Europe First TimeKanSiri
ว่าด้วยเรื่องโฮสต์ ที่เยอรมนี
  •             เช้าอีกวันผมตื่นมาพบกับพี่แอ๋ม และก็จอห์นนี่แฟนพี่แอ๋ม ครอบครัวไทย-เยอรมัน ครอบครัวนี้มีลูกสาวหนึ่งคนหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในหัวผมไม่มีแพลนอะไรทั้งนั้นนอกจากพักผ่อน แต่การพักผ่อนของผมกำลังถูกทำลายลงอย่างช้าๆ เมื่อน้องเกมบอกให้ผมไปโคโลญ

                “ไม่อะพี่ขอพักวันนึง” ผมปฏิเสธน้องไปเพราะว่าผมเหนื่อยจริงๆ

                ไม่นานผมลงมาที่ครัวกับน้องอีกครั้ง พี่แอ๋มถามผมจะสะดวกหรือเปล่า ถ้าวันพรุ่งนี้ไปเที่ยวกับเขาเทศกาลไวน์ แต่เพราะความหวังดีของพี่แอ๋มและพี่จอห์นนี่และความเอื้อเฟื้อของพวกเขาทำเอาผมปฏิเสธไม่ลงเลย กลายเป็นว่าวันนี้ผมต้องไปเที่ยวโคโลญ วันพรุ่งไปเที่ยวเทศกาลไวน์ และวันสุดท้ายผมต้องไปประเทศเนเธอร์แลนด์ อัมสเตอร์ดัม ใช่แล้วครับหลังจากทบทวนดูและฟังเสียงคำแนะนำจากหลายฝ่าย อัมสเตอร์ดัมคือที่ที่พลาดไม่ได้

                                                                        (โบสถ์ในโคโลญ)

                เกมพาผมไปเที่ยวโคโลญ ทุกอย่างในโคโลญก็เหมือนกับเมืองอื่นๆที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เด่นที่สุดในเมืองก็คงจะหนีไม่พ้นมหาวิหารที่ใหญ่โตโอ่อ่า ถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก็ว่าได้ พวกเราเดินกันทั้งในและนอกวิหารอยู่ซักพัก ในที่สุดผมก็มาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว พอเถอะไปหาอะไรกินกัน

                ในวันนั้นเองเป็นเหมือนวันประท้วงอะไรซักอย่างเกี่ยวกับผู้อพยพหลั่งไหลกันมามากมาย เท่านั้นยังไม่พอยังมีงานเทศกาลไชน่าทาวน์อีก พูดได้ว่าวันนี้ที่โคโลญเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมาจากทั่วทุกสารทิศ จะเดินจะก้าวทางไหนก็รู้สึกได้ว่าแน่นเบียดเสียดไปหมด

                ที่นี่จะว่าไปก็ดีอยู่อย่างนึง ผมรู้สึกได้เลยว่าการประท้วงมันใหญ่โตมากๆ แต่ดูเหมือนว่ามันไม่มีผลกระทบอะไรกับนักท่องเที่ยวหรือคนที่มาทำธุระที่นี่เลย นอกจากการแจ้งถึงการประท้วงแล้ว ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย


                ผมใช้เวลาในโคโลญไม่มาก นอกจากมหาวิหารแล้วเกมก็พาผมเดินชมพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต และตึกสำหรับชมวิวในเมืองโคโลญ ไม่นานนักก็เดินทางกลับบ้านกัน เอาจริงๆนะ ผมเบื่อกับการดูเมืองและโบสถ์มากๆ ถึงแม้โคโลญจะมีสเน่ห์ แต่สำหรับผมในเวลานี้แล้วมันไม่ต่างจากการมาเดินเล่นเพื่อฆ่าเวลาเลย

                เมื่อกลับมาถึงบ้านโฮสต์ผมมีโอกาศทานอาหารเย็นกับคนที่นี่อีกครั้ง เป็นครอบครัวที่ทำให้ผมนึกถึงคนที่ สุวอลกี โปแลนด์จนได้


                อีกวันหนึ่งตามที่พี่แอ๋มสัญญาพี่จอห์นนี่ขับรถพาผม เกม และครอบครับของเขาไปเที่ยวเทศกาลไวน์ที่เมืองใกล้ๆ มีโอกาสกินไวน์มากมาย จนเอียนกันไปข้างเลย รสชาติถือว่าเยี่ยมสุดๆโดยเฉพาะไวน์สด และวันนี้ทำให้ผมรู้กฎหมายเยอรมันอีกอย่างว่าคุณสามารถเด็ดผลไม้กินตามสวนที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่ได้เอาไปขาย ดังนั้นแล้วการเดินเด็ดองุ่นตามสวนที่นี่ถือว่าเป็นความสุขที่อร่อยจนบอกไม่ถูกเลย

                                                                           (เทศกาลไวน์)

                วันสุดท้ายจากแพลนเดิมที่จะอยู่อีกซักคืนผมขอตัวที่จะออกก่อนกำหนด และเดินทางต่อไปยังแฟรงก์เฟิร์ท ทั้งนี้ผมจะต้องเตรียมตัวเพื่อนั่งรถไฟความเร็วสูงไปลงอัมสเตอร์ดัม ถึงแม้จะเสียดายแต่การได้รับการต้อนรับอย่างดีไม่ว่าจะเป็นน้องเกมหรือครอบครัวของพี่แอ๋ม เท่านี้ก็ถือได้ว่ามากมายเกินพอแล้ว หลังจากทำการขอบคุณเป็นการยกใหญ่แล้ว ผมมีโอกาสได้รับเชิญจากโฮสต์ที่แฟรงก์เฟิร์ทโดยผ่านแอพหาโฮสต์อีกครั้ง แล้วครั้งนี้ก็เป็นเครื่องเตือนสติอีกครั้งว่า การหาที่พักฟรีนั้น มันไม่ผิดที่เราอยากจะเจอโฮสต์ดีๆที่พักดีๆแต่ก็อย่าลืมว่า ของฟรีและดี มันไม่ได้มีมาให้เจอเสมอไปหรอกนะ....
  •             ผมมาถึงแฟรงก์เฟิร์ทก่อนกำหนดเร็วมากโปรไฟล์ของโฮสต์ที่เสนอให้ผมพักฟรีคืนที่เหลือฟรีๆ ดูท่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เว้นแต่เขาดูเป็นตาแก่ๆ สัญชาติอินเดีย ที่บอกผมว่าบ้านของเขาอยู่ห่างจากสถานีหนึ่งในเมืองแค่ 500 เมตรเท่านั้น....

                เอาเป็นว่าในประวัติมีการการันตีจากนักท่องเที่ยวอื่นอีก 2 คนที่ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมาย

                “เอาก็เอาวะมาถึงขั้นนี้แล้ว”

                ขณะนั่งรถไฟในเมืองเพื่อไปหาโฮสต์ผมก็สัมผัสได้ว่า มันไกลอยู่นะ ไหนว่าใกล้ตัวเมือง แต่ความรู้สึกตอนนี้เหมือนกับว่ารถไฟวิ่งห่างจากเซ็นเตอร์ไป 6-7 สถานีได้แล้วกระมัง

                ไกลไม่เท่าไหร่ “กูปวดขี้มากอะ” จริงๆ ให้ตายเหอะ ภาวนาให้ถึงเร็วๆ

                ผมรีบส่งข้อความไปบอกโฮสต์ว่าผมใกล้จะถึงแล้วนะมารับผมที่สถานีด้วย

                “ไอเตรียมตัวแล้วรอที่สถานีไม่เกิน 5 นาทีนะ” มีข้อความตอบกลับมาหลังจากที่ส่งไปได้สักพัก

                ในใจผมคือ “เย่ กูจะได้เข้าห้องน้ำซักที”

                เมื่อถึงสถานีที่นัดผมออกมารอโฮสต์ด้วยความตื่นเต้นและอัดอั้นไปพร้อมกันอย่างบอกไม่ถูก สัญญาณคนเดินผ่านไปผ่านมาทำให้ผมรู้สึกว่าคนนี้ต้องเป็นโฮสต์แน่ๆเลย

                หนึ่งคนผ่านไป “ไม่ใช่....”

                คนที่สอง....ไม่ คนที่สาม....ไม่ ผมยกโทรศัพท์เปิดมือถือมาดูรูปโฮสต์อีกครั้ง รูปถ่ายคือไม่มีความชัดเลย ถ่ายตั้งแต่สมัยไหนเนี่ย คือมันเป็นรูปถ่ายจากรูปถ่ายอีกทีอะ แล้วมันก็ดูเก่าๆ

                บอกตรงๆ นะกูนับคนเดินผ่านจนหมดอารมณ์แล้ว ถ้าอีก 2 นาทีไม่มากูไปแล้วนะ ไหนบอก 5 นาที นี่มันจะเชื่อถือได้ไหมเนี่ย

                ไม่นานมีชายแก่สูงประมาณร้อยหกสิบ เดินมาพร้อมกับรถเข็ญอันเล็ก จากลักษณะอินเดียๆ แก่ๆแล้วคนนี้แน่นอน ค่อนข้างตรงปกอยู่ คนนี้แหละ

                “รอนานไหม?” โฮสต์ถามผมด้วยหน้าตายิ้มแย้ม

                “ไม่นานเลยครับ” ถ้าไม่นับว่ากำลังปวดขี้มันก็ไม่นาน(มั้ง) แต่ไหนตาบอก 5 นาทีไง นี่มันเลยมาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้วนะตา ในใจคืออยากบ่นมากถึงมากที่สุด แต่กูมาขอเค้าพักฟรีอะมึงเข้าใจปะ ปากและสีหน้าตอนนั้นต้องอยู่ในโหมด “คนไทยใจงาม” “เด็กดีศรีเมือง” มึงห้ามเป็นคนถ่อยเด็ดขาด เข้าใจไหม

                ระหว่างทางโฮสต์เล่าถึงประสบการณ์ตอนที่ไปอยู่ประเทศไทยกับเรื่องของเกสท์อีกคนหนึ่งที่เคยมาขอพักแล้วก็ไม่ยอมพัก จริงๆอีเรื่องเนี่ยกูเอะใจแล้วแหละ แต่คิดว่าน่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะมันก็เคยมีคนมาพักก่อนหน้านี้แล้วไง

                “มีผู้หญิงที่ตกลงจะมาพักแล้วสุดท้ายเธอก็บอกว่า เธออยู่ไม่ได้”

                “เธอดูหัวสูง เธอคงไม่เหมาะกับบ้านผม”

                ในใจก็รู้สึกว่าเออแปลกๆดีเนอะ แต่คงไม่มีอะไรหรอก

                ระหว่างทางผมรู้สึกได้อีกอย่างนึงที่บอกว่า 5 นาที คุณตา....คุณหลอกดาว ตาทำอย่างงี้ได้ยังไง นี่อย่างน้อยๆต้องใช้เวลา 20 นาทีในการเดินไปสถานีเลยนะ ฮือออออ ระหว่างทางต้องเดินผ่านซอยเล็ก ซอยน้อยข้ามสะพาน ลอดถนน แม่งดูลึกลับสุดๆ

                เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดผมก็มาถึงบ้านโฮสต์บ้านที่กูรู้เลยว่าทำไมผู้หญิงคนก่อนถึงไม่อยู่ หากบ้านพักเด็กกำพร้าที่โปแลนด์ดูไม่ได้ยังไง ที่นี่คือแม่งไม่ต่างกันเลย เก่าสุดในสามโลก สภาพคือแม่ง 70 ปีเป็นอย่างต่ำ

                ณ เวลานี้ ไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการคีพลุคเป็นคนดี และเชื่อมั่นว่า ข้างในมันต้องดีแบบบ้านที่โปแลนด์แน่ๆถ้าบ้านที่โปแลนด์กูอยู่ได้แล้ว คงไม่มีที่ไหนที่กูอยู่ไม่ได้แล้วแหละ (ที่สุดแห่งความทรหด)

                ระหว่างเดินผ่านไปในสวนคุณตาบอกผมว่า ต้นไม้ในสวนและบ้านเนี่ยอายุมากกว่า 100 ปีแล้ว เดี๋ยวนะตา 70 ปีคือขั้นต่ำที่กูเดาแต่ตาให้กู 100 เลย โอยน่ากลัวมากสภาพเหมือนบ้านร้าง สวนร้างอะไรจะเก่าปานนี้

                คุณตาค่อยๆไขกุญแจและเปิดประตูออกสัมผัสแรกคือกลิ่นรุ่นคุณปู่

                “เข้ามาๆเข้ามาก่อน ยูต้องนอนที่ชั้นสามนะ เพราะชั้นแรกกับสองเป็นที่ทำงานกับห้องครัว”

                ก้าวแรกที่เหยียบบ้านวิวแรกห้องแรกที่เห็นคือ คอมพิวเตอร์ยุค 90 มากมายเรียงราย มีฝุ่นเกาะตามกาลเวลา มีเครื่องหนึ่งเหมือนถูกเปิดไว้ใช้งานอยู่ ไม่แปลกใจเลยที่ลุงตอบข้อความผมช้ามากและถ้าใครนึกภาพบรรยากาศไม่ออกควรไปดูหนังแฮร์รี่ บ้านเพิงโหยหวนข้างในมันแบบนั้นเลยอินายจ๋า

                ขั้นบันไดไม้แต่ละขั้นให้ความรู้สึกอยากจะหักและหัวทิ่มตกไปตายตลอดเวลา

                ชั้นสองเป็นห้องครัวที่ดูเก่าคร่ำครึและในที่สุด ชั้นสาม ที่ดูเหมือนมีห้องนอนสองห้อง

                คุณตาพาผมไปห้องนึงติดบันไดห้องมีความคลาสสิค ไม่สิสมัยเก่าเลยแหละ เตียงดูสะอาด มีความรู้สึกน่าจะนอนได้

                “ยูนอนนี่ไปนะ” คุณตาเดินไปที่เตียงพร้อมสะบัดผ้าห่ม เรื่องมันควรจะเป็นไปด้วยดีกว่านี้ถ้าตาไม่สะบัดมันนนนน

                แมลง!!! แมลงอยู่บนเตียง โอยขนลุกวาบๆในใจคือแบบ WTF WTF ผมกลั้นความรู้สึกตอนนั้นมากๆ กลั้นจนขี้จะแตกแล้วไม่ไหวแล้วตา ตอนนั้นคือต้องควบคุมสติ ใช่ สติ เอางี้ไปขี้ก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

                “ตาห้องน้ำอยู่ไหน?” ตาชี้ไปฝั่งตรงข้ามห้องนอน

                “ผมขอเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

                วินาทีที่เปิดประตูห้องน้ำจากความรู้สึกปวดขี้ตุ่ยๆ แม่งถูกกลืนกลับเข้าไปในลำไส้ส่วนที่ลึกที่สุดตามเดิม!!! กูว่าสภาพบ้านกับห้องนอนคือความท้าทายแล้วนะ ส้วมคือความสยองที่แท้ทรู มันคือส้วมโบราณ มีคราบเหลืองๆ และต้องกดน้ำโดยการดึงสายยาวๆที่ห้อยลงมาจากด้านบนอะ

                “กูอยู่ไม่ได้!!!!” อยากจะตะโกน ณ เดี๋ยวนั้น

                ผมค่อยๆก้าวออกมาจาก้องน้ำปั้นหน้าให้รู้สึกผิดที่สุดเท่าที่จะทำได้

                I have to say Sorry” ต้องขอโทษจริงๆนะตา

                I cant stay here” กู...อยู่ไม่ด้ายยยยยย

                สภาพห้องน้ำเหมือนผ่านสงคราม 9 ทัพมาอย่างอื่นยังพอทำใจได้ แต่ห้องน้ำกูรับไม่ได้ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ผมต้องพูดไปขอโทษนะตา แต่ผมอยู่ไม่ได้จริงๆ

                สถานการณ์ตอนนี้คือเดินดุ่มๆออกจากบ้านตา พร้อมกับโทรหาแม่ กับการบ่นที่อินฟินิตี้วอร์มาก ผมจำใจจองโรงแรมไปเลย ณ ตอนนั้นไม่มีอารมณ์ทำอะไรแล้วนอกจากการหาโรงแรมและรีบไปห้องน้ำที่อั้นไว้ตั้งแต่เช้า

                ผมเสียค่าโรงแรมไปประมาณ 2000 บาทไทย วินาทีที่ใช้ห้องน้ำที่สะอาด นอนลงบนเตียงกลิ่นปกติ ปราศจากสิงห์สาลาสัตว์คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด

                ลาก่อนที่พักฟรี บางทีเงินก็ช่วยเราซื้อความสบายไม่ใช่แต่ตัว แต่รวมถึงใจด้วย...

                ปล. ผมขอบคุณในน้ำใจของคุณตาจริงๆแต่สถาพแบบนั้ผมต้องขอโทษด้วย ผมอยู่ไม่ได้จริงๆ บางทีก็รู้สึกนะว่าตัวเองเรื่องมากแต่มันเป็นสิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไปเลย
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in