เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Cambridge CallPaphavee S.
Studying is no joke
  • กลับมาอีกทีก็ปิดเทอมแล้ว

    ที่หายไปก็ไม่ใช่อะไร วันๆไปหมกตัวอยู่ในห้องสมุด กรุ๊ปมีตติ้ง ปั่นงาน
    สิ่งที่เคยเขียนไปตอนสัปดาห์แรกๆว่า อู้หู้ ชิวจัง มันเป็นเรื่องลวงหลอกตาทั้งสิ้น
    พอย่างเข้าอาทิตย์ที่ 4 เป็นต้นมา จู่ๆงานและการบ้านก็เพิ่มขึ้นทวีคูณแบบเอ็กซ์โพเน็นเชียล
    ยิ่งเรียนที่เคมบริดจ์ยิ่งประสาทกิน ทำไมไม่รู้ เทอมนึงดันมีแค่ 8 อาทิตย์ 
    ทั้งที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าเรียนกัน 10-12 อาทิตย์ 
    พูดง่ายๆ เรียน 2 เดือนก็ปิดเทอมแล้วอ่ะ เปิดเทอมต้นตุลา ปิดต้นธันวา 
    เรียนยังไม่ทันซึมเข้าหัวเลย อ้าว จบแล้วเหรอ
    แต่ แต่ แต่ ข้อดีอย่างนึงก็คือ ปิดเทอมที่นี่จะยาวนานสะใจ เปิดอีกทีก็กลางมกรานู่นแหน่ะ



    กราฟอธิบายชีวิตแต่ละเทอมอันแสนสั้นของเรา บอกตรงๆว่าประสาทกิน
    ไปโรงเรียนตอนรุ่งเช้าฟ้าสลัว กลับบ้านตอนดึกๆ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
  • การเรียน จะว่าสนุกก็ไม่ใช่ จะว่าท้าทายก็ไม่เชิง คือเราเลือกมาเรียนสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่เราถนัดอ่ะนะ 
    ไอเราก็ designer to the core ก็เลยต้องใช้ความพยายามมากหน่อยในการปรับตัว 
    ไหนๆก็เล่าถึงเรื่องเรียนแล้ว เราก็ขอแจกแจงสาธยายวิชาที่เราได้เรียนมาให้ฟังเลยแล้วกัน

    เทอมแรกของเรา หรือเทอม Michaelmas จะมีเรียน 4 modules 
    ซึ่งแต่ละวิชาก็จะเป็น core modules ทั้งหมด

    วิชาแรก 

    Quantitative techniques for Management 

    เราระหว่างทำการบ้านวิชานี้ เกิดไม่เคยใช้ excel มาก่อน ก็ได้ใช้คราวนี้แหล่ะ

    เราเรียกสั้นๆว่า วิชาเลข ซึ่งถามจริงๆว่าเลขจ๋าขนาดนั้นมั้ย ก็ไม่ 5555
    วิชานี้จะเรียนพวก statistics เช่น การหา confidence interval / significance level 
    หรือสอนหัวข้ออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเป็น manager เช่น 
    decision tree diagram, simple regression, multiple regression
    หรือ(อันที่เราว่าน่าสนใจสุด) portfolio management 
    มันคือการหาโมเดลที่ดีที่สุดในการกระจายการลงทุนและความเสี่ยง 
    เหมาะแก่การเอาไปประยุกต์เล่นหุ้น หรือซื้อกองทุนเองอย่างยิ่ง 5555

    โจทย์และการบ้านส่วนใหญ่ก็ไม่เน้นคำนวณ เน้นเข้าใจคอนเซ็ปต์ 
    เพราะงั้นโจทย์มาทีก็มายาวพรืดเกินครึ่งหน้า a4 
    ก็จะยากตรงมานั่งตีความเนื้อหาว่าอันไหนคือตัวแปรอะไร และใช้สูตรไหนดีเสียมากกว่า

    ส่วนอาจารย์คนสอนน่ารักมากๆ (เป็นคนจีน ให้นึกอิมเมจว่าอารมณ์ติงลี่ เวอร์ชั่นบึกไม่เท่า)
    และสอนดีมาก สอนเป็นขั้นเป็นตอน อธิบายเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยได้หมด
    อาจจะเพราะเค้าเข้าใจด้วยว่าสอนนักเรียนคนที่ไม่มีพื้นฐานทางคณิตศาสตร์มาก่อน
    และเค้าจำชื่อนักเรียนได้ด้วย คือทั้งห้องมี 43 คน แต่ชื่อเราเค้ายังจำได้เลย :D
  • Organisational Behaviour and Analysis

    วิชาว่าด้วยการวิเคราะห์พฤติกรรมของวัฒนธรรมองค์กร
    ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง เช่น 
    organisational structure, personality, emotions & moods,
    leadership, teamwork, motivation, persuasion, culture, change management อะไรงี้

    ซึ่ง ส่วนตัวคิดว่าวิชานี้ค่อนข้างโลจิค 
    คือเหมือนจับเอาสิ่งที่มันเกิดขึ้นอยู่แล้ว มาวิเคราะห์ มาใส่ทฤษฎีมากกว่า
    แต่ก็ นั่นแหล่ะ เพราะงั้นเลยมีสิ่งที่ต้องอ่านต้องท่องเยอะมาก 
    เวลาสอบก็เขียนอ้างอิงถึงทฤษฎี ยกตัวอย่าง ขยายความคิดยาวๆไป
    เนื้อหานอกจากตำราเรียนแล้ว ก็จะมีให้อ่านนอกบทเรียนอีก
    ก็จะมีอ่านเป็น case study กับ อ่านบทความ Harvard Business Review ซะส่วนใหญ่


    ส่วนอันนี้คือการบ้านของเราเอง พอดีมีโปรเจค presentation เรื่อง leadership
    เค้าให้ทำ hand out ของตัว slide มาให้อาจารย์ด้วย ซึ่งปกติเค้าก็ทำกันแบบธรรมดาๆ a4 นี่แหล่ะ
    แต่ด้วยเกียรติแห่งดีไซเนอร์ ขอหน่อยโว้ย 55555
  • Accounting

    ตัวอย่างการบ้าน 

    ขึ้นชื่อว่าบัญชีก็จริง แต่ก็ไม่ได้เรียนแบบถึงขั้นไปเป็น Auditor (แหงล่ะ)
    บัญชีอันนี้คือในเชิงบริหารมากกว่า เช่น เรียนวิธีการอ่าน Financial statement
    ก็จะมีแตกแยกย่อยไปอีก วิธีการอ่าน Income statement, Cash flow statement, Balance sheet
    ว่าอันที่ดี จะมีตัวเลขประมาณไหน อันที่ไม่ดีจะหน้าตาประมาณไหน บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัทได้มั่ง
    หรือวิธีคำนวณ Financial ratio เพื่อเช็คสถานะการเงินของบริษัทว่าเป็นยังไงบ้าง
    หลักๆก็ประมาณนี้ ถึงตอนนี้เราก็ยังมึนๆอยู่กับสูตร ratio ที่เยอะแยะยุบยับไปหมด 
    ถึงตอนนี้ เราก็ประยุกต์ใช้ได้แต่คำศัพท์บัญชี 5555 

    ยกตัวอย่างเช่น 
    (เวลาพักเที่ยง ไปหาข้าวเที่ยงกิน)
    เพื่อน: ป่ะ ไปกินข้าวกัน 
    เรา: ไปๆๆๆ แต่ไม่มีเงินสดเลยอ่ะ คงต้องไปกดตู้ก่อน
    เพื่อน: เห้ยไม่เป็นไร liabiltyๆ ยื้มเราก่อนได้
    เรา: เออ ดี ติด account receivable ไปก่อนนะ  

    ประมาณนี้ 55555555
  • Marketing

    วิชาที่ดูจะใกล้เคียงกับความ creative มากที่สุดแล้ว มั้ง
    สอนทฤษฎีที่ชาวครีเอทีฟน่าจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว พวก 5Cs, 4Ps อะไรงี้
    ส่วนตัวคิดว่าการสอนค่อนข้าง practical เพราะการบ้านส่วนใหญ่จะให้ทำ case study 
    แล้วให้เขียนรีพอร์ตแนะนำแผนการตลาดให้กับตัวบริษัทที่อยู่ในเคส
    ซึ่ง เนื่องด้วยเราไม่ค่อยถนัดเขียนความเรียง (ปกติส่งงานเป็นชิ้นเป็นอันตลอด สื่อสารผ่าน visual 555)
    กว่าจะปลุกปั้นให้เครื่องติด กลั่นออกมาเป็นตัวอักษรได้นี่ก็ใช้เวลาพอควร

    ส่วนในคลาส นอกเหนือจากเลคเชอร์แล้ว
    อาจารย์ก็จะพยายามหากิจกรรมมาให้ทำในห้อง เอาเงินรางวัล(3ปอนด์)มาล่อ
    กิจกรรมก็สนุกบ้าง กรอยบ้างไปตามเรื่อง แต่ก็ถือว่าแปลกใหม่ดีสำหรับเรา
    แต่วิชานี้ก็ต้องอ่านเยอะเหมือนกัน ทั้งในตำรา และ Harvard Business Review
    นี่ยังไล่อ่านไม่หมดเลย ตอนนี้อ่านถึงครึ่งรึยังก็ไม่รู้ 
    จากที่คิดว่าปกติตัวเองเป็นคนอ่านหนังสือค่อนข้างเร็วแล้วนะ ยิ่งเป็นนิยายนี่ 50000 คำ ไม่เกิน2ชมก็จบ
    แต่คิดว่าพอมันเป็น academic context แล้ว มันอ่าน skim แบบนิยายไม่ได้อ่ะ ต้องเข้าใจทุกตัวอักษร
    มันเลยเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาเปลืองมากๆ บทนึงก็ปาไป 1-2 ชมแล้ว 
    แถม case study เรื่องที่ให้มาก็ยาวเวิ่นเว้อเหลือเกิน 21 หน้าเนี่ย แถมฟอนต์ขนาด 9 pt ด้วยนะ...
  • สรุป
    การเรียน ก็ไม่ได้ยากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ง่ายเหมือนกัน
    ปกติเราไม่ค่อยเคยต้องมาอ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด เขียนเอสเส เขียนรีพอร์ต
    ตอนนี้ก็ได้ทำครบหมดแล้ว ก็ดีเหมือนกัน 55555 เหมือนชีวิตการเรียนในมหาลัยได้เติมเต็ม(?)
    ที่น่าห่วง น่าจะเป็นสอบมากกว่า เพราะอีวิชาทั้งหมดที่ว่าข้างบนเนี่ย 
    สอบเก็บคะแนนทั้งหมดตอนต้นเดือนมกรา... 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in