litanies of you.sweetsingularity
day 23. fate

  • นาทีที่รู้ตัวคือนาทีที่งี่เง่าที่สุด




    เคยมีคนถามว่าทำไมผมถึงชอบแบร์

    ทำไมต้องน้องคนนี้

    เด็กซ่าบ้าบอที่อ้อนประจบผมเก่งเป็นที่สุดและชอบปล่อยหมัดต่อยเขาเล่นไปทั่ว--

    แต่จริงจังกับเรื่องที่ตัวเองมุ่งมั่นต้องการจนน่าตกใจ




    ("เช่นการจีบมึงเป็นต้น" แจ็คยื่นหน้าเข้ามาเสริม

    ผมโบกมือใส่หน้ามัน

    "ชีวิตมันก็มีมากกว่ากูมั้ยวะ เรื่องเรียน ชกมวย--"

    หนุ่มผมบลอนด์ผู้คว้าไมค์มาร้องเพลงทุกครั้งที่ออกงานกลอกตา "--เออ คนนอกเค้ามองสถานการณ์คนละมุมกะมึง")




    ทำไมต้องแบร์


    แปลกไหมที่ผมนิ่งไปพอสมองรับรู้และเข้าใจทุกคำในคำถามเรียบร้อย


    ติดเขาขนาดนี้

    แอบหวงเขาขนาดนี้



    เป็นใครก็คงนึกว่าผมมีคำตอบแน่นอนแล้วอยู่ในใจ

    เรียบเรียงคำเสร็จสรรพ เป็นเหตุเป็นผล ไม่ก็คงหลอมเหลวโอนอ่อนตามอารมณ์ความรู้สึกคล้ายการยื่นหัวใจให้แทนคำตอบ




    ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยถามตัวเอง

    ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยคิดสงสัย

    วิ่งวนเวียนในหัวครั้งพยายามจะเข้าใจ 'การตัดสินใจ' ของตัวเอง




    การเลือกที่หัวใจนำหน้าผมไปก่อน ทิ้งตำราและทฤษฎีที่เคยคิดว่าเข้าใจไว้เบื้องหลัง


    เราเป็นกันอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า


    มนุษย์ไร้เหตุผลอย่างมีเหตุผลน่ะ*




    แบร์หันมาหาผม จับขาแว่นกันแดดแล้วขยับแว่นขึ้นลง**

    ตาสีสดใสเหมือนท้องฟ้าหน้าร้อนในวันไร้เมฆจ้องมองผมกลับ




    ริมฝีปากสองเราแนบชิดสนิทกันเหมือนติดกาว




    ความคิดแวบเข้ามาในสมองไร้สติของผมนาทีนั้น




    ....แล้วอะไรๆก็กลับคลิ๊กลงล๊อก




    เสียงเรียกชื่อผมในบาร์คืนแรก


    คำกระซิบใต้ลมหายใจเมื่อแทบไม่มีระยะห่างระหว่างเรา





    คนนี้สินะ

    (ตอนนี้)

    คนนี้เอง.

    (คิดว่าตัวเองเท่ตายละ)






    "พี่นาย--"

    เสียงต่ำตัดรวบรัดชื่อผมราวรู้จักกันมานาน 

    ...จู่ๆ ก็ไม่ชินชื่อเล่นตัวเองที่เพื่อนเรียกมาเป็นสิบปี

    ปล่อยให้ตาเป็นประกายของคนตรงหน้าปลดเปลื้องความคิดสติอะไรที่หลงเหลือเสียหมด




    มืออุ่นทาบหน้าอกผม

    ได้แต่กลืนน้ำลายเข้า ปล่อยเลยตามเลย



    "ดื่มไปเยอะแน่เลย ใจเต้นแรงงี้"



    อยากจะเล่นมุขสไตล์หนังคลาสสิก มโนว่าเราใจตรงกัน ดันมาเลือกบาร์เดียวกับพี่ จากบาร์ทั้งหลายมากมายของลอนดอน***



    แต่อย่างที่รู้กันอยู่ ความจริงตรงข้ามกับจินตนาการของผม




    "...เปล่า" ผมดึงคอเสื้อเด็กหนุ่มเข้ามาใกล้ ขโมยจูบรสกินเนสไปอีกหนึ่งอึก


    "พี่เมาเรา--เอ่อ เมาเร็วน่ะ"




    รู้สึกหัวเบาหวิว เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะนั่น เหมือนกำลังพยายามขึ้นเขา และโดนความสูงขโมยลมหายใจไปทีละนิด




    "พี่--"



    ชื่อเลือนหาย เหลือเพียงสรรพนามโดดๆงคั่นความเงียบ คาลมหายใจไว้แค่นั้น



    "... จีบกันดื้อๆเลยนี่”




    ผมส่ายหน้า




    แล้วทีเราทำอะไรพี่—


    —รู้ตัวบ้างไหม.





    ถึงจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับความรัก เพราะปราสาททรายหัวใจถูกคลื่นซัดพัง ล่มคาหาดทุกครั้งที่ก่อ

    ผมก็ยังเชื่อลมๆแล้งๆว่าการที่คนสองคนมาเจอกันนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ




    เราอาจพลาดที่จะรู้จักคนๆนั้นเพียงลืมหันมอง เพียงลับตาเมื่อเขาเลี้ยวที่หัวมุมถนน หรือเพียงเราเลือกที่จะไม่ไปปาร์ตี้ ไม่อยู่ต่อดึก ไม่รอเพื่อนที่ร้านอาหาร


    ไม่ออกไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำเทมส์




    การพบกันคือการบรรจบกันของการตัดสินใจจากสองเส้นทาง

    เหตุที่ผมตอบรับจารย์ไปคุมน้องๆบ่ายวันนั้น และที่แบร์เลือกไม่เบี้ยวแฮร์รี่มาดื่มในบาร์ประจำคืนนี้



    เราต่างพยายามทรงตัวบนเส้นด้ายเหนือเหตุการณ์บังเอิญ


    เพียงแค่ไม่รู้ตัวในเวลาส่วนใหญ่เท่านั่นแหละ




    จะว่าผมเชื่อในความถูกต้องของความคิดตัวเองก็ได้

    แต่ผมกำลังถลำลึก





    “กลับด้วยกันมั้ยฮะ”





    เสียงเขาก้องในหูเกินความจำเป็น

    มือไม้สลายเป็นฟองน้ำข้างตัว




    ....เด็กมันช่างกล้า

    (แต่ว่าแกเองก็ใช่ย่อย)





    ผมกำลังถลำลึก

    คำตอบพยางค์เดียวนั่นก็ง่ายเสียจนแทบไม่ต้องคิด



    กลับด้วยกันมั้ยฮะ




    มองตาก็รู้ว่าเราต่างไม่คิดจะหยุดตรงที่หน้าประตู





    (“กูจะไม่นอนเตียงตัวเองคืนนี้”**** ไอ้แจ็คเคยประกาศ ขณะปรายตามองกลุ่มคนในบาร์


    ผมยักไหล่ 


    “ไม่มีมึงเตียงเค้าก็อุ่นดีละว้า”


    มันส่งจูบให้ผม


    “คิดถึงหรอ เมียจ๋า”



    “.....มึงไปขอโน้ต stats จากคนอื่นเลยป่ะ”)




    กลับด้วยกันมั้ยฮะ




    ง่ายเหลือเกินที่จะปิดเกมตอนนี้


    สัมผัสค้นหา ทำความรู้จักซอกมุมของเขาที่ตาผมได้แต่เฝ้ามอง


    ปล่อยมือลูบไล้ไปตามความรู้สึก



    แต่อย่างที่ว่า

    ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ




    “เสียดายพี่ต้องซ้อมละครพรุ่งนี้” ผมยัดกระดาษแผ่นเล็กใส่อุ้งมือแบร์

    กระซิบข้างหูเด็กหนุ่ม


    “...ถ้าชอบละครเพลงก็ลองมาฟังดู”.



    //


    เพลงนี้มันแบร์อนาย! เพลงนี้ต้องแบร์อนาย!!




    So what are we thinking

    And what are we here to prove?

    Let's stop being public

    I guess we should get a room



    *อิงแนวคิด Predictably Irrational (ไร้เหตุผลอย่างคาดการณ์ได้) ของนักจิตวิทยา Dan Ariely แดน อรายลี่  ภาพ header เป็นธีมสีจากหนังสือ

    **ผู้ชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริง

    ***จากคำคม "Of all the gin joints in all the towns in the world..." ใน Casablanca (1942) ทั้งที่โลกนี้มีบาร์มากมาย เธอกลับเดินเข้ามาในบาร์ผม

    ****ผู้ชายคนนี้มีตัวตนอยู่จริงเช่นกัน



    ในเวิร์สแบร์อนายของเรา บทนี้เชื่อมโยงได้กับ:

    a <--> b: 

    01: whiskey -  'บาร์' ที่พูดถึง ครั้งแรกที่แบร์และพี่นายเจอกัน จากมุมมองของแบร์

    02: flustered - ครั้งแรกที่แบร์และพี่นายเจอกัน จากมุมมองพี่นาย

    03: teddy bear - ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากบทนี้...



    litanies of you:

    day 1: hands - จับมือพี่นายครั้งแรก (ก็ในห้องเรียน--)

    day 4: dream - ความคิดของแบร์ ก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่นายในบาร์




    เป็นฟิคตอนที่เขียนยากและนานที่สุดที่เคยเขียนมาสำหรับคู่นี้


    ถ้าอ่านยาวมาถึงตรงนี้ก็อยากขอบคุณ คุณมากๆ (คุณนั่นแหละ!)


    อีกแปดตอน คนจะอ่านสักกี่คนส่วนตัวเราก็อยากเขียนให้จบอยู่ดี ไหนๆ ก็มาไกลขนาดนี้แล้ว 


    ไม่เคยคิดว่าตอนเริ่มเขียนเมื่อกันยาที่แล้ว จะมาถึงจุดนี้


    อยู่กับแบร์และพี่นายเวอร์ fictional ของเรามานาน พยายามคิดหลายมุม จริงจังเว่อร์


    มาคุย / ทักทายกันได้ที่ทวิตนะคะ <3


    ขอบคุณทุกกำลังใจเสมอ


    x


    ข้าวเอง.



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in