เรื่องสั้นSaLinsiree
(เรื่องสั้น) mission of sily ภารกิจของไซลี่ : ตอนพิเศษ - วันเกิดของฉัน
  • ปัจฉิมบท
    ............................

    ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนองและเศษเนื้อจากชิ้นส่วนต่างๆที่กระจัดกระจายเป็นจุดเล็กๆบนพื้นสีขาวเหล่านั้น โดดเด่น ทุกอย่างย่อมโดนเด่นบนพื้นฐานสีขาว คุณจะแต่งเติมสีใดลงบนสีขาวก็ได้มันย่อมโดดเด่นหากสีนั้นเข้มและแข็งแรงพอ เฉกเช่นตอนนี้ สีแดงฉานบนสีขาว..

    ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนอง บางชิ้นส่วนใหญ่ บางชิ้นส่วนเล็ก บางชิ้นส่วนเกือบสมบูรณ์ แต่บางชิ้นส่วนก็ขาดหาย น้อยเกินไปที่จะดี และมีมากเกินไปที่ใช้ไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังมี..

    ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนองและเศษเนื้อ-ชิ้นส่วนต่างๆที่กระจัดกระจายเป็นจุดเล็กๆบนพื้นสีขาวเหล่านั้น มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว.. บางอย่างที่มีสีดำแปลกแยกปกคลุม.. มันเคลื่อนไหวช้าๆอย่างบิดเบี้ยวและโหยหา โหยหาสิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลือจากกองเลือดเหล่านั้น..

    ร่างของเด็กสาวผ่ายผอมคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว หล่อนผอมบางมีเพียงเนื้อหนังน้อยนิดหุ้มกระดูก ผมของหล่อนยาวและมันมีสีดำ ดำเฉกเช่นสีของนัยน์ตาหล่อน สองแขนของหล่อนห้อยตกลงเหนื่อยล้าไหล่ลู่ห่องุ้ม คอที่อ่อนแอจนไม่อาจเชิดชูส่วนที่อยู่บนสุด และขาที่เล็กทั้งยังสั่นไหวสองข้างนั้นใช้งานได้ไม่ดี ฝั่งซ้ายที่อ่อนแรงคอยรับน้ำหนักแทนฝั่งขวาที่ไม่อาจรับน้ำหนักได้มาก หลังของหล่อนห่อ-งองุ้มเพราะความเจ็บป่วยภายในตัว ภายในท้อง ภายใต้ซี่โครงเหล่านั้น คลื่นซี่โครงที่เคลื่อนไหวผ่านผิวหนังชั้นนอกที่บอบบาง บางเสียจนเห็นการเคลื่อนไหวของกระดูกที่อยู่ข้างใต้ หล่อนพาร่างที่บิดเบี้ยวนี้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า มองดูให้เหมือนเอียงไปเอียงมา มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มีกองเลือดสีแดงฉานแผ่กว้างอยู่เบื้องหน้า สีดำแปลกแยกปกคลุมหล่อนอีกครั้งเป็นหนึ่งเดียวที่เติมเต็ม

    สองเท้าที่เปล่าเปลือยไม่มั่นคงและเย็นเฉียบนั้น ค่อยๆออกก้าวเดินทีละข้าง.. ทีละข้าง.. ช้าๆ.. และเมื่อก้าวแรกได้จมลงบนกองเลือด เมื่อผิวหนังได้สัมผัสความเย็นชื้น-ที่เหนียวเหนอะและเข้มข้นเบื่องล่าง หล่อนจึงหยุดนิ่งและลืมตาที่ไกล้หลับไหลมองดูโดยไม่ต้องก้มมากนัก ก่อนจะลากขาอีกข้างหนึ่งตามมาและยกขึ้นเพื่อให้ปลายเท้าก้าวเข้ามาจมกลองเลือดสีแดงฉานนี้ มันจึงเป็นก้าวที่สอง.. และก้าวต่อๆมา.. หล่อนเดินช้าลงและหยุดเป็นระยะ.. ระยะ.. หล่อนเดินและค่อยๆลากขาทีละข้าง.. ทีละข้าง.. สองเท้าที่เคยเปล่าตอนนี้ถูกชะโลมไปด้วยสีแดงฉานของเลือด มันห่อหุ้มเท้าที่บอบบางของหล่อนและเกาะติดยามที่เคลื่อนไหว เหนอะหนะ เย็นชื้น และคาวคละคลุ้ง หล่อนเอียงคอมองหา ค่อยๆมองหาทั้งซ้าย และขวา หล่อนฟังราวกับจะมีเสียงใดเกิดขึ้น หล่อนลากเท้าที่แทบใช้การไม่ได้นั้นมาเรื่อยๆและบางครั้งก็ค่อยๆใช้เท้าเขี่ยบางเศษของชิ้นส่วนนั้น ส่วนนี้ ออกไปให้พ้นทางของหล่อน ก่อนจะหยุด..

    เมื่อเสียงหนึ่งถือกำเนิดขึ้นจากมุมใดมุมหนึ่งท่ามกลางกองเลือดเหล่านี้ หล่อนเสยผมที่ปรกหน้าออกช้าๆ และเอียงคอหันตามเสียงที่ได้ยิน เสียงสะอึกเบาๆคล้ายสำลักอากาศหรือบางอย่างกำลังปริออกแตกแยก หล่อนค่อยๆเผยยิ้มที่ดูไม่เหมือนร้อยยิ้มนั้น แล้วออกเดินโดยลากขาทีละข้างที่จมกองเลือดและเศษชิ้นส่วนต่างๆ เสียงเท้าที่จมแล้วถูกดึงขึ้นจากของเหลว ฟังดูเป็นเสียงที่น่าขยักแขยง เป็นเสียงเดียวท่ามกลางความเงียบสงัดเหล่านี้ อีกนิด..หล่อนคิดอยู่ในใจ เห็นแล้ว..หล่อนคิดอยู่ในใจ เจอแล้ว..หล่อนหัวเราะอยู่ในใจ.. บางร่างที่ดูเหมือนปริแยก-แตกออกนอนนิ่งอยู่ในสายตาหล่อน แต่หากมองให้ดีจะเห็นการเคลื่อนไหวขึ้นลงช้าๆ และเพราะว่าหล่อนกำลังมองให้ดี.. เมื่อมั่นใจหล่อนจึงค่อยๆออกเดินลากขาที่บิดเบี้ยวและร่างที่บิดเบี้ยวของหล่อน มุ่งหน้าตรงไปยังร่างนั้น.. และเมื่อไกล้ถึง หล่อนจึงหยุด นิ่งและหายใจเข้า-ออกช้าๆ สองมือน้อยๆค่อยกำและคลายออกช้าๆ สองขาที่สั่นไหวไม่มั่นคงก็ค่อยๆยืนหยัดเพื่อให้ตรง มั่นคงและไม่สั่นไหว หลังที่ห่อ-งองุ้มก็ค่อยๆยืดและไหล่ที่ค่อยๆผายออกทำให้คอที่อ่อนแอนั้นตั้งตรงเชิดชูส่วนที่อยู่บนสุด หล่อนเงยหน้าและหายใจเข้า-ออกช้าๆอีกหลายครั้ง และเมื่อมั่นใจว่าร่างของหล่อนที่ยืนหยัดอยู่ตรงนี้ไม่บิดเบี้ยวแล้วจึงออกเดินต่อ อีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็ถึงที่หมาย

    หล่อนหยุดและปรายตามองลงไปยังร่างที่อยู่ปลายเท้าของตนโดยไม่ต้องก้มให้มาก หล่อนยืนนิ่งสงบและพิจารณาร่างนั้น.. เป็นร่างที่ไม่สมบูรณ์ บางชิ้นส่วนขาดหาย ที่ไม่หายก็บิดเบี้ยวยิ่งกว่าหล่อน มันถูกอาบไปด้วยเลือดกลายเป็นร่างที่ดูเละเทะ สกปรก ใบหน้ายับย่นไม่ประติดประต่อ ผมเผ้ารุงรัง-จับก้อนเพราะความชื้นแฉะของเลือดที่ย้อมเส้นผมของร่างนั้น ดวงตาทั้งสองตอนนี้เหลือเพียงหนึ่ง ลำคอมีรอยบากที่ดูยากว่าลึกหรือไม่และเพราะเลือดที่ชุ่มหนาอยู่ตรงจุดนั้นจึงยากจะคาดเดา หล่อนยืนพิจารณาร่างนี้อยู่สักพัก ก่อนจะยกขาขวาที่อ่อนแรงกว่าข้างซ้ายขึ้นมา และใช้เท้าที่บอบบางวางลงบนคางของร่างที่ไม่สมบูรณ์ หล่อนเสยคางนั้นเบาๆ..

    เสียงกระอักกระอ่วน..สั้นๆ มันสะดุด และขาดช่วงออกจากปากที่มีรอยแผลเหวอะแต่ยังเผยออยู่นั้น มีการกระตุกเคลื่อนไหวตามส่วนต่างๆที่ยังเหลือของร่างกาย และดวงตาที่เหลืออยู่ข้างหนึ่งลืมขึ้นจากที่ริบหรี่ มันมองดูหล่อน...

    ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่สองร่างมองดูและพิจารณากันและกัน ก่อนที่ร่างเบื้องล่างจะเป็นฝ่ายขยับปากและเค้นเสียงที่แหบพร่าขึ้นมาก่อน

    "สะ..ซ..ไซ..ย์" คำกระอักกระอ่วนถูกเค้นให้ออกมาจากลำคอที่เหวะหวะและปากที่ฉีกขาด

    "ชู่ววว.." หล่อนยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก เชิงบอกให้รู้ว่าไม่ต้องพูดหรือฝืนพูดสิ่งใดออกมา ร่างเบื้องล่างพยายามจะยิ้มให้ แต่ก็กลายเป็นการแสยะยิ้มที่น่าขยักแขยงแทน หล่อนค่อยๆเปลี่ยนท่าทางจากยืนเป็นนั่งลงคุกเข่าช้าๆ อยู่ข้างกันกับร่างที่เละเทะนั้น

    "สวัสดีจาเร็ด" เสียงเหนื่อยล้าแต่แข็งกระด้างของหล่อนเอ่ยขึ้น

    "อึก..อัก..ฮะ..ฮา" คำที่ถูกเค้นให้เป็นคำพูดเปล่งออกมา หล่อนจึงส่ายหน้าให้ร่างนั้น

    "อย่าพึ่ง..พูดอะไรตอนนี้ มันจะทำให้คุณแน่นิ่งไวกว่าเดิม" หล่อนกล่าว ก่อนจะยื่นมือที่กำบางอย่างไว้และคลายมือออกเผยให้เห็นบางสิ่งอยู่ในมือ สิ่งเล็กๆที่เคลื่อนไหวได้ ปราศจากสีหรือรูปร่างที่แน่นอน หล่อนจ้องดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ของร่างนั้น ของเขา.. เขาพยักหน้าเพียงเล็กน้อย และหล่อนพยักหน้ารับก่อนจะยื่นมือไปไกล้ริมฝีปากของเขาและปล่อยบางสิ่งจากมือ บางสิ่งเคลื่อนไหวเข้าทางปากของเขา และลงไปที่ลำคอ เกิดเสียงน่าขยักแขยงขลุกขลักอยู่ในลำคอของเขา เสียงปุดๆของเลือดที่ทะลักออกจากคอ และเสียงลมที่พ่นออกจากปากที่ฉีกขาด ดวงตาที่เหลือข้างเดียวเบิกโพลงและส่วนที่เหลือของร่างเริ่มดิ้นพล่าน... แต่จากนั้นไม่นาน ทุกอย่างสงบลง ดวงตาที่เบิกโพลงกลับสู่ปกติ

    "มันอาจเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับวันนี้ ฉันไม่อยากให้มันจบแบบค้างคา จงพูดในสิ่งที่อยากพูด ต่อให้คำๆนั้นเป็นเพียงการหยอกล้อต่อจิตใจสำหรับครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้ทำมัน ฉันจะรับมันไว้และทำเป็นแสลงใจต่อใบหน้าที่เละๆของคุณและต่อดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวของคุณ มันอาจทำให้คุณสบายใจถ้าได้เห็นฉันสะทกสะท้านต่อสิ่งที่คุณมอบให้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่คุณคอยมอบให้ฉันในวันเกิดตลอดทุกปี มันเป็นของขวัญที่ดีนะ และฉันก็คิดมาโดยตลอดว่าจะมอบของขวัญใดให้คุณได้บ้าง ให้มันเหมาะสม จนมาถึงวันนี้ วันเกิดของฉัน.." หล่อนเม้มปาก "ฉันรอรับของขวัญจากคุณ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็มีของขวัญที่เตรียมไว้ให้คุณด้วย" หล่อนพยักหน้าเสริมคำพูดตัวเอง "มันเป็นสิ่งที่สะสมมานาน อัดแน่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายมานาน ฉันกลั้นใจและอดทนอย่างสุดแสน.. เพื่อให้ได้มาอยู่ตรงนี้" น้ำตาเม็ดเล็กๆไหลลงอาบแก้มหล่อน หล่อนก้มหน้าเช็็ดมันก่อนเงยขึ้น "..และมองดูผลงานของฉันที่มอบให้คุณเป็นของขวัญ.. คุณชอบมันมั้ย..?" หล่อนกัดฟันและแสยะยิ้ม เอียงคอเป็นเชิงสงสัยในคำถามนั้น


    "ไซย์.." เขาพูดชื่อของหล่อน มันเป็นเสียงที่แหบพร่า

    "หากนี่ เป็นครั้งสุดท้าย.. ของฉัน..ฉัน..ก็อยากบอกเธอ.."

    "ว่า.." หล่อนพูด

    "ฉัน..ภูมิใจ..นะ" เขาบอกหล่อน และพยายามยิ้มให้หล่อนอย่างสุดความสามารถ แต่หล่อนไม่ได้ยิ้มตอบ หากแต่นิ่งและมองใบหน้าของเขาด้วยความสงบ

    "เธอทำได้..ดี..ดีมาก" เขาพูดแล้วหลับตาที่เหลือเพียงข้างเดียวลงหนึ่งครั้ง

    "เราปราถนาเหลือเกิน.. ที่อยากให้เธอ.. ทำแบบนี้ เพราะหากเธอไม่..ไม่ทำ..เราก็คง ต้องเป็นฝ่าย..ทำ" เขาหยุดและหอบหายใจแรงๆ ก่อนจะพูดต่อ

    "อยากให้เธอยอมรับ ด้านที่แท้จริง.. ของ..ของตัวเอง..สักที เรามองดูเธอมาโดยตลอด เราอยากกำจัด เธอ..แต่ก็เพาะบ่ม..ด้านมืด..ของเธอไปด้วย หากเธอไม่ยอมรับ..เธอก็ต้องตาย.. เป็นความตาย จาก..จากพวกเรา.." เขาพูด และหล่อนยังคงฟังด้วยความสงบ

    "เราจะ..จะไม่ตาย..อย่างสูญเปล่า เธอ..เธอได้ลิ้มรสมัน ด้วยมือตัวเองแล้ว เธอ..เธอจะหยุดไม่ได้..หรอก เธอจะ.."

    "ผิดแล้ว" หล่อนพูดขึ้นก่อนทีเขาจะได้พูดต่อ เขาจึงจ้องมองหล่อนด้วยดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียว

    "จริงๆฉันรู้มาโดยตลอดว่ามันคืออะไร" หล่อนยิ้มหน่ายๆ "สิ่งที่พวกคุณทำ ทำกับฉันและเด็กที่มีชะตากรรมแบบฉัน.. ฉันไม่ได้พึ่งรู้ในวันนี้ที่ตัดสินใจมาเผชิญหน้ากันตรงๆหรอกนะ..และฉันน่ะ หยุดได้.."

    "....."

    "พวกคุณรู้ ว่าฉันคืออะไร และเป็นใครที่ถือกำเนิดมา พยายามเพาะบ่มและปูทางให้ฉันบิดเบี้ยว ให้ฉันมีสีดำมากกว่าสีขาว ให้ฉันเกลียด และฉันก็เกลียด เพียงแต่ฉันก็ยังไม่ยอมเป็นไปดั่งที่พวกคุณต้องการ และนั่นมันทำให้พวกคุณไม่สบายใจ จึงพยายามหาทางกำจัดฉันด้วยวิธีเพาะบ่ม คือถ้าได้ผลฉันจะเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าไม่ได้ผล ฉันก็จะตายอย่างที่ต้องการอยู่ดี พวกคุณทำให้ฉันเจ็บป่วย และตาย พวกคุณอยากให้ฉันทำลายและฆ่า.. มันจะทำให้ฉันเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้และโดดเด่นกว่าใครในโลกใบนี้ เป็นประโยชน์ต่อหลายๆสิ่งหรือใครหลายๆคนที่รู้จักวิธีใช้ฉันให้เกิดประโยชน์ แต่ในวันนั้น.. ฉันกลับไม่ได้ทำ.." หล่อนบอกเขา และเขาขยับปากที่บิดเบี้ยวคล้ายจะพูดตอบ แต่หล่อนก็พูดก่อน

    "พวกคุณคงไม่พอใจ ที่ฉันยังคงอยู่ระหว่างสองโลก สองที่ สองแห่ง ไม่แน่ไม่นอน คงกังวลสินะ"

    "ใช่.." เขาพูด

    "ทั้งที่ฉันเป็นแบบนี้ อยู่ในสภาพอย่างนี้ และเจ็บป่วยขนาดนี้..น่ะเหรอ?" หล่อนถามด้วยความไม่พอใจ

    "มัน..ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างเช่น วันนี้" เขาไอก่อนจะพูดต่อ

    "วันนี้ เธอยังทำได้..ขนาดนี้ เธอยังทำให้..พวกเรา ต้องประหลาดใจ..จริงมั้ย? เธอแค่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าตน..สามารถทำอะไรได้บ้าง หรือรู้..แต่แค่ไม่ยอมรับ ความอ่อนแอ..และโรคภัย..ยังหยุดเธอไม่ได้ หากเธอจะทำมันขึ้นมาจริงๆ.. เธอก็ทำได้" เขาพูด

    หล่อนหัวเราะ.. ทำให้เขาไม่เข้าใจ

    "และนั่น คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ทั้งที่คุณเป็นคนพูดคำตอบของฉันออกมาเองแท้ๆ"

    "มะ..หมายความว่าอะไร"

    "ก่อนหน้านี้ฉันพูดว่า 'หยุดได้' และก็หมายความตามนั้น.. และคุณเองก็ยังพูดย้ำว่าฉันเป็นฝ่ายถูก 'ความอ่อนแอและโรคภัยยังหยุดเธอไม่ได้หากเธอจะทำมันขึ้นมาจริงๆ.. เธอก็ทำได้' จริงมั้ย? นั่นน่ะมันหมายความว่า ฉันจะทำหรือไม่ทำ จิตวิญญาณของฉันจะตัดสินใจเอง ฉันจะทำมันเมื่อไหร่ก็ได้ที่เห็นว่าสมควรแล้ว หรือไม่ทำก็ได้ถ้าไม่อยากทำ มันไม่มีหรอกสำหรับฉันกับคำว่าอยากทำจนห้ามใจไม่ได้น่ะ คุณคิดว่าหากฉันได้ลองลิ้มรสมันสักครั้งแล้วจะหยุดไม่ได้ ก็คงผิดแล้ว เพราะฉันลิ้มรสมันมาตลอดตั้งแต่..วันนั้น แล้วยังได้ลิ้มรสทางอ้อมมาโดยตลอด แค่วันนี้จริงจังกว่าครั้งไหนๆเพราะฉันเลือกที่จะอยู่แนวหน้า และคุณยังเข้าใจผิดอีกเรื่อง... อย่าคิดว่าถ้าฉันได้ฆ่าแล้วจะหยุดไม่ได้.. ฉันน่ะทำมามากกว่านั้น มากกว่าฆ่าตรงๆโดยที่คุณไม่รู้อะไรเลย พวกคุณไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยจริงๆ เช่นวันนี้..ฉันก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ใครต้องหลั่งเลือดด้วยฝีมือตัวเองเลยสักนิด.. แต่คุณก็ยังดูไม่ออก"

    "ไม่จริง.. ฉันเห็น" เขาค้าน

    "นั่นไม่ใช่.. ฉัน" หล่อนบอกพร้อมกับชี้ตัวเอง

    "รู้อะไรมั้ย ยิ่งฉันมีความทุกข์ ถูกเพาะบ่มให้เข้าด้านมืดมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งโหยหาแสงสว่างมากเท่านั้น มันเป็นธรรมดาของมนุษย์เราที่จะไขว่คว้าหาสิ่งที่ตนไม่มี.. เช่นฉันนั้นคือความมืดและฉันตามหาแสงสว่าง แต่คุณก็ยังไม่รู้อีกแหละ ว่าความมืดกับฉันน่ะเป็นเพื่อนสนิทกัน เราไม่ได้ทำร้ายกันเลยแค่อยู่ด้วยกันเท่านั้น และความมืดนับถือฉันต่างหาก.. ส่วนความทุกข์ต่างๆที่ฉันมีน่ะ ความมืดมิดไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยเลยสักครั้ง จำไว้นะ คุณยังศึกษาฉันไม่ดีพอ ตราบใดที่ฉันยังคงทำให้คุณประหลาดใจได้นั่นหมายถึง คุณไม่เคยรู้อะไรเลย"

    "เธอจะต้องตาย.." เขาพูดขึ้นด้วยความชัง

    "ทุกคนล้วนต้องตาย เช่นวันนี้ เช่นคุณ" ความหนักแน่นปะปนอยู่ในน้ำเสียงของหล่อน

    "ฉันคงต้องเจ็บป่วยจนตายถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด" หล่อนหัวเราะ "ดังนั้นขอให้โรคภัยมันฆ่าฉันให้ตายอย่างสงบโดยที่ไม่มีพวกคุณมายุ่งจะดีกว่า..ว่ามั้ยล่ะ"

    "ตาย.. ทั้งเป็น" เขาพูด

    "นี่..ฉันตายทั้งเป็นอยู่แล้วนะลืมแล้วเหรอ? คงตายทั้งเป็นซ้ำอีกไม่ได้ เหมือนกับพื้นสีขาว แล้วยังทาสีขาวทับลงไปอีก มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรอก.." หล่อนบอก

    "แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือ คุณต้องตายทั้งเป็นวันนี้"

    เขาทำตาเหลือกและแสยะริมฝีปาก พยายามพูดโต้ตอบหล่อนอีกครั้งแต่ครั้งนี้มีเพียงเสียงขลุกขลักในลำคอ และสีหน้าที่ยับย่นนั้นบอกอะไรไม่ได้ หล่อนจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สิ่งนั้นหมดฤิทธิ์ลง สิ่งที่หล่อนปล่อยลงสู่ลำคอของเขา หล่อนจึงค่อยๆลุกขึ้นยืนและหายใจเข้าออกช้าๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะมองลงไปที่ร่างนั้น

    "ก่อนหน้านี้ฉันพูดว่า ยังไม่ได้ทำให้ใครหลั่งเลือดด้วยตัวเองเลยใช่มั้ย.. นั่นน่ะ ฉันเก็บเอาไว้ทำตอนท้ายน่ะ และดูเหมือนคำลาสุดท้ายของคุณจะไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย น่าผิดหวังจริงๆ.." หล่อนส่ายหน้าหน่ายๆ ร่างนั้นเริ่มดิ้นพล่าน ดวงตาที่เหลือเพียงหนึ่งเริ่มเบิกโพลง หล่อนค่อยๆก้าวถอยออกมา

    "พื้นสีขาว เลือดสีแดง" หล่อนพูด

    "สีแดงเป็นวงกลม กลมดั่งดวงจันทร์"

    "เศษเนื้อ เศษชิ้นส่วน ถูกจัดวาง"

    "วางเป็นจุด เป็นอักษร หากมองให้ดี"

    "มีหนึ่งจากทั้งหมดที่ตาย หนึ่งที่ยังหายใจ"

    ทุกคำที่หล่อนพูดฟังดูราวกับบทสวดนั้นทำให้เขานอนดิ้นพล่านและดวงตาที่เหลือเพียงหนึ่งเบิกโพลงยิ่งกว่าเดิม คำกระอักกระอ่วนมากมายพลุ่งพล่านอยู่ในลำคอ เขาสำลักเลือดและอากาศจากช่องว่างที่เหวอะหวะเหล่านั้น เมื่อรู้ถึงสิ่งที่หล่อนกำลังจะทำ ทำให้เขากลัวมากกว่าประหลาดใจ หล่อนค่อยๆก้าวเดินออกมาจากทะเลสีแดงฉานนั้น และหากสังเกตุให้ดีทะเลเลือดเหล่านี้มันเป็นวงกลมดั่งดวงจันทร์ เพียงแต่ดวงจันทร์นี้เป็นสีแดง.. และทันทีที่หล่อนก้าวขาข้างหนึ่งออกจากทะเลเลือดนี้ หล่อนก็ออกเดินต่อไปโดยลากขาข้างขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือด หล่อนออกเดินไปตามขอบ-รอบวงกลมของทะเลเลือดนี้โดยใช้ขาซ้ายเป็นหลักของการเดินและรับน้ำหนัก แล้วลากขาขวาให้ติดพื้นไปเรื่อยๆ รอยเลือดสีแดงถูกแต่งแต้มเป็นเส้นตลอดทางที่หล่อนก้าวเดิน แม้จะเชื่องช้า อิดโรยแต่ก็หนักแน่น ปากของหล่อนยังคงพูดบางอย่างคล้ายกระซิบ เป็นเสียงที่เล็กและแผ่วเบา..

    ไม่นานหลังจากนั้นหล่อนก็หยุดเดินเมื่อก้าวสุดท้ายมาบรรจบกันกับก้าวแรก รอยเลือดเป็นทางจากเท้าขวาของหล่อนนั้นสิ้นสุดลงเช่นกันเมื่อมันมาบรรจบลงที่จุดเริ่มต้น หล่อนมองไปที่ร่างนั้นแล้วถอนหายใจ ก่อนจะก้มลงช้าๆ แล้วยื่นแขนขวาออกไปที่กองเลือด หล่อนใช้ปลายนิ้วสามนิ้ว ชี้ กลาง นาง จุ่มลงบนกองเลือดสีแดงฉานนั้น ปากของหล่อนยังคงพึมพัม และดวงตาของหล่อนยังคงเกลียดชัง จากนั้นหล่อนยกนิ้วทั้งสามขึ้นมา และแตะลงบนหน้าผากของตนก่อนจะค่อยๆลากลงมาผ่านจมูก ปาก และใต้คางที่หล่อนหยุดก่อนจะลุกขึ้นยืนและท่องบางอย่าง เป็นคำมากมายหลากหลายภาษาพรั่งพรูออกจากปากของหล่อน ก่อนนิ้วทั้งสามจะเลื่อนลงไปที่คอถือเป็นการเสร็จสิ้น ร่างนั้นดิ้นพล่านยิ่งกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่ตาย ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดคลอบงำเขา ดังเช่นที่เคยคลอบงำหล่อนตลอดมา เพียงแต่หล่อนยังไม่ตายแต่เขากำลังจะตาย หล่อนคิดมาโดยตลอดว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ตายทีหลังศัตรูอาจเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง..

    มือหนึ่งวางบนไหล่ของหล่อน หล่อนจึงหันไปมองและเห็นชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งกำลังมองหล่อนด้วยแววตาของความห่วงใยในแบบที่เขาชอบแสดงออกมา หล่อนพยักหน้าให้และเขาพยักหน้ารับก่อนที่หญิงสาวผมแดงอีกคนจะปรากฏออกมาพร้อมกับคบเพลิงในมือ มันเป็นคบเพลิงโบราณนามว่า คิยีราตักซ์ เปลวไฟของมันลุกโชนเป็นสีแดงระเรื่อ และสิ่งเดียวที่ทำให้มันลุกโชนหาใช่น้ำมันหรือเชื้อเพลิงใด หากแต่เป็นเลือด เลือดเท่านั้นที่มันต้องการ และหล่อนคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว หญิงผมแดงยื่นคิยีราตักซ์ให้ชายหนุ่ม เขารับมาและยืนอยู่ข้างหลังหล่อน หญิงผมแดงก้าวต่อมาและหยุดยืนอยู่ข้างหล่อนตรงข้ามกับชายหนุ่ม ก่อนที่ริมฝีปากของหญิงสาวจะขยับและท่องบางอย่างออกมา เสียงของหญิงสาวกู่ก้องและดังกังวาน มันโหยหวน ทุ้มต่ำ และลึกลงสุด ก่อนจะสูงสุดและเบา มันเป็นท่วงทำนองที่เรียกสายลมให้พัดมา เรียกความมืดหม่นให้ปกคลุม และความหนาวเย็นเข้าคลอบงำ

    หล่อนกางแขนทั้งสองออก และกล่าวคำบางอย่าง ท่ามกลางเสียงร้องที่ยังคงกังวานของหญิงสาวผมแดง ชายหนุ่มยื่นคิยีราตักซ์ให้หล่อน ทันทีที่หล่อนรับคบเพลิงโบราณนี้มาอยู่ในมือ พลันทุกอย่างก็เงียบสงัด ปราศจากเสียงใดนอกจากเสียงขลุกขลักของร่างที่เคลื่อนไหวท่ามกลางกองเลือดเบื้องหน้า


    "สุขสันต์วันเกิดไซลี่" ชายหนุ่มพูด

    "สุขสันต์วันเกิด" หญิงสาวผมแดงพูด

    "ฉันชอบเค้กวันเกิดของฉันจริงๆนะ ขอบคุณ" หล่อนตอบพวกเขาทั้งสอง

    "ทีนี้เหลือแค่จุดเทียนวันเกิด" หญิงสาวบอกหล่อนก่อนจะยิ้มมุมปาก

    หล่อนหัวเราะ และพยักหน้าขอบคุณหญิงสาว พวกเขาทั้งสองถอยออกมาจากหล่อน และเดินกลับไปที่จุดเริ่มต้น ที่จุดเริ่มต้นมีกลุ่มคนยืนรออยู่ พวกเขายืนอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ที่ไกล้จุดจบ ทั้งสองมาหยุดและยืนตรงหน้าพวกเขาก่อนที่ทั้งหมดจะมองไปที่หล่อน

    สายลมพัดผ่านมา ร่างของเด็กสาวที่ผ่ายผอมคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่แปลกแยก เบื้องหน้าหล่อนคือกองเลือดสีแดงฉานขนาดใหญ่ มันเป็นวงกลมดั่งดวงจันทร์ หากแต่ดวงจันทร์นี้เป็นสีแดง และภายในกองเลือดเหล่านี้มีเศษเนื้อ เศษชิ้นส่วนต่างๆ ของบุคคลต่างๆที่หล่อนเกลียดชัง หล่อนไม่คิดว่าตนนั้นทำบาปเพราะหล่อนคิดว่าตนนั้นคือบาป แขนที่เรียวและมีแต่หนังหุ้มกระดูกของหล่อนข้างหนึ่งได้ถือคบเพลิงไว้ หล่อนเคยอยากถือมันครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แล้ววันนี้ก็สมหวัง หล่อนก้าวเดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยก่อนจะก้มลงและยื่นมือที่ถือคบเพลิงออกไป แล้วจุ่มมันลงที่กองเลือด..

    เปลวไฟลุกโชนทันทีที่มันสัมผัสเลือด มันพุ่งเป็นทางและไม่นานก็เต็มพื้นที่สีแดง มันลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราดและดุร้าย สีแดงเพลิงของมันเข้มข้นยิ่งกว่าเลือดราวกับมันดูดซับสีแดงฉานจากกองเลือดทั้งหมดเหล่านั้นแล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน เสียงร้องโหยหวนน่าขยักแขยงยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในกองไฟ เสียงจากร่างนั้น ความเจ็บปวดจากเปลวไฟที่ร้อนระอุคงบาดลึกไม่น้อย เสียงครวญครางและสำลักเปลวไฟนั้นหล่อนจะไม่มีวันลืม หล่อนเคยคิดว่าเผาทั้งเป็นมันเป็นอย่างไร มาบัดนี้หล่อนเข้าใจแล้ว เมื่อเข้าใจดีแล้วหล่อนจึงโยนคบเพลิงในมือใส่เข้าไปในกองไฟตรงหน้า ถือเป็นจุดจบ


    ......................................


    ท่ามกลางเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชน มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ หล่อนผอมบางมีเพียงเนื้อหนังน้อยนิดหุ้มกระดูก ผมของหล่อนยาวและมันมีสีดำ ดำเฉกเช่นสีของนัยน์ตาหล่อน หล่อนยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทั้งสองของหล่อนเฝ้ามองเปลวไฟที่อยู่เบื้องหน้า ราวกับหล่อนพยายามจะจดจำทุกอย่างให้ตราตรึงและชัดเจนทุกรายละเอียด

    และหากมองจากด้านหลัง คุณจะเห็นเปลวไฟสีแดงลุกโชน และมีจุดสีดำเล็กๆเป็นร่างหนึ่งยืนอยู่ นั่นคือหล่อน

    แล้ววันนี้เป็นวันเกิดของหล่อน

    สุขสันต์วันเกิดไซลี่

    7.9.2019


    ................................................................................................................................



    **แถมท้าย


    "เธอคงพอใจ สำหรับเค้กวันเกิดที่พวกเราทำให้" ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากยืนมองเพื่อนสาวตัวเล็กๆของเขาจุดเทียนวันเกิด

    "แน่นอนสิ! เค้กใหญ่ซะขนาดนั้นน่ะ แถมพอจุดเทียนวันเกิดแล้วยังมีดวงไฟสวยๆสีแดงอีกเห็นมั้ยล่ะ" หญิงสาวผมแดงตอบกลับชายหนุ่ม

    "เธอจะไหวได้นานแค่ไหน"

    "อ๋อวว จริงๆเธอบ๊ายบายนานแล้วล่ะ! นั่นน่ะฉันช่วยเอง แต่ต่อจากนี้คงต้องช่วยกันหามล่ะนะ"

    "ฉันคิดว่าพวกเราลืมโบว์นะ"

    "บ้า! ใครที่ไหนจะติดโบว์บนเค้กล่ะ"

    "เหรอ.."

    "..ก็ใช่น่ะสิ!"


    ผมหันไปพูดคุยกับคนของผม และหนึ่งในนั้นมีคนของคนอื่นที่มาร่วมทีมกับผมสำหรับภารกิจของวันนี้ เราคุยกันเรื่องต่อจากนี้ เกี่ยวกับการรักษาของเพื่อนสาวผมเพราะเธอเจ็บป่วยและบาดเจ็บอยู่ และมันก็รุนแรงเพิ่มขึ้นหลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ เมื่อรู้เรื่องกันแล้วผมจึงเตรียมตัวเดินไปรับเธอที่ยืนอยู่ลำพังตรงหน้าเปลวไฟสีแดง.. แล้วผมก็ต้องอุ้มเธอที่สลบ..อย่างที่คิดไว้ เธอช็อคด้วยความเหนื่อยล้าจากเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา หมอใส่เครื่องช่วยหายใจให้เธอขณะที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของผม ช่างเป็นเพื่อนที่ตัวเล็กซะจริงๆ ยัยแม่มดน้อยของผม เธอเป็นเด็กดื้อที่สุดในโลกใบนี้ แต่ก็เป็นนักรบตัวจิ๋วได้เหมือนกันถ้านึกคึกคักขึ้นมา.. ผมไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้ หลังจากที่เธอติดต่อมาแล้วบอกเล่าทุกอย่าง ผมเต็มใจอย่างสุดแสนเพราะสิ่งนี้คือเรื่องที่ผมตื๊อเธอมาโดยตลอดว่าให้ จัดการซะ! แต่เธออ่อนแอและคิดมากเกินไป และตอนนี้ก็ยังอ่อนแอและคิดมากอยู่ มันจึงทำให้ผมรู้ว่า ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลสำหรับเธอ เธอจะทำเมื่อไหร่ก็ได้แค่อย่าทำให้เธอถึงขีดสุดก็พอ และผมก็มีความสุขดีที่ได้ทำเพื่อเพื่อนของผม ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แค่ฆ่าคนพวกนั้นทีละคน ทีละคน เราสู้กันบ้าง จริงๆก็สู้กันสุดๆไปเลย เป็นสงครามขนาดย่อมก็ว่าได้ คนของผมบาดเจ็บแต่ไม่มีใครตายจาก คงเพราะพวกเราเตรียมตัวมาดีแต่อีกฝ่ายไม่รู้เรื่องอะไรเพราะเคยชินกับการกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนฝ่ายถูกกระทำเช่นเธอนั้น วันนี้กลายเป็นฝ่ายตอบโต้บ้าง มันจึงหักมุมอย่างที่เห็น

    เธอขอให้ผมช่วยเธอเขียนบันทึก สำหรับเรื่องราวของวันนี้ โดยยกหน้ากระดาษให้ผมหนึ่งหน้า ผมจดๆจ้องๆอยู่กับหน้ากระดาษเปล่าเปลือยก่อนจะค่อยๆเขียนตัวอักษรลงไป จากนั้นมันก็ไหลลื่นแม้จะเขียนเพียงสั้นๆสำหรับเรื่องของผมแต่ก็ดีใจที่ได้อยู่ร่วมในเรื่องของไซย์ หวังว่าเธอจะแปลภาษาของผมให้ตรงกับความจริงเพราะเธอชอบแกล้งผมด้วยเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง คุณต้องจินตนาการว่าผมเป็นคนสุขุม พูดน้อย และจริงจัง ผมเป็นคนตลกร้ายและเซ็กซี่ แต่ถ้าหากเธอแปลข้อความของผมไปในทางอื่นล่ะก็ นั่นหมายถึงผมโดนกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน

    ผมได้แต่หวังว่าเธอจะดีขึ้นในเร็ววัน และผมภาวนาอย่างนั้นตลอดเวลา

    ผมเป็นนักฆ่าระดับ S'

    และเธอเป็นเพื่อนของผม ใช่แล้ว ไซย์เป็นเพื่อนแท้ของผม

    แม้วันหนึ่งเราจะตายจากกันคนละโลก แต่เราก็จะพบกันที่บั้นปลายอยู่ดี

    .....................................................................................................................................................
    ©salinsiree

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in