litanies of you.sweetsingularity
day 22: clothes

    • “แ-่ง ยังกะเพลงนังเทย์เลยว่ะ”


    • ผมมองหน้าไอ้แฮซ

    • กระดกอเมริกาโน่ลงไปอึกใหญ่ ปกติก็ดื่มไม่ลงหรอก กาแฟดำขมๆ อะไรนี่ แต่วันนี้สถานการณ์บังคับจริงจัง (สถานการณ์ที่ว่าคือฟินน์ยอมเปิดร้านให้เช้ากว่าปกติครึ่งชั่วโมงในวันเสาร์ และตัวผมเองก็มึนค้างเสียจนถามหาอะไรก็ได้ที่จะเคลียร์สมอง

    • … ถ้าได้กล้วยอีกลูกนึงก็คงดี)



      “พูดบ้าไร ชีวิตกูไม่ใช่หนังโรแมนติก!”


      ผมโต้กลับ นิ้วไล้ตามขอบแก้วกาแฟเล่น ไม่กล้าหันมองเคาน์เตอร์

    • …. เดี๋ยวจะโดนรังสีอำมหิตจากตาหนุ่มแว่นเข้า



      เพื่อนรักผมกลอกตา ยกแก้ววานิลลา ลาเต้ (หวานน้อย) ของมันขึ้นมาดม

      “หรอ”


      ผมถอนหายใจ


      “…กูหมายถึงเพลงอกหัก” ไอ้แฮซชนแก้วกับแก้วนิ่งๆของผม “ ‘now i’m standing alone, in a crowded room, and we’re not speaking.’ เคยฟังป่ะ”

    • ทีผมกลอกตาบ้าง เอนตัวพิงพนักเก้าอี้และกอดอก เม้มปากใส่มัน


      “ก็ทำเป็นไม่รู้จักกัน ทั้งที่อยู่ในห้องเดียวกัน

    • …. หัวใจมันเจ็บนะเว้ย”




      โลกนี้ไม่มีที่ยืนสำหรับคนใจอ่อน

    • บทความเขาว่าไว้อย่างนั้น


    • ผมก็รู้ของผมว่าแพ้สงครามกับตัวเองครั้งนี้แล้วแน่ๆ ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม


      จะว่าเราสองคนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมก็จำไม่ได้


      ถูกแล้ว

      คุณจะกล่าวหาผมอย่างนั้นก็ได้


      ผมดื้อไม่ยอมจะเข้าใจเอง


      ยิ่งห่าง ก็ยิ่งโหยหา

    • ยิ่งไม่เจอ ไม่ได้คุย ไม่ได้ยินเสียง ก็ยิ่งคิดถึง


      งอแง หมกมุ่นกับของรักที่ถูกพรากไปเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง เพราะหัวใจที่เคยสูบฉีดด้วยเขานั้นว่างเปล่า อ่อนแอ เพลียพ่าย เพราะหมดแรงจูงใจจะเต้นต่อ

    • วิทยาศาสตร์อธิบายเหตุผลที่ความคิดผมมักวิ่งกลับไปหาพี่นาย
    • ปรัชญาบอกให้ผมก้าวผ่านอดีต

    • หัวใจสั่งให้นิ้วผมให้ไถผ่านรูปคู่ใน Camera Roll เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




      “โกหก”

      คำ(กล่าวหา)ของไอ้แฮซเหมือนหมัดฮุกโดนท้องผมเต็มๆ

      “มึงไม่รู้ว่าพี่นายอยู่ในห้องนั้นจริงอะ”

    • ผมส่ายหน้า เอาฝ่ามือทาบอก

      “สาบาน กูจะมองหาเขาทำเพื่อ--“

    • ไอ้แฮซผิวปาก เอียงแก้วมองกาแฟที่เหลือ

      “…เห็นก็ตอนเขาเงยหน้ามาทางกู”

    • ผมเลียริมฝีปาก รสขมของกาแฟดำยังติดลิ้น เหมาะกับกองหยากไย่เละรุงรังในหัวผมดี

      และลานทะเลทรายกลางใจนั่นอีกละ

      “ตาก็ไม่แม้แต่ได้สบ... กูถามคำถามทั้งที”



      จำได้ว่าพี่นายเคยยิ้มกับประโยคนี้ในหน้าเว็บเพจข่าวอะไรสักอย่าง (คล้ายจะเป็น IndieWire)

      เรื่องเล็กน้อยเบื้องหลังกองถ่ายที่สะกิดใจผม

      จนยกมือเอ่ยปากถาม สายตาก็เหลือบไปเห็นหนุ่มผมหยิกหันมองตามเสียง


      รับรู้ถึงกันและกัน
    • แล้วหลบสายตาเหมือนเป็นแม่เหล็กขั้วเดียวกัน



      เป็นอย่างนั้นรึเปล่านะ

      เราเลิกเป็นขั้วตรงข้ามกันแล้วหรือ



      ไอ้แฮซหัวเราะเสียงเบา ดื่มกาแฟหยดสุดท้ายแล้วเอื้อมมือมาตบบ่าผม

      “แบร์” เสียงนุ่มเรียกผมอย่างช้า ชัด "มึงต้องลืมเขา”

      (พูดง่ายนี่ ไม่ใช่หัวใจมึง ไม่ใช่สมองในห้วงอกหักที่แสนโง่เง่าของมึงนิ)


      “…. แต่กูคิดถึงเขา--“



      คิดถึง

      อารมณ์อ่อนไหวที่ไร้สาระเหลือเกินในเวลานี้

      คิดถึง

      ที่เขาว่าเราสูญเสียการควบคุมความคิดเรื่องเหตุผลเกี่ยวกับคนๆนั้นอย่างหนักหน่วงเมื่อสิ่งที่อยากได้หลุดลอย เมื่อสิ่งที่เคยกระตุ้นส่วนความอยากกระหายของสมองหายไปจากชีวิต ก็คงจริง

      คิดถึง
    • รอยยิ้มของพี่นายข้างหมอนเมื่อผมสะดุ้งตื่นเพราะนาฬิกาปลุก
    • เสียงหัวเราะคุ้นหูเวลาผมตั้งหมัดทำท่าจะชกอะไรเล่น


      ลมหายใจรวยรินเป็นระยะ ยามริมฝีปากของผมค่อยไล่จูบกลางอกขาว
    • ต่ำลงไป
    • ต่ำลงไป...




      “ไม่ได้บอกให้ทำตอนนี้เลย--แหม่”

      พ่อนักร้องคนดียิ้ม นิ้วเคาะที่จับแก้วผม


      “....กาแฟเย็นหมดแล้ว”


      ผมกัดริมฝีปากล่าง 

    • หดมือสองข้างเข้าในแขนเสื้อเชิ้ตตัวเอง



      “เสื้อขาวตัวนั้นของพี่เขาอะมึง”

      ไอ้แฮซขมวดคิ้ว ขยับตัวมาใกล้ผม

      ​“ตัวไหนวะ”
    • “ตัวนั้นอ่ะ ตัวที่--“

      “อ๋อ ตัวที่--“

      “เออ ตัวนั้นแหละ”



      ดันใส่มาคืนนั้นอีก

      ผมเห็นละตัวแทบสั่น ผิวจะลุกเป็นไฟ



      คนอย่างผมแพ้ไม่กี่อย่างในโลก

    • และเสื้อเชิ้ตขาวตัวโปร่งของพี่อนายรินก็เป็นหนึ่งในนั้น



      เสียงเตือนแสบหูจากมือถือในกระเป๋ากางเกงดังขึ้น

    • ดึงผมกลับมาปัจจุบัน



      หยิบมือถือขึ้นมากดปลดล๊อคอ่านข้อความ แล้วขยับตัวลุกจากที่นั่ง

      “เอ้ย”  ผมจิบกาแฟบอกลาแก้ว จะให้ดื่มให้หมดคงไม่มีทาง 

    • รีบพูดประโยคต่อมารัวเร็ว ก่อนจะสาวเท้าออกร้าน 

    • “… พี่นายตื่นแล้วว่ะ กลับหอละ! บาย!”




      เหมือนได้ยินเสียงโหวกเวกของไอ้แฮซตามหลังผมมาแทนตอนรอรถบัสหน้าป้ายที่คิงส์เวย์

      “เดี๋ยว— เสื้อเชิ้ตขาว...  ก็เสื้อมึง....

      …….

      ไอ้เห้แบร์!!!

      ไอ้แบร์ มึงกลับมาสิวะ!!


      อย่าบอกนะว่า--“




      //


      อย่าลืมติดแทก #kpfic ติชมน้า


      เป็นอีกคู่ที่เขียนข้ามปี5555

      เพิ่งลงล๊อกก็ตอนตัดสินใจเขียนโมเม้นท์นี้แหละ

      ไปค่ะ


    • (จริงๆตอนเล่าให้เพื่อนฟัง นางถามเพลง Bad Blood หรอ
    • นี่บอกไม่ใช่!!!)


    • I've never heard silence quite this loud.
    • รู้ว่าเป็น era ที่นางเทย์ move on แล้วโตขึ้นจากตอนนั้นเยอะแล้วนะ
    • แต่เพิ่งฟังละซึ้งกับตัวเองก็คืนนั้น


      มาคุย / ทักทายกันได้ที่ทวิตนะคะ <3

      ขอบคุณทุกกำลังใจเสมอค่ะ

      x


      ข้าวเอง.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in