เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
filmtofichoramiji
[LF] Way Down We Go 2: Part IV (Chris x Cill, Jack x Tom x Fionn)
  • Title: Way Down We Go 2
    Continuity: Sequel to Way Down We Go (Part IIIIIIIVV here)
    Previous Episode: Way Down We Go 2 (Part IIIIII here)
    Fandom: Dunkirk Cast
    AU: Mafia
    Episode Theme Song: กุมภาพันธ์ - PETER CORP DYRENDAL

    .
    .

    "แล้ว...นายตกลงมากับฉันทำไมล่ะ"

    ปลายนิ้วนั้นหยุดลงตรงสุดทาง
    จุดที่สัมผัสถึงความเย็นของโลหะ

    ฟินน์ปลดปืนจิ๋วออกจากสายรัดต้นขาสีดำ

    "ตัวเปล่านายยังทำร้ายกันได้ คิดหรือว่าฉันจะไว้ใจแค่เห็นนายสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น..."

    ทอมยิ้มมุมปาก
    ขยับสองขาแยกจากกันช้าๆ

    "อาจจะไม่ได้อยากให้ไว้ใจก็ได้ อาจจะแค่..."

    ยกเรียวขาสวยขึ้นไขว้ก่ายทับลงบนตักคนข้างๆ ชายเสื้อไหมพรมเลิกร่นลงอีกจนเห็นรอยรักในซอกขาเพิ่มขึ้น อุ้งมือเล็กยันท้องน้อยของฟินน์ไว้ พรมปลายนิ้วซุกซนลงเล่นซนกับหัวเข็มขัด

    "...อยากให้สนใจ"

    แพขนตาหนากระพือเนิบช้า มองตามความเคลื่อนไหวอันน่าหวาดเสียวของมือนั้น

    หรือเผลอใจ?

    ฟินน์หยุดมือทอมได้ก่อน หากไม่ผลักไส
    กลับรวบร่างเล็กบางขึ้นมาวางบนตัก

    ตักของคนตัวผอมแข็งแรงกว่าที่ทอมคิด

    "ปล่อย"
    "ปากอย่างกายอย่างจังเลยนะ"

    ยิ่งดิ้น สองแขนเรียวยิ่งโอบกระชับสะโพกมน
    มือรวบข้อแขนคนบนหน้าขาไว้พร้อมสรรพ

    "รู้สึกไหมล่ะ...สัมผัสได้ใช่ไหม"

    แก้มคนถูกถามร้อนผ่าว
    รู้สึกถึงสิ่งที่อีกคนกล่าวถึง

    หยุดการเคลื่อนไหวในฉับพลัน

    ฟินน์กระตุกยิ้ม "ถ้าไม่อยาก...ก็อย่ายั่ว"

    ถ้าคิดจะปั่นหัวกัน...ก็ต้องกล้าแลก
    ถ้าสติจะแตก ก็ต้องแตกไปพร้อมกันนี่ละ

    ทอมสงบลง ว่าง่ายอย่างไม่เคยเป็น เขามีสามีแล้ว จะใช้เรือนกายเป็นเครื่องมือหลอกล่อลวงใจใครไม่ได้อีก มันคือข้อจำกัดของเขาในตอนนี้ อีกฝ่ายจับจุดได้จึงได้เปรียบ ความเงียบเริ่มโรยตัวลงห่มคลุมบรรยากาศ ไม่ต่างจากหิมะขาวที่โปรยปรายอยู่ด้านนอก ฟินน์ค่อยๆ ผลักร่างนั้นกลับลงไปนั่งเบาะข้างกันตามเดิม

    ไม่ลืมถอดเสื้อตัวนอกออกมาคลุมขาเรียวให้

    คนตัวเล็กรับน้ำใจแต่โดยดี ไม่แปลกใจ
    เขารู้สึกอยู่ลึกๆ มานานแล้วว่าฟินน์น่ะ...

    อาจจะร้าย แต่...ไม่ได้เลว

    "ทำตัวดีๆ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว"

    อันที่จริง...
    อาจจะดีกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ

    .
    .

    "ว่าไงครับ...คุณพี่ชาย"

    ทำปากเก่งไปอย่างนั้น
    แท้จริงใจก็หวั่น

    ไม่ต่างจากร่างที่กั้นพวกเขาเอาไว้

    "..."

    คริสอาจจะไม่เห็นหัวเขานัก — พอๆ กับพ่อและแม่ — แต่ไม่เคยเย็นชาหรือปั้นหน้าดุดันใส่กันตรงๆ ภายนอกพี่ชายเป็นคนสุภาพนุ่มนวล พูดจาดีกับคนอื่นยังไง ก็ปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น มีวิธีเกลี้ยกล่อมตะล่อมให้คนถูกหลอกใช้รู้สึกเต็มใจเสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่แม้แต่แววตาอ่อนโยนก็ไม่มีให้ ไม่มีความเอ็นดูในหัวใจ ไม่ถนอมความรู้สึกคนเป็นน้องชายแม้แต่นิดเดียว

    อาจเพราะไปทำรุ่มร่ามกับของสำคัญ
    คนสำคัญ

    ขี้หวงตั้งแต่เด็กจนโต

    "กลับ..."

    พี่ชายเอ่ย สั่ง ห้วนสั้น
    ไม่ได้พูดกับเขา ไม่แม้แต่จะทัก

    คิลเลียนยังพยายามแกะมือใหญ่ออกจากเอว
    สุ้มเสียงเครือสั่น "คริส...ปล่อยก่อน..."

    เขาไม่ได้ตั้งใจจะแสดงอาการหวาดกลัวขนาดนั้น แต่มันเป็นไปเอง อุ้งมือแกร่งกระชับช่วงตัวเขาแน่นเหลือเกิน...ราวกับคีมเหล็ก ประกอบกับสติที่เลือนรางเพราะฤทธิ์เหล้าเลยยิ่งกระวนกระวาย ควบคุมอะไรไม่ได้ พร้อมจะร้องไห้ออกมาแล้วจริงๆ แอนดี้เองยังตกใจเพราะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ต้องรีบยื่นมือเข้าช่วย

    "คิลเลียนเจ็บนะ คริส"
    "ห่วงเขาเป็นตั้งแต่เมื่อไร"

    คริสผ่อนแรงลงบ้าง แต่ยังไม่ปล่อย
    แอนดี้เอื้อมมือแตะไหล่พี่ชาย

    จ้องนัยน์ตาดุดันที่เขาไม่เคยเห็นนั่น

    ไม่แปลกใจแล้วว่าคิลเลียนหนีทำไม
    นี่ไม่เหมือนคริส...ไม่ใกล้เคียงสักนิดเดียว

    "..."

    คริสหลุบตาลง มองมือน้องชายที่ค่อยๆ พลิกขึ้นมาประคองกรอบกรามเขาไว้เบาๆ ก่อนเลื่อนลึกเข้าจับลำคอ บังคับให้เงยขึ้นสบตา จ้องลึกลงไปในความเวิ้งว้างดุจมหาสมุทรยามรัตติกาลนั่น

    "ฉันห่วงพี่ต่างหาก..."

    ข้างในนั้นไม่ใช่พี่ชายที่เขารู้จัก

    หรืออาจเคยพบพานกันชั่วคราวครั้งเก้าขวบ
    อาจเป็นอสูรร้ายตนนั้นที่ครอบงำชั่วขณะ

    แต่ต้องไม่ใช่ 'คริส' สิ...มันต้องไม่ใช่

    เสียงสะอื้นในลำคอคนตรงกลางเร่งให้แอนดี้รีบทำเวลา "ปล่อยก่อนนะ เขากลับด้วยอยู่แล้ว จริงไหม คิลเลียน..."

    คนตัวเล็กไม่ตอบ ไม่รู้จะทำยังไง
    โกหกไม่เป็น...แปลว่าไม่อยากกลับ

    คริสแปลความหมายได้รวดเร็ว

    แอนดี้เม้มปาก ก้มลงกระซิบกับคิลเลียน
    "อย่าทำให้เขาโกรธไปกว่านี้เลย..."

    เจ้าตัวยังเงียบงัน
    ปล่อยน้ำตาให้ไหล

    แอนดี้ยกมือขึ้นเช็ดโดยสัญชาตญาณ

    นั่นเป็นตอนเดียวกับที่หมัดลุ่นๆ สวนซัด

    เสียงกระดูกมือปะทะสันหน้าดังลั่นในโสตสัมผัส กำแพงสูงที่ตีขนาบร่างเล็กอยู่ข้างหนึ่งทลายร่วงลงไปกองกับพื้น พระจันทร์สีฟ้าเบิกโพลงเต็มดวง ไม่เชื่อสายตา มองแอนดี้ล้มลงด้วยใจสั่นขวัญผวาระคนตื่นตระหนก

    "อย่ามาแตะ..."

    อย่ามาจับต้องของของเขา
    สอนไม่รู้จักจำ

    คริสเหมือนจะตามเข้าไปซ้ำคนที่กำลังพยายามลุก คิลเลียนได้แต่เอาร่างน้อยๆ ของตนเข้าขวางคนตัวโตกว่าหลายคืบศอกอย่างทุลักทุเล คนในบาร์เริ่มหันมามองเหตุการณ์ไม่ปกติและเรียกหาพนักงาน แอนดี้ยืนได้ไว กระพุ้งแก้มตุงออกเพราะลิ้นดุนดันทดสอบความเจ็บ ปลายนิ้วแตะเลือดจากริมฝีปากได้นิดหน่อย ยกมือเสยผม เริ่มมีน้ำโมโหขึ้นมาแล้วเหมือนกัน

    "จะจบงานเลยไหมล่ะคุณพี่ชายที่รัก ปล่อยให้ฉันอยู่ต่อมาทำไมตั้งสี่สิบกว่าปี!"

    อยู่เป็นเงา
    อยู่เป็นหุ่นเชิดให้ชักใย

    เจ็บปวด แต่ถอนตัวไม่ได้
    ยังเต้นไปตามใจพี่ชายทุกอย่าง

    คริสมีอิทธิพลกับคนรอบตัวแบบนั้น

    "คริสอย่า..."

    คิลเลียนโถมแรงทั้งตัวกอดรั้งร่างนั้นไว้ ไม่ให้พุ่งปราดเข้าต่อยน้องชายซ้ำ ถ้าหลุดไปได้...ไม่รู้เลยว่าแอนดี้จะรอดชีวิตออกไปหรือเปล่า ภาพรอยแผลเป็นตรงเส้นขมับของอีกฝ่ายยังฉายชัดในหัวเขา

    เมื่ออะไรก็ไม่ได้ผล จึงโน้มใบหน้าหล่อลงมารับจูบ เบี่ยงเบนความสนใจให้ไขว้เขวเร็วสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ คริสเริ่มนิ่ง เริ่มสงบลงชั่วคราว เรียวปากเย็นเยียบเฉียดกันไปมายามเจ้าตัวกระซิบ

    "พอแล้วนะ" มือกุมสองแก้มนิ่มไว้
    ฝืนยิ้มทั้งน้ำตา "กลับกันเถอะ"

    แต่ยิ่งห้าม กลับเหมือนยิ่งยุ
    ยิ่งคิด ไฟโทสะยิ่งโหมกระหน่ำ

    สนิทกันขนาดต้องปกป้องตั้งแต่เมื่อไร

    ระหว่างความคิดยังลังเลกับก้าวต่อไป พนักงานรักษาความปลอดภัยก็ตรงเข้ามาเชิญพวกเขาออกจากร้าน แอนดี้ปัดมือคนของบาร์ทิ้งไปจากไหล่ บอกจะจัดการเรื่องค่าเครื่องดื่มให้เรียบร้อย เขาหันมองคิลเลียน ตั้งใจจะส่งสัญญาณว่าควรรีบไป แต่ก็คงไม่สำคัญอะไรเพราะเจ้าตัวถูกคริสจูงกึ่งลากออกไปแล้ว

    อยากได้อะไรต้องได้

    ไม่ว่าร่างนุ่มนวลหรือดุร้าย...
    คริสก็คือคริสวันยังค่ำ

    .
    .

    การ์ดเชิญของฟินน์ไม่มีข้อความ

    แต่เป็นรูปถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาสะสวยแม้ดูอิดโรยอ่อนล้า เส้นผมสีอ่อนเป็นลอนยาวสยายขับดวงหน้าให้ดูหวานละมุน แม้แสงเงาจะทาทาบทับไปเสียครึ่ง หากก็ยังงดงามนัก

    เธอเป็นเหตุผลที่เขาต้องมาตามคำเชิญนั้น

    "นายหาเธอเจอได้ยังไง"

    ทอมพึมพำ ระหว่างมองผ่านช่องเหนือประตู แสงจากในห้องตกกระทบนัยน์ตาสีครามสวยสะท้อนภาพของเธอให้เขายล ฟินน์ยืนนิ่งล้วงกระเป๋าอยู่ข้างๆ มือหนึ่งหงายพาดบ่า เกี่ยวรั้งสูทตัวนอกไว้

    "โชคช่วยละมั้ง"

    เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่เสือกเจอ

    ฟินน์ไม่มีทางยึดแก๊งต่างๆ ในลอนดอนได้เร็วขนาดนี้หากไม่ศึกษาศัตรูมาก่อน เขาอาจลงมือและทำสำเร็จภายในไม่กี่เดือน แต่ขั้นตอนซึ่งคนอื่นไม่ได้เห็นก็คือเขาเตรียมการล่วงหน้านานแค่ไหน เขาเฝ้าจับตาดูทอม กลินน์-คาร์นีย์มานานมากแล้วเช่นเดียวกับหัวหน้าแก๊งรายอื่นๆ นานพอให้รู้จุดอ่อน นานพอให้ความโดดเด่นของเจ้าตัวฉายชัด

    นานพอให้เขาลักลอบชื่นชมและหลงใหล

    แต่อาจยังไม่นานพอจะทำให้หัวใจต้านทานไหว เมื่อได้สัมผัสใกล้ชิดกันจริงๆ

    "ขอฉันคุยกับเธอหน่อยได้ไหม" ถามเสียงแผ่ว แววตาเว้าวอนนัก
    ฟินน์เกือบใจไม่แข็งพอ "ไว้คุยหลังจากนายยกเรดแฮนด์ให้ฉันดีไหม จะคุยนานเท่าไรไม่ว่าเลย"
    "ฟินน์..."

    อย่ามาเรียกนะ
    ไม่ใช่ด้วยเสียงอ่อนแบบนี้

    ปลายมือเล็กวางลงบนต้นแขนเขา ยิ่งสูทตัวนอกไม่ได้ใส่ สัมผัสยิ่งแจ่มชัด แผ่วหวานทว่ารุนแรง แทงทิ่มทะลวงเสื้อเชิ้ตบางๆ แล่นปราดเข้าสู่หัวใจ ยิ่งรู้จัก...ความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ ที่เคยมีอยู่ยิ่งสลายหายไปสิ้น ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพี่ชายต่างแม่ของเขาจึงได้รักได้หลงคนคนนี้นักหนา

    ไม่รู้ว่าภาพจริงหรือลวงตา
    แต่พร้อมจะเชื่อโดยไม่มีเงื่อนไข

    หยาดน้ำหวานรินรดหยดลงกลางใจ
    กร่อนกำแพงที่ก่อไว้ง่ายดายนัก

    "ไม่"
    "ขอละ ให้ฉันได้เรียกเธอว่าแม่สักคำก็ยังดี"
    "..."

    'แม่'

    คำเดียวเท่านั้น ทรงพลังกึกก้องในหัวใจ

    เขาเคยมีแม่ เคยกอดแม่ กอด...ศพแม่
    แต่อีกฝ่ายไม่เคยมีแม่เลยด้วยซ้ำ

    "ห้านาที" ฟินน์กระซิบ เปิดประตูให้

    ทอมยิ้มหวาน เขย่งตัวขึ้นจูบแก้มเบาๆ แทนคำขอบคุณอย่างจริงใจ ฟินน์ตัวแข็งทื่อ กระทั่งร่างเล็กเดินผ่านเข้าไปได้ครึ่งตัว จึงได้ขยับ เอื้อมคว้าแขนเรียวไว้

    "...รักษาเวลาด้วยล่ะ"

    แค่อวยพรให้โชคดี
    ทำไมถึงได้...ยากเย็นนัก?

    .
    .

    "อื้อ..."

    คริสไม่ได้อดทนไปถึงบ้าน

    ยังไม่พ้นร้านเลยด้วยซ้ำ พวกเขายังอยู่ในอันเดอร์กราวน์ ในห้องน้ำ...ที่คริสผลักเขาเข้ามา ล็อคประตู และยัดเยียดรสจูบรุ่มร้อนรุนแรงให้ คนตัวโตไม่พูดไม่จา ไม่ฟังอะไร ขย้ำหนั่นเนื้อทุกส่วนสัดด้วยมือหน่วงหนัก... ด้วยความโหยหา...

    ด้วยความบ้าคลั่ง

    คิลเลียนได้แต่ร้อง "หยุดนะ คริส..."

    ดุจเทน้ำมันราดกองไฟ เปลวเพลิงยิ่งลุกโชนโชติช่วงโหมเข้าใส่ ร่างสูงใหญ่บดคนตัวเล็กจนแทบหลอมเป็นเนื้อเดียวกับประตู กดจูบขบเม้มผิวกายซีดขาวราวหิมะเหมือนคนอดอยาก ยิ่งดิ้นขลุกขลัก คริสก็ยิ่งทำรุนแรงกลับมาเหมือนกระจกสะท้อน

    ไม่มีอีกแล้ว...คนที่เคยทะนุถนอมกันทุกสัมผัส

    "คริส ฟังกันบ้างสิ!"

    ชะงักเพียงนิด
    พรมคำหวานรำพันลงข้างหู

    "ผมคิดถึงคุณ"

    เพียงเท่านั้น...ใจมันก็ยวบไหวลงง่ายดาย

    เมื่อเขาหยุดดิ้น คลื่นคลั่งก็ผ่อนแรงลง คริสอุ้มคนตัวเล็กลอยจากพื้น ให้เรียวขาบอบบางกระหวัดรัดเอวตนไว้ ไล้โลมสัมผัสหวานซึ้งจากริมฝีปากอุ่นร้อนลงไปทั่วเนินอกแบนราบ ลามขึ้นมาตามลำคอระหง แก้มซูบผอม ริมฝีปากช้ำแตกเพราะอากาศหนาว และดวงตาที่เขาหลงรัก

    "อย่าหนีผมไปอีก..."

    ขอร้องหรือคำสั่ง
    คิลเลียนไม่แน่ใจ

    แต่ตอนนี้เขาไม่มีคำนั้นอยู่ในหัวอีกแล้ว ยิ่งคริสกอด เขายิ่งเข้าใจ เหมือนกับที่อีกคนเริ่มเข้าใจไปพร้อมกัน ไม่มีใครขาดใครได้ ทุกวันที่แยกกันอยู่มันช่างว่างเปล่า ทรมานเหมือนจะตาย หรือบางทีความตายอาจเรียบง่ายและสุขสงบกว่าด้วยซ้ำ

    แม้จะเจ็บปวดก็ไม่เป็นไร
    แม้จะต้องร้องไห้ก็ไม่เป็นไร

    ตราบใดที่ยังอยู่ด้วยกัน
    ให้ลงนรก, หรือแย่กว่านั้น, ก็ยังยินดี

    ...

    แม้จะหวาดกลัว นายก็ร้องเรียกชื่อเขา
    แม้จะเจ็บตัว นายก็ยังต้องการทุกหยาดหยดของเขา

    แอนดี้ได้ยินทุกอย่างจากหลังประตู

    เสียงประท้วงขอให้หยุดแปรเปลี่ยนเป็นครวญครางชื่อของคนรัก เขาไม่ได้แปลกใจ แต่กลับโหวงเล็กๆ ในใจบอกไม่ถูก ตะกอนบางอย่างที่นอนก้นอยู่ภายในมาเนิ่นนานได้ถูกกวนให้ขุ่นฟุ้งขึ้นเต็มความรู้สึก

    ทั้งที่ดูเหมือนกันทุกอย่าง
    แต่คนข้างกายนายกลับไม่เคยเป็นฉัน

    ทั้งที่เขาอยู่ตรงนี้ วนเวียนในอีสต์เอนด์ เห็นกันอยู่เป็นสิบๆ ปี แต่กลับเป็นได้แค่คู่แข่งทางธุรกิจ เป็นคนรู้จักวัยเด็กที่ถูกมองข้ามผ่าน และเพราะเขาเองก็กลัวจะหลวมใจลื่นไถลลงไปในหลุมลึกกว่าเก่า จึงได้แต่ปั้นท่าจงเกลียดจงชังเพื่อกักเก็บหัวใจของตนไว้ เศษใจเหลือๆ...ที่รู้อยู่แล้วว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่มีวันเห็นค่า ฝังลืมจนไม่คิดว่าจะมีร่องรอยอะไรหลงเหลืออยู่ หากความจริงทุกสิ่งแค่ถูกกดไว้

    ทุกสิ่ง...ที่เคยรู้สึกกับเด็กเลี้ยงม้าคนนั้น

    เขื่อนความรู้สึกทะลักทลายลงแล้วในวันนี้
    วันที่เห็นกับตาว่าเขาไม่มีวันแทนที่คริสได้

    "คริส...คริส..."

    แอนดี้นาบตัวเองลงกับกระจกสีขุ่นของประตู ไล้ปลายนิ้วสัมผัสส่วนที่ดูจะเป็นเงาคางของคิลเลียน สายตารวดร้าวจดจ้องมองเงาคนตัวสูงเทียมเขาซ้อนทับอยู่ด้านหลัง บดขยี้เรือนร่างบอบบางเข้ากับประตู

    "..."

    แอนดี้จรดริมฝีปากลงจูบเงามัวของคนที่หันหน้าออกมาทางเขา ราวกับจะสัมผัสได้จริง

    แต่...

    จากมุมมองของคิลเลียน แอนดี้เหมือนเป็นเพียงเงาสะท้อนของคริสที่อยู่ด้านหลังตนเท่านั้น

    เป็นได้แค่นั้นเอง

    .
    .

    ทอมกลับมาขึ้นเตียงตอนใกล้รุ่งสาง

    ปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ ทอดตัวลงรับพันธนาการจากอ้อมแขนอบอุ่นของคนรักตามเดิม แขนแกร่งเคลื่อนขยับกอดกระชับร่างเล็กเอาไว้อีกครั้ง รู้สึกถึงไออุ่นที่จางหายไปได้กลับคืนมา และแม้ตะขิดตะขวงใจอยากถามว่าก่อนหน้านี้หายไปไหน แจ็คก็ไม่ได้ถาม

    ถ้าเขามีสิทธิ์รู้ ทอมคงบอกเอง

    "..."

    คนตัวเล็กพลิกร่าง หันหน้าเข้าหา
    แตะริมฝีปากลงบนแก้มเขา...แผ่วเบา

    นั่นน่ะ...แปลว่าอะไรกันนะ?

    .
    .

    แจ็คตื่นเช้ากว่าทุกวัน

    อันที่จริง ตั้งแต่ทอมกลับขึ้นมานอน เขาก็หลับไม่ลงอีกเลย ไม่รู้ว่ากระวนกระวายเรื่องอะไรเหมือนกัน ทอมไปไหน? ออกไปเจอใคร? ทำไมไม่บอกกันดีๆ? ทำไมต้องแอบย่องไปตอนเขาหลับ? เขาไม่อยากสงสัยหรือคิดไปไกล แต่ห้ามความคิดตัวเองไม่ได้ ใจหนึ่งอยากบอกตัวเองว่าไม่มีอะไร แต่อีกใจก็รู้แน่ชัดว่ามันมี

    ทอมมีความลับกับเขา

    "รินให้ทอมด้วย"

    เสียงงัวเงียอ้อนจากด้านหลัง

    คนจมจ่อมในภวังค์ความคิดเกือบสะดุ้ง นมในเหยือกกระฉอกแรงจนเกือบหก โชคยังดีที่ยั้งทัน มือใหญ่เอื้อมคว้าแก้วอีกใบลงมา เท ส่งให้ ยีหัวคนกำลังขยี้ตาตัวเองเล่นด้วยเอ็นดู ร่างเล็กในชุดเสื้อกล้ามตัวเดียวหาววอด ยกนมขึ้นดื่ม

    "นอนไม่พอเหรอ?" ถามยิ้มๆ
    ทอมกระโดดขึ้นนั่งบนโต๊ะ "เพราะใครล่ะ"
    บ่นขมุบขมิบ "กลัวซี่โครงหักโง้นงี้ แต่เล่นเอาทอมปวดไปทั้งตัว"

    แจ็คหมุนตัวไปทางเครื่องปิ้งขนมปัง
    หยิบใส่จาน พึมพำ "พี่คนเดียวเหรอ"
    ทอมไม่มั่นใจหูตนเองนัก "อะไรนะฮะ"
    "เปล่าจ้า ขนมปัง?"

    ทอมสั่นหัวดิ๊ก หรี่ตามอง ชั่งใจ
    ถาม "พูดอีกทีสิ พี่หมายถึงอะไร"
    "ไม่ได้พูดอะไรเลย"

    คนตัวโตยืนยัน ยังหันหลังให้ มือขยับปาดเนยลงบนขนมปังปิ้งดังแกร่กกร่าก นานเกินจำเป็น

    "หันมาคุยกันดีๆ พี่แจ็ค" น้ำเสียงทอมดุขึ้น
    แจ็คยกมือยอมแพ้ "พี่งี่เง่าเอง ไม่มีอะไร..."

    แต่ก็ยังไม่ยอมหันหน้ามาคุยกันอยู่ดี

    มั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องที่เขาหายไป
    แต่เมื่อไม่ถามตรงๆ ก็ปล่อยให้คิดมากซะบ้าง

    "พี่แจ็ค..."

    เสียงเรียกไม่อาจทำให้สนใจได้เท่ากับสิ่งที่เจ้าตัวโยนมาซบข้างเท้าของเขา

    กางเกง...ชั้นใน

    "...เก็บให้หน่อย"

    คนโตกว่ายอมหันมาในที่สุด เขาไม่ได้ก้มเก็บสิ่งที่อีกฝ่ายถอดโยนมายั่ว แต่ตรงเข้าไปหาคนนั่งอ้าขารอ มือแกร่งรวบสองขาเรียวเข้ามาชิดกัน แทบจะกอดไว้ ซบหน้าผากลงกับลาดไหล่ขาวเนียน พึมพำไม่เต็มเสียง

    "อยากเห็นพี่เป็นบ้านักหรือไง"
    "ก็เห็นเกรี้ยวกราดกับลูกน้องจัง..." ทอมกระซิบกลับ "ทำไมไม่ทำกับทอมบ้าง"

    ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโวยวาย
    ไม่เคยมีสักครั้งที่จะระแวงสงสัย

    บางทีก็แอบคิด...ว่าพี่รักทอมมากเกินไป
    มากจนไม่รู้จะตอบแทนยังไงให้เท่าเทียม

    "ก็พี่ทำไม่ได้..."

    ได้ชื่อว่าเป็นคนที่แจ็ค ลาวเดนรัก ก็มีสิทธิ์ในทุกอย่าง ทั้งชีวิต ทั้งหัวใจ ได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยที่คนให้ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องฝืนใจหรือลำบาก มันเป็นไปโดยสัญชาตญาณ เหมือนเป็นธรรมชาติของคนหนึ่งคนเท่านั้น

    จากที่ไม่เคยยอมใคร...แค่ได้รัก อะไรก็ยอม

    "พี่มีสิทธิ์ถามนะ...รู้ใช่ไหม"

    ทอมลูบเรือนผมตรงท้ายทอยของคนที่ยังซบหน้าอยู่ตรงไหล่ กระซิบย้ำ "ถามสิฮะ..."

    แจ็คยังลังเล ยังรักษาความเงียบไว้

    "ทอมอยากให้พี่ถาม"

    อยากให้รู้ว่าพี่มีสิทธิ์สงสัย
    มีสิทธิ์ได้รับคำอธิบาย

    เราควรจะเท่าเทียมกันในความสัมพันธ์
    ไม่ใช่ปล่อยให้ใครแบกรับมันไว้คนเดียว

    ยังจำที่พ่อสอนได้ดี

    'อย่าปล่อยให้เขายอมเข้าใจเราฝ่ายเดียว ยิ่งนานเขาจะยิ่งโดดเดี่ยว...'

    "เมื่อคืน..."
    "..."
    "ทอม...ไปไหนมาเหรอ"

    ไม่ใช่... 'ทอมมีคนอื่นหรือเปล่า' ซะด้วยนะ
    คนถูกถามอมยิ้ม ประคองใบหน้าหล่อขึ้นมอง

    "ก็แค่นั้น มันยากเย็นตรงไหนกัน"
    "ฮื่อ" คนนิสัยหมาเอาจมูกดุนแก้มใสแก้เก้อ
    "ทอมไปหาฟินน์"

    คำตอบตรงๆ กระชากหัวใจคนฟังลงไปอยู่ตาตุ่ม มองหน้าถอดสีแล้วคนพูดกลับหัวเราะ

    "ฟินน์จับตัวแม่ทอมไว้ ต่อรองขอแลกกับเรดแฮนด์"
    คิ้วสีอ่อนขมวดมุ่น "แม่เหรอ?"
    "อื้อ แม่ที่เกิดมาไม่เคยเจอ อยู่ๆ ศัตรูก็ไปขุดมาใช้ขู่บังคับกันได้ซะงั้น"



    'แม่...?'

    ไม่รู้ว่าควรเรียกเธอเช่นนั้นไหม
    แต่หลุดปากพึมพำออกไปเพียงได้เห็น

    เธอจะรู้หรือเปล่าว่าเขาคือลูกชาย?

    นัยน์ตากลมโตของเธอจ้องมองเขา
    โครงหน้าฉายชัด ถอดคนพ่อมาทุกส่วน

    'ผมทอม กลินน์-คาร์นีย์'

    สมองโล่งๆ กลั่นกรองให้พูดออกไปได้แค่นั้น
    แค่แนะนำตัว...แต่กลับมีความหมาย

    'แม่รู้...'

    พ่อเคยบอกว่า กลินน์-คาร์นีย์ ไม่ใช่นามสกุลจริงของแม่ เป็นแค่ชื่อปลอม และแม้ไม่รู้จะมีวันที่เธอกลับมาหาคนเป็นลูกชายไหม พ่อก็อยากให้ทอมใช้นามสกุลปลอมที่เธอบอกกับพ่อไว้ เผื่อวันไหนมีโอกาสพบกัน เธอจะรู้ได้ทันใดว่าเขาเป็นลูก

    ลูกชายที่เธอทอดทิ้ง

    'เขาให้เวลาเท่าไร'
    'อะไรนะ?'
    'ฟินน์' เสียงเบา แต่ฟังชัด 'ฟินน์ให้เวลาเราเท่าไร'
    'ห้านาที ทำไมกั—'
    'เหลือสี่ครึ่งแล้ว ทอม ฟังแม่ให้ดี'

    เขายังตั้งสติไม่ทัน แต่ก็พยายาม

    'ไม่ว่าฟินน์ต้องการแลกแม่กับอะไร อย่าให้เขา'
    'แต่—'
    'อย่าตกลงเด็ดขาด แม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้เขาจนกว่างานเขาจะเสร็จ'
    'งานอะไรครับ? แล้วทำไม...'

    ทอมเงียบลงไปเองเมื่อทบทวนอะไรได้

    'เขาไม่ได้บังเอิญหาแม่เจอ...'

    คนเป็นแม่พยักหน้า

    ไม่ว่าแม่เป็นใคร แม่ไม่ได้ถูกฟินน์จับได้
    โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญขนาดนั้น

    แม่จงใจให้ฟินน์หาเจอ...ให้ตัวเองถูกจับ

    และการที่แม่ต้องรออยู่ใกล้ตัวฟินน์ จนกว่าฟินน์จะเสร็จ 'งาน' ไม่ว่างานนั้นคืออะไร อาจแปลได้ว่าเป็นงานที่ไม่สามารถปล่อยให้มีข้อมูลรั่วไหล

    อาจแปลได้ว่า...

    'มีคนส่งแม่มาเก็บเขา?'



    "แล้วทอมตกลงหรือเปล่า"
    ส่ายหน้า "บอกไปว่าขอคิดก่อน"
    "ฟินน์ยอมเหรอ"
    ทอมยักไหล่ "ไม่ยอมก็ต้องยอม มันต้องรู้อยู่แล้วว่าตัวประกันไม่ได้มีน้ำหนักมากขนาดนั้น ทอมไม่ได้ผูกพันกับแม่ เทียบกับแก๊งที่พ่อสร้างมายังห่างชั้น ยังไงคงต้องเจรจา"

    ทอมยกนมขึ้นดื่ม
    แจ็คถอนหายใจ

    "เรื่องเป็นงี้ จะแอบย่องไปให้ใจเสียทำไมนะ"

    อีกคนหัวเราะลั่น นมที่กำลังดื่มกระฉอกเลอะปากเลอะคอไปหมด แจ็คต้องดึงเสื้อของเจ้าตัวขึ้นมาเช็ดให้ พลางส่ายหัว "เด็กน้อย..."

    "ใครบางคนจะได้รู้ไงว่า เนี่ย..."

    ยกนิ้วจิ้มอกตน "...หวงได้"

    ทอมไม่ได้เป็นเจ้าของพี่คนเดียว
    พี่เองก็เป็นเจ้าของทอมด้วย เท่าๆ กัน

    เอิร์ลยิ้มออก จรดจุมพิตลงเล็มคราบนมสีขาว ณ มุมปากคนตรงหน้า ลากไล้ไล่เรื่อยมาตามพวงแก้ม สันกราม และลำคอระหงจนสะอาดสะอ้านหมดจด

    ไม่ทันไร ผิวกายเนียนนุ่มก็เปรอะเปื้อนซ้ำใหม่
    ด้วยมือเล็กเอียงแก้ว รินน้ำนมหกรดตัวอีกหน

    ช้อนสายตาหวานหยาดเยิ้มขึ้นอ้อนอีกคน

    "เช็ดให้หน่อย..."

    ดี...ไม่ต้องไปทำการทำงานมันแล้ววันนี้

    .
    .

    คริสนั่งเงียบตลอดเวลาที่อีกคนทำแผลให้

    คิลเลียนไม่ได้ถามว่ามือนั้นไปทำอะไรมา ก่อนมาชกหน้าน้องชายจนแผลเปิด เขาเห็นรอยเลือดแห้งกรังหย่อมน้อยๆ ซึมเปื้อนกำแพงยิมด้านหนึ่ง สมองเชื่อมโยงได้ในฉับพลัน ไม่ต้องถามก็รู้ว่าสาเหตุคงเป็นเพราะเขา ตัดความคิดจะถามทิ้งไปได้ ระหว่างจัดการกับบาดแผลเลยเอาแต่นั่งเงียบไม่ต่างกัน

    ก่อนตัดสินใจเอ่ยบางคำ

    "อย่าทำอีกนะ..."

    ค่อยๆ พันผ้าสะอาดให้ใหม่

    "บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่อยากเห็นคุณทำร้ายตัวเอง"
    "..."

    ไร้การตอบรับหรือปฏิเสธ
    มีเรื่องเอ่ยปาก แต่ไม่เกี่ยวกัน

    "ทอมมี่บอกว่า ถ้าไม่มีผม คุณคงอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต..."

    คิลเลียนยังพันแผลต่อให้จนเสร็จ
    ก่อนปล่อยมือ และมองหน้าเขา

    มือใหญ่กลับกุมมือนั้นไว้แทน

    "จริงหรือเปล่า..."
    "ผมไม่เคยพูด"
    "..."

    คิลเลียนบิดมือพลิ้วออกจากการเกาะกุม
    เป็นฝ่ายจับมือคริสไว้ ทาบวางลงตรงอกซ้าย

    "คิดว่าไง..."

    หัวใจอีกฝ่ายยังเต้นรัวแรง
    ราวกับครั้งแรกที่พบกัน
    หรือครั้งแรกที่กอด
    ครั้งแรกที่จูบ

    หรือคงเป็นทุกครั้ง...ที่อยู่ใกล้คนรัก

    คริสเม้มปาก หลับตา สัมผัสให้ชัด
    "คิดว่า...ทอมมี่พูดถูก..."

    หัวใจดวงนั้น...เต้นอยู่เพื่อเขาเพียงคนเดียว

    ไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำใสกลั่นตัวออกจากนัยน์ตา
    จนปลายนิ้วสั่นเทาเอื้อมมาเกลี่ยเช็ดให้

    "อย่าร้อง...ไม่หนีไปไหนแล้ว"

    ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งตอกย้ำ น้ำตาไหลจนเจ้าตัวต้องรีบปาด ก่อนเสยผมหน้าตนขึ้นไป

    "ผมเข้าใจว่าทำไมคุณต้องหนี"

    รู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน กับการได้เห็นตัวตนที่ซ่อนอยู่ในมุมลึกสุดของเขา ในห้วงมิติอันมืดดำเวิ่งว้างดูอันตราย ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังบอกไม่ได้ว่ามีอะไรหลบเร้นอยู่อีกบ้าง

    ทว่า...หากเป็นคนอื่นที่กลัว เขาคงไม่ใส่ใจ

    แต่เพราะเป็นคนรัก เป็นคนเดียวที่ไม่อยากให้กลัว เลยทำใจไม่ได้ง่ายๆ สติเลยหลุดลอยไปแบบนั้น ยิ่งเปิดโพรงโล่งกว้างให้มันครอบงำจิตใจ

    "ที่ไม่เคยบอก เพราะรู้สินะว่าแม้แต่คนอย่างผมยังต้องกลัว..."

    ...ยิ่งต้องกลัว

    คริสพยักหน้า เอนหลังพิงหมอน
    กอดรั้งคนตัวเล็กให้พิงลงมาด้วยกัน

    "แต่คริส...ผมจำเป็นต้องรู้นะ..."

    ถ้าเป็นคนอื่น คงหลบเลี่ยงได้
    ถ้าเป็นคนอื่น เลือกคบแต่ด้านดีๆ คงพอไหว

    แต่ได้ชื่อว่าคนรักแล้ว จะให้เลือกยอมรับแต่ด้านที่สวยงามได้ยังไง ขึ้นชื่อว่าเป็นคู่ชีวิต ต้องอยู่ด้วยกัน แบ่งปันทุกรายละเอียด ทุกประสบการณ์ ทุกเสียงหัวเราะหรือร้องไห้ หากไม่ยอมรับด้านเลวร้าย —ซึ่งแม้ไม่คาดฝันว่ามี แต่ก็มี— ไม่คอยประคับประคองความสัมพันธ์ จะอยู่ด้วยกันได้นานเท่าไร?

    "ทุกข้อเสีย ทุกความเลวร้าย ผมต้องรู้ทั้งหมด เพราะผมต้องหาทางอยู่กับมันให้ได้ คริส และผมทำไม่ได้ถ้าผมไม่เข้าใจ"
    "ถ้าผมเป็นปีศาจ คุณจะยังอยู่กับผมหรือ..."
    "ผมก็ไม่ใช่คนดี"
    "คุณอาจจะฆ่าคนได้ แต่คุณก็ไม่ได้ชอบความรู้สึกหลังการฆ่าใช่ไหมล่ะ..."

    ไม่รู้ด้วยเหตุใด เสียงกระซิบของคริสเยือกเย็นจนคิลเลียนขนลุกวาบ หมายความว่าไง?

    "เวลาที่ผมเป็นแบบนั้น มันไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ตัว หรือกลายเป็นอีกคนหรอกนะ ผมจำได้ ถึงพร่ามัว แต่ก็จำได้ ทุกอย่างที่ผมทำ มันคือตัวผม"

    คนที่บีบคอคุณ
    คนที่เคยเกือบฆ่าน้องชาย
    มันก็เขาทั้งนั้น

    "ผมชอบความรู้สึก...เวลาได้ใช้ความรุนแรง พอค้นพบว่าตัวเองเป็นแบบนั้น ผมถึงอยู่ร่วมกับมันไม่ได้อีกเด็ดขาด"

    จึงต้องหยุดกิจกรรมเกี่ยวกับความรุนแรงทุกอย่าง สนใจแต่หนังสือ อาการหายไปนานกว่าสิบปี จนไม่คิดว่าตัวเองผิดปกติอะไรแล้ว กระทั่งวันที่เขารู้ความจริง ว่าแม่ไม่ได้ปกป้องเขาจากการเป็นทายาทของเอิร์ล แต่แย่งเขามาจากพ่อเพื่อหวังให้เป็นดอนคนต่อไป เขาโกรธแม่มาก รู้สึกเหมือนถูกหักหลัง และค้นพบในตอนนั้นเอง ว่าสาเหตุทั้งหมดของความรุนแรงบ้าคลั่งคือความเครียดที่เกิดจากแม่

    จากการทะเลาะกับแม่
    แม่ที่เขาทั้งรัก...ทั้งเกลียด

    "ตอนเก้าขวบ ผมเคยพลั้งมือเกือบฆ่าแอนดี้ตาย แต่แอนดี้ไม่ได้ผิดอะไรเลย ตอนนั้นผมทะเลาะกับแม่ โมโหแม่มาก เรื่องอะไรลืมไปแล้วด้วยซ้ำ"
    "สรุปว่าคุณเป็นแบบนี้เพราะแม่?"

    เสียงทุ้มตอบรับกลายๆ ในลำคอ
    ที่ถูกก็คือ แม่เป็นปฏิกิริยาเร่งของมัน

    เป็นคนเหนี่ยวไกปืน
    เป็นคนจุดชนวนระเบิด

    "มันเหมือน...มีเพลงเพลงหนึ่ง แค่เพลงนี้เพลงเดียว...ที่เราได้ยินเมื่อไรก็ร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังเมื่อนั้น"

    สภาพจิตใจในภาวะเครียดจัด
    เปลี่ยนบุคลิกและตัวตนของเขาไป

    มีปัญหารุนแรงกับแม่เมื่อใด
    เป็นต้องคลุ้มคลั่งทำร้ายคนอื่น

    เพราะทำร้าย 'แม่' ไม่ได้

    "ถ้าสะสางปัญหากับแม่ได้ คุณจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมไหม..."
    "ขึ้นอยู่กับว่าสะสางวิธีไหน"

    พลิกตัวนอนซบอกกว้าง
    ช้อนนัยน์ตากลมโตขึ้นสบ

    "คือยังไง"
    "แม่อาจเป็นชนวนระเบิด แต่เมื่อระเบิดจุดแล้ว มันจะทำปฏิกิริยาต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ถ้าผมต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่ความรุนแรงทุกวัน เกรงว่ามันจะยิ่งกลืนกินผม"

    คิลเลียนกัดริมฝีปากล่างระหว่างใคร่ครวญ
    ความแห้งจากอากาศเย็นทำให้มันแตกง่าย

    ม่านพระจันทร์คู่โตขยายเล็กน้อย

    "เพราะแบบนี้คุณถึงเป็นดอนไม่ได้..."

    วังวนธุรกิจเลือดจะบีบให้คริสต้องใช้ความรุนแรง และยิ่งได้ใช้มัน คริสจะยิ่งเปลี่ยนไป ยิ่งใช้มัน...คริสอาจยิ่งกลายเป็นฝ่ายถูกใช้ กลายเป็นทาสของมัน จนมันกัดกินความเป็นคริสเข้าไปหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงฝันร้ายข้างกายเขาในแต่ละคืน

    "รู้อะไรไหม ผมยอมเป็นดอนก็ได้ พอคุณหนีไป ผมถึงได้รู้ ผมอยู่โดยไม่มีคุณไม่ได้จริงๆ..."

    คิลเลียนพูดถูก

    ตอนนั้นเขาห่วงตัวตนของตัวเองจะถูกทำลาย
    ตอนนี้รู้แล้ว...ห่วงหัวใจจะถูกทำลายมากกว่า

    ไม่มีคุณ...ไม่มีความหมาย

    ต่อให้รักษาตัวเองไว้ได้ ข้างในก็ว่างเปล่า
    เป็นซากไร้วิญญาณ เพราะไม่มี 'เรา'

    "แค่...ถ้าผมเป็นดอนแล้ว ตัวผมคงย้อนคืนกลับมาไม่ได้อีก เราจะได้อยู่ด้วยกัน แต่อาจไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกเลย..."

    เสียงทุ้มนุ่มเว้นวรรค มองเลือดไหลซิบจากเรียวปากจิ้มลิ้มที่เจ้าของกัดจนแตก มือใหญ่เชยคางสวยขึ้น...ไม่ออมแรง บดเบียดริมฝีปากลงจูบซับหยดเลือดอุ่นๆ ดูดดุนเสียจนอีกคนรู้สึกว่าสูญเสียโลหิตออกไปมากกว่าเก่า "...อื้อ"

    คริสปล่อย เมื่อเจ้าตัวประท้วง
    แต่ไม่ได้ขอโทษ เพราะตั้งใจ

    คิลเลียนก็รู้สึกได้...ว่าอีกคนจงใจขู่ให้กลัว

    "ถ้าหาก...ถ้ามันอาจไม่มีอีกแล้ว คริสที่คุณรู้จัก...ที่คุณไว้ใจ คุณจะยังอยู่กับผมไหม..."

    หากทุกวัน...คริสที่อบอุ่นจนหลอมละลายจะค่อยๆ แผดเผาราวเปลวเพลิง? ทุกวัน...เจ้าหมีนุ่มนิ่มของเขาจะค่อยๆ กลายเป็นซากตุ๊กตาไม้แข็งกระด้าง? ทุกวัน...คนอ่อนโยนคนนั้นจะค่อยๆ ปล่อยมือเดินจากเขาไป

    คิลเลียนยอมให้คริสเสียสละขนาดนั้นไม่ได้
    ไม่ควรมีใครยอมถึงเพียงนั้น เพื่ออยู่ด้วยกัน

    "คริส...แบบนั้น..."
    "..."
    "เรา..."

    ถ้ารักกันจนฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสียตัวตน...

    "...อย่ารักกันเลยดีกว่า"

    .
    .


    'ไม่ว่าฟินน์ต้องการแลกแม่กับอะไร อย่าให้เขา'
    'แต่—'
    'อย่าตกลงเด็ดขาด แม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้เขาจนกว่างานเขาจะเสร็จ'
    'งานอะไรครับ? แล้วทำไม...'

    ทอมเงียบลงไปเองเมื่อทบทวนอะไรได้

    'เขาไม่ได้บังเอิญหาแม่เจอ...'

    คนเป็นแม่พยักหน้า

    ไม่ว่าแม่เป็นใคร แม่ไม่ได้ถูกฟินน์จับได้
    โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญเข้าข้างใครขนาดนั้น

    แม่จงใจให้ฟินน์หาเจอ...ให้ตัวเองถูกจับ

    และการที่แม่ต้องรออยู่ใกล้ตัวฟินน์ จนกว่าฟินน์จะเสร็จ 'งาน' ไม่ว่างานนั้นคืออะไร อาจแปลได้ว่าเป็นงานที่ไม่สามารถปล่อยให้มีข้อมูลรั่วไหล

    อาจแปลได้ว่า...

    'มีคนส่งแม่มาเก็บเขา?'

    แม่ไม่ตอบรับ แต่มองตาก็รู้ว่าใช่

    'ผมอยากรู้ชื่อจริงแม่...บอกหน่อยได้ไหม'
    'แอนนาเบล ว...'

    เธอเก็บงำคำหลังไว้ 'รู้แค่นั้นก็พอ'
    เธอบอกมากกว่านั้นไม่ได้
    ตำแหน่งหน้าที่เธอเป็นความลับ

    'แอนนาเบล...' เขาทวน
    'อย่าบอกใครเด็ดขาด เข้าใจใช่ไหม'
    'ครับ'

    แอนนาเบลประคองใบหน้างดงามของลูกชายขึ้นมองด้วยความเอ็นดู 'ลูกสวยเหมือนพ่อ'
    ทอมหัวเราะ 'ฟังดูแปลกๆ นะครับ'
    'แม่เคยพูดเสมอนั่นละ ว่าเขาสวยกว่าแม่'
    'แม่ครับ... แม่บอกไม่ได้ว่าแม่เป็นใคร แต่...แม่บอกว่าฟินน์เป็นใครได้ใช่ไหม'

    แอนนาเบลเลิกคิ้ว

    'สามนาทีครึ่ง' เธอเตือนตัวเองและลูก

    หน้าที่ของเธอในการนี้มีแค่รอปิดปากฟินน์เมื่อฟินน์จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นเท่านั้น เธอไม่ควรแทรกแซงเรื่องอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น การแทรกแซงนี้อาจทำให้งานของฟินน์ล้มเหลว และทุกอย่างอาจยุ่งเหยิงกว่าเก่า

    แต่ทอมเป็นลูกที่เธอไม่เคยดูแล
    ถ้าจะมีอะไรพอชดเชยได้

    ก็ควรทำเสียเดี๋ยวนี้

    'ฟินน์กำลังสืบหาแหล่งเงินทุนของขบวนการไออาร์เอ ข่าวที่ตกมาได้คือแก๊งในลอนดอนเป็นแหล่งสำคัญ เขาเข้ามามีบทบาทตรงนี้—'

    แอนนาเบลเงียบไปเสี้ยวอึดใจ

    'แก๊งที่ว่าไม่ได้บังเอิญเป็นของลูกใช่ไหม'



    แก๊งที่ว่าบังเอิญเป็นของเขา

    ทอมระแคะระคายเพราะฟินน์ขอเอกสารทางการเงินของแต่ละแก๊งที่ยึดได้ อีกฝ่ายคงต้องการตรวจสอบร่องรอยการโยกย้ายเงินที่ดูน่าสงสัย เขาไม่มั่นใจเต็มร้อยจนได้ยินจากปากแม่ และเมื่อพอลกลับมาจากการสืบหาข่าวตามที่สั่ง

    "ทุกแก๊งถูกตรวจสอบธุรกรรมการเงินเหมือนกันหมด ทั้งบัญชีบนดินและใต้ดิน"

    นั่นคือเหตุผลที่ฟินน์ไล่พลิกแก๊งทุกแก๊งในลอนดอนตามหาอย่างบ้าคลั่ง โดยจู่โจมรวดเร็วปานสายฟ้า ใช้วิธีสกปรกมักง่ายไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ฟินน์กำลังหาหลักฐานยืนยันข่าว

    "มันต้องการขายข่าวหรือยังไง" พอลครุ่นคิด
    ข่าวที่ขายให้รัฐ จะต้องได้ราคาเท่าไร จึงลงทุนทำขนาดนี้ คิดยังไงก็แปร่ง

    คนเป็นหัวหน้าไม่ได้ออกความเห็น
    นิคยกมือขึ้น ทอมพยักหน้าอนุญาต

    "มีเรื่องน่าสนใจกว่านั้นด้วยครับ"
    "เรื่องอะไร"
    "สามแก๊งทางตะวันออกที่ฟินน์เข้ายึดแรกๆ ตอนนี้จำหน่ายกิจการใต้ดินออกหมด"
    "ขยายความ 'จำหน่าย' หน่อย นิค"
    "เรียกปิดก็ได้ครับ" นิคยืดตัวตรง เรียบเรียงคำพูด "เขาปล่อยให้แต่ละแห่งถูกตำรวจเข้าค้นโดยไม่หวงกัน และไล่ปิดกิจการเรื่อยๆ เกือบหมดแล้ว"

    ปล่อยให้ตำรวจเข้าค้น?
    หรือชี้โพรงให้นำกำลังเข้าจับ?

    พอลอดสงสัยไม่ได้ "มันทำแบบนั้นทำไม"

    ถ้าอยากเป็นใหญ่คนเดียว...
    ทำไมไม่เก็บไว้หากิน?

    "แล้วหัวหน้าแก๊งพวกนั้น?"
    "หนีหัวซุกหัวซุนอยู่" พอลตอบ "ชื่อเจ้าของตึกที่ประกอบกิจการใต้ดินพวกนั้นยังไม่เปลี่ยน ถึงฟินน์จะเข้าคุม แต่ตำรวจพุ่งเป้าจับเจ้าของเดิมที่มีชื่อทางทะเบียน"
    "อืม..."

    ทอมลูบคาง ใช้ความคิด

    "ส่วนบัญชีของเรา ผมจัดการให้แล้ว" นิครายงาน

    ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า...จะจัดการกับนายยังไง

    บอกฉันที ฟินน์ ไวท์เฮด
    ฉันควรทำยังไงกับนายดี?

    .
    .

    ยิมไม่มีใครอยู่นอกจากพวกเขา

    ทอมมี่พาสุนัขออกไปเดิน ยังไม่กลับ คนสองคนที่อยู่ด้วยกันไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดต่อกัน คิลเลียนพยายามทำตัวไม่ให้ว่างด้วยการทำความสะอาดยิมให้เพื่อน คริสนั่งเล่นตรงม้าหินอ่อนริมรั้ว มองแมวน้อยสีขาวซึ่งดูจะพลัดหลงมา มันคงไม่มีโอกาสเที่ยวเล่นแถวนี้บ่อยนักเพราะฝูงสุนัขของเจ้าของยิม

    "ตัวเล็ก..."

    เสียงทุ้มนุ่มพึมพำ ยิ้มใจดี ผิวปากเรียก
    แมวน้อยกระโดดจากรั้วไม้ ลงตักเขาง่ายดาย

    "..."

    ดวงตากลมโตสีฟ้าทรงเสน่ห์เหมือนใครบางคน จมูกเล็กๆ สีชมพูอ่อนยิ่งรั้นไม่ต่างกัน มองผิวเผินดูหยิ่งยโส แต่หากแพ้ให้ใครแล้ว ก็ขี้อ้อนจนน่าเอ็นดู

    แมวน้อยน้วยนาด ล้มนอนตัวกลม
    คริสส่งนิ้วเข้าปากเล็กๆ ให้งับเล่น

    เสียงอีกคนดังขึ้นอย่างลืมตัว
    "สะอาดหรือเปล่านั่น..."

    พอหันไปมอง กลับหนีหน้าเสียอย่างนั้น

    คนที่ดูเหมือนไม่แคร์อะไร แต่ใส่ใจเราโดยไม่รู้ตัวน่ะน่ารักเสมอ คิลเลียนเป็นคนแบบนั้นมาตลอด จนถึงตอนนี้เขายังจินตนาการไม่ออก หากไม่อยู่ด้วยกันจะเป็นยังไง ไม่มีเสียงดุๆ ที่สั่งให้กินข้าวเป็นเวลา อย่าทำงานจนอดนอน เจ็บป่วยก็ดูแลชิดใกล้ ให้อ้อนได้ตามใจไม่เคยบ่น จะทำใจได้ไหม

    'อย่ารักกันเลยดีกว่า...'

    คุณหมายความตามนั้นจริงๆ หรือ?

    คิลเลียนถูพื้นยิมฮาร์ดีเรียบร้อย ล้างมือจนสะอาด เหลือบมองคนนั่งเล่นกับแมวเล็กน้อย ขาหนึ่งก้าวขึ้นบันได แต่ใจกลับไม่ยอมยกอีกขาตาม เขามองคริสอีกครั้ง ความคิดตีกันสับสน แต่ที่น่าตีที่สุด คงเป็นปากของตัวเอง

    'อย่ารักกันเลยดีกว่า...'

    คำสุดท้ายที่พูดใส่เขาก่อนนอน
    น่าตบให้เลือดกบปากจริงๆ

    ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความแบบนั้น แต่คริสคงเข้าใจไปแล้วว่าเขาอยากเลิก แล้วก็เป็นอีกครั้งที่เขาเงียบไปไม่แก้ไขความเข้าใจระหว่างกัน นิสัยเดิมยังแก้ไม่หาย แต่ก็ยอมให้เขาสวมกอดจนถึงเช้า ราวกับจะบอกลากันและกันด้วยอ้อมแขนแสนเงียบงันนั้น

    เพิ่งเข้าใจ...ที่เขาว่ายิ่งกอดจะยิ่งสลาย
    แต่ต่อให้เหลือเพียงริ้วละออง...ก็อยากคว้าไว้

    คนตัวเล็กยกขาลงจากบันได
    เดินไปนั่งที่ม้าหินอ่อนด้วยเงียบๆ

    เจ้าแมวขาวปลอดงับนิ้วคริสเล่นสนุกปาก
    คิลเลียนเอื้อมมือมาช้อนตัวมันออกไป

    กระซิบไล่หลัง "อย่ามาแตะ..."

    คริสได้แต่มอง และยิ้มอยู่ในดวงตา
    คนถูกมองเอามือเท้าคาง จ้องตอบ

    "ขอโทษ...ที่ทำเหมือนจะหนีอีกแล้ว"
    "ตกลงว่าไม่หนี?"

    นิ้วเล็กๆ ไต่ขึ้นมาบนหลังมือใหญ่ พลิกมันให้หงาย ลากไล้ลวดลายบนฝ่ามือนั้นเล่น

    "อมพะนำจนเคยตัว ทำให้ใจเสียอีกแล้วใช่ไหม ผมไม่ได้หมายความว่าให้เลิกกันหรอกนะ"
    "ครับ..."

    น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนเป็นครั้งแรก
    ริมฝีปากจิ้มลิ้มโปรยยิ้มเจือจางตอบรับ

    "แค่...ไม่อยากให้คุณต้องสละตัวเองเพื่อ 'เรา' ขนาดนั้น"

    ถ้ารักกันแล้วต้องถึงกับโยนตัวเองทิ้งไป
    มันคงไม่ใช่ความรักที่ดีเท่าไร

    รักไม่ควรเบียดเบียนแก่นตัวตนของใคร
    ควรยอมให้กัน แค่พอให้อยู่ร่วมกันได้

    และเราทะเลาะ, เพื่อจะเข้าใจ
    ไม่ใช่เพื่อเร่งเวลาแตกหัก

    "ช่วงนี้คุณพูดเยอะดีจัง..."
    "รำคาญแล้วหรือไง"
    "ไม่ครับ พูดอีกเยอะๆ ได้ไหม อยากฟัง..."

    ลมหนาวโชยพัด เส้นผมสีเข้มระใบหน้าสวย
    ปลายมืออบอุ่นเกลี่ยทัดมันเข้าหลังใบหู

    "เสียงคุณเพราะแค่ไหน รู้ตัวไหม"
    "แค่ไหน"
    "แค่...อยากให้เป็นเสียงเดียวในโลกที่ผมได้ยิน และ...เป็นเสียงที่ผมได้ยินเพียงคนเดียวในโลก"

    คิลเลียนครวญรับในลำคอราวกับแมวที่พอใจ

    "คุณเคยทำทุกอย่างเพื่อให้ผมได้อยู่กับคุณมาแล้ว บางทีคราวนี้ ผมคงต้องทำอะไรบ้าง..."

    ทำทุกอย่าง เพื่อให้คุณได้อยู่กับผม
    โดยที่คุณไม่ต้องสูญเสียตัวเองไป

    "คุณจะทำอะไร..."
    "คำถามก็คือ คริส...คุณจะไม่มีวันเปลี่ยนใจใช่ไหม ถ้าผมถามวันนี้และวันต่อๆ ไป คำตอบของคุณยังเป็นผมอยู่ใช่หรือเปล่า..."
    "ไม่ว่าเมื่อไร" คริสพึมพำ

    ไม่ว่าคุณจะถามผมอีกตอนไหน...อีกกี่ครั้ง

    "แค่นั้นก็พอแล้ว" คิลเลียนยิ้มหวาน
    กุมมือใหญ่ไว้ "เราจะไม่เป็นไร เชื่อผมสิ"

    ต่อให้วันข้างหน้าอาจต้องทะเลาะกันอีกก็ไม่เป็นไร ถ้าคำตอบของหัวใจเรายังคือกันและกันไม่เปลี่ยนแปลง ต้องแตกสลาย...พังทลายอีกกี่ร้อยกี่พันครั้ง เราก็จะกลับมาหลอมรวมกันได้ใหม่ เราจะไม่เป็นอะไร

    แค่ต้องระมัดระวัง
    แค่ต้องประคับประคองกันไปเรื่อยๆ

    "มาพยายามกันอีกสักครั้งนะ..."

    คริสรวบคนตัวเล็กเข้ามากอด
    ก่อนฉุดรั้งร่างนั้นขึ้นมาบนตัก

    อากาศหนาวอาจชำแรกผิวกาย
    หากหัวใจกลับโอบล้อมด้วยไออุ่น

    เขาไม่มีวันยอมเสียตุ๊กตาหมีตัวนี้ให้ใคร

    จะเป็นแม่ของคริส หรือปีศาจหน้าไหน
    ต้องข้ามศพเขาไปก่อน

    "คิลเลียน ฟังนะ อย่าเพิ่งพูดอะไร..."
    "..."
    "พวกมันอยู่หลังพุ่มไม้"

    มองไม่เห็น ด้วยมุมกอดทำให้เขาหันหน้าเข้ายิม มีแต่คริสเท่านั้นที่รู้ว่าศัตรูอยู่ตรงไหน อ้อมแขนแกร่งค่อยๆ คลายตัวเนิบช้า คิลเลียนกวาดสายตาหา แต่ไม่มีอะไรในยิมพอจะใช้เป็นอาวุธได้เลย

    "พอผมปล่อย คุณยิ้ม แล้วเดินขึ้นห้องให้ปกติที่สุดนะ..."
    "แล้วคุณล่ะ..."
    "ไว้ใจผมไหม"

    ลำคอคิลเลียนส่งเสียงรับเบาๆ

    คนตัวโตค่อยๆ ถอนวงแขนออกจากร่างเล็ก ปล่อยอีกฝ่ายลุกขึ้นยืนช้าๆ และไปส่งที่บันได แต่ดูเหมือนว่าพวกมือปืนจะต้องการเก็บคิลเลียนมากกว่า

    ปัง! ปัง! ปัง!

    กระสุนพุ่งผ่านสุมทุมพุ่มไม้ ลอดรูรั้ว ตีตั๋วแหวกอากาศเข้ามาในยิม คริสก้มหลบ รีบตะครุบตัวคิลเลียนเข้ามาอยู่ใต้กำบังร่างอันสูงใหญ่ พอไร้ช่องยิง พวกมือปืนจึงลุกออกจากจุดซ่อนตัว รัวฝีเท้าเข้าหาเป้าหมาย

    "..."

    เขาแสร้งฟุบนิ่ง ไร้การเคลื่อนไหว
    ยังใช้ทั้งตัวห่มร่างเล็กไว้

    ได้ยินเสียงพวกมันคุยกันเป็นภาษาอิตาลี

    'ตายยังวะ' คนหนึ่งว่า
    'ตายมึงซวยนะ' อีกคนตอบ

    ปลายปืนลูกซองแตะลงกลางหลัง...สะกิด

    คริสอาศัยความรวดเร็วคว้าปลายกระบอกไว้ บิดสุดองศาเพื่อให้มือมันปล่อย หมุนตัวกลับมา พลิกด้ามปืนเข้าหาตัวเสร็จสรรพ สอดนิ้วเข้าเหนี่ยวไกโดยไม่รีรอ ปัง! หนึ่งนัดกลางหน้าผาก ร่างนักฆ่าร่วงหล่น โลหิตสีชาดฉานสาดกระจายใส่ใบหน้าคมสัน อีกคนจะยิงคริสก็ไม่ได้ ถูกบังคับให้ยอมจำนน

    เขาลุกขึ้นยืน ทอดเงาทับร่าง
    รวบคอมันไว้ในมือใหญ่

    "คริส...?"

    คิลเลียนเงยหน้ามองคนรัก
    ไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายคิดอะไร

    "โอกาสครั้งสุดท้าย ดูเอาไว้ เพราะผมอยากให้คุณคิดดีๆ อีกที..."
    "คริส จะทำอะ—"

    กร๊อบ

    คริสสะบัดข้อมือเพียงครั้ง หักคอหมอนั่นทิ้ง

    "ยังอยากอยู่ด้วยกันอีกไหม"

    คำตอบสุดท้าย...ยังเป็นผมอยู่หรือเปล่า?

    คริสในยามนี้ดูนิ่งสงบราวน้ำทะเลลึก
    คิลเลียนเดินเข้าไปหา คว้ามือใหญ่ขึ้นมา

    "มือคุณ..."

    ...ไม่สั่น

    มือเล็กยื่นอังลมหายใจ...ปกติ
    เงี่ยหูฟังเสียงเต้นของหัวใจ...ปกติ
    ม่านตาไม่ขยาย ไม่ตื่นตระหนกสักนิด

    แม้แต่คิลเลียนเองก็ยังสั่นหลังฆ่า
    ยังหอบหายใจ ยังฝันร้ายเป็นบางครั้ง

    'ฉันเลือดร้อน...คริสเลือดเย็น'

    เสียงแอนดี้แว่วดังเข้ามาในหู
    นี่ใช่ไหม ความหมายแท้จริง

    "ผมไม่เคยฝันร้าย ผมไม่เคยรู้สึกอะไรเลย"

    นี่คือเหตุผลที่เขาจะเป็นดอนไม่ได้

    ลองคิดดูสิว่าหากเขาได้รั้งอำนาจ และต้องรักษาอำนาจ จะสั่งฆ่าคนเป็นผักปลาขนาดไหน?

    "แต่ผมอยากเป็นคนดี...คิลเลียน"

    คริสกระซิบ น้ำเสียงหวีดหวิว
    ทรมาน...กับสิ่งที่ตัวเองเป็น

    "..."

    คนบางคน เกิดมาปกติ กลับทำใจให้ชินกับการฆ่า ยิ่งทำบ่อยเข้า ยิ่งไม่รู้สึกรู้สา ยิ่งข่มตาหลับง่ายขึ้นทุกวัน แต่คนหนึ่งคน แม้ฟ้าลิขิตมาให้เป็นปีศาจ...กลับไม่ยอมจำนน เกิดมาเพื่อเป็นคนโหดเหี้ยม...กลับอยากมีหัวใจ ถูกวางไว้ให้เป็นเจ้าพ่อเพราะเลือดเย็นเกินใคร...กลับค้านหัวชนฝา ไม่อยากเชื่อว่าชีวิตตนถูกกำหนดมาให้เป็นคนเลว

    คริสต่อต้านความมืด ขังปีศาจในใจเอาไว้
    พยายามเหลือเกินที่จะไม่ถูกอสูรร้ายกลืนกิน

    ยังพยายามอยู่ทุกวัน
    พยายามมาตลอดชีวิต

    เพราะไม่อยากเป็นคนแบบนั้น
    คนแบบคุณตา...คนแบบแม่

    คนที่ใครๆ สาปแช่ง...หวาดกลัว

    นัยน์ตาแสนเศร้าหลุบมองสองร่างไร้วิญญาณที่เขาสังหารเพื่อปกป้องคนรัก ขบกรามแน่นสะกัดกลั้นเสียงสะอื้นไห้ แต่กลับปล่อยน้ำใสไหลรินลงมาตามแก้มอย่างง่ายดาย เพียงคนตัวเล็กเขย่งเท้า รวบเขาลงมากอด

    "ผมอยากเป็นคนดี"

    .
    .

    การเจรจาจัดขึ้นในร้านหรู

    เป็นสาธารณะ พลุกพล่านด้วยชนชั้นสูงในลอนดอน ต่างฝ่ายต่างละซึ่งบอดี้การ์ดที่มองเห็นได้ ทอมพอดูออกว่ามีลูกน้องฟินน์แฝงตัวในหมู่ลูกค้าโต๊ะอื่นสามสี่คน แต่ไม่ได้ว่าอะไร เพราะคนของเขาจำนวนหนึ่งก็ตรึงพื้นที่ด้วยการเกลื่อนกลืนอยู่ในนั้นไม่ต่างกัน และแน่นอน เขาพาแจ็คมาด้วย

    "เราจะคุยกันได้หรือยัง" ฟินน์เปิดปากก่อน

    ทอมยิ้มบาง "ฉันเชิญแขกมาเพิ่มอีกคน อยากแนะนำให้นายรู้จัก คงไม่ว่าอะไรใช่ไหม"
    "ใคร"
    "คนในครอบครัว"
    "นี่อะไร งานรวมญาติหรือไง ฉันคิดว่าเรามาตกลงกันเรื่องธุรกิจ"

    เสียงจุ๊ปากดังขึ้นจากคนข้างตัวทอม

    "นายคงไม่ค่อยเข้าใจคำว่า 'ครอบครัว' สิ ใช่ไหม..."

    ฟินน์มองหน้าแจ็ค ยักไหล่ "แผลหายดีหรือยังล่ะครับ ลืมถามเลย ผมนี่เสียมารยาทจริง"

    แจ็คแค่นหัวเราะ

    "ไม่ต้องห่วงหรอก มียาดี..." หันไปจูบยาดีที่ว่าเบาๆ

    ทอมยิ้มหวาน เหลือบมองฟินน์แวบหนึ่ง
    จูบตอบคนเป็นสามีอย่างลึกซึ้ง

    "..."

    นัยน์ตาสีมะกอกจับจ้องจนคู่รักผละริมฝีปาก

    และยังมองตามกลีบปากอวบอิ่มของทอมไปตลอด จนถึงตอนที่เจ้าตัวพูดอะไรกับบริกรซึ่งเดินมากระซิบบางอย่าง จนถึงตอนที่เจ้าตัวหันหน้ากลับมาพูดกับแจ็ค และกับเขา...

    ก็ยัง...มอง

    "ท่านมาแล้ว"

    ฟินน์มองตามสายตาของทอม

    'ท่าน' เยื้องกรายมาพร้อมบรรยากาศเย็นยะเยือก ในชุดผ้าไหมหรูหราทว่าเรียบง่ายสีรัตติกาล ขับเน้นเส้นผมสีนวลราวพระจันทร์ให้ยิ่งสว่าง ด้านหลัง 'ท่าน' มีบอดี้การ์ดร่างสูงใหญ่สองคนติดตาม แจ็คและทอมยืนขึ้นเมื่อ 'ท่าน' มาถึงโต๊ะ เขาช้า แต่ก็ยืนเช่นกัน

    "คุณย่า"

    เอิร์ลช้อนมือของหล่อนขึ้น จูบแหวน
    เงยหน้า จุมพิตอีกครั้งที่แก้มอย่างสนิทสนม

    แต่...หากนี่เป็นย่าของแจ็ค
    ก็ต้องเป็นย่าของเขาเช่นกัน?

    ทอมผลัดเข้าไปจุมพิตมือและแก้มของย่าสามีบ้าง ก่อนหันมาทางเขา แนะนำให้รู้จัก

    "ฟินน์ นี่ดอนน่าคริสติน่า..."

    เชยมือคนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นจุมพิตตามมารยาท

    "คุณย่าครับ นี่ฟินน์ หลานชายอีกคนของคุณย่า"

    ท่านมองเขา ไม่พูดอะไร
    นั่งลงบนเก้าอี้ที่แจ็คเลื่อนให้

    เดาอารมณ์ไม่ถูกเลย

    ทุกคนนั่งลงหลังจากคริสติน่านั่ง และอาหารก็เริ่มเสิร์ฟพอดี บทสนทนาระหว่างคุณย่าและหลานชายคนโตทำให้ฟินน์รู้ว่าท่านบินมาจากนิวยอร์ก แม้ไม่มีคำใบ้ว่ามาเพื่ออะไร แต่เขาไม่คิดว่าคนอย่างท่านจะบินมาเยี่ยมหลานเฉยๆ แน่ การที่ทอมดึงท่านเข้ามาต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างด้วยเช่นกัน

    เอาผู้ใหญ่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย?
    หรือ...กดดัน?

    เหมือนทอมจงใจเผยไต๋ออกมาแล้ว
    ว่าตัวเองมีสิ่งที่เขากำลังตามหา

    "มีอะไรจะคุยกันก็เอาเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจคนแก่" คริสติน่าเอ่ยได้จังหวะ

    คล้ายอ่านออกว่าเขากำลังอึดอัด

    มองหน้าคนเป็นย่า ได้รอยยิ้มกลับมา
    เป็นรอยยิ้มที่ว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด

    "ฟินน์" ทอมเปรยขึ้นก่อน
    "..."
    "ฉันจะยกธุรกิจส่วนที่ถูกกฎหมายทั้งหมดของเรดแฮนด์ให้ แลกกับแม่ของฉัน"
    ฟินน์สั่นศีรษะ "ฉันไม่ต่อรอง"

    คริสติน่าหันมามอง ทำเอาประหม่า
    มือเรียวยกขึ้นลูบห่วงเงินที่หูด้วยเคยชิน

    "พบกันครึ่งทางสิ ฟินน์ หรือถ้านายยังยืนยันจะเอาทั้งหมด ก็เสนอราคามา ฉันจะขายให้ ชีวิตคนคนเดียวมันไม่พอซื้อหรอกนะ"

    ฟินน์เงียบ คำนวณทุกอย่างอยู่ในใจ

    แจ็คโน้มตัวไปกระซิบกระซาบกับทอม
    ก่อนลุกขึ้น ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ

    คล้อยหลังไม่กี่วินาที ฟินน์ก็ขอตัวบ้าง
    เหลือกันแค่สองคน ทอมเปรยกับย่าสามี

    "เขารู้"

    คริสติน่าพยักหน้าเห็นด้วย

    ฟินน์แน่ใจแล้วว่าแก๊งที่เป็นแหล่งเงินทุนให้ขบวนการไออาร์เอปฏิบัติการก่อการร้ายในลอนดอนคือเรดแฮนด์ เพราะทอมเล่นแง่ยึกยักไม่ยอมให้ฟินน์เข้าถึงและตรวจสอบร่องรอยธุรกรรมการเงินในบัญชีใต้ดิน

    ที่ฟินน์ไม่รู้ก็คือดอนน่าคริสติน่าเป็นทางผ่านของเงินนั่นเข้าไป 'ย้อม' ในอเมริกา ก่อนส่งกลับมาเข้ากระเป๋ากองกำลังไอริช เพื่อเพิ่มความยากในการตรวจสอบ เป็นสาเหตุว่าทำไม 'ข่าว' จึงเจาะจงได้แค่ว่าเงินมาจากอังกฤษ จากลอนดอน แต่ไม่รู้จากแก๊งไหน

    "เป็นเด็กที่ฉลาด...แค่ยังอ่อนประสบการณ์"

    เห็นแล้วก็นึกถึงคริสตอนเด็กๆ
    ไม่ฉลาดเท่าหรอก แต่เรียนรู้ได้

    น่าสนใจ

    .
    .

    ฟินน์ไม่จำเป็นต้องเข้าห้องน้ำ

    แค่ต้องการเอาตัวเองออกจากสถานการณ์น่าอึดอัด เขาไม่ไว้ใจคุณย่าเลย ตอนนี้เขารู้สึกใกล้บ้าเข้าไปทุกทีเพราะเห็นอะไรก็ระแวงไปหมด แม้แต่การที่แจ็คกระซิบอะไรกับทอม ถ้าทอมตั้งใจพาคุณย่ามาปั่นหัวเขาเล่น ก็ถือว่าทำสำเร็จ

    บางทีอาจต้องเล่นสงครามประสาทคืนบ้าง

    ซ่า

    แจ็คเปิดน้ำ ล้างมือ
    ฟินน์ยืนใช้อ่างข้างๆ กัน

    "ทอมไม่ได้บอกใช่ไหมว่าผมกับเขานอนด้วยกัน คืนแรกที่พี่รถคว่ำ"

    พี่ชายเงียบสนิท ยักไหล่
    สลัดมือไล่หยดน้ำ

    "คิดว่าผมโกหก? สมมติว่าผมโกหก...พี่ว่ามีทางไหนบ้างที่ทำให้ผมรู้ว่าทอมมีแผลเป็นเล็กๆ อยู่ใกล้โคนขาซ้าย?"

    แจ็คชะงัก ชาวาบไปทั้งร่าง
    แต่เรียกสติกลับมาได้เร็ว

    ขยับเข้าไปใกล้ วางมือเปียกๆ ลงบนต้นแขนแต่ละข้างของน้องชาย มองหน้า โปรยยิ้ม

    "ต่อให้จริง นายก็ได้ไปแค่ร่างกายเขาเท่านั้น ไม่ใช่หัวใจ..."

    ทำไมถึงได้มั่นใจนัก?

    "คนอย่างทอม เมื่อบอกว่ารัก นั่นคือหมดหัวใจแล้วจริงๆ..."

    แจ็คเอ่ย น้ำเสียงแน่นหนัก จริงใจ

    จากคนที่เคยถูกหลอกมาก่อน
    จากคนที่ต้องรอให้เขาเลิกรักคนเก่าอยู่สี่ปี

    "เชื่อพี่เถอะ ไม่ว่าสายตา รอยจูบ..."

    รอยจูบ...

    ...ลึกล้ำ รุ่มร้อน แจ่มชัด


    'ขอบใจ...ที่ยอมให้ฉันคุยกับแม่'
    'เปลี่ยนจากขอบใจเป็นอย่างอื่นดีกว่า'

    ทอมหัวเราะ 'เรดแฮนด์? ให้ไม่ได้ แต่...'

    ปึก!

    มือเล็กผลักฟินน์หลังชนกำแพง ยันไว้
    นัยน์ตาครามใสทอประกายบางอย่าง

    ทอมกัดริมฝีปากล่าง โลหิตไหลเวียนแต่งแต้มให้มันแดงขึ้น ฟินน์โน้มใบหน้าเข้าไป อีกฝ่ายกลับถดคอหนี เขายังมองตามกระจับปากคู่สวยแสนเย้ายวนนั่น คล้ายถูกสั่งให้รอ...ให้อดทน รอ ก่อนลมหายใจอุ่นร้อนจะค่อยๆ จางหาย และเรียวมือที่ขยุ้มอกเสื้อเขาไว้ก็คลายออก

    ฟินน์เหมือนคนสร่างเมาเพิ่งได้สติ

    แต่ทันทีที่คิดได้ว่าไม่ควรหลอมตัวอีกครั้ง
    ริมฝีปากรัญจวนกลับหวนคืน จู่โจม

    ลึกล้ำ รุ่มร้อน แจ่มชัด

    แค่จูบเท่านั้น ยังสะท้านสั่นไปทั้งหัวใจ
    ยังติดตรึงตราอยู่ในความคิด ไม่จากไปไหน

    ยังอยากครอบครองอีกครั้ง
    อีกสักครั้ง...

    แลกด้วยอะไรก็ตามที


    "...สายตา รอยจูบ หรือสัมผัสหวานล้ำจับใจแค่ไหน อะไรก็ตามที่นายคิดว่าได้รับ...ฟินน์ มันไม่จริง"

    คำสุดท้ายหน่วงหนักราวหมัดฮุคเข้ากลางอก
    พี่ชายจับคอเขาไว้ ตบเบาๆ เรียกสติ

    กระซิบซ้ำ ย่ำยีหัวใจ

    "มันไม่จริง"

    .
    .

    ก๊อก ก๊อก

    ลูกน้องของเขาไม่เคาะประตูแบบนี้
    นี่ไม่ใช่... ใครกัน?

    แอนดี้มองผ่านตาแมว
    เห็นแมวหลงทางตัวหนึ่ง

    ตาฟ้าเสียด้วย

    เขาเก็บปืน เปิดประตู
    รสจูบจาบจ้วงจู่โจมโถมเข้าใส่

    อะไรกัน...?

    คนตัวเล็กผลักเขาเข้ามาด้านใน เตะประตูปิดเสียงดัง ขณะริมฝีปากยังดูดดึงคลึงเค้นเรียวปากเขาไม่หยุด มือขาวราวหิมะซุกซนปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของเขาอย่างรวดเร็ว เกือบเรียกได้ว่ากระชาก แอนดี้เริ่มเผลอไผล จูบตอบ ลูบไล้เรือนกายอีกฝ่ายกลับตามสัญชาตญาณ ทั้งที่ความคิดในหัวยังตีกันไม่หยุด

    คิลเลียนคิดจะทำอะไรกันแน่?
    ต้องการอะไร?

    เจ้าของห้องถูกรุกไล่จนชนเข้ากับโซฟานวม หย่อนตัวลงนั่ง ร่างเล็กบางปีนป่ายตามขึ้นมาบนตัก แต่ยิ่งเจ้าตัวประโลมจูบ เขายิ่งเจ็บใจ ยิ่งสัมผัสเต็มไม้เต็มมือเท่าไร ยิ่งรู้สึกว่างเปล่า

    "พอเถอะ..."

    ยิ่งได้อยู่ใกล้ ยิ่งเคว้งคว้างร้าวรานลึกลงไป
    ในเมื่อหัวใจคนตรงหน้า...ไม่ได้อยู่ตรงนี้

    แอนดี้ประคองใบหน้างดงามเอาไว้
    แสงจันทร์สีเศร้าฉายส่องยามสบสายตา

    "...ไม่เห็นต้องทำแบบนี้"

    คิลเลียนเม้มปาก ปลายนิ้วเกลี่ยโครงหน้าที่เหมือนกันกับคนรัก ผะแผ่ว...แต่สะเทือนถึงหัวใจ อันตราย... แอนดี้จับมือนั้นไว้

    "จะให้ช่วยอะไร"
    "...ฉันอยากคุยกับแม่ของนาย"
    "เป็นไปไม่ได้"

    มือใหญ่เสยผมตน ถอนหายใจ

    "ทำไม่ได้หรอก แม่ไม่ต่อรอง"

    ร่างเล็กลุกขึ้นจากตักแกร่ง หากถูกรั้งกลับไปในฉับพลัน แอนดี้กอดรัดเอวบาง เกยคางลงบนลาดไหล่ คิลเลียนเสหน้าหนีโดยพลัน อย่างที่คาดไว้...ไม่จำเป็นต้องทดสอบก็ควรจะรู้

    "ถ้าไม่ใช่เพราะเขา คงไม่มาหรอกใช่ไหม"

    เงียบ แต่อย่างว่า ไม่จำเป็นต้องย้ำอะไรที่รู้อยู่แล้วบ่อยๆ หรอก เปลืองหัวใจเปล่าๆ

    "ไม่เคยเห็นนายแพ้ขนาดนี้เลย ให้ตายสิ"
    "ไม่ดีใจหรือไง"
    "จะดีใจได้ไง นายไม่ได้แพ้ฉัน"
    "..."
    "นายแพ้เขา"

    แพ้เขาหมดใจ

    ยอมเพื่อเขาคนนั้นได้ทุกอย่าง

    ถ้าคิลเลียนไม่ได้อยากขอให้ช่วยคริส
    คงไม่มีวันประเคนตัวเองให้อีกคนแบบนี้

    อันที่จริง ต่อให้เพื่อคริส ก็ยังผิดคาดไปมาก

    "จนตรอกขนาดต้องเอาตัวเข้าแลกนี่มันดูไม่ใช่นายเลย คิลลี่ ต้องให้บอกไหมว่าฉันตกใจแค่ไหน"

    คิลเลียนคิดกลับกัน

    เพราะร่างกายนี้มันก็แค่เปลือกเท่านั้น ไม่ได้มีค่าอะไรมากไปกล่องบรรจุวิญญาณ สิ่งสำคัญคือหัวใจต่างหาก ความรัก...คนรักที่เขาต้องปกป้องต่างหาก...ที่หากว่าเสียไป ตัวตนของเขาก็คงหมดความหมาย ชีวิตนี้คงเป็นเพียงซากว่างเปล่า ไร้คุณค่ายิ่งกว่าการหยิบยื่นเรือนร่างให้ใครเสพสม แลกกับสิ่งที่ต้องการ

    "อ้อ...นายดูถูกฉันมากกว่าดูถูกตัวเองละสิ"

    คิลเลียนยักไหล่ เคลื่อนจากตักอีกฝ่ายขึ้นไปนั่งบนแขนโซฟา "จากการที่นายมีลูกสองคน จากผู้หญิงคนละคน มันก็...พอเดาได้"

    แอนดี้หัวเราะในลำคอ "ฉันดูมักมากขนาดนั้นเลยเหรอ"
    "ไม่รู้ ฉันไม่สนใจ"
    "ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น คิล ถึงจะนอกใจเมีย แต่กับแม่ของเจ้าฟินน์น่ะ ฉันก็รัก..."

    เขาไม่ได้มีผู้หญิงที่ไหนไปทั่ว

    ลูกน้องที่เขาไว้ใจฝากเธอเข้ามาทำงานในแก๊ง เธอฉลาด มีไหวพริบ แม่นปืน ลุยงานกับพวกผู้ชายได้ จึงได้ทำงานใกล้ชิดกับเขา ดูแลกิจการในย่านฮอกซ์ตัน เป็นหนึ่งในคนสนิทที่เขาไว้ใจ และไม่ยากเลยที่จะตกหลุมรัก กว่าจะรู้ว่าเธอเป็นสายของตำรวจ ก็สายเกินไป เขาสั่งคนตามล่าเธอ แต่พอรู้ภายหลังว่าเธอท้องลูกของเขา เลยจำเป็นต้องปล่อยไป เธอหนีรอดไปได้ เลี้ยงดูฟินน์ตัวคนเดียวจนอายุห้าขวบ เขาถึงตามหาเธอกับลูกจนเจอ

    เช่นเดียวกับมือขวาของเขาในตอนนั้น

    สิ่งที่เธอรู้เห็นในแก๊งทำให้มันต้องติดคุก
    ออกจากคุกมาได้ มันจึงตามไปฆ่าเธอซะ

    มานึกดีๆ...ฟินน์คงเกลียดมาเฟียเพราะแบบนี้

    "บอกทำไม" คิลเลียนพึมพำ
    "แค่อยากให้รู้ไว้..."

    อยากให้รู้ละมั้ง...ว่าเงาก็มีหัวใจ?

    "แต่นายเป็นคนส่งนักฆ่ามาจัดการฉัน หรือไม่ใช่"
    แอนดี้ถอนหายใจ "ความลับก็คือ คิลลี่...แม่ฉันมีเวลาจำกัด ต้องรีบกระตุ้นให้เขายอม"

    คนที่ใช้เวลาเป็นอาวุธ
    พอมีเวลาจำกัด ยิ่งลำบาก

    "งั้นถ้าฉันยื้อไปเรื่อยๆ แม่นายจะทำยังไง"
    "อย่าคิดอะไรโง่ๆ..." แอนดี้ผลักหัวเขาเบาๆ
    "..."

    เปลี่ยนสัมผัสมาเป็นสอดสางเรือนผมนุ่มเล่น

    "แม่อาจเปลี่ยนใจฆ่านายซะ ไม่มีนาย คริสก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว"
    "มันไม่ง่ายอย่างนั้นแน่"

    มันไม่เกี่ยวกับเขา ไม่ว่ามีเขาหรือไม่ คริสก็ไม่อยากเป็นคนเลว ไม่อยากสูญเสียตัวตนให้ปีศาจในจิตใจ หนำซ้ำตอนนี้คนที่จะรั้งให้คริสยอมเป็นดอนได้ ก็กลับมีแต่เขา —ซึ่งเขาไม่ยอม— ถ้าต้องเสียเขาไป คริสคงยิ่งต่อต้านแม่ ยิ่งหนีเตลิดไปไกลแน่

    "หมายความว่าไง"
    "แม่นายไม่ได้รู้จักคริสอย่างที่ฉันรู้จัก..."

    'หัดใช้สิ่งที่ศัตรูไม่รู้ให้เป็นประโยชน์'

    แม่ของทอมเคยสอนเขาไว้
    ไม่เคยคิดว่าสักวันจะได้ใช้จริงๆ

    "นายต้องบอกแม่ของนายให้ยอมคุยกับฉัน ถ้าไม่อยากให้คริสหลุดมือ"
    แอนดี้กุมขมับ "จะลองดูก็ได้ แต่มีข้อแม้"
    "อะไร"

    ไม่ตอบ โยนเสื้อโค้ทที่พาดอยู่กับโซฟาให้ 
    คุยโทรศัพท์ด้วยภาษาอิตาลีเป็นเวลาสั้นๆ 

    รุนหลังคนตัวเล็กออกจากห้อง


    .
    .

    'เชื่อพี่เถอะ...'

    ฟินน์นั่งหลับตา ฟังเสียงในความคิด
    มือเผลอไผล ลูบไล้ต่างหูเงินไม่รู้ตัว

    ทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง หิมะคืนนี้ตกหนัก เมืองเป็นสีขาว อากาศหนาวจัด แอลกอฮอล์ดีกรีสูงไม่อาจยังความอบอุ่นให้ร่างกาย มือเรียววางแก้วเปล่าลงกับโต๊ะ กลืนความร้อนรุ่มหยดสุดท้ายลงคอ

    '...ไม่ว่าสายตา รอยจูบ หรือสัมผัสหวานล้ำจับใจแค่ไหน อะไรก็ตามที่นายคิดว่าได้รับ...ฟินน์ มันไม่จริง'

    รู้ได้ยังไง?
    จะรู้ได้ยังไงว่าจริงหรือหลอก?

    อะไรทำให้แจ็คมั่นใจว่าสิ่งที่ตนได้รับนั้นจริง แต่ของเขาไม่ใช่ ในเมื่อเท่าที่สัมผัสด้วยตัวเอง มันช่างดูเหมือนจริงซะขนาดนั้น? เหมือนแฝงเร้นไปด้วยความรู้สึกนับพัน...เหมือนมีอะไรบางอย่างเชื่อมเราไว้



    ริมฝีปากรัญจวนกลับหวนคืน จู่โจม

    ลึกล้ำ รุ่มร้อน แจ่มชัด

    แค่จูบเท่านั้น ยังสะท้านสั่นไปทั้งหัวใจ
    ยังติดตรึงตราอยู่ในความคิด ไม่จากไปไหน

    'เคยจูบใครบ้างหรือเปล่า...'

    ทอมเอ่ยยิ้มๆ เมื่อถอนริมฝีปาก

    'สนใจเป็นคู่ซ้อมให้ฉันไหมล่ะ'

    มือเล็กแตะแก้มเขา ตบเบาๆ อย่างเอ็นดู
    ไม่พูดอะไรตอบ จากไปทั้งรอยยิ้ม



    หรือแค่เหมือน...ไม่ได้แปลว่าจริง?

    'มันไม่จริง'

    ฟินน์สลัดหัวรุนแรง ราวกับจะช่วยให้ใบหน้าสวยที่ติดตรึงฝังลึกในความทรงจำหลุดหาย ถ้ามันจะไม่จริง ก็คงเพราะเป็นแผนของอีกฝ่าย ล่อลวงให้ติดกับ ปลุกปั่นให้ไขว้เขว

    คงจะใช่

    เพราะตอนนี้แทนที่จะคิดจัดการกับอีกฝ่าย
    เขากลับคิด...อย่างอื่น...

    ไม่ได้

    'ถ้ายังไม่ได้อะไรในวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างจะถูกล้มเลิก...'

    เสียงจากเบื้องบนดังย้ำเตือนสติ

    รอไม่ได้แล้ว

    ฟินน์ลุกขึ้น คว้าเสื้อโค้ท
    รีบร้อนออกจากบ้านไป

    .
    .

    "กินอย่างกับแมวดม ถึงว่า...ตัวแค่นี้"

    ข้อแม้ของแอนดี้คือให้มานั่งกินบะหมี่มื้อดึกเป็นเพื่อนในร้านอาหารจีนใกล้ๆ นี่อาจนับเป็นอาหารจริงๆ มื้อแรกตั้งแต่เขากลับมาอีสต์เอนด์ก็ได้ คิลเลียนจำไม่ได้เลยว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมาตนกินอะไรเข้าไป หรือได้กินรึเปล่า มีชีวิตอยู่ได้ยังไงโดยดื่มแต่เหล้า

    มือเล็กเท้าคาง ใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นในจาน
    แอนดี้ตีมือขาวจนแดง "ไม่กินก็อย่าเล่น..."

    ทำหน้ามุ่ย ลูบหลังมือเบาๆ ปล่อยอีกฝ่ายเอาส่วนที่เหลือไปกินต่อ มองคนเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วอดเอ็นดูไม่ได้ แม้แต่ท่ากินยังเหมือนกันเลย

    "รู้ได้ไงว่าฉันพักอยู่ไหน"
    "เก่ง"

    แอนดี้กลอกตามองบน
    คิลเลียนหัวเราะ

    เขาค้นตัวนักฆ่าสองคนนั้นก่อนจัดการกับศพ ในกระเป๋าของมันคนหนึ่งมีกุญแจห้องพักโรงแรม เขาก็แค่ตามรอยไป ถามพนักงานด้วยลักษณะของแอนดี้ ไม่ยากหรอกที่จะได้เบอร์ห้อง แค่โชว์ให้เห็นว่าใต้โค้ทมีปืนก็จบ

    "อย่าหัวเราะ"
    "ทำไม"
    "ชอบ"
    "..."

    เขาหัวเราะเพราะเหมือนได้เห็นคริสกลอกตา
    แต่ไม่อธิบาย ไม่อยากให้ทุกสิ่งยิ่งยุ่งยาก

    "เราน่าจะเป็นเพื่อนกันนานแล้ว ว่าไหม..."

    คิลเลียนก็รู้สึกเหมือนกันอยู่ลึกๆ

    ถ้าตอนเด็กแอนดี้ไม่ร้ายใส่เขาก่อน เขาก็ไม่เคยมีปัญหาหรือนึกเกลียดอะไรเจ้าตัวเลย อีกฝ่ายอาจจะเป็นเด็กโมโหง่าย ปากคอเราะร้าย ชอบใช้กำลัง แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น ตลกด้วยซ้ำพอมานึกดู...ครั้งแรกที่พบกัน เจ้าตัวกำลังสะดุดล้ม ถ้าไม่คว้าแขนพี่ชายไว้ คงหัวคะมำลงไปกินหญ้าแทนม้า

    คิดมาตลอดว่าอีกฝ่ายซุ่มซ่าม
    แต่มาตอนนี้ คิดดีๆ อีกที...

    'รู้ไหมว่าดวงตาเป็นอย่างเดียวในตัวนายที่ฉันชอบ...'
    'อย่าหัวเราะ...ชอบ'

    คิลเลียนเปลี่ยนหัวเรื่องสนทนาทันควัน

    "นายดูใจเย็นขึ้นนะ"
    "ลองมาทำงานกับแม่ฉันสักสามสี่ปีสิ" แอนดี้พึมพำ วางตะเกียบ เช็ดปาก
    "หรือแก่แล้วไม่มีแรงอาละวาด"

    มือใหญ่คว้าข้อแขนคนปรามาส ดึงให้ลุก

    "กลับขึ้นห้องเดี๋ยวนี้เลย จะได้พิสูจน์ว่าแรงยังมีหรือไม่มี"
    "ไม่เอา"

    คิลเลียนยื้อ นั่งกอดอก ขืนตัวนิ่ง
    แต่คนตัวโตออกแรงกระชากทีก็ปลิว

    หมัดหลวมๆ เหวี่ยงเข้าใส่
    แอนดี้มือไว คว้าไว้ทัน

    "ล้อเล่น กินเสร็จแล้ว กลับสิ"

    .

    พวกเขาเดินเลยโรงแรมมาแล้ว แต่ไม่มีใครทักใคร มันเป็นค่ำคืนเหน็บหนาวที่สวยงามเกินกว่าจะรีบหลบลี้หนีหน้าเข้าอาคาร หิมะยังร่วงโรยโปรยปรายลงมาอย่างนุ่มนวลตลอดเวลา เกล็ดน้ำฟ้าเล็กบางเบาหวิวเหล่านั้นยามต้องแสงไฟช่างดูคล้ายละอองนางฟ้า

    ถ้านางฟ้ามีจริงก็คงดี...จะได้ขอพรสักข้อ

    "กลับดึกคริสไม่ว่าหรือไง"

    คิลเลียนเบะปาก "ถ้ารู้ว่าอยู่กับนายก็อาจจะ"
    "เยี่ยม"
    "แต่คนที่จะตายไม่ใช่ฉันแน่"

    รอยยิ้มหายวับไปจากหน้าแอนดี้

    "ทำไมคริสต้องหลงรักคนไม่อ่อนโยนแบบนายด้วยวะ"
    "ไปถามเขาดูสิ"

    คนตัวโตหยุดเดินกะทันหัน
    ขวางเส้นทางของร่างเล็กไว้

    ขยับเข้าประชิด ก้มใกล้
    แทบได้ยินเสียงหัวใจ

    ...ที่ไม่ได้เต้นแรงขึ้นเป็นพิเศษ

    "ถามใหม่..."

    คำถามนี้ต้องถามนาย

    "ทำไมคนที่นายหลงรักไม่เป็นฉัน"

    ทั้งที่เขาเห็นก่อน ตกหลุมรักก่อน
    ทั้งที่แรกพบ คริสยังไม่สนใจนายด้วยซ้ำไป

    คิลเลียนเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาคมเข้ม
    จับจ้องความลุ่มลึกที่พยายามขุดค้นหัวใจตน

    ลมหนาวโชยผ่าน สะกิดปลายผมสีอ่อน
    ร่วงปรก...โค้งลงมาแตะปลายจมูกโด่ง

    นิ้วเล็กเอื้อมเกลี่ย เสยมันขึ้นไป

    "ช่างมันเถอะ แอนดี้..."
    "..."
    "นายทำอะไรไม่ได้แล้ว ปล่อยมันไปเถอะ"

    ถามตอนนี้ จะมีประโยชน์อะไร
    ไม่มีอะไรเหลือให้นายหวังแล้ว

    หมดชีวิต วิญญาณ หัวใจ
    เป็นของคริสเพียงคนเดียว

    "อย่าทำหน้าแบบนั้น"
    แอนดี้ขบกรามเป็นสัน "ทำไม มันเหมือนเห็นคริสเสียใจรึไง"
    "นายไม่ใช่เขา"
    "..."

    รู้แล้ว
    แม้จะเหมือนตั้งแต่หัวจรดเงาก็ยังไม่ใช่

    "แค่ไม่อยากเห็นเพื่อนเสียใจ"

    แต่ใบหน้าคนเสียใจก็ยังเป็นสิ่งสุดท้ายที่เห็น

    ก่อนภาพตัด
    โลกทั้งใบกลายเป็นสีดำ
    อากาศหายใจวนอยู่ในถุงครอบศีรษะ

    เสียงกระซิบสุดท้ายดังขึ้นข้างหู ก่อนสติวูบดับ

    "โทษที นายก็รู้ว่าแม่ฉันเป็นคนยังไง...คิลลี่"

    .
    .

    นิวสกอตแลนด์ยาร์ด - สำนักงานตำรวจนครบาลกรุงลอนดอน

    ลีโอนาร์โดยืนมองโต๊ะทำงานให้แน่ใจว่าเก็บของเรียบร้อย คว้าเสื้อโค้ทตัวยาว สวมหมวก ผลักประตูห้องออกมา

    "ถนน...อะไรนะ อ้อ นั่นมันตึกสำนักงานของพวกเรดแฮนด์นี่ ใช่ไหม"

    สารวัตรใหญ่หยุดยืนฟัง

    นายตำรวจชั้นผู้น้อยวางสาย
    กวาดสายตาไปรอบโรงพัก

    "ชิบหาย ไม่มีใครอยู่เลยเรอะ..."
    "มีอะไร"
    "แจ้งสงสัยบุกรุกครับ ตรง—"
    "ผมได้ยินละ ทางผ่าน เดี๋ยวแวะไปดูให้"

    รีบบอก รีบออกไป
    คนเป็นลูกน้องยังไม่ทันขอบคุณ

    .
    .

    "พี่ชอบเด็กไหม..."

    เอิร์ลเลิกคิ้ว เงยหน้าจากหนังสือ
    มองเจ้าของเท้าที่พาดอยู่บนตักตน

    "วัยไหนล่ะ ต่ำกว่ายี่สิบก็ไม่ เสี่ยงคุก"

    ทอมเอาเท้ายันสีข้างคนตัวโต
    แจ็คคว้าไว้ จุ๊บหลังเท้าเบาๆ หัวเราะ

    "หมายถึงเด็กเล็กสิ"
    "ถามทำไม อย่าบอกนะว่าท้อง— โอ๊ย อย่าถีบจริงสิ เจ็บนะเนี่ย..."

    คราวนี้เขาวางหนังสือลง
    กอดรัด ล็อคขาตัวแสบไว้แน่น

    "คุณย่าพี่บอกว่า หลานทางฝั่งย่าเล็กกับเมียเขาเพิ่งตายพร้อมกัน ลูกสาวเลยกำพร้า แกยังไม่ถึงขวบเลย..."
    "แล้ว?"
    "คุณย่าอยากให้เรารับเด็กมาเลี้ยงน่ะสิ"
    "ทอมคิดว่าไงบ้าง"
    คนตัวเล็กยิ้ม "ทอมชอบเด็กนะ พี่แจ็คล่ะ อยากได้ไหม..."

    อยากเป็นพ่อคนด้วยกันไหม...งั้นเหรอ?

    "เอ้า ร้องไห้ทำไม"

    เอนตัวขึ้นมาแตะไหล่ ประคองใบหน้าหล่อของคนกำลังเช็ดน้ำตาตัวเองขึ้น ลูบสางเรือนผมหนานุ่มอย่างอ่อนโยน

    แจ็คหัวเราะตัวเองทั้งน้ำตา "ดีใจเฉยๆ"

    เขาแอบคิดอยู่นานแล้วว่าอยากรับเด็กสักคนมาเลี้ยง แต่ไม่กล้าถามเพราะกลัวว่ามันอาจเร็วเกินไป แม้จะใช้ชีวิตด้วยกันมาเกือบปี ทว่าทุกอย่างเริ่มจากสัญญาสมรสที่เขาใช้ผูกมัดอีกฝ่ายกลายๆ เพราะหวังจะดูแล หวังจะชนะใจ และนับตามจริง ทอมก็เพิ่งเลื่อนสถานะเขาให้เป็นคนรักเมื่อเร็วๆ นี้

    คำถามของทอมที่ว่าอยากเลี้ยงเด็กสักคนด้วยกันไหม มันเหมือนคำชวนมาร่วมสร้างครอบครัวจริงๆ ด้วยกัน เหมือนคำมั่นสัญญาว่าอนาคตของทอมจะยังมีเขาอยู่ในนั้นต่อไปอีกยืนยาว ซึ่งมันเกินกว่าที่ฝัน ใจเจ้ากรรมเลยกลั่นน้ำตาแห่งความปิติออกมาไม่บอกกล่าว

    "โถ พ่อคนอ่อนไหว" ทอมยีหัวเขา ยิ้มเอ็นดู

    กริ๊ง

    คนตัวเล็กเอนตัวกลับไปยังโซฟาฝั่งที่ตนนอนอยู่เมื่อครู่ ยกหูโทรศัพท์ขึ้นจากโต๊ะที่อยู่ติดกัน สีหน้าเรียบลง

    "มั่นใจไหมว่าเป็นมัน?"

    ลูกน้องยืนยัน ทอมวางสาย
    "มีอะไรเหรอ?"
    "ฟินน์..."

    ทอมลุกขึ้นจากโซฟาโดยเร็ว "...บุกรุกตึกสำนักงานทอม คนนอกที่เจอแจ้งตำรวจแล้ว ทอมต้องรีบไปให้ถึงก่อน..."

    เหน็บปืนเข้าหลังเอว สวมเสื้อโค้ททับ
    แจ็ครีบลุกตาม "ให้พี่ไปด้วยไหม"
    "ไม่เป็นไร มันมาคนเดียว ทอมคิดไว้แล้วว่ามันต้องมา..."

    ฟินน์งับเหยื่อแล้ว

    "กับดักหรือเปล่า" แจ็ควิ่งตามทอมลงมาถึงชั้นล่าง คว้าโค้ทตัวยาวจากที่แขวนข้างประตู
    "คิดว่าใครดักใครล่ะ ไม่ต้องไปหรอก พี่เข้านอนเถอะ เดี๋ยวทอมกลับมา"

    มือแกร่งคว้ากุญแจรถได้ก่อน

    "พี่ไม่ได้ขอทอมแต่งงาน เพื่อให้ทอมยังต้องทำอะไรแบบนี้คนเดียว จำได้ไหม..."

    ทอมยังชั่งใจ

    "ให้พี่ได้ทำหน้าที่คู่ชีวิตให้มันสมบูรณ์เถอะ ผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน ก็เราเป็นคนคนเดียวกันแล้วไง"

    เขาไม่ได้คิดนานนัก พยักหน้าให้
    แพ้สายตาลูกหมาแสนเว้าวอนนั่นทุกที

    ไม่ต้องเผชิญอะไรคนเดียวก็ดีเหมือนกัน

    มีอีกครึ่งของเราช่วยแบ่งเบา มันดีอย่างนี้เอง

    .
    .

    คนเฝ้ายามนอนหมดสติอยู่มุมตึก
    คงมีคนโทรแจ้งเพราะแบบนี้

    ใครก็ตามดูเหมือนจะฉวยกุญแจจากยามมาปลดล็อคโซ่คล้องประตูหน้า ก่อนใช้ทักษะสะเดาะกลอนเข้าไป ลีโอสาดลำแสงเจิดจ้าจากไฟฉายนำ ย่องตาม สอดส่ายสายตาถ้วนทั่ว ไม่พบอะไรที่ชั้นหนึ่ง

    มีเสียงกุกกักจากชั้นสอง

    เขาเยื้องย่างขึ้นบันไดโดยเงียบเชียบ
    ปิดไฟฉาย อาศัยละอองแสงจากตึกใกล้ๆ

    ใครบางคนกำลังรื้อเอกสารในตู้เหล็ก

    "ยกมือขึ้น...ช้าๆ"

    คนถูกจับได้ไม่ยกมือตามคำสั่ง
    จำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์นั้นได้

    "ท่านสารวัตร?"

    ยินดีหันหน้ามาคุยด้วย
    ลีโอเลิกคิ้วสูง

    ฟินน์ ไวท์เฮด?

    "ฉันเตือนนายแล้วใช่ไหม เจอกันคราวต่อไป ฉันจะจับนาย ไม่ว่าข้อหาอะไร"
    "ฟังผมก่อนนะ"

    เจ้าตัวค่อยๆ ยกมือขึ้นให้เขาวางใจ
    ลีโอรีบสาดไฟฉาย ระแวดระวัง เผื่อมีอาวุธ

    "จะเล่นลิ้นอะไร"
    "ผมไม่เคยเล่นลิ้น สารวัตร คุณอยากรู้มาตลอดไม่ใช่เหรอว่าผมรอดคดีใหญ่ๆ ได้ยังไง..."

    ฟินน์อธิบายอย่างใจเย็น

    "ยังไงล่ะ"
    "ผมขอเอาอะไรให้คุณดูอย่างหนึ่ง" มือเรียวล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท
    "ช้าๆ...ช้ากว่านั้น"

    เขาทำตาม เคลื่อนมือให้ช้าที่สุด
    ล้วงวัตถุขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกมา

    โยนข้ามห้องมาให้ลีโอ
    อีกฝ่ายตะครุบด้วยมือข้างที่ว่าง

    ยังจ่อไฟฉายส่องหน้าฟินน์ไว้
    ยกสิ่งที่ได้มาขึ้นส่องแสงจันทร์

    !?

    "นายมีตรานี่ได้ยังไง"
    "เพราะผมทำงานให้เอ็มไอไฟว์น่ะสิ"

    ลีโอมองคนตรงหน้า ไม่เชื่อสายตา
    แต่พอคิดให้ดี หลายอย่างกลับเข้าเค้า

    ไวท์เฮดเป็นแก๊งใหม่ที่โตเร็วจนน่าสงสัยว่ามีเงินมาจากไหน แถมยังรอดคดีที่ถูกจับคาหนังคาเขาได้หลายครั้ง ฟินน์เองก็เพิ่งอายุไม่เท่าไรกลับผงาดขึ้นมามีอำนาจขนาดนี้ได้ ทุกข้อสงสัยที่เขาติดไว้บนบอร์ดในสำนักงานสามารถตอบได้อย่างลงตัวด้วยเหตุผลเดียว ฟินน์เป็นเจ้าหน้าที่พิเศษปฏิบัติการลับเพื่อความมั่นคง จึงได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรจากรัฐบาลอย่างลับๆ ทุกรูปแบบ

    "ฉันจะรู้ได้ยังไงว่านายพูดความจริง"
    "คุณไม่รู้" ฟินน์ว่า "คุณมีสองทางเลือก ปล่อยให้ผมทำงานของผมต่อ หรือจับผมข้อหาบุกรุกในเวลากลางคืน ซึ่งผมโทรกริ๊งเดียวก็คงถูกปล่อยตัวอย่างรวดเร็วไม่ทันข้ามวัน แต่..."

    น้ำเสียงฟินน์จริงจัง "...ปฏิบัติการยาวนานหลายเดือนของผมจะล้มเหลวไปทั้งหมด"

    'เบื้องบนแทบจะเอาไฟลนก้นผมแล้ว คุณช้ามาก ถ้ายังไม่ได้อะไรในวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างจะถูกล้มเลิก ปฏิบัติการเราจะถูกลดเหลือแค่งานสืบข่าว ซึ่งผู้รับผิดชอบไม่ใช่คุณอีกต่อไป'

    ลีโอมองตราเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในมือ
    มองฟินน์ที่ยืนลุ้นตัวโก่งให้เขาเชื่อ

    "ภารกิจผมไม่ใช่แค่สืบข่าว แต่หวังผลทลายแก๊งอิทธิพลใต้ดินในลอนดอนไปพร้อมกัน สกอตแลนด์ยาร์ดร้องขอรวมปฏิบัติการกับเอ็มไอไฟว์เอง คุณจะโทรตรวจสอบกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของคุณก็ได้ ระหว่างที่ผมหาหลักฐานการกระทำผิดในนี้..."

    ฟินน์พยักเพยิดไปยังตู้เหล็กด้านหลัง
    ลีโอเคลื่อนตัวไปหาโทรศัพท์ทันที



    'แม่ครับ... แม่บอกไม่ได้ว่าแม่เป็นใคร แต่...แม่บอกว่าฟินน์เป็นใครได้ใช่ไหม'

    'สามนาทีครึ่ง'

    'ฟินน์กำลังสืบหาแหล่งเงินทุนของขบวนการไออาร์เอ ข่าวที่ตกมาได้คือแก๊งในลอนดอนเป็นแหล่งสำคัญ เขาเข้ามามีบทบาทตรงนี้—'

    'แก๊งที่ว่าไม่ได้บังเอิญเป็นของลูกใช่ไหม'
    'ผมพอรู้ว่าฟินน์สืบเรื่องอะไร แต่เขาเป็นใครครับแม่ เขาทำงานให้ใคร'
    'บอกไม่ได้'

    ทอมยังตื๊อ 'ใบ้หน่อยได้ไหม'

    แอนนาเบลถอนหายใจ
    เอ่ยเสียงเบา

    'รัฐบาล'



    ฟินน์รู้ว่าทอมรู้แล้ว...เขาเป็นใคร

    เขาแอบฟังทอมคุยกับแม่ แน่นอนเขาต้องแอบฟังอยู่แล้ว บทสนทนานั้นเปิดเผยตัวตนของเขามากพอกับที่เฉลยว่าหัวหน้าแก๊งเรดแฮนด์นี่เอง สนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มก่อการร้ายไออาร์เอปฏิบัติการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักร

    ทอมมีเลือดไอริชอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

    เขาควรจะสงสัยแก๊งของทอมเป็นอันดับแรกเสียด้วยซ้ำ แต่กลับ...ผลักไปไว้ทีหลัง เพราะปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวมาบดบัง แม้รู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของอีกฝ่าย พอได้เจอตัวจริงก็ยังเผลอเชื่อภาพลวงตาที่สวยงามมากกว่า เหมือนแมลงโง่ๆ ถูกดอกไม้หอมหวนล่อลวงไปติดกับตั้งแต่แรกพบ

    ความรู้สึกเป็นสิ่งพิศวง...ทรยศเจ้าของเก่งนัก
    ยิ่งพยายามเก็บซ่อนกดไว้ ยิ่งสะสมรอวันปะทุ

    ตลอดเวลาทอมถูกรังแก แต่เขาตกหลุมพราง
    ทอมอาจมีน้ำตา แต่เขาคือคนแพ้

    แกร่ก

    ลีโอวางหูโทรศัพท์
    ลดไฟฉายที่ส่องหน้าเขาลง

    "ให้ช่วยหาอะไรหรือเปล่า"

    สารวัตรใหญ่ไม่ได้พูดคำนั้น
    เจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดในตึกต่างหาก

    "ทอม..."

    .
    .

    "พาเขามาทำไม แกก็รู้ว่าฉันไม่คุย"
    "มันมีเรื่องสำคัญจะพูด แม่ก็ฟังเอาหน่อยเถอะ จะคิดยังไงก็อีกเรื่อง"

    เสียงคนคุยกันดังอยู่ใกล้มาก
    แต่ถูกกรองให้เบาลงด้วยถุงคลุมหัว

    รู้สึกตัวมาสักระยะ หากยังนิ่งทำเป็นสลบไสลเพื่อแอบฟัง คิลเลียนเข้าใจว่าแอนดี้ให้ลูกน้องจับเขาคลุมหัวเพื่อไม่ให้เห็นระหว่างทางและรู้ที่ตั้งสถานที่ และแอนดี้เองต้องระวังไม่ให้แม่รู้สึกได้ว่าตนกำลังเอนเอียงเข้าข้างช่วยเหลือเขา มันจึงยิ่งน่ากลัวเพราะแอนดี้ไม่ควรดีกับเขาขนาดนี้เลย

    รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีอะไรจะตอบแทนให้...ก็ยังทำ

    ถุงคลุมหัวถูกเคลื่อนย้าย
    โลกสว่างขึ้น หายใจสะดวกขึ้น

    เขาลืมตามอง ดอนน่าจ้องตอบ

    "ว่ายังไง คิลเลียน เมอร์ฟี"
    "..."

    ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

    "ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็กลับไป"
    "ทำไมต้องคริส"

    คิลเลียนโพล่ง เกือบสวน

    "ฉันคิดว่าเธอมาเพราะมีอะไรจะพูด ไม่ใช่มานั่งฟังฉันตอบคำถามเธอ"
    "คุณรู้หรือเปล่าว่าคริสเป็นดอนไม่ได้เพราะอะไร"

    'เป็นไม่ได้' —เขาเน้น
    ไม่ใช่แค่ 'ไม่อยากเป็น'

    คำถามนั้นทำเอาคริสติน่าเงียบไป
    เป็นครั้งแรกที่แอนดี้เห็นคนทำให้แม่ไปไม่ถูก

    อยากขยิบตาให้สักทีก็กลัวแม่จะสั่งยิง

    "คุณรู้จักลูกชายตัวเองมากแค่ไหน ดอนน่า ผมสงสัยจริงๆ"
    "ฉันคลอดเขา เลี้ยงเขามา เธอล่ะเป็นใคร ถือสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้"
    "คุณก็คลอดแอนดี้ เลี้ยงแอนดี้มาเหมือนกัน อะไรทำให้พวกเขาต่างกันนัก"
    "ไม่ใช่ลูกทุกคนจะได้ดั่งใจ"
    "ลูกจะเป็นยังไงก็อยู่ที่การเลี้ยงดูด้วยรึเปล่า"
    "ไม่ทั้งหมด"
    "ผมก็เห็นแอนดี้ทำตามคำสั่งคุณดีทุกอย่าง"
    "ดอนต้องคิดเป็น เป็นคนสั่ง ไม่ใช่หมารับใช้"

    คำนั้นเหมือนน้ำเย็นจัดสาดหน้าแอนดี้
    คิลเลียนฟังยังรู้สึกเจ็บแทนจนสงสาร

    "ฉันต้องการความสมบูรณ์แบบ"
    "ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ"

    ไม่แม้แต่คริส

    "แอนดี้บอกว่า คุณนิยามคริสว่าเลือดเย็น ทำไมแบบนั้น?"
    เจ้าแม่มาเฟียถอนหายใจ "คริสช่วยงานพ่อเขาตั้งแต่เด็ก อายุสิบหกก็แนะนำให้สั่งยิงลูกน้องที่ทำพลาดหน้าตาเฉยแล้ว มีคำไหนเหมาะกว่านั้นไหมล่ะ"

    เป็นอีกหนึ่งความจริงที่คิลเลียนไม่รู้
    แต่ความจริงที่เขามี อีกฝ่ายก็ไม่รู้เช่นกัน

    "คุณจำได้ไหมว่าตอนเก้าขวบแอนดี้ได้แผลที่หัวมายังไง แผลที่ทำเขาเกือบตายน่ะ"
    "เล่นซน หัวฟาดพื้น ฉันไม่ได้จำ"
    "แอนดี้ บอกแม่นายสิ"

    คนถูกลากมาเกี่ยวถลึงตา

    "เร็ว คริสไม่ว่าหรอก"
    "นายรู้อยู่แล้ว พูดไปสิ"
    "มันสำคัญอะไรนัก" ดอนน่าตัดบท
    "สำคัญสิครับ เพราะคนที่ทำคือคริสไง"

    สีหน้าของหล่อนทำให้เขารีบรุกไล่

    "เขาเป็นคนเลือดเย็นโดยธรรมชาติ ถ้าเขาโกรธ เขาฆ่าคนได้เลย คุณเคยรู้บ้างหรือเปล่า"
    "..."
    "ไม่เอะใจเลยหรือไงที่เขาต่อต้านการเป็นดอนขนาดนั้น"

    ความเงียบห่มคลุมคริสติน่าเอาไว้
    ต้องยอมรับ...ไม่รู้เลยจริงๆ

    "ลูกชายคุณอยากเป็นคนดี ดอนน่า..."
    "..."
    "นั่นไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรสนับสนุนและภูมิใจหรอกหรือ"

    คริสติน่าเม้มปาก สีหน้าเรียบตึง
    ทั้งห้องตกในความเงียบ

    เธอเปิดปากอีกครั้ง
    เรียกลูกน้องหน้าห้องเข้ามา

    สั่งเป็นภาษาอิตาลี

    และกลับมาพูดกับเขา

    "จะเป็นยังไง ถ้าเธอคิดผิดที่มาที่นี่..."

    คิลเลียนไม่เข้าใจ แต่ลูกน้องของหล่อนทำให้เขาเข้าใจในฉับพลัน คนตัวโตกว่าแอนดี้สองคนช่วยกันจับเขามัดกับเก้าอี้ อีกสองคนรั้งตัวแอนดี้ไว้ไม่ให้เข้ามาช่วยเขาได้ คริสติน่าหมุนตัวกลับ เดินออกจากห้อง แอนดี้ถูกลากตามออกมา

    ทิ้งเขาไว้ลำพังกับความรู้สึก...

    เหมือนคนโง่ที่เพิ่งเดินเข้าปากเสือให้มันงับ

    .

    ประตูปิดลง

    คริสติน่าสั่งเลขาฯ ที่ยืนรออยู่หน้าห้อง

    "ส่งโจเซฟไปตามคริสมา"

    .
    .

    "ทอม"

    และ...พี่แจ็ค

    "ว่าไง ฟินน์ หาอะไรอยู่" พี่ชายถามซ้ำ
    "..."

    ฟินน์เหมือนคนเป็นใบ้กะทันหัน

    ทอมหันมองลีโอ "แล้วทำไมสารวัตรไม่จับคนบุกรุกซึ่งหน้าล่ะครับ รออะไร ฤกษ์?"

    นี่ก็เป็นใบ้ไปอีกคน

    "หยุดเล่นเกมเถอะฟินน์ ฉันว่าเรารู้อยู่แล้วนายต้องการอะไร นายคิดจริงๆ หรือว่าฉันจะเก็บมันไว้ให้นายเข้าถึงได้"

    ต้องจนตรอกแค่ไหน บุกมาหาสุ่มสี่สุ่มห้า

    ฟินน์เลิกสวมหน้ากากมาเฟีย "ทอม มันยังไม่สายหรอกนะที่จะหยุดอะไรก็ตามที่นายทำอยู่..."
    ทอมหัวเราะน้อยๆ "ฉันเป็นไอริช"
    "แต่นายเลือกได้"
    "และฉันเลือกแล้ว ฟินน์ ไม่ต้องมาสอนว่าฉันควรใช้ชีวิตยังไง แค่เราอยู่คนละฝั่งและนายมีกฎหมายรองรับ ไม่ได้แปลว่าฉันคิดผิด"
    "..."
    "และเราไม่จำเป็นต้องมานั่งถกการเมืองกันตอนนี้ จริงไหม"

    ทอมขยับเข้าไปก้าวหนึ่ง
    ฟินน์ชักปืนออกมาในฉับพลัน

    ร่างเล็กเลิกคิ้ว เอ่ยกับลีโออีกครั้ง

    "ผมว่าตอนนี้คุณควรจะเรียกหน่วยติดอาวุธมาได้แล้วนะ สารวัตร..."

    ตำรวจอังกฤษไม่มีปืน หากจำเป็นต้องจับกุมอาชญากรมีอาวุธอันตราย เขาต้องเรียกหน่วยเชี่ยวชาญพิเศษที่ได้รับการฝึกและมีอำนาจใช้อาวุธเท่านั้น ความซับซ้อนมันอยู่ที่เจ้าหน้าที่เอ็มไอไฟว์ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนเช่นกัน ฟินน์อาจยังอยู่ใต้คราบมาเฟียจึงมีปืน แต่เขาไม่เข้าใจว่าตอนนี้ฟินน์ใช้มันในฐานะอะไร

    "ฟินน์ เก็บปืนซะ"

    เขาเหมือนเป็นอากาศธาตุ
    กรอบสายตาเจ้าตัวมีแต่ทอม

    "ส่งหลักฐานมาให้ฉัน ทอม อย่าคิดว่าฉันจะไม่ยิงนาย..."

    ทอมขยับเข้าใกล้อีกก้าวหนึ่ง
    แจ็ครั้ง แต่มือเล็กเลื่อนหลุดไป

    "นายจะยิงฉันก็ได้ แต่นายควรได้รู้เรื่องหนึ่งก่อนตัดสินใจ นายกำลังถูกหลอกใช้ อุดมการณ์ ความรักชาติ อะไรที่นายมี กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาลทั้งหมด"
    "พูดเรื่องอะไร"
    "นายรู้ว่าฉันพูดเรื่องอะไร ฟินน์ นายรู้"



    'ไม่ว่าฟินน์ต้องการแลกแม่กับอะไร อย่าให้เขา'
    'แต่—'
    'อย่าตกลงเด็ดขาด แม่จำเป็นต้องอยู่ใกล้เขาจนกว่างานเขาจะเสร็จ'
    'งานอะไรครับ? แล้วทำไม...'

    'เขาไม่ได้บังเอิญหาแม่เจอ...'

    'มีคนส่งแม่มาเก็บเขา?'



    อีกก้าวสืบเข้าใกล้
    ทอมกระซิบ

    "ทันที่นายส่งหลักฐานให้ นายจะถูกปิดปาก"

    ฟินน์ไม่ดิ้นตาม

    "ไร้สาระ พวกเขาจะทำแบบนั้นทำไม"
    ทอมยักไหล่ "ฉันไม่รู้ ฟินน์ ฉันไม่รู้ จะไปรู้ได้ยังไง บางทีเจ้าหน้าที่ระดับสูงสักคนของนายอาจเป็นสายของไออาร์เอ หรือมีผลประโยชน์เกื้อหนุนกันอยู่กับบรรดาแก๊งในลอนดอนเลยไม่อยากให้นายจบงานใหญ่"

    งานลับในงานลับ
    งานบังหน้า

    ไม่ใช่เรื่องปกติอยู่แล้วที่คนยึดแก๊งต่างๆ มาได้จะตัดสินใจปล่อยปละละเลยกิจการใต้ดินให้ตำรวจปิดไปเฉยๆ มันเป็นงานซ้อนงาน สกอตแลนด์ยาร์ดเสนอให้ใช้งานทลายแก๊งเป็นงานบังหน้าสำหรับสืบข่าวราชการลับเรื่องแหล่งเงินทุนไออาร์เออีกที ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวใหญ่ๆ โปรไฟล์ของฟินน์เหมาะกับงานนี้ทุกอย่างจึงได้รับเลือกอย่างเจาะจง

    เขาไม่แน่ใจว่าทอมเดาออกเมื่อไรยังไง
    แต่ที่ทอมไม่รู้คือเขามีแรงผลักดันส่วนตัวด้วย

    "ไม่เห็นเหรอว่าหน่วยงานรัฐมันเสื่อมทรามยังไง อย่ามาทำใสซื่อหน่อยเลย"
    "เรื่องนั้นเปลี่ยนใจฉันไม่ได้หรอก ทอม ต่อให้ฉันไม่ได้หลักฐานยันข่าวที่สืบ ฉันก็ยังจะสานต่องานสลายแก๊งทุกแก๊งในลอนดอนอยู่ดี"

    ไม่ว่ามีอำนาจกระทำการแทนรัฐหรือไม่

    เพราะเขาเกลียดพวกมาเฟียเข้ากระดูกดำ

    แม่ของเขาเป็นสายตำรวจที่ถูกฆ่าตาย
    เพราะทำให้คนในแก๊งหนึ่งติดคุก

    และเขาเกลียดทอม

    เกลียดคนร้ายที่ใช้เสน่ห์ล่อลวงจิตใจจนเขาไขว้เขว ปลุกปั่นยั่วเย้ามอมเมาให้หลงใหลจนจิตใจไม่อยู่กับตัว ไม่มีสติไตร่ตรองอะไรให้ถ้วนถี่ ไม่อาจปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ทันเวลา พ่ายแพ้ทั้งสนามต่อสู้ ทั้งสนามหัวใจ

    แต่จะหวังเอาอะไรกับคนเป็นมาเฟีย
    กับความมืดมิดที่บ่อนทำลายสังคม

    "คนอย่างพวกนาย...ควรหายไปจากโลกนี้"

    มือเรียวสอดนิ้วเข้าโกร่งไก

    "ฟินน์ คิดให้ดี" เสียงลีโอทะลุหู...สลายไป
    "นายไม่กล้ายิงฉันหรอก ใช่ไหม...ฟินน์"

    น้ำเสียงทอมฟังดูมั่นใจ

    แต่แจ็คไม่วางใจคนเป็นน้องสักนิด
    ปราดเข้าประชิดร่างเล็กโดยไว

    สายตาของฟินน์สับสน
    แต่ยังเล็งจุดตายได้ถนัด

    "ยิงฉันสิ..."

    ทอมเปลี่ยนใจ ท้าทาย

    "...เราจะได้เป็นอาชญากรเหมือนๆ กัน"

    นายจะได้รู้ซึ้ง ได้เข้าใจ
    เราไม่ได้ต่างกันเท่าที่นายคิด

    ไม่มีหรอกนางฟ้า เทวดา หรือปีศาจ

    ทุกคนก็แค่มนุษย์ธรรมดาที่ต่อสู้ดิ้นรนไปวันๆ ด้วยเหตุผลของตัวเอง

    "ยิงเลย"


    ปัง!


    "ทอม"

    พี่ขอโทษ

    "พี่แจ็ค!"

    .
    .

    ขอโทษ...ที่ผิดสัญญา





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in