เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
filmtofichoramiji
[LF] Way Down We Go 2: Part III (Chris x Cill, Jack x Tom x Fionn)
  • Title: Way Down We Go 2
    Continuity: Sequel to Way Down We Go (Part IIIIIIIVV here)
    Previous Episode: Way Down We Go 2 (Part III here)
    Fandom: Dunkirk Cast
    AU: Mafia
    Episode Theme Song: Thief - Ansel Elgort

    .
    .

    "คุณโอเคนะ..."

    เสียงทุ้มนุ่มกระซิบพรมลงข้างหู

    ไร้สุ้มเสียงใดตอบ ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอหอบหายใจ เพยิดคางน้อยๆ ให้คนถามคลายกังวล แต่หัวคิ้วสีอ่อนยังขมวดมุ่นเข้าด้วยกัน ไม่วางใจนัก คิลเลียนจึงยันตัวขึ้น ประโลมจูบเยียบเย็นไปทั่วดวงหน้าคมสันและกรอบกรามนุ่มนิ่ม เร้าร่างสูงใหญ่ให้สานต่อสิ่งที่ยังคั่งค้าง แม้ว่าความจริงคนข้างบนกำลังทำเขาเจ็บ

    คริสก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัว ถึงได้ถาม

    แต่เขายินดี หากมันจะช่วยให้คนรักผ่อนคลายระบายความเครียดออกจากอกได้บ้าง คริสไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าเครียดจากงานกลับมายังไง เจ้าตัวก็ยังอ่อนโยนทะนุถนอมเขาเสมอ ปัญหาเรื่องแม่ดูจะรุนแรงกว่าที่คิด มันค่อยๆ กัดกิน เปลี่ยนแปลงคริสจากข้างใน จนเริ่มทำเขาผวาอยู่ลึกๆ

    "..."

    คิลเลียนกัดริมฝีปากข่มเสียงคำรามในลำคอ

    มันไม่ได้ผลเท่าไร เขามั่นใจว่าคริสได้ยิน หากเจ้าตัวไม่ได้หยุดหรือผ่อนแรงลง ไม่แม้แต่ตอนที่มือเล็กฝังเล็บลงบนเนื้อต้นแขน หรือแผ่นหลังเปลือยเปล่า คล้ายอยู่ในภวังค์ไม่รู้ตื่น คนตัวโตค่อยๆ กลืนกินร่างเล็กราวกับฝันร้าย ยิ่งนานคิลเลียนยิ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังเจอกับอะไร ทว่ายังยอมทนไปจนสุดทาง

    "ค...คริส..."

    กระซิบ

    แต่กลับมีเพียงลมเล็ดลอดออกไป
    เพราะมือใหญ่กำรอบลำคอเขาแน่น

    คิลเลียนพยายามงัดแงะแกะมือนั้นออก
    สู้แรงไม่ไหว เขาเริ่มตีมือคริสรัวแรง

    เสี้ยววินาทีที่จิตเกือบวูบสลาย คริสก็ปล่อย

    มือเล็กกุมคอตนไว้ ไอโขลก มีมือที่เพิ่งเผลอทำร้ายเขาคอยลูบหลัง และราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีไป คริสรีบรวบคนตัวเล็กเข้ามาไว้ในอ้อมแขน กระซิบย้ำซ้ำๆ ถึงความเสียใจ

    "ผมขอโทษ...ขอโทษ..."

    คิลเลียนกลัว แต่ก็เลือกที่จะอยู่
    ซึมซับอ้อมกอดแสนเศร้านั้นเอาไว้

    หากเขาไป คริสอาจจะแย่ลงกว่านี้

    "ไม่เป็นไร...ผมไม่เป็นไร..."

    เสียงแหบแห้งกระซิบปลอบ มือเล็กลูบหน้าลูบตาคนที่ยังพร่ำพูดว่าขอโทษไม่หยุดปาก ฉุดร่างนั้นให้เอนตัวลงนอนพร้อมกัน ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัวพวกเขาทั้งคู่

    ปลายนิ้วมนลากไล้ลงมาตามสันดั้งโด่งสวย

    "นอนเถอะคริส..."

    พึมพำ ปิดเปลือกตาเป็นตัวอย่าง
    จุมพิตแผ่วเบาลงกลางอกกว้าง

    คริสยอมหลับตา ซุกหน้าเข้ากับไหล่เล็ก
    ถ้อยคำขอโทษยังตีกันกับเสียงกระซิบปลอบ

    "นอนเถอะ..."

    .
    .

    เจมส์ ดาร์ซีไม่อยู่บ้าน

    ไม่มีใครในเรดไรท์แฮนด์รู้ว่าหัวหน้าของตนไปไหน นอกจากพวกคนสนิทที่ติดตาม ถ้าให้เดา เจมส์อาจจะไหวตัวทันตั้งแต่เอิร์ลรถคว่ำและทอมหายไปจากแก๊งแล้ว เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเรดแฮนด์กับเรดไรท์แฮนด์ยังดี ยังเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่ เวลามีเหตุอะไรเรดไรท์แฮนด์ในฐานะพันธมิตรจะได้รับข่าวสารว่องไวและเคลื่อนไหวเร็วกว่าแก๊งอื่น

    ฟินน์ต้องกลับบ้านมือเปล่า แต่ยังหน้านิ่ง
    ไม่มีใครหนีเขาได้นานหรอก

    ผลลัพธ์ความซวยตกอยู่กับทอม ซึ่งต้องเป็นตัวประกัน เป็นนักโทษ เป็นทาสรับใช้ที่ไม่เต็มใจในเงื้อมือของฟินน์อีกคืน บอสมาเฟียหนุ่มสั่งลูกน้องออกรถอีกครั้งเพื่อกลับบ้าน ภาพน่าขัดใจที่หันมาเห็นหลังจากปิดประตูรถ คือดวงหน้าสวยๆ ของหัวหน้าแก๊งเรดแฮนด์ เปียกปอนด้วยน้ำตาอีกครั้ง

    ฟินน์สั่นศีรษะ นิ่วหน้า

    "ทำไมถึงได้ชอบร้องไห้ต่อหน้าฉันนัก"

    ก็เผื่อว่านายจะใจอ่อนละมั้ง
    แต่ในความจริง ทอมไม่พูดอะไรตอบ

    "พี่แจ็คไม่เป็นอะไรหรอก ถ้านายยังทำตัวดี เลิกร้องซะที"
    "แล้วฉันต้องทำตามคำสั่งนายไปถึงเมื่อไร"
    "..."
    "นายต้องการอะไรกันแน่"

    ฟินน์ไม่ได้ต้องการแค่ครอบครองอาณาเขตของทุกแก๊งในแถบนี้แน่นอน แม้ว่าเจ้าตัวจะทำแบบนี้ตั้งแต่ลอนดอนตะวันออก ไล่เรื่อยลงมาจนถึงอีสต์เอนด์ และถ้าวันนี้เจมส์อยู่ให้ขู่เข็ญ อีกฝ่ายคงได้เรดไรท์แฮนด์ไปตามแผน มันจะกลายเป็นประตูเบิกทางสู่การรุกรานแก๊งอื่นๆ ในฝั่งลอนดอนใต้ แต่ลึกๆ เขารู้สึกได้ว่าฟินน์ไม่ใช่คนโลภหรือทะเยอทะยาน ทุกอย่างที่ได้มาไม่ใช่แรงขับเคลื่อนของฟินน์

    เหมือนอีกฝ่ายแค่กำลังไล่ตามหาบางสิ่ง
    แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร

    "มันไม่ใช่เรื่องของนาย"

    มือเรียวยื่นออกไป เป้าหมายคือหยดน้ำใสที่ห้อยตัวอยู่ ณ ปลายคางสวย ไม่ยอมสลัดตัวร่วงหล่นลงไปเสียที

    ไม่รู้ทำไม น้ำตาอีกฝ่ายถึงได้รบกวนใจเขานัก

    แต่ทอมเสหน้าหลบ "มันเป็นเรื่องของฉันสิ ในเมื่อคนที่ฉันเรียกว่าสามียังนอนไม่ได้สติ ให้นายใช้เป็นเครื่องมือบังคับฉันอยู่แบบนี้"
    "..."
    "และน้ำตาบ้านี่ มันเป็นเพราะฉันโกรธ"

    น้ำตาหยดที่ว่าถูกปาดทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ

    "โกรธที่ต้องมานอนข้างใครก็ไม่รู้อีกคืน"
    "..."
    "ทั้งที่ฉันควรได้อยู่ข้างๆ เขา..."

    พี่แจ็คจะต้องเหงาแค่ไหนถ้าตื่นมาไม่เจอใคร

    ถ้าตื่นมาไม่เจอ...เขา

    เจ้าตัวจะต้องหงุดหงิดเอามากๆ แน่ๆ บอกได้เลย รายนั้นน่ะไม่ชอบให้เขาลุกจากเตียงไปก่อนในตอนเช้า ถ้าวันไหนเขาตื่นก่อน ก็มักจะอ้อนให้นอนต่อจนกว่าตัวเองจะได้เวลาตื่น เอิร์ลของเขาชอบให้ทุกอย่างเหมือนเดิมในทุกวัน ทำทุกอย่างเป็นกิจวัตร เข้านอนพร้อมกัน ตื่นนอนพร้อมกัน เขาไม่ค่อยชินนักในตอนแรก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มคุ้นเคยและชอบที่มันเป็นแบบนั้น

    อยู่ในธุรกิจนี้อะไรๆ ก็ยากพออยู่แล้ว
    ให้สักมุมในชีวิตมันธรรมดาบ้างก็ดีเหมือนกัน

    "..."

    ฟินน์ไม่รู้สึกว่ามีถ้อยคำใดต้องเอื้อนเอ่ยอีก
    รถยนต์จึงเงียบไปตลอดทาง...จนถึงบ้าน

    .
    .

    เป็นการอาบน้ำอันแสนอึดอัดใจครั้งที่สอง

    ฟินน์ยังคงยืนเฝ้าหน้าม่านตามเดิม เขาจับเวลาคร่าวๆ ด้วยซ้ำ เพื่อเปรียบเทียบกับวันก่อนแล้วจะบ่งบอกได้ว่านานเพียงใดจึงเริ่มผิดปกติ แม้ว่าเมื่อวานทอมจะตุกติกอะไรไม่ได้เลยเขาก็ยังไม่วางใจ ยังไงก็ต้องไม่ประมาท

    เกินเวลาที่ใช้คืนก่อนมาห้านาที
    ฟินน์พึมพำ "อาบไว้เผื่อน้ำไม่ไหลสิบปีรึไง"
    "ขัดมือที่นายจูงฉันไปโน่นไปนี่ทั้งวันต่างหาก"

    ยังโต้กลับ คงไม่มีอะไร

    ฟินน์หมุนตัวหันหลังให้ม่าน
    มือล้วงกระเป๋า คิดอะไรเรื่อยเปื่อย

    บิดข้อมือ ดูนาฬิกาอีกครั้ง

    "นานเกินไปแล้วนะทอม"

    เงียบ
    ยินเพียงเสียงน้ำไหล

    "ทอม" เขาเรียกเสียงดังขึ้น
    ไร้การตอบรับ "ไม่ตอบ ฉันเข้าไปนะ"

    ไม่มีอะไรสะท้อนกลับ นอกจากเสียงน้ำ
    น้ำ...ที่นองไหลละลายเลือดไปลงท่อ

    ฟินน์รีบรูดม่านออกครึ่งหนึ่ง

    "ทอม!"

    ร่างเล็กบางนั่งคู้ตัวอยู่ในมุมสุดขอบอ่าง แต่แขนและคออ่อนเปลี้ยดูไร้สติ ด้วยกังวลว่าเป็นกับดักจึงยังไม่ผลีผลามเข้าไป สายน้ำชะโลหิตออกจากตัวทอมก็จริง แต่เขายังไม่เห็นต้นตอของบาดแผลที่ว่า อย่างน้อยก็ไม่ใช่จากมุมมองนี้ ทว่าคิดดูแล้ว คนหวงตัวอย่างทอมก็ไม่น่าใช้วิธี...

    ฟินน์ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด
    ก้มลงแตะปลายแขนเรียวเบาๆ

    มันร่วงลงมากองกับก้นอ่างอย่างไร้เรี่ยวแรง ทั้งบิดเล็กน้อยให้เห็นหยดเลือดที่ซึมย้อยอยู่ด้านหลัง มือเรียวคว้าจับข้อแขนนั้นขึ้นมาดู พบรอยแผลถูกบาด แม้ไม่ลึกนักแต่ลากยาว จากศอกถึงข้อมือ ดวงตาคู่โตกวาดมองไปโดยรอบ นึกไม่ออกว่าจะมีสิ่งใดสร้างบาดแผลในลักษณะนี้ขึ้นมาได้

    นอกเสียจาก...

    "..."

    รอยบิ่นเล็กน้อยตรงขอบอ่าง?

    รอยแตกแค่นิดเดียวเท่านั้น
    แต่หากจงใจครูดแขนผ่านแรงๆ ละก็...

    "ทอม..."

    ฟินน์ใช้มือตบแก้มอีกฝ่ายเบาๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าเจ้าตัวไม่ได้แกล้งหมดสติ —แต่ตั้งใจทำร้ายตัวเองจนหมดสติจริงๆ— จึงย่อตัวลง สอดแขนเข้าช้อนร่างเปลือยเปล่าพราวหยดน้ำขึ้นแนบอก จับแขนข้างหนึ่งของเจ้าตัวโอบหลังลำคอตนไว้

    ระหว่างกำลังยืดตัวยืนขึ้น
    ขาเรียวกลับเสียหลักทรุดลง

    เฮือก!

    เนคไทสีดำเส้นหรูถูกฉุดกระชากลากพันเข้ารอบลำคอโดยไม่ทันตั้งตัว

    ร่างในอ้อมแขนเลื่อนหลุดลงมาคุกเข่าบนอ่างโดยอัตโนมัติ ฟินน์ยกมือขึ้นแกะเนคไท ระหว่างพยายามหายใจทางปาก แต่ทอมไวกว่า กระตุกรูดเนคไทของเจ้าตัวให้รัดแน่นขึ้น สมทบด้วยข้อแขนเรียวแข็งแรงล็อคไว้อีกชั้น มือข้างที่ว่างคว้าฝักบัวลงจากที่แขวน เหวี่ยงสายยาวออกไป กระแทกหัวฝักบัวแข็งๆ เข้ากับบานกระจกเงาจนแตกร้าวเสียงดังลั่น

    เพล้ง!

    เศษเสี่ยงกระจกร่วงกราวเกลื่อนพื้น
    แม้ลูกน้องฟินน์จะได้ยิน รีบขึ้นมาดู ก็ไม่เป็นไร

    ทอมคว้าชิ้นใหญ่ที่สุดจ่อคอเจ้านายมันไว้แล้ว

    "ถอยไป"

    ทอมก้าวไล่ พวกมันค่อยๆ ถอยเท้ากลับ
    ปืนอยู่ในมือแท้ๆ แต่คนขู่กลับได้เปรียบ

    ฟินน์ส่งสายตาสั่งลูกน้องคนหนึ่งปลีกตัวไป

    เหลืออีกคนที่ยังชี้ปลายกระบอกปืนมายังทอม แต่ไม่กล้าแม้จะขยับนิ้วเข้าโกร่งไก เพราะเจ้านายตนบังวิถีกระสุนอยู่แทบทุกองศา หนำซ้ายังมีเศษกระจกคมๆ จี้ลำคอ

    เศษกระจกที่คมจนบาดมือคนจับ
    เลือดนองเหนอะหยดลงบนเสื้อของบอส

    ทอมบังคับฟินน์ลงบันไดไปได้ถึงชั้นล่าง ถึงหน้าประตู เปิดมันออกแล้วด้วยซ้ำ แต่กลับต้องหยุดชะงัก

    "คิดให้ดี ก่อนก้าวออกไป" ฟินน์กระซิบ

    พลิกเกมกลับมาตีตื้นได้ฉับพลัน
    เพราะลูกน้องที่เขาสั่งให้ลงมาโทรศัพท์

    ต่อสายถึงโรงพยาบาลที่แจ็คนอนอยู่

    ทอมกระตุกยิ้ม "อย่าบลัฟฟ์กันดีกว่า ฉันไม่เคยรู้เลยว่านายโทรไปห้องพี่แจ็คจริงไหม ไม่มีอะไรยืนยัน"
    "จะเสี่ยงไหมล่ะ"
    "..."
    "ปาดคอฉัน แล้วรอดูสิว่าอะไรจะเกิดขึ้น"

    ทอมเริ่มลังเลขึ้นมาอีกครั้ง

    ลมเย็นพัดวูบเข้ามาจนคนไม่มีเสื้อผ้าเริ่มเทิ้มสั่น มองออกไปยังถนนที หันกลับมามองโทรศัพท์ในมือลูกน้องฟินน์อีกที กัดริมฝีปากจนแดงช้ำ ยิ่งคิดนาน...เลือดจากแผลตรงแขนและมือที่จับเศษกระจกก็ยิ่งพรั่งพรูออกไปพร้อมๆ กับเรี่ยวแรง คงยื้อฟินน์ไว้ได้อีกไม่นานแล้วเหมือนกัน...

    อุตส่าห์หาช่องทางหนีได้แล้วแท้ๆ
    หลังจากนี้คงไม่มีโอกาสอีกเลย...

    "เอายังไง ทอม กลินน์-คาร์นีย์"
    "เงียบเถอะ" เจ้าของนามคำรามลอดไรฟัน

    มองถนนด้านนอกอีกครั้ง
    มองโทรศัพท์ในมือไอ้เวรนั่น

    เอาชีวิตพี่แจ็คมาเสี่ยงไม่ได้...ไม่ได้จริงๆ

    ฟินน์รู้สึกได้ว่าทอมกำลังค่อยๆ ปล่อยมือ
    เนิบนาบ เชื่องช้า แต่ที่สุดก็ต้องปล่อย

    เว้นแต่ว่า...

    ...

    เปรี้ยง!

    เสียงปืนดังขึ้น ไม่มีใครคาดคิด
    ทุกคนในบ้านก้มหลบอัตโนมัติ

    แกร๊ง

    หูโทรศัพท์ร่วงหล่น มือคนถือก็ดูจะถูกลูกตะกั่วถากเอาเนื้อไปด้วย กลิ่นดินปืนโชยหวน เลือดหยด โทรศัพท์พัง เปรี้ยง! มันถูกยิงซ้ำจนสายขาด ทอมรีบคว้าฟินน์กลับมาบังตนไว้จากลูกน้องอีกคนตามเดิม และก้าวถอยหลังออกจากบ้าน เพื่อจะพบกับ...

    ชายร่างสูงใหญ่ผู้เพิ่งเก็บปืนเข้าหลังเอว
    คุ้นตาด้วยเส้นผมสีบลอนด์ปลิวไสวตามลม

    เจ้าตัวถอดเสื้อโค้ทของตนออกมา ยื่นให้

    "แลกกัน..."

    เพยิดคางมายังฟินน์

    ทอมขมวดคิ้ว ไม่ใช่ลังเล หรือไม่เข้าใจคำสั่ง
    แต่ภาพตรงหน้ามันย้อนแย้งไปหมดจนสับสน

    ลุงคริส? กับ...ปืน?

    เปรี้ยง!

    เจ้าตัวกระตุกปืนออกมายิงลูกน้องอีกคนของฟินน์ได้อย่างว่องไว ไม่หันมองด้วยซ้ำ

    "เร็วลูก..."

    ทอมปล่อยตัวฟินน์ ซึ่งยังยืนนิ่งค้างอย่างน่าประหลาด ไม่ยอมหนี...ไม่ไปไหน แล้วเสื้อโค้ทก็ลอยลงคลุมร่างเปลือยเปล่าเปียกปอนที่เกือบต้องแข็งตายกลางหิมะ

    คนสวมเสื้อโค้ทให้ลูบหลังอันสั่นเทาเบาๆ
    กระซิบ "ไปรอที่รถนะ จะอุ่นกว่า"

    เขาเลือกทำตามอย่างว่าง่าย

    ระหว่างออกเดินไปยังรถซึ่งจอดไกลออกไป
    โสตประสาทยังจับเสียงพูดคุยที่แว่วดังได้อยู่

    "พ่อ?"

    ทอมหันขวับ

    มองชายสองคนในชุดดำ
    ท่ามกลางหิมะโพลนขาว

    พ่อเหรอ?

    นั่นน่ะ...แอนดรูว์ ลาวเดนที่ตายไปแล้วเหรอ?

    .
    .


    "คริสล่ะ"

    คิลเลียนมองคนถาม กลอกตาขึ้นบน
    นายตำรวจใหญ่นั่งลงข้างเขา "ยังไม่ตื่น?"

    พยักหน้าเบาๆ
    ตามองแสงทองส่องฟ้า
    จิบกาแฟดำในถ้วย

    "ทำไมวันนี้ตื่นเช้าได้"
    "ทำไมคุณต้องมากินข้าวเช้ากับทอมมี่ทุกวันผมยังไม่เสือกเลยคุณสารวัตร"
    ลีโออมยิ้มน้อยๆ "อารมณ์ไม่ดี เป็นอะไร"
    "..."

    ไม่ถามเปล่า ยื่นหน้าเข้ามาใกล้
    เห็นแววอิดโรยในดวงตาแล้วพอเดาได้

    "หลับไม่ดีด้วยใช่ไหม"

    คิลเลียนกัดริมฝีปาก

    ขยับผ้าพันคอคลายออก
    ลดความอึดอัดในการหายใจ

    สายตาคนเป็นตำรวจนักสืบจับสังเกตได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ เจ้าตัวดูไม่คุ้นเคยกับการพันผ้าพันคอเท่าไร ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง...?

    "คุณเป็นเพื่อนกับคริสมานานหรือยัง"
    "ทำไมจู่ๆ อยากรู้ขึ้นมา"
    "นานหรือยัง"
    ลีโอยักไหล่ "ตั้งแต่คริสเริ่มเป็นทนายใหม่ๆ ก่อนผมย้ายมาอังกฤษ"
    "รู้เรื่องแม่เขาหรือเปล่า"

    คนถูกถามเงียบไปเมื่อทอมมี่ยกจานอาหารเช้ามาวางบนโต๊ะ ยิ้มให้หนึ่งครั้ง เจ้าตัวเดินกลับไป จึงหันมาพยักหน้าให้คิลเลียน

    "คุณสนิทกับคริสแค่ไหน"
    "คุณอยากรู้อะไรกันแน่" ลีโอสวนขึ้นแทบทันที
    "ตอบผมมาก่อน"
    "ไอ้ผ้าพันคอนี่มันอะไรอะ นายขี้ร้อนจะตายคิล"

    อาหารเช้าจานที่สองถูกยกมาวาง
    พร้อมคำทักซึ่งยิ่งยืนยันข้อสงสัยของลีโอ

    ทอมมี่เดินหายไปอีกครั้ง
    เจ้าตัวเผลอ เขายื่นมือไปรั้งมันลง

    เพื่อจะเห็น...รอยช้ำจางๆ ข้างลำคอขาว

    "..."

    มันเป็นรอยแผ่วบางของปลายนิ้วแค่นิ้วเดียว
    แต่ผิวซีดๆ ของอีกฝ่ายทำให้มันชัดเจนขึ้น

    คิลเลียนปัดมือเขาทิ้ง ไม่สบอารมณ์
    ดึงผ้าพันคอขึ้นปิดมันไว้ตามเดิม

    "เขาทำเหรอ?"

    เงียบ หลบตา ซดกาแฟจนหมดแก้ว
    ก่อนตอบ "เขาไม่ค่อยรู้ตัว"
    "ถ้าเป็นเรื่องนี้ ผมแค่เคยได้ยิน"
    "ได้ยิน?"
    ลีโอเม้มปาก "มันเป็นเรื่องเล่า"
    "ยังไง"
    "ไม่รู้จะเล่ายังไง รู้แค่คนที่เคยเจอตรงๆ คือแอนดรูว์ แล้วตอนนี้เขาก็..."
    "แอนดี้ยังไม่ตาย" คิลเลียนขัดขึ้น "แล้วไม่ต้องถาม เรื่องมันยาว"

    ต่างคนต่างเงียบเมื่อทอมมี่โผล่หน้ามาอีกหน

    "คริสยังไม่ลงมาเหรอ"
    "ปล่อยให้นอนไปเถอะ เดี๋ยวเขาตื่นฉันทำอะไรให้กินเอง นายมากินได้แล้ว"
    "โอเค"

    ก่อนทอมมี่จะเดินมาถึงโต๊ะอาหาร ลีโอแตะไหล่เขาเบาๆ พึมพำประโยคสุดท้าย

    "ไม่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร คุณต้องคุยกับเขานะ"

    คิลเลียนได้แต่ทอดสายตามองคนพูดเงียบๆ

    คุย? เริ่มบทสนทนาว่าอะไรดีล่ะ
    'นี่...คุณบีบคอผมตอนมีเซ็กซ์ทำไม' งั้นเหรอ?

    แค่นี้ทุกอย่างมันยังน่ากลัวไม่พอรึไง

    .
    .

    คริสปฏิเสธอาหารเช้า

    มันเหมือนเจ้าตัวได้กลายร่างเป็นลูกหมีจอมงอแง ไม่ยอมลงมากินอาหาร ไม่ยอมลุกจากที่นอน ไม่ยอมให้เขาแตะตัว แต่อย่างหลังดูเหมือนจะเป็นเพราะกลัวจะเผลอทำร้ายเขาอีกครั้งหลังจากเมื่อคืน คิลเลียนพออ่านออก ตอนนี้เขาอยู่ระหว่างชั่งใจว่าจะรับมือแบบไหน ถ้าค่อยๆ ตะล่อมจะยิ่งได้ใจไหม ถ้าดุจะยิ่งเตลิดไปไกลหรือเปล่า

    สภาพจิตใจคริสตอนนี้ไม่ปกติเลยจริงๆ

    "เดี๋ยวผมเอาขึ้นมาให้แล้วกัน"
    "..."
    "แต่ต้องกินนะ"

    ไร้การตอบรับ คิลเลียนผละไป
    กลับมาพร้อมจานอาหาร

    "ให้ป้อนไหม"

    คริสสั่นศีรษะ "ผมไม่หิว"
    "คริส อย่างี่เง่า"
    "..."
    "ขอโทษ..." อ่อนเสียงลง "ป้อนแล้วกัน"

    คิลเลียนวางจานอาหารเช้าลงบนตักของตนและเริ่มหั่นไส้กรอกกับเบคอนในนั้น คริสนั่งมองอยู่ชั่วครู่ก่อนจะยื้อเอาจานไปจัดการเองเงียบๆ ปกติอีกฝ่ายไม่ใช่คนช่างตามใจขนาดนี้เลยด้วยซ้ำ เขากลัวว่ามันจะฝืนใจคนรักเกินไป

    "กินให้หมดล่ะ เจ้าหมี"

    คริสพยายามยกยิ้มทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ คิลเลียนชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นกอด นั่งมองอีกฝ่ายทานอาหารเช้าฝีมือตนอย่างเงียบเชียบ ไม่เร่งรีบอะไร

    อดไม่ได้...เอื้อมมือออกไปสางเรือนผมสีซีดเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

    "..."

    คริสผงะเล็กน้อย
    รู้สึกว่ามือนั้นสั่นนิดๆ

    แต่ยังยืนยันจะลูบผมเล่นต่อไป

    —ต่างจากผมสีเข้มเส้นเล็กของเขา ผมของคริสเส้นหนากว่านิดหน่อย ยิ่งนานวันเฉดของมันยิ่งอ่อนลงเพราะส่วนที่เริ่มหงอกแซมขึ้นมา ถึงอย่างนั้นภาพรวมก็ยังเงางามนุ่มลื่นน่าสัมผัสอยู่เสมอ นิ้วมือบอบบางสางไล้ผ่านข้างขมับคนตรงหน้าไปอย่างเชื่องช้า รู้สึกได้ถึง...ความหนาแน่นของกลุ่มผมที่ระผ่านผิวเนื้อของตน

    "ผมยาวแล้วนะ..."

    คริสวางมือจากส้อมชั่วคราว
    เอื้อมมาเกลี่ยปลายผมซึ่งระต้นคอเขา

    "ของคุณก็เหมือนกัน"

    คนฟังคลายยิ้มบาง

    "อยากตัดไหม ตัดพร้อมกัน"
    คริสเม้มปาก "คุณอย่าเพิ่งตัดเลย ไว้อีกนิด...นะ"

    คิลเลียนเอียงคอมอง
    จ้องตรงมาด้วยพระจันทร์คู่โต

    "ทำไมล่ะ"
    "ชอบ..." กระซิบเบา หลุบตาต่ำ
    เขี่ยไข่ดาวเล่น ก่อนจบประโยค

    "ชอบคุณผมยาวประมาณนี้..."

    พูดไป ใบหูก็แดงระเรื่อ

    คนได้คำตอบครางอืมรับทราบในลำคอ
    รู้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมยังชอบฟังซ้ำๆ

    ไม่รู้ทำไม...เสียงของคนรักที่เอื้อนเอ่ยว่าชอบตรงนั้นตรงนี้ของเรา จึงได้ฟังรื่นหูนัก ช่างไพเราะเสนาะโสตยิ่งกว่าบทกวีใดๆ อาจจะยิ่งกว่าเสียงเขาเรียกชื่อเราด้วยซ้ำ...ในบางที

    'ตัวคุณ ผมก็ชอบทุกอย่าง...ทุกตอนละครับ'
    'แต่อย่างตอนนี้...ก็จะชอบเป็นพิเศษ'

    นึกถึงทุกครั้งก็ยังทำให้ยิ้มเสมอ

    คริสชอบทำแบบนั้น ถ้าเผลอแสดงความชื่นชอบอะไรสักอย่างในตัวเขาออกมา ก็จะเริ่มสาธยายลุกลามไปถึงส่วนอื่นๆ ราวกับกลัวว่าส่วนที่เหลือจะน้อยใจ เป็นคนละเอียดอ่อนกับความรู้สึกจนยากจะหาใครมาเทียบเทียม

    คนเมื่อคืน...คงแค่ฝันร้ายเท่านั้น
    ฝันร้ายทั้งตื่น

    คิลเลียนที่นั่งยิ้มอยู่เงียบๆ มองคริสรวบมีดกับส้อมในจานเข้าหากัน "อิ่มแล้วเหรอ"
    "..." เจ้าตัวพยักหน้า
    "กินให้หมดสิ อีกแค่นี้เอง"

    ไม่คะยั้นคะยอเปล่า ใช้ส้อมจิ้มไข่ดาวชิ้นเล็กนั้นจ่อเข้าที่ปาก คริสยอมเปิดปากรับมันไปเคี้ยว เสร็จสรรพ...เบคอนและไส้กรอกอย่างละนิดละหน่อยที่เหลือถูกป้อนตามเข้ามาอย่างว่าง่าย ด้วยรู้ดีว่าหากไม่ทำจะต้องโดนดุเอาแน่ๆ

    "อยากให้ป้อนก็บอก จะมารยาทำไม"

    คิลเลียนแกล้งแซวเมื่อจานว่างเปล่า เขาวางมันไว้บนโต๊ะหัวเตียง มองหาผ้าเช็ดปากซึ่งตนไม่ได้หยิบมาด้วย ก่อนตัดสินใจดึงชายเสื้อของตนขึ้นเช็ดริมฝีปากให้คริสอย่างมักง่าย

    ครู่หนึ่งที่เสื้อเลิกขึ้น
    หน้าท้องขาวๆ เผยตัวออกมา
    เช่นเดียวกับรอยช้ำเป็นจ้ำจางๆ

    เขาจำไม่ได้แบบแน่ชัด
    แต่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนกัด

    คริสเพิ่งสังเกตว่าอีกฝ่ายใช้ผ้าพันคอของเขาอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าผิดวิสัยเจ้าตัวเอามากๆ ปกติหนาวแค่ไหน ถ้าไม่บังคับก็จะไม่ยอมสวมเลยเพราะเป็นคนขี้รำคาญ

    ไวเท่าความคิด
    มือใหญ่ยื่นออกไป...

    "..."

    มือคิลเลียนคว้าจับ หยุดมันเอาไว้
    เขายืดปลายนิ้วออก เกี่ยวรั้งผ้าพันคอลง

    เห็นสิ่งที่เดาได้ว่าจะเห็น โน้มหน้าเข้าใกล้
    จุมพิตรอยนิ้วสีม่วงจาง บนผิวขาวราวหิมะ

    ก็เหมือนกัน จำไม่ได้ชัด
    แค่รู้สึก...ว่าเป็นฝีมือตัวเอง

    คริสยังซุกหน้าอยู่ตรงนั้น ราวกับเด็กๆ คิลเลียนเฝ้ารอให้คนตัวโตพูดอะไรบ้าง แต่ผ่านไปนานบรรยากาศก็ยังปกคลุมด้วยความเงียบ เมื่อเจ้าตัวไม่พูด เขาก็ไม่กล้าถาม...ไม่อยากถาม ไม่รู้ว่าเป็นประเด็นที่แตะได้หรือไม่เพียงใด ไม่กล้าเสี่ยงให้อะไรแสนเปราะบางเช่นนั้นมันแตกสลายลงในเสี้ยววินาทีที่เอ่ยปาก

    "สวิตเซอร์แลนด์ฟังดูเป็นยังไง..."

    เสียงนุ่มพึมพำอยู่ตรงซอกคอ
    คิลเลียนลูบหลังปลอบประโลมเบาๆ

    "อืม น่าอยู่ แต่ฟังดูใกล้ไปนะ"
    "ยังไงก็คงต้องย้ายไปเรื่อยๆ..."

    ใจหาย แต่ไม่ได้ว่าอะไร

    นี่ใช่ไหม บทสรุปของพวกเขา
    ของคนที่โชคชะตาอยู่ในกำมือมาเฟีย

    ไม่ยอมจำนน ก็ต้องจำทน...

    ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปตลอดชีวิต

    .
    .

    แจ็คยังไม่ตื่นตอนที่เขามาถึง

    แอนดรูว์ใช้เวลาจัดการกับฟินน์ไม่นานอย่างที่คิด เสร็จสรรพอีกฝ่ายก็พาเขามาส่ง ณ บ้านตระกูลลาวเดน รอเขาหาเสื้อผ้าสวมใส่ให้เรียบร้อย แล้วจึงพามาส่งโรงพยาบาลอย่างรู้งาน คำถามมากมายผุดขึ้นในใจทอมตามระยะเวลาเดินทาง แต่เจ้าตัวไม่อธิบายอะไรเลยนอกจาก...

    'เรื่องพ่อยังไม่ตายไปถามพ่อเธอ เรื่องอื่นไปถามแจ็ค'

    คำเรียกแทนตัวเองของเขาในตอนนั้นทำให้ทอมเพิ่งตระหนักว่าอีกฝ่ายคือพ่อสามี

    ทอมเข้ารับการรักษาตัวเองก่อน ได้มาเฝ้าแจ็คด้วยแขนซ้ายที่พันผ้าเป็นมัมมี่ทั้งท่อน และมือขวาที่มีผ้าพันแผลกระจกบาดเอาไว้ แอนดรูว์ไม่ได้อยู่รอคุยกับลูกชายคนโตพร้อมเขา ทิ้งเหล่าบอดี้การ์ดตัวสูงใหญ่ซึ่งพูดได้แต่อิตาลีไว้เฝ้าหน้าห้องถึงหกคน เดาว่าคนของฟินน์ที่เคยวางกำลังไว้น่าจะเป็นศพไปหมดแล้วด้วยฝีมือคนพวกนี้ และต่อจากนี้เรื่องความปลอดภัยของเอิร์ลคงไม่มีอะไรให้กังวลอีก

    ความกังวลเดียวในตอนนี้คือเมื่อไรแจ็คจะฟื้น

    "..."

    ทอมถอนหายใจ ค่อยๆ วางมือใหญ่ที่นั่งกุมมานานลงอย่างทะนุถนอม ลูบหน้าลูบตาตัวเองแรงๆ หลายครั้งคลายความง่วง กลอกตามองรอบห้องเรื่อยเปื่อยไร้ทิศทาง จนหางตาเหลือบไปเห็นแหวนแต่งงานบนโต๊ะข้างเตียง

    แหวนซึ่งเขาถอดทิ้งไว้
    ได้เวลาใส่คืนเสียที

    นิ้วเล็กแตะลงบนขอบฝั่งหนึ่งของวงแหวน กดเบาๆ เจ้าโลหะเกลี้ยงกลมก็ดีดตัวขึ้นมาครอบปลายนิ้วไว้ เชิดมือเปลี่ยนองศา มันร่วงลงมาคาอยู่กลางข้อนิ้วชี้ ทอมใช้นิ้วหัวแม่มือถอดแหวนออก สลับนิ้วกลางเข้ามาจับกระชับมันไว้ เปลี่ยนใจไม่สวม แค่กำเก็บในอุ้งมืออย่างดีเท่านั้น

    "ตื่นมาสวมแหวนคืนให้ทอมหน่อยสิฮะ..."

    ออดอ้อนเสียงหวานให้คนไม่ได้ยินฟัง
    ทิ้งปลายคางลงเกยแขนแกร่ง

    หลับตา คล้ายต้องการหลับใหลไปบนนั้น

    ทอมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะรักแจ็คได้อย่างนี้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหัวใจอันด้านชามันฟื้นคืนกลับมาเมื่อไร รู้ตัวอีกทีแค่เห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้ก็เจ็บปวดจนแทบบ้า และเขาก็เริ่มจะเข้าใจสิ่งที่พ่อพร่ำสอนแล้วว่าความทรมานของการเดินบนเส้นทางนี้มันคืออะไร

    'ศัตรูมันไม่ทำอะไรเราตรงๆ หรอก...มันจะทำกับคนที่เรารักต่างหาก'

    พ่อเตือนตั้งแต่ก่อนให้เขาเริ่มเรียนรู้งานในองค์กร และคอยย้ำอยู่เรื่อยมา แต่ทอมเพิ่งได้ประจักษ์แก่ใจตัวเองในวันนี้ว่ามันจริงแค่ไหน ไม่มีอะไรง่ายในธุรกิจนี้ ไม่มีอะไรมั่นคงยั่งยืน โดยเฉพาะชีวิตคน การปกป้องพวกพ้องพี่น้องในแก๊งก็ยากพออยู่แล้ว การมีคนรักอาจเป็นความยากในระดับต่อมา ถ้าไม่มั่นใจว่าจะปกป้องคนรักได้ ก็ไม่ควรมี

    และที่ยากที่สุด...อาจเป็นการมีคนรักเป็นมาเฟียด้วยกัน

    ทุกอย่างเสี่ยงขึ้นสองเท่า อันตรายขึ้นสองเท่า

    พวกเขาจะจำกัดวงความสัมพันธ์ในการสมรสนี้ไว้แค่เรื่องธุรกิจก็ได้ เพื่อไม่ให้ศัตรูแทรกมือเข้ามาข่มขู่เพื่อผลประโยชน์อย่างที่ฟินน์ทำ หากเป็นเมื่อก่อนทอมคงคิดแบบนั้น แต่เขาได้ปล่อยให้หัวใจทำงานของมันเองไปแล้ว และไม่คิดเสียใจเลยที่เลือกทางนี้ หากต้องอยู่อย่างแข็งแกร่ง ไม่มีศัตรูมากล้ำกราย แต่ไร้ซึ่งความหมายของการมีชีวิตเพราะไม่อาจมีความรัก ทอมก็ไม่เอา

    ทุกวัน...แจ็คค่อยๆ เปลี่ยนความคิดของเขา
    เปลี่ยนจุดมุ่งหมายในการมีชีวิตของเขา

    แจ็คกลายเป็นความหมายของชีวิตเขาไปแล้ว

    "คืนนี้ทอมนอนด้วยนะ...บ้านที่ไม่มีพี่ ทอมกลับไปก็คงนอนไม่หลับ..."

    พึมพำทั้งหลับตา ศีรษะยังอิงแอบแนบท่อนแขนแกร่งอยู่อย่างนั้น ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเริ่มรุมเร้าเข้าทึ้งสมองให้ค่อยๆ หรี่ความรับรู้ลง จนเสียงสุดท้ายที่ได้ยินแผ่วบางจางเจือเหลือเป็นเพียงลมกระซิบ

    "พูดจริงเหรอ..."

    นัยน์เนตรสีครามเบิกกว้าง
    โงหัวขึ้นแทบไม่ทัน

    แจ็คลืมตาได้ครึ่งหนึ่ง ไอแห้งๆ ทอมต้องสั่งตัวเองให้รีบขยับหาน้ำมาให้เจ้าตัวดื่ม จิบไปเล็กน้อยเส้นเสียงก็เริ่มชุ่มชื้นขึ้น ขณะที่อีกคนยังยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก

    "ทอมจะไปตามหมอ—"
    "ทอม...ทอม...ไม่เป็นไร..."

    แจ็คยิ้มบาง ฉุดมือเล็กไว้
    ทอมนั่งลงข้างเตียงตามเดิม

    "พี่ฟื้นนานแล้ว หมอตรวจพี่แล้ว นี่พี่แค่หลับไป พ่อไม่ได้บอกเหรอ"
    คนฟังสั่นหัวดิ๊ก "พ่อพี่ไม่บอกอะไรเลย ทอมไม่รู้อะไรเลย"
    "พ่อเป็นงั้นละ" แจ็คหัวเราะในลำคอน้อยๆ

    หลับตาลงอย่างคนยังเหนื่อยอ่อน
    ไล้นิ้วโป้งสัมผัสความสากในมือเล็ก

    ผ้าพันแผล?

    "มือไปโดนอะไรมา..."

    ทอมเลื่อนมือซ้ายมากุมทับมือใหญ่อีกที

    "กระจกบาดน่ะ"

    นิ้วเรียวยาวสาวสัมผัสไปได้ถึงปลายผ้าพันแผล ณ ข้อมือข้างนั้น จนต้องย่นคิ้ว

    "ข้างนี้ก็ด้วยเหรอ..."
    "อือ"

    แจ็คเผยอเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง
    ได้เห็นข้อแขนซ้ายถูกพันไว้ทั้งแขน

    ทอมอมยิ้ม "ไม่ต้องทำหน้าแบบนั้น คนเขาหาทางหนีกลับมาหาพี่นี่ไง แลกกับแผลนิดหน่อยก็...คุ้มอยู่"
    "อืม..." มือใหญ่เลื่อนสัมผัสลงมาที่มือข้างนั้น

    หัวใจหล่นวูบเพราะจับได้ทันทีว่ามีบางสิ่งขาดหายไป รีบกระซิบถาม เสียงพร่า

    "แหวนไปไหนครับ"
    "นี่..."

    ทอมคลี่มือแกร่งออก วางเจ้าสิ่งที่อีกฝ่ายเรียกหาลงบนนั้น กอบกุมมือเยียบเย็นเอาไว้แน่น ประทับจุมพิตตามลงไปอย่างรักใคร่

    "...?"
    "ตอนที่พี่ไม่ได้สติ ฟินน์บังคับให้ทอมทรยศพี่ ให้เซ็นสัญญายกทุกอย่างของเอิร์ลให้มัน... ทอมแค่ทำใจไม่ได้ถ้าต้องใส่แหวนตอนที่—"

    เสียงอ่อนหวานเครือสั่น
    แจ็คเข้าใจทุกอย่างในทันที

    "ไม่เป็นไรทอม ช่างมัน..."

    มือใหญ่ข้างเดียวที่พอมีแรงขยับบรรจงสวมแหวนคืนสู่ตำแหน่งของมันอย่างทุลักทุเล

    สองมือที่นิ้วนางซ้ายไม่ว่างอีกต่อไปเกาะกุมประสานกันมั่น แน่นแฟ้นยิ่งกว่าครั้งก่อนที่แหวนถูกสวมเข้าไป และ...อาจจะแน่นกว่าครั้งไหนๆ ที่เคยด้วยซ้ำ

    "ทอมทำถูกแล้ว"

    ต้องเสียอะไรมากเท่าไรก็เสียไป
    อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเรายังอยู่ด้วยกัน

    "ตกลงพ่อพี่โผล่มาช่วยผมได้ยังไง"
    "แผนรับมือฟินน์ที่เราเคยคุยกันไว้ตั้งแต่ตอนนั้นไง"
    "จริงสิ คุณย่าพี่..."
    "ใช่" แจ็คยิ้ม "บอกแล้วไงว่าเป็นคุณชายขี้สั่งก็มีประโยชน์"

    และสิ่งที่เอิร์ลใช้เป็นนอกเหนือจากอำนาจ คือคอนเนคชั่น

    เพื่อต่อกรกับแก๊งใหม่ที่เรืองอำนาจอย่างไวท์เฮด เรดแฮนด์กับเอิร์ลกลับมาดองกันด้วยสัญญาสมรสได้เกือบปี ย่อมมีแผนสำรองรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเอาไว้ทุกระดับ ร้ายแรงสุดคือการที่ผู้นำเป็นอะไรไป ความช่วยเหลือซึ่งจะหาได้ภายใต้สภาพแวดล้อมอันจำกัดที่แจ็คเตรียมไว้ คือคุณย่า

    ดอนน่าคริสติน่า มาร์คีโอเน่ แห่งนิวยอร์ก

    หลานชายตามกฎหมายเพียงคนเดียวอย่างเขาถูกลอบสังหารปางตาย และจับเป็นตัวประกันในโรงพยาบาล เมื่อข่าวรู้ถึงหูผ่านการรายงานของนางพยาบาลที่แจ็คขอให้ช่วยโทรศัพท์ แน่นอนว่าคุณย่ามาเฟียย่อมต้องส่งความช่วยเหลืออย่างดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดมาให้ เพราะท่านมีสายอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษ

    "แต่พี่ก็ไม่ได้คิดหรอกนะว่าย่าจะส่งพ่อมา"

    ใครจะไปคิด ในเมื่อพ่อน่ะ...ตายไปแล้ว?

    "นี่แปลว่าพี่ได้ยินที่ทอมแอบกระซิบบอก?"
    แจ็คพยักหน้า "ได้ยินว่าฟินน์เป็นคนทำ"
    "แค่นั้น?"
    "ครับ" เขากลั้นยิ้ม "ทำไมเหรอ หรือทอมพูดอะไรอีก"

    คนตัวเล็กหรี่ตาลงพินิจ ปากแจ็คอาจไม่ยิ้ม แต่ลักยิ้มที่บุ๋มลงไปน้อยๆ ตรงข้างแก้มฟ้องว่าเจ้าตัวกำลังพยายามดึงหน้าซื่อทำตาใสแค่ไหน

    "เปล่า ไม่ได้พูด"
    "อ้าว"
    "อะไรฮะ" ทอมเอียงคอมองใสๆ
    แจ็คเริ่มล่อกแล่ก "เปล่า...ก็..."
    "ก็...?"
    "เหมือนจะได้ยินอย่างอื่นอีก แต่ฟังไม่ถนัด"
    "พี่คงหูแว่ว"
    "นั่นสินะ"

    เงียบ

    คนนอนเจ็บกระแอมเบาๆ "เอ้อ แล้ว...ฟินน์ต้องการแค่เอิร์ลน่ะเหรอ..."
    "ไม่" ทอมส่ายหน้าแรง "ไม่ใช่แค่ยึดทุกแก๊งในลอนดอนแน่ๆ เขาต้องการอย่างอื่น"
    "อะไร"
    "ยังไม่รู้" ทอมยีหัวตัวเองจนยุ่ง "อาจจะเป็นอะไรก็ได้ อ้อใช่ เขาให้เคนเนธส่งเอกสารกฎหมายกับการเงินไปให้ด้วย"
    "ประหลาด..."

    เอาไปทำอะไร?

    "ใช่ ประหลาด แต่..." มือเล็กเอื้อมเสยผมหน้าของคนเจ็บขึ้นไป ใบหน้าหล่อเหลายังฟกช้ำไม่ต่างจากเดิม ทั้งยังเซียวซีดอิดโรยแม้จะพักผ่อนมาแล้วทั้งวัน

    แจ็คเอียงคอ แหงนหน้า จูบฝ่ามือนั้นเบาๆ
    คนตัวเล็กยิ้มบาง ลูบสางเรือนผมสีอ่อนเล่น

    "เรื่องนั้นให้เป็นหน้าที่ทอม โอเคไหม ตอนนี้หน้าที่เดียวของพี่คือต้องหายไวๆ"
    "แต่ว่า..."
    "พี่ทำมาพอแล้ว นอนเจ็บอยู่แบบนี้พี่ยังช่วยทอมออกมาได้เลย จากนี้ให้ทอมจัดการเอง ห้ามเถียง"

    ลักยิ้มทั้งสองฝั่งบุ๋มลงไป

    "ต่อให้เหลือแค่วิญญาณ พี่ก็จะกลับมาปกป้องทอมให้ได้"
    "อย่า..."

    ปลายนิ้วเล็กจรดลงปรามเรียวปากซีดเซียว

    "อย่าพูดแบบนั้นอีกเด็ดขาด"

    เสียงนุ่มดุขึ้น แต่แววตาเว้าวอนนัก

    เพราะครั้งเดียวก็เกินพอแล้วกับการต้องเสียคนที่รักไป เนื่องจากอีกฝ่ายต้องการปกป้องเขา การตายของแฮร์รี่ยังเหมือนรอยแผลเป็นซึ่งไม่มีวันจางหาย และไม่ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกร้าย ให้คนที่สั่งฆ่าเขาจนทำให้แฮร์รี่ตายกลายมาเป็นคนรักของเขาในตอนนี้ เขาก็เต็มใจยอมรับมันเอง และไม่อยากให้มีวันนั้น วันที่เขาต้องเสียคนที่รักไปอีกหน ด้วยเหตุทำนองเดียวกัน

    ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วจริงๆ

    "ครับ" เอิร์ลพยักหน้าน้อยๆ "ไม่พูดแล้ว"
    "ดีครับ ทีนี้ก็พักผ่อนเยอะๆ"
    "พี่เพิ่งตื่นเอง"
    ทอมแตะนิ้วชี้ลงบนปลายจมูกโด่ง
    หรี่ตาคาดโทษ "ดื้อเหรอ"
    "พี่ไ—"
    "เดี๋ยวนี้ดื้อกับทอมใช่ไหม"
    "ไม่ดื้อครับ นอนอีกก็ได้ นอนเยอะๆ เลย..."

    ตอบรับเสียงอ่อน ออดอ้อนเสียงหวาน

    "ขอจูบราตรีสวัสดิ์หน่อยสิ"

    คนตัวเล็กย่นจมูก แต่ยอมลุกขึ้น
    เขยิบเข้าใกล้ โน้มหน้าลงไป ก่อนจะ...

    ...ชะงัก

    กระจับปากสวยจรดชิดเรียวปากหยัก
    หากไม่ยอมทิ้งสัมผัสแสนหวานลงประทับ

    คนรอเลิกคิ้ว

    "สัญญาได้ไหมฮะ..."

    ผิวปากเย็นเยียบเฉียดกันไปมาขณะกระซิบ

    "สัญญา?"
    ทอมเม้มปาก "สัญญา...ว่าจะไม่มีวันที่พี่ต้องใช้ชีวิตของตัวเอง...ปกป้องทอม"
    "ทอม..."

    เป็นคำขอร้องที่ร้าวรานเกินกว่าจะคาดคิด

    และแม้ความรู้สึกจุกในอกจะเหลือร้ายรุนแรงสักเพียงใด แจ็คก็ต้องยอมเข้าใจ แม้ไม่เคยเอ่ยถึง หากเขารู้ดีว่าลึกๆ ที่ใดสักแห่ง แฮร์รี่ สไตลส์ยังอยู่ในนั้น หยั่งรากลึก ณ ที่สุดก้นบึ้งของหัวใจของทอมอย่างไม่มีวันลบไป ทอมยังแวะเวียนเอาดอกไม้ไปเยี่ยมหลุมศพชายคนนั้นทุกอาทิตย์โดยที่เขาก็รับรู้ และบางครั้งก็ยังไปด้วยกัน ความลำบากใจมันจึงไม่ใช่เพราะเขากลัวทอมจะไม่มีวันลืมแฮร์รี่

    แต่เพราะเรื่องแฮร์รี่ทำให้ทอมมีปมในใจ
    ไม่อยากให้คนรักปกป้องตนจนตัวตายอีก

    ทว่า...จะให้ทำอย่างไร
    ในเมื่อเขารักอีกฝ่ายจนให้ได้ทั้งชีวิตจริงๆ

    "สัญญาสิฮะ..."
    "เรื่องนี้พี่สัญญาไม่ได้ ทอม..."
    "เป็นคุณชายขี้สั่งให้ตลอดสิ จะให้ลูกน้องกี่คนมาตายแทนทอมก็ได้ แต่คนคนนั้นต้องไม่ใช่พี่ รับปากทอม"
    "คนรักแค่คนเดียว ขอพี่ปกป้องเองไม่ได้เหรอครับ"
    "ไม่ได้ สัญญามาเดี๋ยวนี้"
    "ไม่เอาน่า..."
    "สัญญา..." ลูกแก้วสีครามจับจ้อง
    แจ็คมองตอบ "งั้นจูบพี่ก่อน"
    "สัญญาก่อน"
    "จูบก่อน"

    มือแกร่งรั้งลำคอระหงลงมา
    เจ้าตัวยังขืนยื้อ เอามือยันเตียงไว้

    เริ่มใช้ไม้อ่อน "ทอมไม่เคยขออะไรพี่เลยนะ แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเอง นะฮะ...สัญญาเร็ว"
    "..."

    กลีบปากอ่อนนุ่มจุมพิตเจือจางลงบนคางของเขาเหมือนเป็นมัดจำ ช่างแผ่วหวานละมุนละไมละลายหัวใจให้อ่อนยวบลงทั้งดวง เอิร์ลหนุ่มบรรจงยืดคลายปลายนิ้วทั้งห้าสอดสางเข้าไปในเรือนผมหนานุ่มตรงท้ายทอยทุยนั้น เสียงแหบแห้งพึมพำออกมาราวกับคนต้องมนตร์สะกด

    "สัญญา..."

    จูบราตรีสวัสดิ์สนองคืนเป็นรางวัลในฉับพลัน

    ลึกซึ้ง...ตรึงตรายิ่งกว่าครั้งใดที่เคยสัมผัส
    นุ่มนวล...หวามไหวแกว่งหัวใจสะท้านสั่น
    เนิ่นนาน...ราวกับจะตามเข้าไปส่งถึงในฝัน

    ที่สำคัญ...มันคือเรื่องจริง

    แต่ก็เป็นความจริงที่เหมือนฝันเหลือเกิน

    "อือ..."

    ทอมครางแผ่วในลำคอ ก่อนถอนริมฝีปาก
    ลิ้นซุกซนยังตามออกมาลามเลีย หยอกเย้า

    "เป็นหมารึไง..." แกล้งบ่นให้ได้ยิน
    แจ็คเลียปากตนแผลบหนึ่ง ยิ้มกว้าง

    ทอมดึงผ้าห่มขึ้นคลุมอกแกร่ง
    ยกหลังมือปิดปาก หาววอด

    "นอนเถอะ ทอมก็ง่วงแล้ว"

    ร่างเล็กผละจากเตียง
    แต่ข้อแขนบางถูกรั้งไว้

    "ตกลง...ตอนนั้นไม่ได้พูดอะไรอื่นจริงเหรอ"
    ทอมเลิกคิ้ว "ไม่มีนี่ฮะ"

    ใบหน้าหล่อหงอยลง ก่อนปล่อยมือ

    ร่างเล็กหมุนตัวกลับ จัดแจงที่นอนเฝ้าคนเจ็บของตนบนโซฟาด้วยรอยยิ้มกริ่มเปื้อนเต็มแก้ม และเอนตัวลงไป แม้หลับตาแต่ยังรู้สึกได้ว่าคนบนเตียงแอบมองกันอยู่เป็นระยะ ที่ถึงกับลืมตาขึ้นมาจับได้พอดีจนเจ้าตัวต้องรีบหันหนีและแสร้งหลับก็สองสามครั้ง

    "..."

    เปิดเปลือกตาค้างไว้ ผ่านหลายอึดใจ อีกคนเริ่มนิ่งสนิท คนตัวเล็กค่อยๆ ย่องลงจากโซฟา คนตัวโตหลับตา...แต่รู้สึกว่าจู่ๆ ก็มีลมหายใจของอีกคนเป่ารดข้างใบหู แสนจะใกล้

    ก่อนถ้อยคำที่เฝ้ารอจะรินรดตามลงมา
    ดั่งน้ำค้างพร่างพรม เย็นชื้นชุ่มฉ่ำ

    "ทอมรักพี่นะ"

    เพียงกระซิบ เหมือนกัน กับครั้งนั้น

    เพียงเบาๆ แต่กลับ...รุนแรงนัก
    เพียงเบาๆ แต่ก้องดังทั้งหัวใจ

    คำว่ารัก...แค่เพียงแผ่วเบา
    หากออกจากปากคนที่ใช่ ก็เกินจะรับมือไหว

    แจ็คลืมตาขึ้น คว้ามือเจ้าตัวแสบไว้ไม่ให้หนี

    "เล่นอะไร..."

    ทอมยิ้มทะเล้น "อยากฟังนักไม่ใช่เหรอ"
    เขาหัวเราะ จนซี่โครงที่ร้าวเจ็บขึ้นมา "ถ้าพี่หัวใจวาย...รับผิดชอบพี่ด้วย"

    ใบหน้าสวยยังเปื้อนยิ้มน่ารัก
    มือเล็กตบแผ่นอกกว้างเบาๆ เป็นจังหวะ

    คล้ายกล่อมเด็ก

    "นอนได้แล้ว"

    .
    .

    "ผมติดต่อโจเซฟไม่ได้เลย"

    คริสวางหูโทรศัพท์รุนแรง
    อีกนิดเดียวก็เรียกได้ว่ากระแทก

    "ลองญาติเขาหรือยัง คนรัก? คนใกล้ชิด?"

    คิลเลียนพยายามช่วยคิด
    คริสยักไหล่ "ไม่มี"
    "ไม่มีใครติดต่อได้เลยเหรอ"
    "โจเซฟไม่มีใครเลย"
    "..."

    คริสพบโจเซฟครั้งแรกตอนถูกเจ้าตัวในวัยละอ่อนล้วงกระเป๋า เขาทำเป็นไม่รู้ และสะกดรอยตามไปทีหลังจนเจอ ซักถามได้ความว่าอีกฝ่ายเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกโยนไปมาตามบ้านอุปถัมภ์หลายหลัง พอถึงช่วงวัยรุ่นก็ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคนเร่ร่อน แม้ฐานะยากจน ติดนิสัยลักขโมยไปจนถึงงัดแงะ แต่ฉลาดเอาตัวรอด มีไหวพริบ เขาในตอนนั้นเป็นทนายมือใหม่ จึงรับโจเซฟมาอุปการะและให้ช่วยงานเป็นนักสืบเอกชน รู้ตัวอีกทีเด็กหนุ่มก็เป็นผู้ช่วยทำทุกอย่างให้เขามาจนถึงปัจจุบัน

    จงรักภักดีเป็นที่หนึ่ง

    น่ากลัวนักหากจะคิด...
    ว่าแม่ได้ตัวโจเซฟไป

    "คุณคิดว่าแม่คุณ..." คิลเลียนเปรย
    ยื่นมือออกไปสางเรือนผมสีซีด

    "อาจจะ...อาจจะไม่ ผมไม่รู้"

    แม่ไม่ใช่คนทำอะไรมักง่ายอย่างการจับใครสักคนเป็นตัวประกัน เพื่อให้อีกฝ่ายยอมตามข้อเสนอ บางทีโจเซฟอาจแค่ไม่ว่างติดต่อกลับ ครั้งล่าสุดที่คุยกันเขาก็สั่งแล้วว่าให้ระวังตัว ตอนนี้อาจกำลังเดินทางออกนอกรัฐหาที่ซ่อนก็เป็นได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น คนที่ดูจะไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยจนน่าหวาดระแวงก็คือแม่ของเขา

    คิดอะไรอยู่ ดอนน่าคริสติน่า

    "แม่นิ่งเกินไปจนน่ากลัว" คริสพึมพำ
    ทรุดตัวลงนั่งข้างบันได ใกล้กับที่โทรศัพท์

    พวกเขาสามารถซ่อนตัวอยู่ในยิมฮาร์ดีมาได้สองสามวันโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทั้งที่สถานที่ค่อนข้างพลุกพล่านในยามกลางวัน มีเด็กหนุ่มเข้าออกมากมาย คนที่จะเห็นหน้าเขาหรือคิลเลียนแล้วกลับออกไปบอกใครต่อใครได้มีถมเถ แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงบ โดยเฉพาะแอนดี้ที่ควรจะรู้จักสถานที่นี้และคิดได้ว่าเป็นที่แรกที่ต้องมาค้น ก็ไม่มีวี่แววจะโผล่มา

    แม่อยู่ระหว่างคิดให้ดีก่อนเดินหมากตัวต่อไป
    หรือเดินหมากไปแล้ว โดยที่เขามองไม่ออก?

    "คุณจะเอายังไงต่อ"

    คนตัวเล็กกระซิบ พลางทิ้งตัวลงนั่งใกล้ๆ
    แสงจันทร์สาดไล้อาบร่างผอมบางนั้นพอดี

    ยิ่งส่องสว่าง ยิ่งงดงามนัก

    "ไม่มีโจเซฟ เราจัดการเรื่องพาสปอร์ตปลอมไม่ได้ ก็บินไปไหนไม่ได้..."
    "ผมพอรู้จักคนที่ทำได้อยู่นะ"
    "ปัญหาคือ ผมไม่คิดแล้วว่าเครื่องบินจะเป็นทางเลือกที่ดี มันตรวจสอบง่าย..."
    คิลเลียนยิ้มขัน "แม่คุณเป็นเจ้าของสายการบินแถวนี้?"
    "เปล่า" คริสถอนหายใจ "แต่ซื้อได้ถ้าจำเป็น"

    รอยยิ้มเจื่อนจางลงจากใบหน้าสวย
    เอียงคอซบ กลุ่มผมสีเข้มกระจายระไหล่กว้าง

    "ต่อให้ต้องเดินเท้าถึงสวิตเซอร์แลนด์ ผมก็พร้อมจะไปกับคุณ รู้ใช่ไหม..."

    จมูกโด่งโน้มลงสูดกลิ่นอายที่หอมที่สุดในโลกจากเรือนผมคนข้างกาย ยิ่งใกล้ชิด ยิ่งไม่อยากคิด หากถึงคราวต้องพรากจาก...

    "ผมไม่ยอมให้คุณลำบากหรอก..."
    "ยังไง จะให้ผมขี่หลังเหรอ" คิลเลียนแซว
    "ผมหมายถึง...ทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องอะไร ผมจะไม่ยอมให้แม่พรากชีวิตสงบสุขไปจากเรา"
    "อืม..." คิลเลียนเม้มปาก "แต่..."

    เว้นวรรคนานเสียจนคนฟังลืมหายใจ

    "อยู่ยังไง อาจไม่สำคัญเท่าได้อยู่ด้วยกันก็ได้นะ คริส"
    คนฟังเม้มปาก "นั่นควรจะแปลว่าอะไร"
    "สมมตินะคริส สมมติ..."

    เอ่ยเสียงเบา

    เงยขึ้นสบมองนัยน์ตาคมกริบขึงขัง
    ไม่ว่าด้วยเหตุใด...มันไม่อ่อนโยนเท่าเดิม

    "สมมติว่าผมยอมกลับไปใช้ชีวิตแบบเก่าอีกล่ะ..."
    "คิล—"
    "สมมติว่าผมไม่กลัวเรื่องนั้น ผมอยู่ได้ แต่คุณน่ะ... คุณจะยอมอยู่กับผมไหม"

    เสียงกระซิบแผ่วบางอาจจางหาย
    แต่เนื้อความยังตอกตรึงทึ้งใจเขาไม่หยุด

    แม่ได้คิลเลียนไปแล้ว

    หมากที่แม่วางเอาไว้...อยู่ข้างหัวใจเขานี่เอง

    "คิลเลียน ฟังผมนะ" มือใหญ่กอบกุมมือเล็กมั่น "ผมรู้ว่าคุณกลัว เพราะผมก็กลัว...กลัวเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่เราจะปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นมาบงการชีวิตเราไม่ได้ ยังไงมันก็ต้องทีทางออกที่ดีกว่—"
    "ทางไหนเหรอคริส"

    คิลเลียนสวน เสียงเรียบ
    แต่ช่างบาดลึก กรีดเนื้อ เถือหัวใจ

    "บอกผมหน่อย พ่ออัจฉริยะ รู้ตัวหรือเปล่าว่าตอนนี้คุณอ่อนแอแค่ไหน นอกจากทำร้ายผม คุณยังทำร้ายตัวเองอีก แม้แต่ข้าวผมยังต้องบังคับให้คุณกินเลย คุณจะเอาแรงที่ไหนไปคิดหาทางเอาชนะแม่คุณได้ คุณจะบีบคอผมจนตายผมก็ไม่ว่า แต่ผมไม่อยากเห็นคุณทำร้ายตัวเอง คริส เข้าใจผมไหม..."

    นั่นยาวกว่าทุกคำที่คิลเลียนพูดทั้งปีรวมกัน
    คนไม่ค่อยพูด พอเอ่ยปาก ช่างเชือดเฉือนนัก

    ถ้อยความอาจดูเกรี้ยวกราด หากน้ำเสียงผู้กล่าวไม่ได้ใส่อารมณ์เลยด้วยซ้ำ มีแต่ความจริงเท่านั้นไหลหลั่งพรั่งพรูออกมา ความจริง...ซึ่งเจ้าตัวคงทนเก็บมาตลอดเวลาที่ต้องช่วยแบ่งเบาแรงกดดันจากเขาอีกทอดหนึ่ง คิลเลียนไม่ใช่คนชอบแสดงออก ไม่พะเน้าพะนอ แต่ก็คอยรับฟังอย่างใส่ใจ เยือกเย็น อดทนและพยายามเข้าใจที่สุดแล้ว

    อาจเป็นความผิดเขาเอง
    ทำตัวยากเกินเข้าใจ

    "สองสามวันมานี้ ผมเหงามากคุณรู้ไหม..."
    "..."

    ทั้งที่คุณอยู่ตรงนี้ด้วยกัน
    แต่ผมกลับรู้สึกเดียวดาย


    "เพราะคุณไม่เคยบอกอะไรสักคำ ผมเลยไม่รู้จะทำยังไง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วเรารู้จักกันหรือเปล่า..."
    "..."
    "คุณตรงหน้าผม...เป็นใครกันแน่"

    คิลเลียนค่อยๆ ชักมือตนกลับ
    เขาอยากรั้งไว้ แต่ขี้ขลาดเกินไป

    ไม่เคยกล้าพอสักเรื่อง...สักครั้ง

    "อย่าไปเลยนะ..."

    คริสกระซิบ
    น้ำเสียงใกล้ขาดใจ

    แต่คนฟังก็ยังลุกขึ้น

    "สำหรับผม ไม่ว่าด้วยทางไหน อันตรายเท่าไร แค่ได้อยู่ด้วยกันก็พอแล้ว แต่สำหรับคุณมันคงไม่ใช่..."

    เพราะแค่คุณหรือผมรอดไป มันไม่พอ
    ผมจึงต้องปกป้อง 'เรา' มากกว่าอะไร

    ถึงตรงนี้ เขาพบว่ามันยากนัก
    ที่จะควบคุมเสียงไม่ให้สั่น

    "เพราะถึงผมจะเลือกยอมทุกอย่างแล้ว คุณก็ยังยืนยันอยู่ดีว่าจะไม่กลับไป"

    ที่คุณห่วงไม่ใช่เพียงชีวิตของผม
    แต่ตัวตนของคุณก็ด้วย, อย่างยิ่ง


    "อย่าไป..."

    ริมฝีปากนุ่มยังกระซิบคำเดิมซ้ำๆ
    ปลายนิ้วเอื้อมออกไปหามือคนที่ยืนอยู่

    คุณไม่ยอมให้เลือดมาเฟียกลืนกินคุณ
    คุณต่อต้านมันมาเสมอไม่ว่าเมื่อไร


    "..."

    ปัญหาอยู่ที่คุณแล้ว

    นิ้วเล็กกระดิกงอเข้าเพียงนิด
    นิ้วของคริสที่ยื่นมา...ก็พลาดไป

    "อย่า..."

    เสียงนั้นเหลือเพียงลม
    แต่คนถูกขอร้องยังแข็งใจ

    วินาทีที่หันหลังเดินจากมา คิลเลียนจึงได้รู้

    ดอนน่าใช้เวลาเป็นอาวุธอย่างที่แอนดี้ว่า
    แค่ปล่อยให้พวกเขาบั่นทอนกันและกันช้าๆ

    ศัตรูของเขาไม่ใช่แม่ของคริส, ไม่เคยใช่

    คริสต่างหาก

    คนรัก...ที่แสนคุ้นเคย
    แต่ไม่รู้จัก

    หรืออาจเป็นความรัก
    ที่สักแต่จะรัก, ไม่เคยเข้าใจ

    เจ็บจัง

    "ฮึก..."

    ไม่เคยเจ็บปวดเท่านี้เลย

    .
    .

    ทอมไม่เข้าออฟฟิศเลยตั้งแต่แจ็ครถคว่ำ

    ฝากงานทุกอย่างไว้กับพอลและนิคช่วยกันดูแล ตั้งใจจะเฝ้าคนเจ็บเองทั้งกลางคืนและกลางวัน ทั้งด้วยความห่วงใยและเพื่อความปลอดภัย เมื่อนึกได้ว่าต้องมีเสื้อผ้าไว้เปลี่ยนอยู่ยาวๆ อีกหลายวัน จึงเลือกกลับไปเอาเท่าที่มีจากบ้านเก่าของตนแทน เพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาลกว่ามากนัก เขาไม่อยากทิ้งแจ็คไว้ลำพังนานๆ เลยถ้าไม่จำเป็น แม้ทางฟินน์จะเงียบหายไปไร้ความเคลื่อนไหว แต่เขาไม่เคยประมาทหรือวางใจสักนิด

    จำไม่ได้ว่ากลับบ้านตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไร

    บ้าน...ที่ต้องอยู่คนเดียวถึงสี่ปีเต็มเมื่อไม่มีพ่อ บ้านที่แทบจะทิ้งร้างไปเกือบปีหลังแต่งงานกับเอิร์ล เขายังปล่อยข้าวของของพ่อไว้ตามเดิม ทุกชิ้น ทุกตำแหน่ง ทุกองศา คล้ายเป็นกล่องความทรงจำใบใหญ่ที่เก็บไว้รอวันพ่อกลับมาเปิดอีกครั้ง

    นึกแล้วก็แปลกใจที่พ่อยังไม่ติดต่อมาเสียที
    ทั้งที่ในจดหมายบอกว่าจะมาเร็วๆ นี้

    คืนนี้แสงจันทร์ซีดจางร้างแรงนัก หากไฟถนนตรงหัวมุมใกล้ๆ ยังช่วยส่องให้เห็นอะไรบ้าง ทอมยกกุญแจขึ้นจะไขประตู แต่กลับพบความผิดปกติจนต้องยั้งมือไว้

    "...?"

    ช่องกระจกเหนือลูกบิดถูกทุบจนแตก

    เศษผลึกแก้วสีขุ่นยังร่วงกราวเกลื่อนพื้น ทอมขยับเท้าขึ้นช้าๆ ระมัดระวังไม่ให้เกิดสุ้มเสียง เลือกที่วางเท้าใหม่ ให้ใกล้และไร้ซากกระจก ย่อตัวลง มองลอดเข้าไปด้านใน

    บ้านมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น
    เงียบสงัด ไม่มีวี่แววของคน หรืออะไร

    เบาะแสเดียวที่ยืนยันถึงความมีตัวตนของผู้บุกรุกคือรอยเลือดตรงช่องแตกที่มันทำไว้

    แอ่ด...

    กลอนไม่ได้ล็อค ทอมเปิดเข้าไปได้อย่างเงียบเชียบ แวบหนึ่งยังนึกขัน ด้วยไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีวันที่ต้องย่องเข้าบ้านตัวเอง แต่เล็กจนโตพ่อไม่เคยคุมเวลาเข้าออกบ้าน พ่อให้อิสระ แต่สอนว่าต้องรู้ตัวเองเสมออะไรดีไม่ดีควรไม่ควร เขาไม่เคยเป็นวัยรุ่นที่แอบกลับบ้านยามดึกแล้วต้องระวังพ่อแม่เหมือนเพื่อนคนอื่นเลยสักครั้ง

    "..."

    ทอมค่อยๆ ลากเท้าสืบไสไปตามพื้น
    ระแวดระวังกับดักที่อาจถูกติดตั้งไว้

    ภาพในห้องนั่งเล่นแปลกตาไปบ้างเพราะเก้าอี้นวมตัวโปรดของพ่อไม่อยู่กับที่ มันถูกลากออกห่างจากจุดเดิมเล็กน้อย ตกอยู่ใต้เงามืด เดาว่าเจ้าของมือที่ห้อยลงมาจากพนักแขนคงไม่อยากอาบแสงจันทร์เย็นยะเยือกในค่ำคืนนี้เท่าไร

    ร่างเล็กเอื้อมแตะปืนพกที่หลังเอว
    ยังเดินหน้า ย่นระยะห่างเข้าไปช้าๆ

    จนเห็นรอยเลือด...หยดจากมือนั้นลงสู่พื้นไม้

    ใช่คนทุบกระจกแน่

    กริ๊ก

    ทอมเอาปืนจ่อศีรษะอีกฝ่ายจากเหนือเก้าอี้

    "ค่อยๆ หันมา...ช้าๆ ล่ะ"

    เจ้าตัวใจเย็นเสียยิ่งกว่าเขา
    ยิ่งกว่าลมหนาวหรือหิมะด้านนอก

    มืออีกข้างยังคอยกระดกเหล้าเข้าปาก
    ก่อนค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นมามอง

    "มาดื่มด้วยกันหน่อยสิ ทอม"

    .
    .

    "มานั่งใกล้ๆ สิ กลัวอะไร"

    แบร์รี่ไม่ตอบ รู้ว่านั่นไม่ใช่คำถาม
    ขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้เตียงอีกนิด

    ไม่รู้ตัวเลยว่านั่งห่างออกมาขนาดนี้ ตลอดเวลาที่สารภาพความผิดกับคนที่เป็นทั้งเพื่อนและเจ้านาย เอิร์ลนอนนิ่ง มองเพดาน ครุ่นคิดอะไรเงียบๆ อีกพักใหญ่ จนผนังห้องสะท้อนเสียงลมหายใจกับเสียงกัดเล็บของเจ้าตัวก้องไปมา ...บีบหัวใจเขาสิ้นดี

    "แกจำครั้งแรกที่เรามีเรื่องในโรงเรียนได้ไหม..."
    "ได้ดิ"
    "อืม ตอนนั้นแกตัวเท่าลูกหมา ไอ้พวกรุ่นพี่ตัวอย่างยักษ์ แต่ไม่มีใครแตะต้องฉันได้แม้แต่ปลายเล็บ มีแต่แกหน้าช้ำกลับบ้าน ดั้งเกือบหัก"
    "..."
    "พ่อไม่ได้ตั้งให้แกเป็นคนคุ้มกันฉันเพราะเรื่องนั้นหรอกนะ ฉันขอเอง"
    "..."
    "เพราะตอนนั้นฉันรู้เลย ว่าจะฝากชีวิตไว้ในมือใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากแก"
    "เอิร์ล—"

    ชู่ววว

    แจ็คจุ๊ปาก ปรามถ้อยคำจากปากอีกฝ่าย
    พวกมันจึงได้แต่ไหลรินลงมาเป็นหยดน้ำตา

    "ต่อไปนี้ ฉันไม่ใช่เอิร์ลของแกแล้ว"

    มือเยียบเย็นของคนเจ็บประทับลงบนบ่า

    "ยังไงแกก็ยังเป็นเพื่อนฉันเสมอ แบร์รี่"

    แบร์รี่ปาดน้ำตาตนทิ้งลวกๆ
    เอื้อมกุมมือนั้นไว้ ไร้ซึ่งคำพูดใด

    "แต่ฉันจ้างแกต่อไปไม่ได้ ในเมื่อแกมีคนอื่นที่สำคัญกว่าเจ้านายอย่างฉัน ฉันก็ฝากชีวิตไว้ในมือแกไม่ได้อีกแล้ว แกเข้าใจนะ"

    แบร์รี่พยักหน้ารับ

    รั้งมือเรียวยาวออกจากไหล่ตน
    ก้มจูบแหวนของเอิร์ลเป็นครั้งสุดท้าย

    แทนคำบอกลาฐานะคนของเอิร์ล

    "มีอีกเรื่องที่ฉันคิดว่าแกควรรู้ แจ็ค..."
    "อะไร"
    "นายเพิ่งสารภาพกับฉันทีหลัง ว่าไม่ได้ถูกฟินน์ขู่บังคับ"

    แจ็คเลิกคิ้วสูง

    "หมายความว่าไง อนายร่วมมือกับน้องฉัน?"
    "ทำนองนั้น" แบร์รี่เม้มปาก
    "แต่จากที่ฟัง ฉันรู้สึกว่ามันพูดโน้มน้าวให้นายคิดงี้ ว่านี่เป็นโอกาสเอาคืนแกเล็กๆ น้อยๆ และเท่าที่ต้องทำก็แค่แสดงท่าทีหวาดกลัวจะถูกฆ่าให้มันถ่ายรูป ง่ายๆ อย่างนั้น..."

    "แต่ได้แก้แค้นฉัน..."
    แจ็คพึมพำ "ฉันก็สมควรโดนแหละว่ะ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าฟินน์จะร้ายกาจขนาดนี้"
    "กล่อมได้กระทั่งคนจิตใจดีอย่างนาย"

    ถ้าให้พูดตามตรง ตอนนี้เขาก็ยังทำใจไม่ได้

    จะว่าโกรธก็ไม่ใช่ จะเสียใจก็ไม่เชิง รู้แต่ว่าเจ็บปวดและสับสน ปนเปแยกไม่ออก อนายรินมีสิทธิ์จะแค้นเรื่องที่แจ็คนอกใจ...ใช่ แม้ดูเหมือนคนอภัยให้กันแล้ว แต่ลึกๆ ไม่มีใครรู้หรอกว่าเจ้าตัวยังแอบเจ็บกับเรื่องนั้นมากแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนนี้แจ็คกับทอมได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ฟินน์ต้องมีวิธีโน้มน้าวได้ถูกจุด จึงทำให้อนายรินตกลงปลงใจช่วย

    ที่แบร์รี่ไม่เข้าใจ...
    คืออนายรินนึกถึงจิตใจเขาบ้างรึเปล่า?

    เมื่อแผนเล่นละครตบตาของฟินน์สำเร็จ มันแปลว่าเขาที่หลงเชื่อต้องหักหลังแจ็ค เจ้านายและเพื่อนที่รักที่สุดเพื่อช่วยอนายริน เจ้าตัวตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ดี แต่ก็ยังเลือกทำ ผลักให้เขาถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศเจ้านายเพื่อคนที่ตัวเองรักโดยสมบูรณ์ แบบนี้แล้ว เขาจะมองหน้าคนที่หลอกลวงเขาติดได้ยังไง

    จะยังรู้สึกเหมือนเดิมได้อีกไหม ยังไม่รู้เลย

    อนายรินเคยเป็นแหล่งน้ำใสสะอาดหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจของเขา ตอนนี้สายธารบริสุทธิ์กลับถูกคนใจดำอำมหิตหยดสารพิษลงปนเปื้อน

    หรือมันอาจเป็น...ด้านมืดที่หลับใหล
    รอวันที่ใครจะมากระตุ้นตื่น?

    "แล้วตอนนี้แกกับอนาย...?"
    "หลบหน้าเขาอยู่ว่ะ ไม่รู้จะทำไง"

    น้ำที่ไม่ใสเท่าเดิม จะดื่มต่อได้ไหม?
    พิษจะยิ่งสะสม ยิ่งทำลายหัวใจรึเปล่า?

    เขาเฝ้าถามตัวเองอยู่ทุกวินาที
    ไม่มีอะไรผุดขึ้นมา แม้แต่คำใบ้

    "ไม่รู้จริงๆ..."

    .
    .

    "มาดื่มด้วยกันหน่อยสิ ทอม"

    นัยน์เนตรสีครามเบิกกว้าง

    "พ่อ?"

    ทอมรีบเก็บปืน เดินอ้อมเก้าอี้มาข้างหน้า
    กวาดสายตาสำรวจร่างนั้นให้มั่นใจ

    เงามืดบดบัง แต่ทุกอย่างแจ่มชัด
    ผ่ายผอมลง ผมหงอกแซมมากขึ้น

    แต่ก็คือพ่อ

    คิลเลียนกางแขนข้างที่เปรอะเลือดออก
    รอรับลูกชายคนเดียวเข้าอ้อมกอด

    ริมฝีปากพรายยิ้ม
    เจือจางยิ่งกว่าแสงจันทร์

    ทอมทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกัน
    เบียดร่างเล็กๆ นั้นลงไปขดในอ้อมแขน

    "ทำไมไม่ไปหาผมที่ออฟฟิศ"
    เสียงลึกๆ หัวเราะในลำคอ "โทษทีที่งัดเข้าบ้านลูก"
    "นี่บ้านของพ่อ แล้วมีอะไรน่าขำ..."

    ทอมดุเบาๆ ดึงมือเปื้อนเลือดซึ่งเริ่มแห้งกรังมาตรวจดู "เดี๋ยวผมหาอะไรมาทำแผล—"
    "ช่างมันเถอะ" ชักมือกลับ "เลือดหยุดแล้ว"
    "เลือดหยุดแล้วแผลมันหายวับไปเองหรือไงครับ"
    "เมียยังไม่เคยบ่นเท่านี้เลย"
    "ไม่เคยอยู่นานพอจะได้บ่นน่ะสิ"

    ทิ้งไป...ตั้งแต่ทอมเกิด

    "..."

    คิลเลียนไม่ยอมให้ลูกชายลุกไปไหน
    ใช้มือที่เป็นแผลนั่นแหละ กอดรั้งเอาไว้

    ไม่ได้กอดลูกนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้
    รู้แต่ว่าที่กอดอยู่ตอนนี้ ตัวเล็กเอามากๆ

    "กินข้าวบ้างหรือเปล่าเรา..."
    ทอมกลอกตา "อย่าเริ่มเชียว ผัวบ่นคนเดียวก็หูชาแล้ว"
    พ่อเลิกคิ้วสูง "แจ็คมันกล้าบ่นด้วยเหรอ"
    "ก็กล้าแต่เรื่องนี้แหละ บ่นเป็นหมีกินผึ้งเลย"
    "อืม..." คิลเลียนพรายยิ้มอ่อนโยน
    "กล้า เพราะเราก็ชอบฟังใช่ไหมล่ะ"
    ทอมยักไหล่ "สงสัย"
    "หมีของพ่อก็ชอบบ่นเหมือนกัน"

    เสียงทุ้มนุ่มยังคอยกระซิบซ้ำๆ อยู่ข้างหู
    แม้กระทั่งตอนนี้

    'คุณผอมจังเลย'
    'จริงๆ ผิวผมอาจจะแค่เหี่ยวก็ได้...'
    คริสส่ายศีรษะ 'คุณผอม'


    แต่ก็แค่ในความคิดเขาเท่านั้น
    คิลเลียนกระดกเหล้าเข้าปากอีกครั้ง

    "พ่อมาตั้งแต่เมื่อไร"
    "สองวัน สามวัน... จำไม่ได้"
    "แล้วทำไมเพิ่งมาหาผม"
    "โกรธเหรอ" คิลเลียนยีหัวลูกเล่นเบาๆ

    เส้นผมสีอ่อนราวกับแสงจันทร์
    ซีดกว่า...แต่ใกล้เคียงมากกับของคริส

    แม่ของทอมก็มีผมสีเดียวกัน
    ไม่เคยนึกเลย...เขาแพ้ทางสีนี้หรือไงนะ?

    "ไม่โกรธหรอก ก็แค่พ่อหนีตามผู้ชายไปสี่ห้าปี บ้านช่องไม่กลับ จะโกรธทำไม"
    คิลเลียนหัวเราะ "หนีผู้ชายกลับมาหาแล้วไง"
    "ทำไมครับ ทะเลาะกันเหรอ"
    "อืม ไม่รู้สิ..."

    เรียกว่าทะเลาะได้หรือเปล่านะ
    ตั้งแต่อยู่กันมายังไม่เคย ก็เลยไม่รู้

    "ไม่รู้ได้ไง" ทอมย่นคิ้ว "มีปัญหาอะไรล่ะครับ"

    คิลเลียนยักไหล่ ยกเหล้าขึ้นกรอกปากอีก
    ทอมแย่งขวดแอลกอฮอล์จากมือพ่อ

    เจ้าตัวถอนหายใจ "ลูกรู้จักย่าของแจ็คไหม"
    "รู้ฮะ เคยเจอด้วยครั้งหนึ่ง ท่านใจดีมากเลย บอกด้วยว่าอยากจัดงานแต่งย้อนหลังให้ พอผมเกรงใจ ท่านเลยบอกงั้นติดของขวัญแต่งงานไว้แล้วกัน" ทอมเล่ายิ้มๆ
    "..."
    "ทำไมฮะ"
    "พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านมีตัวตน จนเพิ่งโดนเรียกไปพบ"

    นั่นก็แม่ของลุงคริส...แต่ไม่เคยเล่าให้พ่อฟัง?

    ลูกชายเริ่มเข้าใจรางๆ แล้วว่าปัญหาคืออะไร
    เริ่มกระดกน้ำเมาเข้าปากตัวเองบ้าง

    "ดอนน่าต้องการอะไรครับ"
    "คริส...เป็นดอน"
    ทอมส่งเหล้าคืนให้พ่อทันควัน "ลุงไม่ยอม"

    คิลเลียนส่ายหน้า
    กระดกที่เหลือจนเกลี้ยง

    โยนขวดทิ้งไป มือว่าง
    แตะผ้าพันแผลบนแขนลูกชาย

    "แล้วนี่อะไร"
    ทอมพองลมเต็มแก้ม "จำฟินน์ได้ใช่ไหม"

    ลูกชายอีกคนของแอนดี้
    คนที่ยิงเขาตกสะพาน...จำได้สิ

    "วางแผนให้พี่แจ็ครถคว่ำ จับเป็นตัวประกัน บังคับผมเซ็นยกกิจการเอิร์ลให้ จะใช้ผมล่อเจมส์ออกมาอีกต่อ ผมต้องหนี ได้แผลมา ประมาณนี้" เขาเล่าย่อ
    "คนตระกูลนี้มันอะไรกันวะ"
    "ก็จริง แต่พวกเราน่ะสิฮะ..."

    ต้องเจ็บตัว เจ็บใจ...อีกเท่าไร
    แต่กลับ...ยังรัก

    เป็นบ้า
    หรือว่าโง่?

    "ไม่เคยรู้เลยว่าทะเลาะกันมันจะเจ็บขนาดนี้..."

    คิลเลียนพึมพำ
    คล้ายพูดกับตัวเอง

    ทั้งที่คิดว่าจะไม่มีวันทะเลาะกัน ไม่มีวันบาดหมางคลางแคลงใจ และเชื่ออย่างนั้นมาตลอดเพราะอยู่อย่างนี้มาได้เกือบห้าปี จึงไม่เคยเตรียมตัวรับประสบการณ์ร้าวรานที่ถาโถมเข้าใส่กะทันหัน เมื่อต้องเจอกับเรื่องที่ยอมให้กันไม่ได้จริงๆ เขาไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไงต่อไป ได้เพียงสั่งตัวเองให้เดินหนีออกมาก่อน

    เพื่อยับยั้งรอยร้าวนั้นไว้
    ไม่ให้แผ่ขยายลุกลามไปมากกว่านี้

    จนมันฉีกคร่าเราออกจากกัน

    "ผมไม่อยากรู้เลย... พี่แจ็คยอมผมทุกอย่าง..."
    "รักษาเขาไว้ดีๆ"

    คนเป็นพ่อสอนสั่ง
    จากประสบการณ์ของตน

    "อย่าปล่อยให้เขายอมเข้าใจเราฝ่ายเดียว ยิ่งนานเขาจะยิ่งโดดเดี่ยว..."

    อย่างที่พ่อเป็น

    ไม่เคยเถียงคริสสักอย่าง ไม่แย้งทั้งที่บางครั้งอาจเห็นต่าง ให้คนรักจัดการทุกอย่างตามใจ เพียงเพราะไม่อยากทะเลาะ เขาไม่ค่อยคิดอะไรมากมาย ไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเรื่องเสียหายหรือเสียเปรียบ เพิ่งรู้ตอนนี้ว่ามันไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งแสนเปราะบาง และได้หักลงแล้วเพราะเขาทนไม่ไหว

    และเขาเองก็ผิด

    แต่จะเอาอะไรกับคนที่ยอมให้เขาพรากทุกอย่างในชีวิตไป เพื่ออยู่กับเขา มีเขาคนเดียว

    ก็ทำตัวเอง
    ก็ยอมเขาเรื่อยมา

    ก็เป็นซะแบบนี้

    "คืนก่อนผมฝันถึงแม่ด้วยละ..."

    ทอมกระซิบ

    "ยังไง..."
    "ก็...ไม่เห็นหน้า" ทอมหลับตา ทบทวน "ผมว่าเรามีรูปแม่อยู่รูปหนึ่ง ใช่ไหมฮะ ผมจำได้ว่าแม่หน้าตาประมาณไหน แต่ในฝัน ผมไม่เห็น"
    "แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นแม่"
    "ก็ในนั้น เธอเรียกผมว่าลูก..."

    เจ้าตัวเล็กซุกร่างฝังตัวลงในอ้อมอกพ่อแน่นเข้า

    "พ่อรักแม่ไหม...เคยรักไหม"
    "ไม่เคยมีเวลาพอให้คิดเลยว่ารักไหม..." ตอบตามตรง "เธอเป็นเหมือนฝันสั้นๆ"

    เหมือนลมพัดผ่านมาชั่วคราว แล้วก็ไป
    ไม่ทิ้งไว้แม้แต่รอยเท้าด้วยซ้ำ

    ไม่เคยมีใครหยั่งรากลงในจิตใจอย่างคริส

    ทอมคลี่ยิ้มบาง
    จิ้มอกซ้ายพ่อเบาๆ

    "ไม่เคยมีที่เหลือเผื่อใครเลยสินะ...ตรงนี้"
    "..."

    คงจะอย่างนั้น
    คงอย่างนั้น

    .
    .

    "ผมไม่คิดเลยนะว่าความช่วยเหลือที่ย่าส่งมาจะเป็นพ่อ"

    คนเป็นพ่อแค่นหัวเราะ "คิดได้ก็แปลก"
    "แล้วพ่อแกล้งตายทำไมวะ"
    "มันเป็นคำสั่งของย่าแก รู้แค่นี้ก็พอ"
    "รู้มากกว่านี้ก็เป็นศพแล้วใช่ไหม"

    แจ็ครู้กิตติศัพท์ของคุณย่าดี

    ได้ยินมาหมดทั้งเรื่องความเหี้ยมโหด เข้มงวด และเคี่ยวเข็ญกับลูกน้อง รวมถึงลูกชาย เขาโชคดีหน่อยที่เป็นหลานคนเดียว — ไม่นับฟินน์ — จึงไม่เคยต้องแบกรับแรงกดดันพวกนั้น คุณย่าเป็นมนุษย์ประเภทถ้าดีกับใครก็ดีใจหาย และหลังแต่งงานกับทอม เขายิ่งกลายเป็นคนโปรด พาไปเยี่ยมครั้งเดียวย่าก็ประทับใจในความฉลาดและน่ารักของทอม จนถึงขั้นคุยธุรกิจทำมาค้าขายกับเรดแฮนด์ไปเสียได้

    "เกือบลืม พ่อมีของมาเยี่ยม"

    แอนดี้เปิดแฟ้มเอกสารที่ถือมาด้วย
    ดึงกระดาษปึกหนึ่งออกมา ส่งให้

    "อะไร"
    "แหกตาดูเองสิ รถคว่ำแล้วตาบอดรึไง หรือทักษะการอ่านมันรั่วไหลออกจากหัวที่แตก"

    เหลือบเห็นลายมือชื่อทอม กลินน์-คาร์นีย์ที่ท้ายกระดาษหน้าแรก พอเดาได้ว่าคืออะไร

    เอกสารสัญญายกกิจการเอิร์ลให้ไวท์เฮด

    ส่งคืนให้พ่อทันที "ฝากเผาทิ้งด้วย"
    "หลานอีช่างใช้จริงๆ"
    "ผมจะฟ้องย่า พ่อไม่ตายดีแน่"
    แอนดี้ยักไหล่ "ฉันตายไปแล้ว จะให้ตายอีกกี่รอบกัน"

    หันไปสั่งลูกน้องเป็นภาษาอิตาลี ให้เอาเอกสารทั้งหมดไปเผาทิ้ง และหันกลับมา

    "น้องมันยอมให้พ่อเอาคืนมาง่ายๆ เลยเหรอ"
    "เออ ก็นี่พ่อ"

    ความจริงมันไม่ใช่แค่นั้น

    ทั้งที่ถึงกับลงทุนวางแผนให้พี่ชายรถคว่ำ
    แต่ฟินน์ดูไม่ใส่ใจสิ่งที่ได้ไปเท่าไร

    แอนดี้ก็ตะขิดตะขวงใจเรื่องนี้เช่นกัน

    "พ่อแปลกใจมากนะ เพราะฟินน์เกลียดทุกอย่างที่พ่อทำ"
    แจ็คเลิกคิ้ว "แปลว่า?"
    "ฟินน์เกลียดทางทำมาหากินของพวกเราทุกอย่าง จะเรียกว่าเจ้าพ่อ มาเฟียหรืออะไรก็เถอะ ฟินน์ไม่ชอบ พ่อถึงไม่เคยพาน้องกลับมาอยู่ด้วยเลยไง น้องมันไม่มา"
    "นี่ถ้าไม่ติดความต้องการของฟินน์ พ่อก็จะพาลูกเมียน้อยมาอยู่บ้านเราจริงๆ สินะ"
    "มันก็ลูกไหมล่ะ"
    "แม่รู้รึเปล่า"
    "..."

    แอนดรูว์เงียบไปถนัด
    ก่อนพึมพำ "รู้สิ"

    แจ็คถอนหายใจ "มีแต่ผมที่ไม่รู้อีกแล้ว"
    "บางครั้งการไม่รู้อะไรเลยก็ปกป้องคนได้ดีกว่า แจ็ค ความจริงทำให้คนแตกสลายง่ายที่สุดแล้ว"
    "พ่อไม่ต้องสอนผมหรอกเรื่องนั้น"

    เขาผ่านมันมาหมดแล้ว

    การเสหน้าหนีของลูกชายบีบให้แอนดี้พูดบางคำออกมาในแบบของเขา

    "ถ้าแกหวังคำแก้ตัวอะไร พ่อไม่มีให้หรอกนะ คนเราก็แค่นอกใจกัน เพราะอะไรยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำ"
    "อันนั้นผมก็รู้"

    นอนเจ็บชดใช้กรรมอยู่นี่ไง

    "เรื่องนั้นช่างแม่งเถอะ คำถามตอนนี้คือ ถ้าน้องมันเกลียดธุรกิจนี้ มันจะมาไล่ยึดแก๊งในลอนดอนเหมือนอยากรวบอำนาจไปทำไมกัน"
    "จนปัญญาจะถาม"
    "พูดเหมือนถามแล้วมันจะยอมตอบ"
    แอนดี้ยักไหล่ "แต่ฟินน์ไม่ใช่คนโลภ ไม่ว่าทำไปทำไม เป้าหมายของฟินน์ไม่ใช่การครองทุกแก๊งแน่"

    "ผมคิดเหมือนพ่อนะ"

    เสียงคนมาใหม่จุดประกายรอยยิ้มให้แจ็ค

    "ทอม"

    คนตัวเล็กวางกระเป๋าเสื้อผ้าตนลงที่โซฟา
    ก่อนคว้าเก้าอี้อีกตัวมานั่งข้างแอนดี้

    "เรียกพ่อแล้ว น่ารักจัง จริงๆ เรียกแด๊ดดี้ก็ได้น—"
    คนบนเตียงหันขวับ "นั่นของลูกไง"
    รีบโบกมือเรียกคนที่เอาแต่หัวเราะ

    "มานั่งฝั่งนี้ดีกว่า เร็ว"

    ทอมยังยิ้มขบขัน แต่ยอมยกเก้าอี้ไปนั่งอีกข้างของเตียงผู้ป่วย สอดแขนเข้ากอดรัดแขนแกร่งข้างหนึ่งไว้อย่างเอาอกเอาใจ
    "ไปนานจังเลย..."
    "ก็กลับมาแล้วนี่ไง" หอมแก้มคนตัวโตไปฟอดหนึ่ง

    แอนดรูว์กระแอมเสียงดัง

    "เมื่อกี้หนูบอกว่าเห็นด้วยกับพ่อ?"

    แจ็คพยายามไม่ถลึงตาใส่บิดาบังเกิดเกล้า

    "ใช่ฮะ" ทอมว่า "ฟินน์ดูไม่เหมือนคนมีความสุขกับเงินทองหรืออำนาจ แต่ดูรีบ เหมือนแข่งกับเวลา..."
    "ยังไง"
    เป็นลูกชายที่หันมาตอบ "มันไล่ทำแบบนี้มาหลายแก๊งแล้วก่อนถึงอีสต์เอนด์ ทำได้เร็วมากด้วย"
    "เหมือน...กำลังทำภารกิจ" ทอมโพล่งออกมา
    แอนดี้ลูบคาง "เพื่อความสนุกเหรอ? พิสูจน์ตัวเอง? คิดกันไหมว่ามีใครใหญ่กว่าหรือทุนหนาพอจะหนุนหลัง"
    "คิดแล้ว แต่คิดไม่ออก"
    "รวมทุกอย่างที่ได้ไปตอนนี้ ไวท์เฮดก็แทบจะกลายเป็นแก๊งที่ใหญ่ที่สุดแล้ว"

    คนที่รู้จักฟินน์ดีที่สุดในห้องยังเดาทางไม่ออก

    ฟังไม่เหมือนลูกชายที่เขารู้จักเลยสักนิด

    "ต้องมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นตอนนี้แน่ๆ..."

    .
    .

    "ไม่มีวี่แววเลยเหรอ"

    ลีโอส่ายหน้า คนฟังถอนหายใจ
    ก้มหน้าก้มตากินอาหารเช้าต่อ

    คิลเลียนหายตัวไปแล้วสองสัปดาห์เศษ ถ้าเป็นคนอื่น สารวัตรคนเก่งใช้ลูกน้องสายตรวจออกค้นหาไม่กี่วันก็คงได้เบาะแส แต่อีสต์เอนด์เป็นถิ่นของเจ้าตัวมากพอกับที่เป็นถิ่นของพวกเครย์ เรียกว่าคงหลับตาเดินได้ทุกซอกทุกมุม ถ้าคิลเลียนไม่อยากให้ใครพบ การทำตัวเองให้หายไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก

    ดีที่อย่างน้อยก็จำกัดวงอยู่ในประเทศได้
    เพราะไม่ได้เอาหนังสือเดินทางติดตัวไป

    "สงสารคุณคริสอะ..." ทอมมี่ทำหน้าหงอย
    ลีโอเอื้อมมือไปโยกหัวอีกฝ่ายเล่นเบาๆ

    "เดี๋ยวก็คงเจอกันน่ะ"

    ทอมมี่ทิ้งคางลงบนโต๊ะ เหมือนสุนัขหมอบ
    ยื่นจมูกโด่งไปดุนแขนของนายตำรวจซ้ำๆ

    "คุณไปปลอบเขาหน่อยดิ"
    ลีโอย่นคิ้ว วางส้อมลงในจาน "นั่นยากกว่างานกล่อมคนร้ายอีกนะ"

    สายตาคู่สนทนาต่างจับจ้องร่างที่กำลังนั่งสวมรองเท้าอยู่หน้ายิม

    "ตั้งใจจะออกไปเดินหาให้ทั่วลอนดอนจริงๆ เลยใช่ไหมน่ะ ไปทุกวันเลย"
    "ยังดีกว่าปล่อยให้ต่อยกำแพงอยู่นี่อะ..." ทอมมี่พึมพำ น้ำเสียงหวาดๆ ราวกับกลัวคนที่อยู่ไกลขนาดนั้นจะบังเอิญได้ยิน

    มือขวาของคริสพันผ้าขาวไว้คล้ายเด็กที่มาชกมวย แต่การต่อสู้ของคริสจบลงแล้วในยกเดียว — กำแพงชนะ — หลังมือเปิดเป็นแผลเหวอะหวะจนทอมมี่แทบจะร้องไห้ด้วยความกลัวระหว่างพาไปทำแผล ลีโอเองก็ตกใจเพราะไม่เคยเห็นเจ้าตัวเป็นขนาดนี้ ไม่เคยใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งประกอบกับเรื่องรอยช้ำตรงคอคิลเลียน เขายิ่งกังวล

    ถึงเรื่องที่เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วนั่น

    "คริส!"

    ลีโอตะโกนรั้งไว้ ก่อนเจ้าตัวจะออกไป
    ทอมมี่หันมามองเขา สีหน้าฉงน

    "ทอมมี่มีอะไรจะคุยด้วยน่ะ"

    เจ้าของยิมถลึงตา "อะไรของคุณ"
    "คุณน่าจะปลอบเขาได้ดีกว่า ลองพูดเรื่องคิลเลียนดู..."

    ลีโอยิ้มให้คริส
    รุนหลังทอมมี่ให้เดินไป

    "เอ่อ คุณคริส"
    "..."

    ทอมมี่ยอมรับว่าไม่เคยรู้สึกกลัวคนตรงหน้ามาก่อนเลย ไม่คิดว่าจะมีวันด้วย แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

    เขาดูน่ากลัวที่สุดในโลก

    "จะออกไปหาคิลอีกเหรอครับ"

    คริสพยักหน้า

    "ผมแค่...อยากให้คุณรู้ว่า อ่า... คิลน่ะ...ไม่ได้อยากหนีคุณไปหรอกนะ เดี๋ยวเขาก็กลับมา"
    "คุณรู้ได้ยังไง"

    ทอมมี่ยิ้ม "ผมรู้จักคิลมานาน ตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่นี่ใหม่ๆ ไม่เคยเห็นเขาทำแบบนี้กับใครเลย"
    "ทำอะไร..."
    "อะไรก็ตามที่พวกคุณมีให้กันน่ะ" เขายกมือขึ้นเกาแก้ม "ความสัมพันธ์..."
    "..."
    "รัก..."

    คริสเลิกคิ้วน้อยๆ
    เสยผมหน้าขึ้นไป

    "แม้แต่กับแม่ของทอม?"

    ทอมมี่ส่ายหน้าดิ๊ก "พวกเขาไม่ใช่คนรักกัน"
    "..."

    เธอมาอยู่ที่นี่แค่ช่วงสั้นๆ ก่อนหายตัวไป
    เก้าเดือนให้หลัง จึงเอาทอมมาทิ้งไว้

    "คิลไม่เคยมีใคร เหมือนรอคนบางคนอยู่ตลอด ผมไม่เคยรู้หรอก จนวันที่คุณถูกยิง..."

    เขาได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก

    "วันที่ผมเห็นคิลร้องไห้..."

    คริสเริ่มกำมือแน่น ไม่รู้ตัว

    "เลยได้รู้ว่าคุณนี่เอง...คนคนนั้น"

    ทอมมี่กล้าๆ กลัวๆ แต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือ
    ขยับเข้าไปกอดปลอบคนตรงหน้า

    "ผมว่าถ้าไม่ได้อยู่กับคุณ คิลคงอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต เขาอาจไม่เคยพูด แต่เข้าใจหน่อยนะ..."

    คริสรู้

    รู้ว่าคิลเลียนยอมได้ทุกอย่าง เพื่ออยู่ด้วยกัน
    แต่หนทางนั้น...มันเป็นไปไม่ได้

    ทอมมี่เดินกลับเข้ายิม
    คริสยังนิ่งงัน ก้มมองมือตัวเอง

    มือข้างที่ต้องถูกทำโทษ
    เพราะเผลอทำร้ายคนที่รัก

    "..."

    เขาทำไม่ได้
    เป็นไปไม่ได้เลย

    .
    .

    แจ็คออกจากโรงพยาบาลในตอนเที่ยง

    ตกบ่าย หลังจากส่งเจ้าตัวที่บ้าน ทอมกลับเข้าทำงานในแก๊งเป็นวันแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง ต้องตรวจโรงงาน บ่อน โรงกลั่นเหล้า และอะไรต่อมิอะไรมากมาย ก่อนรับฟังรายงานเรื่องกิจการต่างๆ จากนิค ไปจนถึงข่าวสารสำคัญจากพอล ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ายินดีอะไรเลย

    "ฟินน์ได้เรดไรท์แฮนด์ไปแล้วครับ"
    "ยังไง"
    "เคนเนธ" พอลเคี้ยวฟัน "มุกเดียวกับตอนเล่นงานเอิร์ลนั่นแหละ"

    เรื่องระหว่างเคนเนธกับเจมส์เป็นไปอย่างเงียบเชียบ น้อยคนที่จะสนใจ แต่ฟินน์ก็รู้ และใช้มันเป็นประโยชน์ได้อีกครั้ง ใช้คนสำคัญเป็นตัวประกัน สกปรกแต่ก็แฟร์ดี ไม่มีกฎกติกาอะไรในหมู่โจรอยู่แล้ว

    แค่ต้องระวังการเอาคืนจะย้อนเข้าตัวเท่านั้น

    "ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า...จะลงใต้ก่อน หรือวกกลับมาเล่นเราก่อน"

    ทอมเปิดกล่องเหล็ก
    ส่งบุหรี่เข้าปาก

    "ตอนนี้สองคนนั้นเป็นยังไง"
    "ใครครับ"
    "เจมส์กับเคนเนธสิ"

    พอลชะโงกตัวมาจุดไฟให้
    ควันขาวลอยอ้อยอิ่งจากปลายมวน

    "สุขภาพปลอดภัยดี เคนเนธเป็นแค่ฝ่ายกฎหมาย ไม่มีใครคุ้มกัน จับตัวได้ง่ายอยู่แล้ว ฟินน์ไม่ได้แตะต้องอะไรเขา ด้านจิตใจคงเสียขวัญบ้าง"
    "แล้วเจมส์?"
    "เครียดน่ะสิครับ เสียแก๊งเพราะลายเซ็นแก๊กเดียวแลกกับชีวิตเคนเนธ"

    หัวหน้าเรดแฮนด์เงียบ ก่อนพึมพำ

    "เอกสาร?"
    "อ้อ ใช่ มันเอาหมดครับ ทั้งกฎหมาย ทั้งบัญชี"

    คีบบุหรี่ออกจากปาก พ่นยวงใยขาวฟุ้ง
    พรมนิ้วลงบนโต๊ะ ใช้ความคิด

    ถ้านายกำลังหาสิ่งนั้น...
    นายก็ไม่ใช่คนอย่างที่ทุกคนคิด?

    หรือ...คนอย่างที่นายอยากให้ทุกคนคิด

    "พอล ฉันมีงานให้ทำ..."

    เคาะเศษเถ้าใส่ถาดเงินเขี่ยบุหรี่
    มองหน้าคนรอรับคำสั่ง

    "เรียกนิคเข้ามาด้วย แล้วล็อคประตูซะ"

    ...

    หัวค่ำ ทอมแวะมาตรวจบาร์เรดไลท์

    ตั้งใจจะรีบดู รีบกลับไปหาคนที่บ้าน
    แต่มารก็มาผจญเข้าจนได้

    "ข้างหน้าเอะอะอะไรกัน"

    ทอมเปรยด้วยน้ำเสียงธรรมดา
    ใครคนหนึ่งรีบวิ่งไปดูให้

    "พวกไวท์เฮดครับ"

    ทอมเงยหน้าขึ้นมองลูกน้อง

    "พวก...?"
    "พร้อมกับบอสมันด้วยครับ เด็กเฝ้าประตูมันไม่ยอมให้เข้า เลยตึงๆ จะมีเรื่อง หัวหน้าจะเอายังไง..."
    "เอายังไงคืออะไร ทิมมี่" ทอมดีดนิ้วเรียกคนชงเหล้า สั่งให้เตรียมเครื่องดื่มชุดใหญ่

    "ลูกค้ามา ต้องต้อนรับกันดีๆ หน่อยสิ"

    หัวหน้าตัวเล็กเดินนำลูกน้องตัวสูงบางไปยังประตูบาร์ กวาดสายตานับหัวพวกไวท์เฮดได้ไวๆ ไม่เกินสิบคน สองคนที่เขาจำหน้าได้รอดมาจากการถูกแอนดรูว์ ลาวเดนยิงที่บ้านฟินน์ในวันนั้น

    บอสใหญ่ของพวกมันยืนอยู่ตรงหน้า

    "บริการแย่จังเลยนะ...ห้ามคนนอกเข้าก็ไม่ปิดป้ายบอก"

    เสียงทุ้มดังจากคนที่ไม่ได้ตัวโตกว่าเขาสักเท่าไร ราบเรียบ ไร้อารมณ์เหมือนทุกที

    ทอมยกยิ้ม ปรายตามองคนเฝ้าประตูบาร์ของตนแวบหนึ่ง "เด็กใหม่คงเข้าใจอะไรผิดนิดหน่อย เราต้อนรับทุกคนอยู่แล้ว แค่ต้องขอตรวจค้นอาวุธ"

    เพยิดคางสั่งทิมมี่ให้นำเด็กหนุ่มอีกสองสามคนเข้าค้นตัวเหล่าไวท์เฮดในชุดสูทดำสนิท

    "ไม่มีนโยบายให้มีเรื่องกันในร้าน"

    ว่าจบ ฝ่ามือเล็กก็กางแปะลงบนอกฟินน์

    ลูบขึ้น...เนิบช้า
    เลื่อนลง...เนิบช้า

    มืออีกข้างตามเข้าสมทบ ลูบไล้แนบหนักผ่านหน้าท้อง ลำตัว อก เลื่อนผ่านสีข้างลอดออกทางด้านหลังเอว สอดเข้าไปใต้สูทตัวนอก ปลดปืนพกสั้นได้หนึ่งกระบอก ถือไว้ ใช้มือข้างเดียวลูบต่อลงมาถึงบั้นท้ายแบนๆ ของเจ้าตัว

    ฟินน์พยายามไม่เกร็ง
    แต่ห้ามตัวเองไม่ให้กลืนน้ำลายไม่ได้

    โดยเฉพาะเมื่อทอมเพิ่งคุกเข่าลงตรงหน้า

    ใบหน้าสวยแหงนขึ้นมองเขาอย่างจงใจ ระหว่างลากไล้ฝ่ามือตรวจสอบบริเวณใกล้ชิดต้นขาด้านในแต่ละข้าง บอสมาเฟียหนุ่มลอบขบกรามแน่น สังเกตได้ชัดเป็นสันนูน ทอมจึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักมือก่อนลูบขึ้นสุดแนวขาหนีบ และรูด จับ คลำลงมาตามท่อนขาทีละข้าง

    แม้ภายนอกเจ้าตัวยังดูนิ่งสงบ
    แต่หายใจแรงขึ้นจนทอมได้ยิน

    เจอมีดพับเล็กๆ ข้างข้อเท้าอีกหนึ่ง

    ร่างเล็กเหยียดตัวคืนความสูงตน
    ไม่วายแกล้งลูบขากลับขึ้นมา

    สอดปลายมือเข้าไปหลังเข็มขัด
    ลูบไล้รูดกลับไปกลับมานิดหน่อย

    ยื่นหน้าเข้าประชิด แทบติดปลายจมูก

    เป่าลมหายใจรดริมฝีปากอีกฝ่าย
    ประกาศเสียงเรียบ "เคลียร์"

    ไออุ่นอันตรธานหายเมื่อเจ้าตัวหันหลังกลับ
    ลูกน้องทุกคนถูกค้นตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

    "เชิญ"
    "เดี๋ยว ทอม"

    ยอมหยุด แต่ไม่หมุนตัวมา
    เพียงเอียงหน้ามองเท่านั้น

    "ฉันว่านายยังเก็บไปไม่หมด"

    ทอมหรี่ตา เดินกลับไปหาจนได้

    "ในนี้"

    ฟินน์ชี้อกเสื้อซ้าย ใต้สูทของตน
    มือเล็กล้วงสอดเข้าไปตามคำบอก

    สิ่งที่กลับออกมาด้วย
    คือซองกระดาษ

    "อะไร"
    "การ์ดเชิญ"

    ทอมแค่นยิ้ม "เชิญไปไหน?"
    "ลองกลับไปเปิดอ่านดู คำเชิญอาจจะฟังดูธรรมดาๆ อย่างเช่นว่า..."

    ใบหน้าของฟินน์โน้มเข้ามาใกล้เกินจำเป็น
    ใกล้...จนหางตาเขามองเห็นมุมปากอีกฝ่าย

    เจือยิ้มจางๆ...เป็นครั้งแรก

    "...'เตียงที่บ้านฉันยังต้อนรับนายเสมอ'..."

    ทอมขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าวอัตโนมัติ
    แต่ไม่ไกลขนาดใบหูจะพลาดฟังเสียงกระซิบ

    "ไม่ได้เล่าให้เขาฟังใช่ไหมล่ะ"
    "ไม่มีอะไรสำคัญพอให้ต้องเล่า"

    ไม่อยากเล่าให้ระคายเคืองหัวใจ

    ฟินน์ทำเสียงรับรู้ในลำคอ "งั้นฉันเล่าแทนได้ใช่ไหม ว่าเรานอนด้วยกัน"
    "นอนเตียงเดียวกัน" ทอมแก้ "โดยที่นายบังคับฉัน"
    "ฉันว่าฉันก็ไม่ได้พูดอะไรผิดนี่ อยู่ที่คนฟังจะตีความยังไงเท่านั้น"
    "..."
    "อย่าลืมว่าฉันเห็น..." สายตาบาดความรู้สึกโลมเลียทอมตั้งแต่หัวจรดเท้า "...หมดแล้ว"

    ทั้งที่ใส่สูทสามชิ้น ทับด้วยโค้ท
    แต่คนถูกมองกลับรู้สึกเปลือยเปล่า

    ราวกับโดนนัยน์ตาคู่นั้นปลดเปลื้องเสื้อผ้า

    "ฉันตาไวนะ สาธยายได้ทุกตำหนิ...นายอาจเฉยๆ แต่...ไม่รู้พี่แจ็คจะคิดยังไงสิ"

    ถ้าเอิร์ลไม่ได้รู้จากปากเขาก่อน
    เรื่องอาจบานปลายกว่าที่คิด

    ถ้าไม่มีอะไร ทำไมต้องปิด?

    เป็นตัวอย่างข้อความคิดง่ายๆ ที่ฟินน์สามารถยัดเยียดลงไปในหัวพี่แจ็คได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ ถ้าฟินน์เลือกทำ ต่อให้เขาอธิบายความจริง และพี่แจ็คยอมเชื่อ แต่หัวใจคนฟังก็ยังฟุ้งซ่านไปได้ร้อยแปดอยู่ดี เพราะไม่มีพยาน มีแต่คำพูดคนสองคนยันกันเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ทอมค้นพบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคนตรงหน้าเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง

    ฟินน์ถนัดเรื่องการปั่นหัวคนอยู่มากทีเดียว

    "ยังไงก็เถอะ ฉันร่อนการ์ดเชิญแล้ว..."

    มือเรียวยื่นมาดึงซองการ์ดไป
    เหน็บลงในกระเป๋าเสื้อสูทของทอม

    "หวังว่านายจะมา"

    .
    .

    'อันเดอร์กราวน์' เป็นบาร์ใต้ดิน

    ใต้ดินทั้งในทางกฎหมายและทางกายภาพ เป็นดินแดนพบปะค้าขายของเหล่าผู้มีอิทธิพลในวงการธุรกิจมืดที่ฝังตัวอยู่ใต้พื้นดินกรุงลอนดอน ความปลอดภัยสูงพอกับความเป็นส่วนตัวและเงียบสงบ ปลีกวิเวกได้ราวกับหลบข้ามมิติไปอยู่อีกโลกหนึ่ง ไฟทุกดวงที่กระจายตัวอยู่ในร้านเป็นแค่หลอดกลมแสงขาวเล็กๆ จนนักดื่มมองมือตัวเองยังแทบไม่เห็น

    คิลเลียนชอบที่มันเป็นแบบนั้น
    ชอบความเงียบในความมืด

    ข้อเสียเดียวคือ ยิ่งเงียบเท่าไร
    สุ้มเสียงในความทรงจำยิ่งชัดเจนเท่านั้น

    'อย่าไปเลยนะ...'

    ยิ่งมืดเพียงใด
    ความปวดร้าวของเขายิ่งเจิดจ้าบาดตา

    'อย่าไป'

    กรอกของเหลวสีใสเข้าปาก รวดเดียว
    ใช้ปลายนิ้วไสแก้วช็อตกลับไปให้คนรินเหล้า

    มืออ่อนแรงจนมันไปไม่ถึง
    แต่ใครบางคนก็ใจดีเลื่อนต่อให้

    เงามัวทาทาบทำให้รู้ว่าเป็นคนตัวโตกว่าเขา อีกฝ่ายหย่อนน้ำหนักลงข้างกันหางตาจึงเห็นเส้นผมสีบลอนด์จัดพลิ้วตกปรกหน้าผาก มือใหญ่ไสแก้วช็อตที่ถูกเติมเต็มอีกครั้งกลับมาให้ เสียงทุ้มกังวานฟังดูมีอำนาจแม้ไม่ตั้งใจเมื่อเอ่ยสั่งเครื่องดื่มของตนเอง

    "สกอตช์"

    คิลเลียนกัดกรามกรอด ไม่มองหน้า
    แค่พึมพำ "รู้จักที่นี่ได้ยังไง"

    แม้สายตาไม่จ้องจับ แต่ฟังดูก็รู้สึกว่าเจ้าตัวกำลังยิ้ม "นายเป็นคนแนะนำ"
    "ตั้งแต่เมื่อไร" ไม่เห็นจำได้ว่าเคย
    "ก็ตอนนั้นเขาอยากรู้ทุกความเคลื่อนไหวของนาย ฉันเลยต้องให้คนสะกดรอยตามนายไปทุกที่ น่ารักมากไหมล่ะ ปลื้มไหม ถ้าเป็นฉันทำนายคงหาว่าโรคจิต"
    "แต่โดยเทคนิคนายก็เป็นคนทำ"

    หัวเราะร่า ไม่ถือสากับมุกตลกเสียดสี

    "อะไรเลวๆ โยนมาทางนี้ให้หมด" แอนดี้ยิ้ม "ฉันมันกระโถนรองรับความโสมมแทนทุกคนในบ้านอยู่แล้ว"
    "..."

    น้ำเสียงทั้งปลง เศร้า และชาชิน
    จนต้องยอมปรายตาคู่สวยมามองสบ

    แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

    "นายน่าจะเป็นคนเดียวในโลกนอกจากแม่ที่แยกเราออกตั้งแต่แรกเห็น มีทริคอะไร"
    คิลเลียนจิบเหล้า "บรรยากาศ"
    "ฮื่อ..." แอนดี้ยิ้ม กระซิบทวน "บรรยากาศ"
    "รู้ไหมว่าแม่ฉันใช้เกณฑ์อะไร เวลาอธิบายให้คนนอกเข้าใจความแตกต่างของเรา"

    คนตัวเล็กยักไหล่ ไสแก้วเปล่ามาทางเขา
    คนตัวโตขอขวดเหล้าจากพนักงาน รินให้เอง

    "ฉันเลือดร้อน..."

    เหล้าสูงขึ้นจนปริ่มขอบแก้วช็อต
    แอนดี้หยุดมือเมื่อมันเต็มพอดี

    "คริสเลือดเย็น"
    "..."

    แอนดี้ยกวิสกี้ของตนมาชนวอดก้าของเขาดังกริ๊ก เริ่มจิบความนุ่มนวลราคาแพงช้าๆ

    "งานถึงไหนแล้ว"
    "รออยู่"
    คิ้วสีอ่อนขมวดนิดๆ "รออะไร"
    "เวลา"

    คิลเลียนไม่ได้อยากทำตามคำสั่งดอนน่า

    แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะได้อยู่ด้วยกัน ปัญหาเดียวที่เขาไม่เข้าใจคืออะไรทำให้คริสต่อต้านการเป็นดอนขนาดนั้น แม่ของอีกฝ่ายรู้จักลูกชายดียังคาดการณ์ผิดไปมาก คริสไม่คิดจะยอมในเรื่องนี้เลย ต่อให้เพื่อเขาก็ตาม ทั้งเขาและคริสติน่ากำลังมองข้ามอะไรสักอย่างไป

    หมากบางตัวยังไม่ถูกคำนวณเข้าในกระดาน

    "นายเคยถูกคริสทำร้ายหรือเปล่า"

    คำถามไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำแอนดี้หันขวับ
    สีหน้าเป็นกังวล เห็นได้ชัด "รู้มาจากไหน"
    "เคยหรือเปล่า"
    "โดนมาหรือไง"
    "ตอบฉันก่อน"
    แอนดี้ไม่สนใจ "เขาทำอะไร ยังไง"

    คิลเลียนเม้มปาก
    จิ้มนิ้วลงเล่นเหล้าใส

    ใช้อีกมือกำรอบลำคอตนแทนคำอธิบาย

    "...บนเตียง"
    "กำลังนอน?"
    "กำลังเอา"
    "อ้อ..."

    แอนดี้เงียบไปพักหนึ่ง ราวกำลังชั่งใจ
    ซดวิสกี้จนหมดแก้ว "เตือนไว้ก่อนนะ"
    "..."
    "นายไม่ชอบสิ่งที่จะเห็นแน่"

    วางแก้วเปล่า ทำมือให้ว่าง
    สางมือแหวกกลุ่มผมบนศีรษะขึ้นไป

    อวดรอยแผลเป็นพาดยาวขนานกับเส้นขมับ

    "ตอนเราเก้าขวบ"

    คิลเลียนกัดริมฝีปาก
    ขยับเข้าไปสังเกตใกล้ๆ

    "ฉันเกือบไม่รอดแล้วจริงๆ"

    .
    .

    ทอมตัดสินใจไม่บอกอะไรแจ็ค

    เขาเชื่อหมดใจว่าฟินน์แค่ต้องการขู่เท่านั้น เพื่อให้ตระหนักว่าอีกฝ่ายยังถือไพ่เหนือกว่าแม้ว่าตัวเขาจะเป็นอิสระแล้วก็ตาม มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่อาจวกกลับมาแทงข้างหลังกันได้อีกก็จริง แต่เขาอยากเชื่อว่าคนรักจะเชื่อใจตนมากกว่าคนอื่น ส่วนถ้าฟินน์ไม่เล่น เรื่องก็จะอันตรธานหายไปเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น และเขายอมรับความเสี่ยงครึ่งต่อครึ่งนั้น

    อยากเชื่อว่าฟินน์ไม่ได้เป็นต่อ

    "อาบเองได้ไหมฮะ"

    เอ่ยถาม เมื่อเดินเข้าห้องและเห็นร่างสูงลุกขึ้นมาคว้าผ้าเช็ดตัว หลังนอนเล่นอยู่บนเตียงตลอดวันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล แจ็คยืดหลังตรง ลองขยับแขนตรวจสอบการทำงานของกล้ามเนื้อหลังและอกเบาๆ

    "พี่ว่าโอเคอยู่นะ หมอบอกว่ามันร้าวนิดเดียว ตอนนี้น่าจะประสานกันประมาณนึงแล้ว"
    "ดวงแข็งชะมัด"
    คนรถคว่ำหัวเราะในลำคอ "ไอ้แบร์มันคงยั้งมือให้เต็มที่แล้วมากกว่า"

    แจ็คเอี้ยวตัวมองคนที่ยืนกดยืนจิ้มรอยช้ำเจือจางตรงสีข้างของตนเบาๆ

    "แล้วนี่ถามทำไม หืม ถ้าไม่ไหวจะอาบให้เหรอ"
    "ใช่สิครับ เอิร์ล..." ทอมพูดเสียงจริงจัง

    คนตัวสูงหันมาประคองใบหน้าของคนตัวเล็กเอาไว้ โน้มสันดั้งโด่งๆ ลงไปแตะปลายจมูกรั้นราวลูกแมวของอีกคน ดุนดันหยอกล้อคลอเคลีย ผุดยิ้มพริ้มพราย

    "อย่าเลย เดี๋ยวไม่ได้อาบ..."

    คราวก่อนกว่าจะได้อาบจริงๆ ก็...

    ทอมพ่นหัวเราะออกมาพร้อมลมหายใจ
    รุนแผ่นหลังกว้างเข้าห้องอาบน้ำ

    "ไป เก่งนักก็ไปอาบเอง"

    ...

    แจ็คเสียดายนิดหน่อยที่ไม่ให้ทอมอาบให้

    เพราะหนึ่ง การถูหลังตัวเองทั้งที่ยังขยับแขนได้ไม่เต็มที่ทุกองศานั้น เอาเข้าจริงมันก็ติดขัดและลำบากอยู่บ้าง และสอง การอาบน้ำกับเจ้าของเรือนร่างแสนสวยคงมีความสุขกว่ากันเยอะ

    ความรู้สึกเสียดายลดฮวบลงกะทันหัน เมื่อคนที่อาบน้ำต่อจากเขาเดินออกมาในชุดคลุมสีอ่อน

    หยุดลงตรงหน้าตู้เสื้อผ้า และ...

    "..."

    ปลดชุดคลุมอาบน้ำออกจากร่าง

    ราวกับอัมพาตแล่นปราดเข้าครอบครองสรรพางค์กาย ชายหนุ่มผู้เฝ้ามองจากบนเตียงตัวแข็งทื่อ ไม่อาจขยับ มีเพียงลำคอเคลื่อนขึ้นลงเบาๆ จากการกลืนน้ำลายอันเฝื่อนฝืน นัยน์ตาคมไม่ละจากไรผมเปียกชื้นที่ระท้ายทอย มัดกล้ามเนื้อกระชับเป็นเส้นสวยบนแผ่นหลังบาง กับส่วนโค้งเว้าน่าสัมผัสทุกอณูที่ไม่ว่าผ่านตามากี่ครั้งก็เหมือนจะยังไม่พอ

    ไม่เคยพอ

    ทอมคว้าเสื้อกล้ามสีดำตัวยาวมาสวมหัว
    ตามด้วยเสื้อไหมพรมถักตัวหนาสีเลือดนก

    ...ของเขา

    เสื้อหลวมโพรกเพราะขนาดตัวอันแตกต่าง ตาถักห่างๆ เผยให้เห็นสีดำของเสื้อตัวในตามช่องว่าง ปลายแขนนุ่มย้วยยอมให้นิ้วเล็กๆ โผล่ออกมาเพียงครึ่งของความยาว ส่วนชายคลุมต้นขาได้ถึงเหนือเข่า เมื่อคนใส่ขยับแขนจัดเรียงเสื้อผ้าในนั้นและปิดประตูตู้ ความกว้างของคอเสื้อก็ทำเอามันร่นลงเผยหัวไหล่นวลเนียนข้างหนึ่ง

    คนตัวเล็กปีนขึ้นเตียงมานอนซบอกเขา
    ขาเรียวข้างหนึ่งก่ายขึ้นเบียดกระเซ้าขาแกร่ง

    ชายเสื้อไหมพรมร่นขึ้น เผยต้นขาอ่อนอีกนิด
    และแจ็คจำไม่ได้ว่าเห็นเจ้าตัวสวมชั้นใน...

    "ทอมจะนอนหรือยัง..."

    โพล่งเสียงเบา เผลอกลืนน้ำลายเสียงดัง
    เรียกเสียงหัวเราะคิกคัก "เป็นอะไร..."
    "เปล่านี่"

    นิ้วเท้าเล็กๆ เกลี่ยหลังเท้าใหญ่หยอกเย้า
    ยกมือขึ้นเกาคางเจ้าตัว ล้อเลียน

    "ทำมาเป็นเด็กหนุ่มไร้เดียงสาไปได้"

    เขาเหล่มอง ก้มลงงับแก้มนิ่มด้วยหมั่นเขี้ยว
    ก็ใครใช้ให้ทำตัวยั่วยวนแบบนี้

    ทอมจุ๊บซอกคอขาวของคนข้างกาย
    เบาๆ ซ้ำๆ ไล่ลงมาตามลาดไหล่

    "ไม่คิดถึงทอมเหรอ..."

    แจ็คหลุบตาลงต่ำ มองต้นขาเนียนขาว เพียงสัมผัสด้วยปลายนิ้วเดียวก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่ม เขาพรมนิ้วที่สองที่สามตามลงไป ลากไล้ชื่นชม...วนเวียนเนิบช้า

    "...คิดถึงจะตายอยู่แล้ว"

    มือเล็กคว้าจับบังคับมือแกร่งให้ลากสัมผัสวาบหวิวพลิ้วเข้าไปใต้เสื้อตัวหนาเร็วขึ้น แจ็ครู้สึกถึงเนื้อผ้าบางๆ ของเสื้อกล้ามข้างในได้แวบหนึ่ง แต่ก็หมดแค่นั้น... ไม่มีชั้นในจริงๆ ด้วย

    "แล้ว...?"

    ...ลีลาอะไรอยู่?

    มือเรียวยาวสาวสัมผัสขึ้นไปถึงเอวคอดบาง ปัดป่ายผ่านความผ่ายผอมน่าขัดใจ ลูบไล้เวียนวนเพียงแผ่วเบา ก่อนถอนมือออก เผยอปากพึมพำเหตุผลให้ฟัง

    "ยังไม่หายดี กลัวซี่โครงจะหัก..."

    คำตอบของเอิร์ลทำเอาทั้งคนพูดและคนฟังหลุดหัวเราะ ทอมตีอกกว้างดังเพียะ

    "บ้ารึไง จะรุนแรงอะไรขนาดนั้น"
    แจ็คแกล้งมองค้อน "บอกตัวเองเถอะ"
    "เงียบไปเลย"
    คนตัวโตหัวเราะอีก พลางกุมชายโครง "ดูสิ แค่หัวเราะก็ร้าวแล้วเนี่ย"
    "งั้นก็นอนเฉยๆ..."

    ทอมกระซิบ แฉลบปลายลิ้นเล็กลิ้มเลียปลายหูเขา ความเสียวซ่านแผ่กระจายจากสัมผัสเล็กๆ นั้นลงไปถึงปลายเท้า ร่างผอมบางบรรจงพลิกตัวขึ้นคร่อมกายคนที่นอนอยู่อย่างระมัดระวัง ไม่ให้ร่างที่ยังเสี่ยงต่อการบอบช้ำต้องบุบสลาย ปลายนิ้วซุกซนตรงเข้าปลดเปลื้องกระดุมเสื้อนอนออกจากรังทีละเม็ด...

    "ให้ผมรับใช้เองนะครับ...เอิร์ล"

    กลีบปากอิ่มนุ่มชุ่มชื้นพร่างพรมลงมาดุจหยาดฝน ลากไล้ชโลมความรักใคร่เสน่หาไปถ้วนทั่วทุกตารางบนแผงอกขาวละเอียด ร่างนั้นคลานถอยร่นลงไปทีละน้อย สะกิดกระดุมเม็ดสุดท้ายเลื่อนหลุด หน้าท้องแกร่งก็ถูกจู่โจมเป็นจุดต่อมา ยิ่งรสจูบลากเลื่อนเคลื่อนคล้อยลงต่ำ ปลายเท้าเขายิ่งเกร็งแน่น

    "อ..."

    ไม่ต้องพูดถึงตอนที่มือเล็กเกี่ยวเอวกางเกงเขาลงไป

    "อืม..."

    และนามของพระเจ้าก็ถูกเรียกขานไม่รู้จบ

    แต่พระเจ้าหรืออะไรก็ช่วยเขาไม่ได้ ไม่ใช่จากคนตัวเล็กที่กำลังผลักเขาลงนรก และส่งเขาขึ้นสวรรค์ไปพร้อมๆ กันในคราเดียว ลงนรก...ด้วยไฟปรารถนาที่ลามเลียแผดเผาสุมใจให้ร้อนรุ่ม ขึ้นสวรรค์...ด้วยคลื่นความสุขที่ถาโถมท่วมท้นราวจะสาดซัดเขาขึ้นฝั่งบนชั้นฟ้า...เอื้อมสัมผัสหมู่ดาว

    มือแกร่งขยุ้มเรือนผมสีนวลราวแสงจันทร์ของร่างเล็กจนเหยิงยุ่ง เจ้าของริมฝีปากอุ่นร้อนบอกได้ทันทีจากอาการเช่นนั้นว่าอีกคนพอใจแค่ไหน เขาหน่วงจังหวะให้ช้าลง ลอบมองคนเป็นสามีที่สติเริ่มหลุดลอย กลั้นยิ้ม ถอนริมฝีปากออก ยกบั้นท้ายขึ้น คุกเข่าคร่อมหน้าท้องคนตัวโตกว่าอีกครั้ง

    สองมือบางรั้งชายเสื้อไหมพรมขึ้นเหนือเอว
    ค่อยๆ หย่อนสะโพกลงทับตักแกร่ง

    เนื้อแนบเนื้อ
    ไฟสุมไฟ


    เอิร์ลหนุ่มสอดมือของตนเข้าทางชายเสื้อ ลอดขึ้นไปจนถึงเนินอกราบ ลำคอระหง แตะปลายคางสวยนิดหน่อยเท่านั้น เรียวปากเอิบอิ่มก็รับนิ้วยาวๆ เข้าไปดูดดุน ระหว่างขยับโยกสะโพกมนบดเบียดเสียดสีหน้าตักกว้างอย่างยั่วเย้า

    จะเอาให้ได้ใช่ไหม

    แจ็คลุกขึ้นมาเป็นฝ่ายคร่อมร่างเล็กเอาไว้แทน ฉุดเจ้าตัวร้ายเข้ามานอนใต้ลำตัว แก้มนิ่มถูกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดันออกจนนุ้ยน่ามันเขี้ยวนัก อดรนทนไม่ไหว ต้องก้มลงไปฟัด กัด ขย้ำ

    ระหว่างคนตัวโตหลอมร่างตนเข้าไป
    ทอมยังกระซิบปลุกปั่นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

    "ไม่กลัว...อื้อ...ซี่โครงหักแล้วเหรอ..."

    มือใหญ่รวบสองข้อแขนเล็กไว้เหนือศีรษะเจ้าตัว ส่ายหัวน้อยๆ บ่นงึมงำลอดไรฟัน

    "ช่างมัน..."

    เสียงนุ่มหวานครางลอดลำคอเบาๆ
    มือไม้ป่ายปัด จิกแผ่นหลังแกร่งแน่น

    "...หักก็ให้หมอรักษา"

    ถึงตาของเอิร์ลบ้างแล้ว...ตัวแสบ

    .
    .

    ทอมลืมตาโพลงในความมืด

    แผงอกแกร่งกว้างยังบดเบียดเสียดชิดแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขา ท่อนขายาวยังสอดพันขัดกันอยู่กับเรียวขาเล็ก อ้อมแขนของเอิร์ลยังคงโอบกระชับให้ความอบอุ่นอยู่ไม่ห่าง แม้รู้สึกสบายเพียงใดแต่จำใจต้องค่อยๆ ถอนเรือนร่างออกจากพันธนาการแสนสุขนั้น

    "..."

    ก้าวลงจากเตียงได้โดยอีกฝ่ายไม่ตื่น

    คว้าเสื้อกล้ามบนพื้นขึ้นสวม
    ตามด้วยเสื้อไหมพรมถักตัวเดิม

    และเปิดลิ้นชักสำหรับชั้นใน

    แต่งตัวเรียบร้อย ทอมย่องออกไปทางหน้าต่าง เพื่อหลบสายตาบอดี้การ์ดของเอิร์ลในบ้าน ไต่ระเบียงชั้นสอง ห้อยตัวลงไปยังชั้นหนึ่ง ย่อเข่ารับแรงกระแทก ปลายเท้าเปล่าสัมผัสพื้นถนนอย่างนุ่มนวลปลอดภัย

    รถยนต์สีดำจอดรออยู่ใต้ต้นไม้
    แสงจ้าหน้ารถทำเขาหัวเสีย

    จะบ้ารึไง

    ทอมเคาะกระโปรงรถ ชี้ไฟหน้าสองฝั่ง
    คนในรถเข้าใจรวดเร็ว และดับมันลงให้

    ร่างเล็กจึงเปิดประตูขึ้นไปนั่ง
    คนที่รออยู่ข้างในไล้สายตามอง

    ซอกคอขาวกับเรียวขาบางยังแต่งแต้มด้วยร่องรอยสีกลีบกุหลาบ ทั้งเข้มและเจือจาง

    "ดูไม่รู้เลยนะว่าเพิ่งทำอะไรมา"

    ไม่มีคำพูดใดโต้ตอบ

    ยิ่งกระตุ้นให้ฟินน์นึกสนุก
    จรดปลายนิ้วชี้ลงบนหัวเข่าทอม

    "จะทำอะไร"

    เสียงนุ่มกระซิบ
    สั่น

    นิ้วนั้นค่อยๆ ลากไล้เข้าไปยังขาอ่อนด้านใน

    เชื่องช้า...กรีดกราย

    "แล้ว...นายตกลงมากับฉันทำไมล่ะ"

    .
    .

    "มันเป็นความลับระหว่างเรา"

    แอนดี้จะเอามือลง แต่คิลเลียนคว้าทัน
    ยั้งให้มือใหญ่ยังเปิดรอยแผลเป็นเอาไว้

    ต้องทำร้ายยังไงถึงได้บาดแผลลักษณะนี้?

    ไม่ได้ถาม เพราะไม่คิดว่าเจ้าตัวจะตอบ
    ยอมให้อีกฝ่ายเอามือลงในที่สุด

    "การใช้ความรุนแรงผิดปกติโดยไม่มีเหตุผลน่ะแค่สัญญาณเตือนขั้นแรก..."
    "ไม่มีเหตุผล?" คิลเลียนทวนซ้ำ
    "บางครั้งไม่สัมพันธ์กับผู้ถูกกระทำ แค่ระบายลงกับสิ่งที่ระบายได้"
    "ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่เครียด?"
    แอนดี้พยักหน้า "หรือคนที่โกรธ"
    "คริสเป็นอะไรกันแน่"

    คนหน้าเหมือนคริสเสยผม
    ยีหัวตัวเองจนยุ่ง "ไม่รู้"

    "ไม่รู้ได้ยังไงวะ"
    "แม่ยังไม่รู้เลย" แอนดี้ว่า "คริสไม่ให้บอก ทุกคนรู้แค่ฉันได้แผลมาโดยอุบัติเหตุ เลยไม่เคยได้หาหมอ แล้วอาการก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีก อย่างน้อยก็เท่าที่ฉันรู้"
    "หายไปเองเหรอ"
    "ไม่เชิงว่าหาย เหมือนซุกไว้ใต้พรมมากกว่า คริสเลิกกิจกรรมเกี่ยวกับความรุนแรงทุกอย่าง ฝังตัวเองลงในกองหนังสือตั้งแต่นั้น"

    คริสไม่ได้เป็นคนนุ่มนิ่มมาแต่แรก
    พ่อให้สองแฝดจับปืนตั้งแต่ห้าขวบ

    เช่นเดียวกับการชกมวย และติดตามพ่อไปล่าสัตว์ คริสนำหน้าแอนดี้ทุกก้าว มีพรสวรรค์โดยธรรมชาติ แต่พอเกิดเรื่องพี่ชายก็ไม่แตะต้องอะไรอีกเลย ไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความรุนแรงทุกรูปแบบ พ่อหรือแม่ก็บังคับไม่ได้ด้วย และเพราะไม่มีใครรู้เรื่องที่แอนดี้ถูกทำร้าย คริสจึงไม่เคยไปพบแพทย์หรือรับการวินิจฉัยอาการทางจิตใดๆ

    "..."

    คิลเลียนพยายามคิด ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรคิดอะไร ต้องหาคำตอบเรื่องอะไรในเมื่อเขาไม่เข้าใจแม้แต่คำถาม และฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ไหลเวียนในเส้นเลือดก็ยิ่งอุดตันขัดขวางการทำงานสติสัมปชัญญะ ยังผลให้ทุกอย่างยากขึ้นไปอีก

    แค่มองหน้าแอนดี้...ยังเริ่มไม่ชัด

    เพราะเมาจนสายตาเริ่มพร่ามัว
    หรือแค่ควันจากบุหรี่ที่หมอนี่จุด?

    เขาไม่รู้

    ปฏิกิริยาตอบสนองช้าลงทุกขณะ
    แปลกใจที่ตัวเองไม่ขยับหนี

    เมื่อหลังนิ้วของอีกคนแตะลงมาเกลี่ยมือเขา

    "หนีคริสอยู่ใช่ไหม"

    หมอกมัวขาวหม่นพวยพุ่งพรูออกจากปากหยักเป็นรูปร่างอิสระ ม้วนงองุ้มงอน อ่อนช้อยลอยระปะทะนาสิกประสาท คิลเลียนหายใจรับมันเข้าปอด ปรือตาสัมผัสกลิ่นสารอันตรายเผาไหม้อบอวล มือใหญ่ย้ายมวนบุหรี่ของตนไปจ่อเรียวปากจิ้มลิ้มซึ่งวาวฉ่ำด้วยคราบน้ำจัณฑ์

    เขาสูดมันเฮือกหนึ่ง
    พ่นควัน กระซิบ "...เปล่า"

    แอนดี้ดึงบุหรี่กลับไปสูบ "นายกลัว..."
    "..."
    "กลัวที่จะยอมรับ...ว่านายกลัวคนที่รักที่สุด"

    ดุจห่าฝนมีดนับพันกลั่นตัวจากเมฆดำบนฟ้าร่วงลงมาปักหัวใจซ้ำๆ

    ไม่มีถ้อยคำไหนของแอนดี้เกินจริงเลยสักนิด เขาไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกลัวคริส ตั้งแต่การร่วมรักรุนแรง มือใหญ่ที่บีบคอส่งท้าย สายตาไม่เหมือนเก่า น้ำเสียงไม่อ่อนโยนเช่นเคย ทว่าดิ้นรนปฏิเสธยังไง ความจริงก็คือเขากลัว กลัวความมืดมนซึ่งกำลังกลืนกินอีกฝ่าย คริสที่เขาจำใจหนีมาเหมือนเป็นซากตุ๊กตาอันนุ่มนิ่มตัวเดิม แต่กอดแล้วไร้ซึ่งไออุ่น

    คิลเลียนแค่นหัวเราะกลบความขมขื่น "รู้ดี"
    "คนมันเคยเป็น ต้องมองออกอยู่แล้ว"

    ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้

    คิลเลียนรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าแอนดี้อยากให้คนรักมากแค่ไหน น้องเล็กต้องเป็นเงาของพี่ชายฝาแฝดเสมอมา โดนพ่อและแม่มองข้าม แม้แต่คริสเองก็ไม่ค่อยไยดี วัยเด็กที่ควรมีความทรงจำกับพี่ชายก็ถูกแบ่งเทมาให้เขา และทั้งที่เจ็บปวดกับการเป็นคนแพ้ขนาดนั้น เจ้าตัวก็ยังรักพี่ ยังทำทุกอย่างตามที่พี่สั่ง ยังอยากให้พี่รักตอบ ยังคอยไล่ตามคนเป็นพี่ชายมาตลอดชีวิต

    แอนดี้รักพี่ชายมากเท่าไรใครจะรู้
    ต่อให้เคยเกือบตายด้วยมือคริสมาแล้วก็ตาม

    "ฉันไม่เคยเกลียดนายเพราะตัวนายเลยรู้ไหม..."

    ก็แค่อิจฉา จนหลงผิดคิดว่าเกลียด

    "ต้องดีใจสินะ" คิลเลียนประชด

    บุหรี่ครึ่งมวน วิสกี้แก้วที่ไม่รู้เท่าไร

    แต่เมามายบรรยากาศของคนข้างกาย
    มากพอจะกระซิบบางคำลงข้างหู

    "บอกไว้เฉยๆ ฉันไม่รังเกียจหรอกนะ...ที่จะเป็นเงาของเขาทุกเรื่อง..."

    ออกจะ...เสพติดด้วยซ้ำไป
    เขารักพี่ชายมากขนาดนั้น

    คิลเลียนนิ่ง อยู่ระหว่างประมวลผล
    ตกลงว่าใครเมากันแน่วะ...?

    พอเจ้าตัวไม่ขยับหรือผลักไส คนย่ามใจเลยยิ่งรุกไล่ จากเพียงลมหายใจรินรด ก็ค่อยๆ จรดริมฝีปากรุ่มร้อนลงไปแผ่วเบา แอลกอฮอล์ในเลือดเริ่มแผดเผาจนร่างเล็กต้องระบายความร้อนทางลมหายใจแรงขึ้น แอนดี้ค่อยเป็นค่อยไป คล้อยเคลื่อนเลื่อนปลายจมูกลงมาตามลำคอขาว...

    สติเริ่มชัดขึ้น คิลเลียนเบี่ยงคอหนี
    มือใหญ่แตะประคองป้องไว้ให้หันกลับมา

    สัมผัสนั้นกระตุ้นความทรงจำเลวร้ายของคนเพิ่งถูกบีบคอมาไม่นานให้วาบผ่าลงกลางสติ

    คนตัวเล็กรีบลนลุกลงจากเก้าอี้
    หนักหัวทรงตัวไม่ได้จนเซล้ม

    "..."

    ใครบางคนสอดแขนเข้ารองรับได้ทัน
    พยุงให้ยืนขึ้น โอบรัดเอวสอบไว้แน่น

    คิลเลียนแหงนหน้ามองคนข้างหลัง
    ตาสว่างฉับพลัน สร่างเมาซะเดี๋ยวนั้น

    "...ค...คริส"

    เจ้าตัวไม่พูดอะไร
    ไม่ยอมให้แกะมือที่เอวออก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออีกคนเพิ่งขยับเข้ามาประชิด ทำลายระยะห่างทั้งหมดทิ้งไป บีบร่างเล็กไว้ตรงกลางระหว่างคนตัวโตสองคนที่หน้าเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว

    แอนดี้ยิ้มบาง

    "ว่าไงครับ คุณพี่ชาย"




    Next Episode: Way Down We Go 2 (Part IV here)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in