ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาวชุติมา
09 : งานที่สามในรอบหนึ่งปี









  •          และวันถัดมารัฐบาลประกาศลดระดับการล้อคดาวน์ไปอยู่ที่ เลเวล2 ก็คือคนเริ่มออกไปทำงานได้ตามปกติ แต่ห้ามชุุมนุมกันเกินถ้าจำไม่ผิดน่าจะสิบคน และยังให้รักษาระยะห่างเหมือนเดิม เราตื่นเช้ามาเตรียมตัวไปเริ่มงานใหม่อีกครั้ง และในช่วงที่เราทำงานโรงแรมเราก็ได้ทำงานร้านอาหารไทยตอนเย็นควบคู่ไปด้วย สี่วันต่ออาทิตย์ ซึ่งตอนนั้นไม่เหนื่อยเลยเพราะงานโรงเเรมเลิกไว สามโมงเลิกแล้วกลับมาบ้านพักผ่อน สี่โมงสิบออกไปทำงานร้านอาหารต่อ แล้วร้านอาหารเดินไปจากบ้านห้านาทีถึง และเลิกงานร้านอาหารประมาณสี่ทุ่ม ถือว่าช่วงนั้นโอเคเลย แต่พอเราได้เริ่มงานโรงงานที่ใหม่มันเริ่มไม่โอเคกับการทำงานสองงาน เพราะงานใหม่ไม่ได้ใกล้บ้านแบบงานเก่าต้องตื่นเช้า เจ็ดโมงห้านาที คือเวลาประจำที่เราต้องขึ้ยรถเมล์ไปถึงที่ทำงานแปดโมง คือใช้พลังงานเยอะมากกกในแต่ละวันและเราก็ยังฝืนทำงานร้านอาหารต่อไปอีกสองอาทิตย์ คือเลิกงานจากโรงงานสี่โมงครึ่งนั่งรถเมล์กลับบ้าน และขอเข้างานร้านอาหารตอนห้าโมงครึ่ง แต่จุดที่ทำให้เรารู้สึกว่า ไม่โอเคเหนื่อยเกินไปแล้วก็คือ เราเลิกงานจากร้านอาหารและเหนื่อยมาก กำลังเข้าประตูที่พักและเห็นคนกำลังปิดลิฟ ต่อหน้าต่อตาเราแบบโมโหและตะโกน F*** จังหวะนั่นเราช็อคตัวเอง ปกติเราไม่ใช่คนขี้โมโหง่ายขนาดนั้น คือปกติก็แค่รอลิฟตัวใหม่ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้ละ เรากำลังทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไป จนแบบมันไม่มีความสุขไปหมด กลายเป็นคนขี้โมโหกับอะไรเล็กๆน้อยๆ เราเลยตั้งสินใจออกจากงานร้านอาหาร

             ต้องเล่าก่อนว่าโรงงานใหม่ที่เราไปทำเกี่ยวกับอาหาร เป็นโรงงาน repack ให้บริษัทนึง เอาจริงๆเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก กำลังมาแรงสำหรับยุคนี้เราว่า และมันตอบโจทย์สำหรับคนยุคใหม่ที่แบบไม่มีเวลาไปซื้อของตามซุปเปอร์และช่วยแก้ไขปัญหาที่ทุกคนเจออยู่บ่อยครั้งคือ วันนี้ทำอะไรกินดี ทางบริษัทจะคิดเมนูให้และมีวิธีการทำมาให้พร้อมเลยในกล่อง คือลูกค้าแค่ไปสั่งออนไลน์ว่าต้องการอาหารโปรแกรมไหน เค้ามีหมดอาหารเน้นโปรตีน อาหารของคนกินเจ และอื่นๆอีกเยอะเเยะเต็มไปหมด ต้องการอาหารสำหรับกี่คน ต้องการกี่มื้อต่อสัปดาห์ และเค้าจะแพคในกล่องส่งให้ถึงบ้านเลย และในกล่องๆก็จะมีปริมาณอาหารตามที่ลูกค้าสั่งๆ เช่น พาสต้าสำหรับสองที่ ในกล่องก็จะมีทุกอย่าง ชีส เส้น เนื้อสัตว์ ผัก ผงต่างๆ ที่ใช้สำหรับการทำพาสต้า
      
    โรงงานเราคือ repack ชีส และพวกผักดองฝรั่ง ผักดองกิมจิ และผสมผงเครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร และตำแหน่งที่เราได้ทำคือผสมเครื่องเทศ วันแรกที่ไปเลยคือไม่ชินกับกลิ่นเครื่องเทศรู้สึกมันกลิ่นแรงมาก แบบกลิ่นเหมือนร้านขายเครื่องเทศอินเดียแบบนั้นเลย หน้าที่ของเราคือผงเครื่องเทศ ทุกวันจันทร์จะมีใบออเดอร์มาให้ว่าอาทิตย์นี่ต้องผสมอะไรบ้าง และอย่างละกี่กิโล ซึ่งอาทิตย์นึงมันก็จะประมาณ10ชนิดขึ้นไปแต่ไม่เกิน 15 ชนิด และปริมาณที่ต้องการแต่ละชนิดก็แต่งต่างกันออกไปแต่ คือหลังสามสิบสี่สิบกิโลขึ้นไป และในใบออเดอร์จะบอกหมดทุกอย่าง แบบ ผงชื่อนี้ มีส่วนผสมอะไรบ้าง อย่างละกี่เปอร์เซ็น และมีเครื่องผสมใหญ่ เราก็ใส่ส่วนผสมทุกอย่างลงไปในเครื่องและเครื่องทำการผสมระยะเวลาในการตีเครื่องผสม ขึ้นอยู่กับจำนวนที่เราผสม จะว่าสนุกไหมงานนี่มันก็สนุกเหมือนได้ออกกำลังกายอย่างหนักแบบทุกวัน เพราะเครื่องเทศมาเป็นถุงใหญ่แบบถุงละ25 กิโล เพราะทุกอาทิตย์เราต้องเช็คสต็อกและออเดอร์ผงเครื่องเทศเพิ่ม และทุกครั้งที่เครื่องเทศมาส่ง เราต้องเติมสต้อกแบกถุง 25กิโล จัดให้เข้าที่เข้าทาง คือช่วงที่เราทำงานที่นั้นคือร่างกายฟิตและหุ่นเฟิร์มมาก แบบไม่ต้องไปยิม เพราะงานที่ทำคือหนักว่าไปยิมอีก คือใช้แรงงานร่างกายตัวเองจนร่อง11 ขึ้น
    โรงงานเราเป็นโรงงานไม่ใหญ่มาก มีพนักงานทั้งหมดแปดคน มีแผนกแพ็คชีสและพวกผักดองสามคน คนขับรถบรรทุก คนรับออเดอร์ เจ้าของบริษัท และแผนกเราสองคน มีเรากับน้องผู้ชาย น้องผู้ชายทำหน้าที่เฝ้าเครื่องแพ็คผงที่เราผสมเสร็จแล้วลงในถุงเล็กๆตามจำนวนที่ออเดอร์กำหนดมา เพราะด้วยโรงงานไม่ให้มันเลยไม่ค่อยเป็นระบบ และเจ้านายคือใช้แรงงานพนักงานได้เกินกว่าคำว่าคุ้มมากๆ มีอยู่ช่วงนึงงานเราไม่ค่อยยุ่งเลยให้เราไปช่วยฝั่งแพ็คผักและให้เราทำหน้าที่เปิดกระป๋องผักดองมันจะเป็นกระป๋องใหญ่ๆหนักสามโล และใช้เครื่องเปิดแบบหมุนมือ คือเราหมุนเปิดกระป๋องอยู่หลายอาทิตย์เป็นพันๆอัน จนเราปวดหัวไหล่ 

    (ตัวอย่างเครื่องเปิดกระป๋องแบบหมุนๆมือที่เราพูดถึง)

              ด้วยความที่งานมันหนักค่าแรงก็เลยมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และเพื่อนๆที่ทำงานน่ารักมากทุกคน ยกเว้นเจ้าของ คือเจ้าของบริษัทก็ถือว่าเป็นคนดีคนนึง พื้นเพเป็นคนที่อื่น แต่ย้ายมาอยู่ประเทศนิวซีแลนด์ได้สามสิบกว่าปีแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเค้าเป็นคนที่ขยันและทำงานเก่งมากมีหัวทางด้านธุรกิจมากๆและรักลูกน้อง แต่ก็มีความหัวงูมากด้วยเช่นกัน ตอนแรกเราก็คิดว่า เออนางเป็นเจ้านายเฟรนลี่ทั่วไปคนนึง แต่หลังๆเริ่มแบบไม่ใช่ละเรารู้สึกถึงพลังงานแปลกๆ เริ่มมีคำพูดคำจาการกระทำที่แบบส่องว่า เธอมีพิรุจนะ ไอเราก็เลยแบบอะเปิดใจคุยกับเพื่อนที่ทำงาน สรุปไม่ได้เป็นกับเราคนเดียวคือเป็นกับทุกคนในที่ทำงานที่เป็นผู้หญิง งงมากจ้าาา คือมันไม่ได้ sexual harassment แบบที่รุนแรง มันอารมณ์แบบหยอดๆไปเผื่อโชคจะเข้าข้างลุงบ้าง ฟิวแบบนั้น กลายเป็นว่าผู้หญิงทุกคนรู้กันทั้งบริษัทว่านางมีนิสัยแบบนี้ ทุกคนช่วยกันระวังตัว แต่ก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น
    สามเดือนที่ทำงานอยู่ที่นี่เอาจริงๆเราแฮปปี้นะ ได้ความรู้และข้อคิดในการใช้ชีวิตเยอะมากจากเจ้าของบริษัท และก็ได้เพื่อนที่ถึงทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ คือสามเดือนผ่านไปไวมาก และเราวางแผนไว้ว่าจะลาออกตอนเดือนพฤศจิกายน เพราะวีซ่าเราจะครบปีนึงตอนสิ้นเดือนและตั้งใจตั้งแต่ก่อนมาที่นี่ว่าจะเที่ยวให้ทั่วนิวซีแลนด์ก่อนกลับไทย 

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in