนสตริดช์ ซึ่งนี่คือหนังเรื่องแรกของเธอด้วย และต้องยอมรับว่า นางสวยมาก สวยแบบสวยจริงๆ สวยราวกับไม่ใช่มนุษย์ เหมือนรูปปั้นแกะสลักอะไรซักอย่าง สวยจนไม่น่าจะมาเล่นบทแบบนี้ (ฮาา) หากไม่นับบทเปลืองตัวที่อยู่ในหนัง เฮนสตริดช์ก็มีสเน่ห์มากกับบทนี้ (มิเชล วิลเลียม ในวัยเด็ก ก็มาเป็น ซิล ร่างเด็ก ในช่วงต้นหนัง ก็น่ารักเหลือเกิน ดูหวานใสจนไม่เข้ากับอิมเมจเซ็กซี่ของเฮนสตริดช์เลย เหมือนเป็นตัวละครคนละตัวโดยสิ้นเชิง 555)

    นักแสดงสมทบทั้งหลายนี่ก็ไม่ใช่ธรรมดาเลย มีทั้ง เบน คิงสลีย์, ไมเคิล แมดเซน (มิสเตอร์บลอนด์ แห่ง Reservoir Dogs), ฟอเรสท์ วิทเทเกอร์, อัลเฟรด โมลินา... แม้บทของแต่ละคนมันจะจะไม่ได้ทำอะไรกันมากมายก็เถอะ แต่ก็ถือเป็นแคสท์ที่รวมดารา a-list ไว้หลายคนทีเดียว

    ในด้านของหนัง มันก็คือหนังที่ดูสนุกเรื่องนึงครับ แม้ว่าพอเอามาดูตอนนี้ ความสนุกมันจะลดลงบ้าง (เพราะต้องยอมรับว่า หนังเองก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร ยิ่งเวลาผ่านไปหนังก็ยิ่งดูเก่า ไม่ใช่แบบ Alien หรือ The Thing ที่ยังคงคลาสสิคตลอดกาล) ...แต่ Species ก็ทำในสิ่งที่ถูกทิศถูกทางและพอดี สำหรับหนังไซไฟสยองขวัญจากฮอลลีวูด เพราะในภาคต่อ ที่ตามออกมาทั้งหลาย มันก็ไม่ลงตัวเหมือนภาคแรกแล้ว ไม่ว่าจะด้านการเล่าเรื่อง หรือการใช้ฉากสยองแหวะ (ภาค 2 นี่รู้สึกว่ามันหนักมือไปสำหรับหนังเมนสตรีม จนดูไม่มีชั้นเชิง เน้นแหวะแบบเห็นจะๆชัดๆ ท่าเดียว)

    ผมพูดถึงในแง่ของตัวหนังไปแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรจะให้พูดถึงมากมายนัก (ฮาา) แต่ส่วนที่ผมว่าน่าสนใจกว่าคือ การดีไซน์ซิลของกีเกอร์นี่แหละ...


    งานของกีเกอร์มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ที่เรียกแบบรวมๆว่า Bio-Mechanical เนื้อผสมเหล็ก การผสมผสานกันระหว่าง เครื่องจักรกลไก และองค์ประกอบทางชีวะร่างกายของมนุษย์ มี symbolic ที่สื่อไปในทาง sexuality สะท้อนภาพทางเพศรสอย่างชัดเจน ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยเทคนิคแอร์บรัช ที่ทั้งสวยงามและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน ...ซึ่งเราได้เห็นสิ่งเหล่านี้ไปจนพรุนแล้วจากการดีไซน์เจ้า ซีโนมอร์ฟ ในหนัง Alien ...แน่นอนว่า ซิล เองไม่ได้คลาสสิคเทียบเท่าซีโนมอร์ฟ แต่สำหรับกีเกอร์แล้ว เขาทุ่มใจลงไปในตัวซิลมาก ราวกับเป็นลูกของตัวเองอีกคน ผมถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษมากๆ 

    กีเกอร์ตั้งโจทย์ให้ซิลแต่แรกเลยว่า "ซิล จะต้องเป็นสัตว์ประหลาดที่มีความสวยงาม" ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้านกับความต้องการต้องสตูดิโอพอสมควร เพราะการที่สตูดิโอเลือกกีเกอร์มา เพราะเขาอยากได้ ซีโนมอร์ฟ อีกตัวมากกว่า ตัวละครที่หน้าตาน่าเกลียด พิกลพิการ มีเมือกเยิ้มๆ แบบซีโนมอร์ฟ แต่กีเกอร์ย้ำชัดเจนเลยว่า ซิลคือความสวยงาม และความงามไม่ได้หมายความว่า มันจะไม่น่ากลัว..


    กีเกอร์นำเสนอดีไซน์ของซิลออกมาผ่าน สภาพสเก็ตช์ และโมเดลจำลองขนาดเท่าจริง ออกมาได้น่าสนใจครับ กีเกอร์อยากให้ซิล เป็นสิ่งมีชีวิตสไตล์ bio-mechanical ที่ดูน่ากลัว ประหลาด แต่ก็สวยงามด้วย (มันดูเป็นโจทย์ที่ยากมากเลยเวลาฟัง แต่กีเกอร์ แกก็ทำออกมาได้ในแบบของแก) ร่างกายมีส่วนที่โปร่งใสเหมือนแก้ว สรุปแบบรวมๆคือ มันเป็นดีไซน์ที่กีเกอร์พยายามจะหลีกเลี่ยงให้ห่างจาก ซีโนมอร์ฟ ออกมาให้ไกลที่สุด

    กีเกอร์เฝ้าประคบประหงมซิลอย่างดี เพื่อจะให้ซิลออกมาดูดีในหนังมากที่สุด ให้ดูจับต้องได้ แบบเดียวกับที่แกเคยทำสำเร็จจนกลายเป็นตำนานมาแล้วใน Alien ภาคแรก แต่.. น่าเศร้าที่ผลลัพท์จริงๆ มันไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่กีเกอร์ตั้งใจเอาไว้ ในหนังจริงๆเท่าไหร่ เพราะในหนัง เราจะไม่ได้มีโอกาสเห็นร่างจริงของซิลมากนัก นอกจากเห็นแบบผ่านๆแว้บๆ พอถึงฉากที่ได้เห็นแบบเต็มๆตัวจริงๆ ซิลก็ถูกสร้างด้วย CG ทั้งตัว! ซึ่งเป็น CG ยุค 90 ซึ่งก็ยังไม่ได้เนียนอะไรนัก จนซิลกลายเป็นสัตว์ประหลาด CG หน้าตาน่าเกลียด ไม่ได้สวยงามอย่างที่กีเกอร์ต้องการ ดีเทลบนดวงตา ผิวหนัง อะไรที่กีเกอร์วางเอาไว้ ก็ไม่ได้ถูกให้ความสำคัญเลย (ชุดที่ทำออกมาตรงกับที่กีเกอร์ดีไซน์ ก็ดันเห็นในหนังจริงๆ น้อยมาก)


    ด้วยความกีเกอร์มีความรู้สึกพิเศษต่อซิลขนาดนี้ ผมเลยเสียดายไม่น้อยเลยที่ Species ไม่ได้เป็นหนังที่พิเศษมากไปกว่าการเป็นหนังสัตว์ประหลาดเรื่องนึง.. เพราะหนังเองก็ใช้ดีไซน์ของซิลได้ไม่คุ้มเท่าไหร่ ไม่เหมือนสมัยตอนทำ Alien ที่กีเกอร์มีเวลากับการสร้างซีโนมอร์ฟ อย่างเต็มที่ ทุกขั้นตอน ทั้งดีไซน์เอง ปั้นแบบจำลองเองกับมือ เปรียบเสมือนลูกที่กีเกอร์เลี้ยงให้โตจนเติบใหญ่คนเดียว จนซีโนมอร์ฟ กลายเป็นจิตวิญญาณส่วนสำคัญของหนัง ในขณะที่ซิล เป็นเหมือนลูกที่เอาไปให้คนอื่นเลี้ยง

    Species เลยเป็นหนังที่ ในความไม่พิเศษ มันมีความพิเศษอยู่.. ในฐานะหนังไซไฟสยองขวัญสนุกๆเรื่องนึง มันมีจิตวิญญาณของศิลปินผู้รักในสัตว์ประหลาดของเขา อยู่ในนั้น เพียงแต่มันไม่ได้อยู่ในนั้นแบบ 100% เท่านั้นเอง มันเหลือสิ่งนั้นในหนังอยู่แค่ประมาณ 30-40% ส่วนอีก 60% มันคือความแอ็คชัน ความโหด ความเซ็กซี่ ในแบบที่สตูดิโอเห็นพึงพอใจ และคิดว่าคนดูเองก็น่าจะพอใจเหมือนกัน

    หากใครทราบประวัติของกีเกอร์มาพอสมควร คงทราบดีว่า หลังจาก Alien กีเกอร์เองก็ไม่ได้รุ่งในฮอลลีวูด หลายๆโปรเจคต์ ที่กีเกอร์เข้าไปมีส่วนร่วม หลายโปรเจคต์ก็ล่มกลางทาง หรือไม่ได้สร้างจริงๆ อยู่หลายโปรเจคต์ ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจากหลายเหตุผล เวลาไม่มากพอ เงินไม่มากพอ สตูดิโอที่จู้จี้จุกจิกมากเกินไป ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น ..จะว่าเพราะคนอื่นไม่มีใครเข้าใจหรือมอบโอกาสสร้างสรรค์ให้กีเกอร์ได้ มากเท่า ริดลีย์ สก็อต ผู้กำกับ Alien ภาคแรก ก็คงได้ Alien เลยถือเป็นงานที่กีเกอร์ เข้าไปมีส่วนร่วมได้อย่างถูกที่ถูกเวลา

    ก็ถือเป็นความผิดหวังในการทำงาน ที่คนทุกๆอาชีพ ต้องพบเจอนะครับ.. มันคงไม่มีอะไรจะได้ดั่งใจเราไปเสียทุกอย่าง


    ปล. แต่ถ้าใครสงสัย หรืออยากให้ Species ถูกรีเมคหรือรีบูทในอนาคต... ไม่ต้องรอนานครับ ผมแนะนำ Splice (2009) ของผู้กำกับ วิเชนโซ นาตาลี เลย นี่แหละ คือสิ่งที่ Species ภาคแรกควรจะต้องเป็นอย่างที่สุด ไม่ต้องพยายามรีเมค Species ให้วุ่นวายเลย


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in