My Life as Au Pair in AmericaMy life as Noel
My Life before Au Pair (How to be an Au Pair)
  •       What's up Y'all! เฮลโหลววววว สวัสดีค่ะทุกคน เราอยากมีพื้นที่ในการเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองในอเมริกาให้ทุกคนได้ฟังอาจเป็นเพราะอยู่ที่นี่มีเวลาว่างมากมั้งเลยอยากหาอะไรทำ ฮ่าๆ เราชื่อ แจน ตอนนี้เป็นออแพร์ (Au Pair) หรือพี่เลี้ยงเด็กอยู่ที่เมือง Birmingham รัฐ Alabama (เราไม่รู้ว่าเป็นออแพร์ไทยคนแรกที่มาอยู่ที่ Alabama รึปล่าว พี่เอเจนซี่บอกเราว่าไม่เคยมีใครเลือกมาแอละแบม่าเลยอ่ะแก...) หลายๆคนอาจจะไม่เคยนึกถึง ไม่รู้จัก Alabama ด้วยซ้ำ (เราคนหนึ่งอ่ะที่ไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ Alabama เลย) ว่ามีอะไรน่าสนใจ ถ้าหากใครเคยดูหนังเรื่อง Forrest Gump (1994) ก็คงได้ยินชื่อรัฐนี้ผ่านหูมาบ้างเนอะ... 

       แต่ก่อนที่เราจะเล่าเรื่องราวของตัวเองเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ในอเมริกา เราอยากให้ข้อมูลและอธิบายก่อนว่าอะไรคือออแพร์  Au Pair ทำอะไร ยังไง ถึงได้มาเป็นออแพร์  บางคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโครงการผ่านๆมาบ้างแล้ว เดี๋ยววันนี้มาลองทำความเข้าใจอีกสักนิดละกัน :)  

    Au Pair หรือโครงการออแพร์ เป็นโครงงานที่เราสามารถทำงานในประเทศอเมริกาได้อย่างถูกกฎหมายและได้พักอาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์หรือ host family  ซึ่งโครงการนี้ถือว่าเสียค่าโครงการถูกมาก ถ้าเปรียบเทียบกับเรียนต่อ แต่ก็แล้วแต่จุดประสงค์ของแต่ละคนว่าอยากได้อะไรจากโครงการมากกว่า ถ้าอยากฝึกภาษาและได้ประสบการณ์การใหม่ๆ โครงการออแพร์ก็เป็นตัวเลือกที่ดีและน่าสนใจ

    ข้อดีและข้อเสียของการเป็นออแพร์ (Au Pair) ในมุมมองของเราเอง

    1. เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

    - ข้อดี ถ้าพูดถึงการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวที่นี่คือ เราไม่ต้องเสียค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟและค่าโทรศัพท์ เพราะตรงนี้โฮสแฟมมิลี่เป็นคนจ่ายและรับผิดชอบให้เราทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัว บางครอบครัวให้เงินรายอาทิตย์ให้จับจ่ายใช้สอยซื้ออาหารหรืออะไรก็ว่าไปตามจำนวนเงินที่ให้ หรือของใช้ส่วนตัวบางอย่างเช่น สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เราก็ขอให้โฮสซื้อให้ได้ (แต่เราเลือกซื้อเองเพราะมีแบรนด์ที่ซื้อเองใช้เองประจำ ถ้าให้โฮสซื้อให้ก็จะต้องเป็นแบรนด์ที่โฮสเลือกให้เพราะฉะนั้นเราโอเคกับการซื้อใช้เองมากกว่า) 

    Noteข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือเราได้ทำกิจกรรมต่างๆกับครอบครัวโฮส อย่างเช่น Easter ที่ผ่านมาเราก็ได้เซอร์ไพร์ตะกร้าขนมจากโฮส หรือตอนที่ไปเที่ยวนอกสถานที่โฮสก็ออกค่าใช้จ่ายให้หมด (ตรงนี้เราเลือกได้ว่าจะไปด้วยหรือไม่ไปก็ได้) 

    - ข้อเสีย สำหรับครอบครัวของเรา ถ้าเราอยากกินอะไรอยากได้อะไรก็ให้บอกเพราะโฮสจะเป็นคนซื้อให้ แต่บางทีเราก็เขินที่จะบอกว่า เออเราอยากได้นู่นนี่นั่นนะ แต่ทุกอาทิตย์เราก็จะบอกว่าเราอยากได้ไก่งวงกับผักเอาไว้ทำกับข้าวของเราเองนะ ขนมปังบ้าง โอริโอ้บ้าง โฮสก็ซื้อไว้ให้ แต่ปกติพวกขนมหรืออะไรที่คนในบ้านไม่ได้กินด้วยเราก็จะซื้อเองเพราะรู้สึกว่าขอให้โฮสซื้อให้ตลอดก็แปลกๆ (นี่ชอบกินขนมจุกจิก ฮ่าๆ) 

    Note: สุดท้ายโฮสจะเป็นยังไงก็อยู่ที่ดวงของเราเอง โฮสดีก็ถือว่าเราโชคดีไป ถ้าโฮสไม่ดีก็แย่หน่อย

    2. ลงเรียนวิชาหรือคลอสเรียนอะไรก็ได้ที่เราสนใจ

    - ข้อดี การเป็นออแพร์เราไม่ได้วีซ่าทำงานนะ เรามาในฐานะนักเรียน เพราะฉะนั้นวีซ่าที่เราได้คือ Visa J-1 โครงการเลยบังคับให้เราเรียนวิชาอะไรก็ได้ให้ได้ 6 หน่วยกิจ (credits) และที่สำคัญกว่านั้นคือเราไม่ต้องเสียค่าเรียนเองด้วย! โฮสแฟมมิลี่จ่ายค่าเรียนให้เรา $500 

    - ข้อเสีย บางวิชาหน่วยกิจอาจจะไม่ครบและเราก็ต้องเลือกลงเรียนเพิ่มอีกวิชา ค่าเรียนตรงนี้ถ้าหากโฮสจ่ายให้เราครบ $500 แล้วเราก็ต้องเสียค่าเรียนเพิ่มเอง ปกติออแพร์คนอื่นจะเลือกเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งบางมหาวิทยาลัยไม่ต้องเสียค่าเรียน เรียนฟรีแถมยังได้หน่วยกิจครบ! 

    Note: เราจบสาขาวิชาภาษาอังกฤษมาแล้วเลยอยากเลือกเรียนวิชาอื่น เราสนใจภาษาสเปน แต่วิชาสเปนหน่วยกิจแค่ 4 หน่วยกิจและค่าเรียนที่ UAB (University of Alabama) ก็น่าจะแพง เราเลยเลือกลงเรียน Au Pair Weekend Course แทนและจ่ายเพิ่มเองไปประมาณ $300 ยังไม่รวมตั๋วเครื่องบิน ฮ่าๆ เราไม่ได้ซีเรียสอะไร ถือว่าได้เที่ยวด้วย

    3. ได้รับเงินรายอาทิตย์ประมาณ $195 - $200

    - ข้อดี ได้ที่อยู่ฟรีแถมยังได้รับค่าจ้างรายอาทิตย์ก็ฟังดูไม่แย่นะ เงินตรงนี้เป็นของเราเองที่เราสามารถจับจ่าย ใช้สอย ช้อปปิ้งแบบไม่ลืมหูลืมตาได้ โฮสจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินตรงนี้ของเรา 

    - ข้อเสีย จำนวนเงินประมาณนี้ถือว่าค่อนข้างน้อยถ้าหากเปรียบเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำที่อเมริกา แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีวิธีการเก็บเงิน บริหารการใช้เงินยังไงและที่สำคัญคือเราก็ต้องเสียภาษีที่นี้ด้วย! เพราะฉะนั้นเราก็ต้องคิดเผื่อถึงปีหน้าด้วยว่าเราจะต้องมีเงินจำนวนหนึ่งไว้เสียภาษีนะ!

    Note: โฮสเราช่วยเราจัดการเรื่องเก็บเงินคือ ให้เราเปิดบัญชีธนาคารสองประเภทคือ Checking สำหรับเงินที่เราใช้ประจำกับ Saving เอาไว้ฝาก ทุกๆวันศุกร์โฮสจะโอนเงินเข้าบัญชี Checking ให้ $180 และ $20 เข้าบัญชี Saving เพื่อเป็นเงินฝากไว้จ่ายภาษี (ซึ่งนี่ก็แอบโอนเอามาใช้บ้างครั้งคราว ฮ่าๆ)

    4. มีโอกาสได้เจอกับคนจากหลากหลายประเทศ

    - ข้อดี ก่อนที่เราจะไปเจอครอบครัวอุปถัมถ์ออแพร์ทุกคนต้องเข้า Training Program ที่ New York ก่อนเป็นเวลา 4 วันซึ่งตรงนี้จะทำให้เราได้มีโอกาสเจอกับเพื่อนๆอแพร์คนอื่นที่มากจากหลากหลายประเทศซึ่งถือว่าเป็นประสบการ์ที่สนุกและคุ้มค่ามากๆ

    - ข้อเสีย ในความคิดของเรา เราคิดว่าถ้าหากเรามีกลุ่มเพื่อนเยอะๆเนี่ยก็จะมีโอกาสรู้จักและเข้าหาคนได้ง่าย ช่วงที่เราไปที่ Training School มีคนไทยแค่สองคนคือเรากับเพื่อนอีกคนที่อยู่ San Francisco วันแรกๆก็จะเหงาๆหน่อยเพราะทุกคนอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่เพราะมาจากประเทศเดียวกัน แถบเดียวกัน ภาษาเดียวกัน มันเลยค่อนข้างยากที่จะเข้าถึง แต่ก็ไม่ได้แย่นะถ้าเรากล้าเข้าหาคน ทุกๆคนมาที่นี่เพราะอยากรู้จักคนใหม่ๆ อยู่แล้ว ถูกมั้ย  ;) 

    5. Take Vacation in America!

    - ข้อดี ตามกฎของการเป็นอแพร์คือ 1 เดือนต้องมีหนึ่งอาทิตย์ที่ได้หยุด เสาร์-อาทิตย์ติดกัน (1 Weekend off/month) และภายในหนี่งอาทิตย์นั้นจะต้องมีวันหยุด 1 วันเต็มๆก็อีกครึ่งวัน (1 day and a half/week) และภายใน 1 ปีเราสามารถลาหยุดได้ 2 อาทิตย์ (2 weeks off) พร้อมได้รับเงินรายอาทิตย์  

    Noteยังไงก็ตามขึ้นอยู่กับตารางงานของแต่ละครอบครัวออแพร์บางคนได้หยุด เสาร์-อาทิตย์ทุกอาทิตย์ก็จะมีเวลาเที่ยวเยอะหน่อย 

    - ข้อเสีย บ้านที่เราอยู่ด้วยส่วนมากให้ทำงานทุก เสาร์-อาทิตย์ เราเลยไม่ค่อยมีโอกาสไปเที่ยวไหนไกลๆมันก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าหากเราโอเคกับตารางแบบนี้ก็ไม่มีปัญหา 


      แล้วทำยังไงถึงจะได้เป็นออแพร์ (Au Pair)? 
    •  อายุ 18-27 ปี (ขึ้นอยู๋กับเอเจนซี่ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถึงอายุ 26 หรือ 27 ) ตอนนี้เราอายุ 25 ค่ะ 
    • มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กประมาณ 200 ชั่วโมง (มีแบบทางการและไม่ทางการ)  ประสบการณ์ที่เป็นทางการ คือ เราเคยทำงานเป็นครูสอนเด็กอนุบาลมาก่อนประมาณ 2 ปี เลยไม่ต้องไปเก็บชั่วโมงตามโรงเรียนหรือเนสเซอรี่ ต้องมีคนเซ็นเอกสารรับรอง ประสบการณ์ที่ไม่เป็นทางการ คือ เราเคยเลี้ยงน้อง ทำค่ายเกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องมีคนเซ้นรับรองเหมือนกัน
    • ต้องขับรถได้และมีใบขับขี่รถยนต์ ตอนอยู่ไทยขับรถยนต์ตลอด แต่มาอยู่ที่นี่แทบไม่ได้แตะเลยเพราะโฮสไม่ได้อยากให้เราขับรถ แต่เราก็อยากลองขับสักวันดูเหมือนกัน ฮ่าๆ (บางครอบครัวก็ต้องการคนขับรถได้เผื่อได้ไปรับไปส่งเด็กที่โรงเรียนหรือทำกิจกรรมอื่นๆ)
    • เอกสารสำคัญต่างๆ เช่น ใบจบการศึกษา Passport ใบรับรองประวัติอาชญากรรม ใบตรวจสุขภาพ และอื่นๆ ตามที่เอเจนซี่กำหนด
    • ทักษะภาษาอังกฤษที่พอเข้าใจและสื่อสารได้ ทางเอเจนซี่จะวัดระดับภาษาเราอยู่แล้วค่ะ ขึ้นอยู่กับเอเจ้นซี่นั้นๆ ว่าจะทดสอบทักษะภาษาเราแบบไหนและเขาจะบอกเราเองว่าทักษะภาษาเราอยู่ในระดับไหน
    • เงินค่ะ 555 ค่าใช้จ่ายต่างๆก็แล้วแต่คน แล้วแต่เอเจนซี่เนอะ ของเราเก็บไว้ราวๆประมาณ 70,000 - 80,000 บาทค่ะ (รวมค่าโครงการและวีซ่า)  

    หลังจากที่มีคุณสมบัติทุกอย่างครบหมดแล้วและตัดสินใจอยากจะเป็นออแพร์จริงๆ ขั้นตอนต่อไปค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาพอสมควร แต่ก็ไม่ได้ยากและวุ่นวายขนาดนั้นนะ ถ้าเราอยากเป็นออแพร์จริงๆ :) 


             1. เลือกเอเจนซี่และเข้าฟังสัมนา เลือกเอเจนซ๊่และทำความเข้าใจกับโครงการอย่างละเอียด (ถ้าหากอยากรู้ว่าเรามากับเอเจนซี่ไหน ถามหลังไมค์ได้ค่าา) 
             2. กรอกใบสมัคร เอกสารต่างๆและหนังสือรับรองการเลี้ยงเด็ก ย่างที่บอกว่าเราต้องมีชั่วโมงเลี้ยงเด็กประมาณ 200 ชั่วโมงก็ต้องจัดการเอกสารตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อน
             3. ทำ Online Application และ วีดีโอแนะนำตัวเอง (เราต้องมีเอกสารcและส่งเอกสารครบทั้งหมดก่อนค่ะ เอเจนซี่ถึงจะให้เราทำ Online Application) Online Application และวีดีโอแนะนำตัวเองเป็นสิ่งที่บ่งบอกตัวของตัวเองและช่วยดึงดูดให้โฮสสนใจเราค่ะ เขียนดี วีดีโอน่าสนใจ โฮสก็จะสนใจเราค่ะ เหมือนเป็นการโปรโมทขายตัวเองให้โฮสเลือกเราอะไรทำนองนั้น :) 
            4. รอโฮสเข้ามาดู Online Application ของเรา ทำความรู้จักและเริ่มคุยกับโฮส ช่วงเวลานี้อาจจะใช้เวลานิดนึง พยายามอย่ารีบค่ะ ต้องเลือกบ้านที่รู้สึกว่าใช่จริงๆ เราคุยเกือบ 10 - 15 บ้าน คุยกันสามสี่เดือนก็มีแต่รู้สึกไม่ใช่ บ้านที่อยากแมชด้วยมากๆก็มี สุดท้ายก็โดนเท ฮ่าๆ 
            5. Match with Host Family  บ้านที่เราอยู่ด้วยคุยกันแค่เดือนเดียวแต่เรารู้สึกดีมาก ยิ่งตอนคุยกับเด็กยิ่งรู้สึกว่าเราน่าจะเข้ากันได้ โฮสเป็นคนขอเราแมชค่ะและโฮสก็ยอมรอเราประมาณ 2 เดือนก่อนที่เราจะบินไปอเมริกา  ออแพร์คนแรกของโฮสหมดสัญญาตอนต้นเดือนมกราคม แต่เราบินไปอเมริกาได้ตอนกลางเดือนมีนาคมโฮสก็ตัดสินใจรอค่ะ :)       
            6. จ่ายค่าโครงการและ Workshop เตรียมตัวสัมภาษณ์ Visa ค่าโครงการกับค่าวีซ่าเรารับผิดชอบจ่ายเองค่ะ    
            7.  สัมภาษณ์ Visa (Visa Interview) ช่วงที่เราสัมภาษณ์วีซ่าเป็นช่วงที่สถานการณ์ไม่ค่อยดี วีซ่าออแพร์โดนปฏิเสธกันโครมๆ เราโดนเลื่อนสัมภาษณ์ 2 รอบและได้สัมภาษณ์วีซ่าหนึ่งเดือนก่อนบินซึ่งไม่มีทางเลือกที่จะเลื่อนอีกแล้วเลยต้องเสี่ยงดวงลองดู      
            8. เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงินติดกระเป๋าไว้สักนิดแล้วก็พร้อมบิน! หลังจากนี้ไปมีแต่เรื่องสนุกๆรออยู่แน่นอน!!
    - - - - - - - - - - - - - - 
    สุดท้ายแล้วถ้าชอบก็ฝากติดตามต่อด้วยนะคะ เรามีเรื่องเล่าให้ฟังอีกเยอะแยะเลย 555
    ถ้าเนื้อหาผิดพลาดตรงไหน ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ภาษาไทยอาจจะแปลกๆงงๆบ้าง อย่าถือสากันนะ
    .
    .
    มีคำถามหรืออยากรู้อะไรเพิ่มเติม direct IG มาก็ได้เน้ออออ 
    เหงานิดๆ ว่างหน่อยๆ เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังอีก :D 
    Instragram: @noel_styles (mylifeasnoel) 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in