ดินแดนแห่งเมฆยาวสีขาวชุติมา
08 : สวัสดีจ้าาาาเจ้าโควิคตัวร้าย
  •          เมื่อได้งานโรงแรมสมใจถึงจะเป็นแผนกที่ไม่ค่อยจะได้สนทนากับลูกค้าแต่ก็ยังเป็นส่วนนึงของงานบริการ ทำให้เราแฮปปี้และที่แฮปปี้ไปมากกว่านั้นคือประหยัดเวลาและเงินในการเดินทางไปทำงาน คือตื่นก่อนเข้างานห้านาทีก็ยังไปเข้างานทันเวลา งานแม่บ้านที่เราทำเข้างานแปดโมงเช้าไปถึงก็เรียกว่า มอนิ่งมิตติ้ง ละกัน หัวหน้าแผนกก็มาอัพเดทว่าวันนี้เช็คเอ้ากี่ห้อง เช็คอินกี่ห้อง แล้วห้องไหนใครรับผิดชอบ ทุกคนจะได้กระดาษA4 คนละหนึ่งใบ รายละเอียดในกระดาษก็จะมี จำนวนห้องที่เราต้องทำความสะอาด ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนแขกในแต่ละวัน และเลขห้อง การทำความสะอาดแบ่งออกเป็นสองแบ่ง ห้องที่เเขกเช็คเอ้า เราก็จะทำความสะอาดแบบทุกมุมเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ล้างห้องน้ำ ดูดฝุ่น เช็ดฝุ่น และอื่นๆ ส่วนอีกแบบนึงคือห้องที่แขกอยู่ต่อ (ห้องนี่คือลุ้นมากกกลุ้นให้แขกแขวนป้าย Do not disturb หมายถึงห้ามรบกวน ก็แสดงว่าเราไม่ต้องทำความสะอาดห้องนั้น )พอมิตติ้งเสร็จก็เป็นเวลาของสภากาแฟ พอกินกาแฟเสร็จประมาณแปดโมงครึ่งก็จะขึ้นฟอลคือไปตามชั้นของตัวเอง และทุกคนจะมีรถประจำตำแหน่ง ก็คือรถที่อุปกรณ์ทุกอย่างครบครันในการทำความสะอาดห้อง
              แต่ส่วนมากหนึ่งชั่วโมงแรกจะยังไม่มีแขกเช็คเอ้า ก็จะพยายามหาอะไรทำฆ่าเวลาไป แล้วมันจะมีช่วงวุ่นวายก็ก่อนใกล้เวลาเช็คเอ้า เวลาเช็คเอ้าที่นี่คือ 11 โมงหลังจากนั้นแหละวุ่นวายมาก คือต้องรีบทำแข่งกับเวลา แต่ก็ถือว่าสนุกดี และเพื่อนร่วมงานน่ารัก ถ้าทำเสร็จไวก็จะมาช่วยเพื่อนที่เหลือห้องเยอะๆ เลิกงานไม่เคยเกิน สี่โมง เพราะเวลาเช็คอินคือสามโมง ทุกอย่างต้องพร้อมก่อนสามโมง เมื่อเราส่งกระดาษคืนให้หัวหน้า หัวหน้าก็จะทำการเช็คห้องอีกที่ว่าสะอาดไหม ผ่านไหม ก่อนจะส่งแขกเข้ามาพัก
      
    ในระหว่างที่เริ่มงานนี่ก็เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับไวรัสโควิค 19 แต่ ณ ตอนนั้นมันเพิ่มเริ่มต้นยังไม่ได้แพร่กระจายมาถึงนิวซีแลนด์ และตอนนั้นยังไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากเกี่ยวกับเชื้อนี้ แต่ก็ตามข่าวตลอดและคิดว่ามันยังไกลตัว จนกระทั้งทำงานไปได้สองอาทิตย์ วันที่ 25 มีนาคม 2020 นิวซีแลนด์ประกาศล้อกดาวน์เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการล้อกดาวน์ระดับสี่ คือให้ทุกคนอยู่แต่บ้าน อย่าออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ถ้าออกไปซื้ออาหารต้องใส่ mask และคนที่นี่คือมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากประมาณนึง ถนนหนทางคือเงียบ เหมือนเมืองร้าง มองออกไปนอกหน้าต่างคือไม่เห็นใครเลย เราแบบกุเพิ่งเริ่มงานได้สองอาทิตย์ กำลังมีรายได้ต้องกลับมาสู่โหมดเก็บตัวฟิวตอนยังหางานไม่ได้อีกครั้ง อาทิตย์แรกผ่านไปด้วยความยัง งงๆ เอาจริงทุกคนยังงงเพราะว่ายังไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากมายเกี่ยวกับเชื้อนี้ และตอนนั้นเรากังวลแค่เงินเก็บเราจะใช้ได้อีกกี่เดือน แล้วอีกกี่เดือนอิเชื้อนี้จะหมดไป (ไม่มีใครคิดหรอกว่าถึงตอนนี้ปีกว่าแล้วเจ้าเชื้อตัวร้ายก็ยังอยู่กับเรา) จนรัฐบาลประกาศจะให้เงินสนันสนุบช่วงล้อคดาวน์ให้กับธุรกิจต่างๆที่ได้รับผลกระทบ และให้เงินทั้งลูกจ้างและนายจ้าง นั่นก็คือ Subsidy
             จุดนั้นคือรู้สึกผิดเลยที่ชอบบ่นว่าต้องจ่ายภาษีเยอะจัง แต่พอมันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วรัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือแบบเต็มไม้เต็มมือ นี่แบบเออ เข้าใจเลยว่าเราจ่ายภาษีไปเพื่ออะไร (ในจังหวะที่พิมประโยคนี้ทำให้นึกถึงใครบางคนที่แม่ง เอาภาษีประเทศไทยไปใช้เป็นการส่วนตัว โดนไม่สนใจว่าคนไทยตอนนี้จะเดือดร้อนแค่ไหน อะโมโหเลย)
      
             และล้อคดาวน์นั้นดำเนินต่อไปประมาณเดือนกว่าๆ เเละการล้อคดาวน์ก็ทำให้เราเข้าใจคำว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม คืออยู่เดี่ยวได้แหละ แต่มันเหงามากกกก มันแบบว่างอะ ออกไปไหนไม่ได้ แค่ออกไปเดินสวนสาธารณะใกล้บ้านก็ยังไม่ได้ในช่วงล้อคดาวน์ระดับสี่ และจุดจุดนี้แหละ ที่เราได้ทำความรู้จักกับทินเด้อ อย่างเป็นทางการ ก็ได้แต่ปัดซ้ายทีขวาที มีคนคุยบ้าง แต่มันก็ยังไม่ช่วยให้หายเหงา และในระหว่างนั้นเราก็เริ่มแบบอยากทำงานอะ เหงาไม่ไหวแล้ว คือมันจะมีงานที่เป็นข้อยกเว้นที่ยังสามารถไปทำได้ในช่วงล้อคดาวน์ก็คืองานที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ เกี่ยวกับอาหารยาต่างๆ เราเลยเข้าเวปไซค์หางานอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ง่ายดายมากกกกก สมัครวันนี้ตอนเช้าบ่ายๆโทรมาสัมภาษณ์ และให้เข้าไปที่โรงงานพรุ่งนี้เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบรวดเร็ว เห้ยยย จริงหรอหว่ะ ปกติมันต้องยากดิ ครั้งนี้ทำไมมันง่ายจัง หรือว่าเรามันเป็นผู้หญิงที่น่ารักมากและโชคดีมากเช่นกัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in