Europe First TimeKanSiri
จุดหมายคือ Bialystok โปแลนด์
  •                 มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นในปารีส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟ อาหารการกิน อากาศที่ฝนดูเหมือนอยากจะตกตลอดเวลา แต่โดยรวมก็ถือว่าผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับการเที่ยวในปารีส ผมใช้รถไฟกับการเดินเป็นหลักและผมค่อนข้างที่จะระวังตัวเอง สะตุ้งสตางค์ก็เก็บไว้มิดชิดตลอด การแต่งตัวก็ใส่เสื้อธรรมดากลมกลืนไปกับชาวเมือง สำหรับโฮสนั้นถือว่าน่ารักมาก ผมพักกับราฟาเอล 3 คืนรวดก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร

                    และแล้ววันสุดท้ายในปารีสก็มาถึง ผมได้รับข้อความจากแอนโทนี่ที่เจอกันบนรถไฟวันแรกเขาอวยพรให้ผมโชคดีในการเดินทาง และภารกิจในยุโรป ราฟาเอลมีงานต้องทำจึงได้ทำการอำลาโดยการกอดกันตามธรรมเนียม พร้อมชวนให้ผมกลับมาปารีสอีกครั้งถ้ามีโอกาส การเที่ยวประเทศแรกในยุโรปจึงเป็นการเสร็จสมบูรณ์ ผมมุ่งหน้าไปยังสนามบิน Charles de Gaulle เพื่อบินไปยังวอร์ซอเมืองหลวงของโปแลนด์ และจะต้องทำการเดินทางต่อไปยังเมือง Bialystok อันเป็นเมืองหลักในการทำโปรเจคครั้งนี้

                    โปรเจคหลักของผมคือการทำงานในโปแลนด์มีชื่อสวยๆว่า International Education Project ซึ่งต้องมาทำงานในเมืองที่ชื่อว่า Bialystok อยู่ทางที่ตะวันออกเฉียงเหนือของโปแลนด์เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในภาคนี้เลยก็ว่าได้ หลังจากจบทริปปารีส ผมขึ้นเครื่องมาลงที่ วอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์แล้วต้องนั่งรถทัวร์มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยัง Bialystok ขอบ่นนิดๆว่าจริงๆแล้วต้องมีคนมารับผมที่สนามบินแต่เพราะอะไรไม่ทราบผมต้องจัดการเองทุกอย่างแต่โดยรวมมันก็ผ่านไปด้วยดี

                    พอมาถึงก็ราวๆเที่ยงคืน ผมก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากเพื่อนๆ ในโครงการรวมถึงผู้หญิงที่เป็นสตาฟในโปรเจคอีก 1 คน วันนั้นผมได้รู้จักเดล เพื่อนชาวสิงค์โปร ด็อกลาส กับโจเซ่ มาจากบราซิล แล้วก็ผู้หญิงมาจากจีน (จำชื่อไม่ได้) คาโรลิน่า สาวโปลิช และที่ขาดไม่ได้เลยคือมาฮัท หนุ่มปากีสถาน ซึ่งก็คือรูมเมทผมใน 2 คืนแรก

                    ผมค่อนข้างถูกจริตกับเดลอาจจะเป็นเพราะว่าเป็นคนเอเชียด้วยกันและมาจากประเทศใกล้ๆกัน ผมได้มาฮัทเป็นรูมเมทและดูเหมือนว่าคืนแรกนั้นทุกคนจะเหนื่อยและอ่อนเพลียมากพวกเราเลยไม่ได้คุยอะไรกับมาฮัทซักเท่าไหร่ เพราะต้องเตรียมตัวอาบน้ำ แล้วมันก็เป็นที่มาของปรากฏการณ์ Culture Shock ครั้งที่ 2

                        ในหอพักนั้นเป็นหอพักรวม ชาย หญิงแล้วห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวมเช่นกัน ห้องพักทุกๆ 4 ห้องจะต้องใช้ห้องน้ำและห้องส้วมร่วมกัน ปัญหามันอยู่ที่ว่า ห้องน้ำมันไม่มีประตูปิด ใช่อ่านไม่ผิดแน่นอน มันไม่มีประตู มีแต่ม่านโง่ๆที่กั้นเอาไว้ OMG How can I take a shower without a door? มึงอาบน้ำโดยไม่มีประตูเนี่ยนะ ตอนนั้นคือ แล้วกูจะอาบน้ำยังง้ายยย ก่อนผมจะมายุโรปผมก็พอรู้มาบ้างพอสมควรว่า ห้องน้ำในยุโรปน่ะ มันไม่มีประตูนะแต่พอมาเจอจริงๆเข้ากับตัวเองมันให้ความรู้สึกแบบนี่คิดจะล้อเล่นกันจริงๆใช่ไหมเนี่ย ไม่คิดว่าที่ที่ผมจะมาอยู่จะต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ เรื่องห้องส้วมก็เหมือนกัน ผมทำใจไว้แล้วเรื่องที่ฉีดก้น (ผมว่ามันเป็นนวัตกรรมที่ดีงามมากเลยนะ แต่ดันมีแต่ในไทย) ผมแก้ปัญหาโดยการพกขวดน้ำเข้าห้องน้ำไปด้วยเพื่อความสะอาดของตัวเรา จนบางครั้งผมก็แอบมีเครื่องหมายคำถามในหัวผมเหมือนกันนะว่าที่นี่คือที่ที่เจริญแล้วจริงๆใช่ไหม....Oh My Buddha please help me


                    วันนั้นผมเลยเรียนรู้ว่าการอาบน้ำห้องน้ำรวมแบบนี้จะต้องเอาเสื้อผ้าหรืออะไรก็แล้วแต่ไปพาดๆ ตรงม่านปิดห้องน้ำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงเขตว่า มีคนอยู่ในห้องน้ำนะ ถ้ามีใครซักคนเข้ามาเนี่ยรู้เลยว่าจะเข้ามาแอบดู (เหมือนจะมีคนอยากดู ฮ่าๆ) โชคดีที่บรรดาผู้คนที่อาศัยในประเทศเขตอบอุ่น ไม่ค่อยอาบน้ำกันเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการดีที่มีเวลาใช้ห้องน้ำแบบส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง

                    เพื่อนๆที่เหลือเริ่มทยอยกันมาในวันถัดมา แล้วก่อนหน้านี้ 2 อาทิตย์ผมรู้จักน้องคนไทยคนนึงชื่อ "สอง" มาทำโปรเจคเดียวกัน ทำให้ผมตั้งหน้าตั้งตารอ สอง แต่ดูเหมือนว่าสองจะเจอปัญหารถติดเลยทำให้การมาถึงของสองช้ากว่าปกติ และด้วยความที่ผมไม่รู้จะทำอะไรเลยต้องออกไปข้างนอกกับเพื่อนคนอื่นๆ ในโปรเจค วันนั้นเองผมได้รู้จักกับ เอเรน จากตุรกี มาริอุสและมาริอา สตาฟในโปรเจค เป็นครั้งแรกที่ถูกชักชวนให้เข้าบาร์ ทำให้ผมรู้ว่า คนยุโรปชอบ Hangout มากถือว่าเป็นเรื่องปกติเลย (ประเทศไทยก็น่าจะปกติมั้ง) สำหรับผมที่ไม่ใช่คนดื่มถือว่าเป็นเรื่องใหม่ ก่อนมามีคนหลายคนบอกว่าคนฝรั่งดื่มกันหนักนะ ผมต้องเตรียมตัวเอาไว้ ซึ่งมันก็จริง และปฏิเสธไม่ได้จริงๆที่จะไม่ Hangout กับเพื่อนๆ


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in