Europe First TimeKanSiri
การงาน มิตรภาพและความรัก ในต่างแดน
  •           อย่างที่บอกไปว่าอาทิตย์ที่ 5 นั้นผมได้มาริน่าเป็นรูมเมทซึ่งสำหรับผมเองนั้นค่อนข้างที่จะพอใจอยู่ไม่น้อย เพราะผมก็ค่อนข้างชอบมาริน่าอยู่บ้างและก็เพราะมาริน่าเป็นผู้หญิงนี่แหละเลยทำให้ห้องรกๆ ที่อิโจเซ่เคยทำเอาไว้กลายเป็นห้องที่น่าอยู่ขึ้นมาโดยทันที แม้มันจะไม่ได้สะอาดแบบที่เมืองไทยแต่เห้ยมันดูเป็นห้องนอนขึ้นว่ะ อย่างงี้ซิ ค่อยน่าอยู่ขึ้นมาหน่อยและในวันเดียวกันนั้นเองผมก็ได้รับยาจากประเทศไทยส่งตรงถึงห้องเป็นที่เรียบร้อย

                เวลาทำงานของผมกับมาริน่าจะค่อนข้างตรงกัน แม้เราสองคนจะทำงานกันคนละโรงเรียนก็ตามซึ่งมันก็ทำให้พวกเรามีเวลาที่จะได้กลับมาเจอกันที่ห้องกันอยู่บ่อยๆ วันแรกๆที่ผมได้คุยกับมาริน่าในฐานะรูมเมทก็ดูจะปรกติดีแต่ก็อย่างที่บอกเนื่องจากผมไม่ได้สนิทกับเอสม่ามากนัก ผมก็เลยกลายเป็นหนุ่มผู้โดดเดี่ยวอีกครั้ง มาริน่าเองก็น่าจะตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ดังนั้นแล้วพวกเราจึงมีเวลาคุยด้วยกันมากขึ้นไปอีก


                ระหว่างที่ผมได้พักกับมาริน่า พวกเราก็ได้มีประสบการณ์นัดเดทจากคนโปแลนด์บ่อยครั้ง ทั้งหญิง ชาย จึงไมแปลกเลยที่พวกเรามักจะปรึกษากันเรื่องความรักอยู่เป็นประจำ ต้องเล่าตามตรงว่ามุมมองความรักของผมเปลี่ยนไปเยอะมากแล้วจากประสบการณ์หลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ผมเข้าใจว่าความรักมันไม่เกี่ยวกับอะไรเลยแม้กระทั่งเพศสภาพ แต่มันคือ ความรู้สึกดีๆซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเกิดขึ้นกับตัวเรา

                ไม่นานผมกับมาริน่าก็กลายมาเป็นรูมเมทที่สนิทกันอย่างลงตัว โดยที่ผมเองก็ไม่ได้คาดหวังเรื่องแบบนี้เหมือนกัน ความสนิทมันเพิ่มพูนจนในที่สุดมาริน่าได้เข้ามาบอกกับผมว่าปีหน้าไอจะเดินทางไปเมืองไทยอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้น อย่าลืมมาเจอไอด้วยล่ะ ตอนนั้นผมรับรู้ได้เลยว่ามิตรภาพมันก่อขึ้นมาแล้วจริงๆ จึงบอกกลับไปว่า “ได้สิมาริน่า ไอจะรอจนถึงวันนั้น”
  •            ในสัปดาห์ที่ 5 ของโปรเจคนั้นผมได้รับข้อความจากคินก้าว่า คินก้าจะมาเยี่ยมเราที่ Bialystok ทำให้ในอาทิตย์นั้นเองทุกคนที่ได้เคยไปทำงานที่ Suwalki จึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ผมจึงได้พบกับเอเรน ชีเล้ง และเอิร์ท และมันก็เหมือนกับเป็นการรวมตัวของเหล่าสมาชิกโปรเจคคนอื่นๆด้วย เพราะในวันเดียวกันนั้นเองทางโครงการได้จัดกิจกรรมการเผยแพร่วัฒนธรรมขึ้นที่เซ็นเตอร์ของเมือง

                หลังจากจบมีทติ้งเล็กๆนั่นแล้วผมกับเอิร์ทและชีเล้งจึงตัดสินใจว่าสุดสัปดาห์นี้พวกเราจะกลับไปเยี่ยม Suwalki กัน สำหรับเอเรนนั้นไม่ได้กลับไป เพราะดูเหมือนว่าเอเรนจะติดสาวๆที่นี่เข้าให้ แต่ก็ไม่เป็นไรกลับกันเท่าที่กลับได้นี่แหละไม่ใช่ปัญหาอะไรใหญ่โตทั้งสิ้น

                เนื่องจากสุดสัปดาห์นี้ถือว่าเป็นสุดสัปดาห์สุดท้าย การกลับไป Suwalki ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีอยู่ไม่น้อย แต่ผมก็ไม่ได้อยากค้างคืนซักเท่าไหร่เพราะไม่ใช่แต่เพื่อนๆที่ Suwalki ที่ผมอยากเจอ แต่คนใน Bialystok ก็เช่นกัน ผมอยากจะเจอเพื่อนๆทุกคนที่สนิทสนมเป็นครั้งสุดท้ายเลยตัดสินใจว่า ผมจะกลับไป Suwalki แค่วันเสาร์เท่านั้นและวันอาทิตย์เองผมจะใช้เวลาในการเจอคนอื่นๆใน Bialystok และวางแผนการเที่ยวยุโรปหลังจบโครงการแล้ว

                ในที่สุดวันสุดสัปดาห์ก็มาถึงพวกเรารีบออกไปที่สถานีขนส่งแต่เช้า แต่เนื่องจากวันนั้นเป็นวันหยุดรถเมล์ที่ไป Suwalki นั้นมีคนนั่งเต็มไปหมดพวกเราจึงต้องยืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึง Suwalki พวกเราก็นั่งรถแท็กซี่ไปที่บ้านโฮส เมื่อถึงบ้านโฮสแล้วก็ได้เจอฮันน่าและฮันน่าก็ดีใจมากที่เจอพวกเราอีกครั้ง ไม่นาน คินก้าเลยชวนและพาพวกเราไปช๊อปปิ้งเพื่อทำอาหารฉลองกัน ในฐานะแขกคนสำคัญ

                ณ ซุปเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆกับบ้านโฮส พวกเราได้เลือกซื้อวัตถุดิบกันอย่างเต็มที่ในขณะที่ผมเลือกซื้อของอยู่กับเอิร์ทนั้น เอิร์ทได้เข้ามากระซิบข้างๆหูว่า

    “พี่มีผู้ชายกลุ่มนั้นมองพี่แน่ะ” ผมก็หันไปมองก็พอจะสังเกตได้แหละว่ามีผู้ชายมองมาจริงๆ

    พวกเราก็เลือกซื้อของอยู่ซักพักจนกระทั่งช่วงที่ผมได้ปลีกตัวออกมา ผู้ชายคนที่คอยแอบมองก็เดินเข้ามาหาผมพร้อมกับทักทาย

                “สวัสดีครับ” ใช่มึงฟังไม่ผิด ฝรั่งหัวทองคนนี้แม่งพูดไทยด้วยความไม่ได้ใจผมจึงได้ถามไปอีกครั้งเพื่องความแน่ใจ

                What?” อะไรนะที่พูดเมื่อกี้

                “สวัสดีครับ” สำเนียงฝรั่งชัดเจนแต่ก็จับใจความได้ว่ามันคือภาษาไทยแน่ๆ

                Do you speak Thai?” นี่เอ็งพูดไทยใช่ไหม ในที่ห่างไกลแบบนี้เนี่ยนะ อย่าว่าแต่ภาษาไทยเลยภาษาอังกฤษไอยังไม่ค่อยได้ยินคนพูดกันเลยแถวนี้

                กลับกลายเป็นว่าเป็นหนึ่งความประทับใจที่มีฝรั่งพยายามพูดไทยใส่คร่าวๆว่าเขารู้สึกว่าผมเป็นคนไทย แล้วเขาเคยไปเที่ยวไทยพอมาเจอผมก็เลยอยากจะทักทายเล็กๆน้อยๆอันเป็นการจบพิธี

                หลังจากช็อปปิ้งเสร็จเรียบร้อยพวกเรากลับมาทำอาหารที่บ้านโฮส และตกลงกันว่าพวกเราจะไปเยี่ยมญาติโฮสอีกจังหวัดนึงและมีการทำกิจกรรมพายเรือคายักตามลำคลอง ซึ่งขอบอกเลยว่าสนุกมาก ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่จะพายเรือเพราะนอกจากความสนุกแล้ว คือแม่งเหนื่อยมากจริงๆ

                แสงอาทิตย์สุดท้ายกำลังจะลับตาลงพวกเรามีปาร์ตี้กันก่อนจะกล่าวอำลาและกลับไปยังสถานีรถไฟเพื่อกลับไปยังBialystok
  •             เมื่อเวลาวิ่งไปถึงเลข 8 นั่นหมายถึงเราต้องลาครอบครัวคินก้าไปแล้วจริงๆพวกเราทุกคนต่างรู้กันดีว่าโฮสนี้นั้นเมตตามากแค่ไหน แต่ยังไงสุดท้ายงานเลี้ยงก็ต้องมีเลิกรา พาเมล่า คินก้าและปีเตอร์อาสาพาผมกับเอิร์ทไปส่งที่สถานีรถไฟ และพวกเราก็เกือบจะตกรถไฟรอบสุดท้ายแต่โชคยังดีทันเวลาพอดี พวกเราโบกมือลาพาเมล่ากับคินก้าที่อยู่บนสถานีรถไฟ ผมไม่รู้เลยจริงๆตอนนั้นเอิร์ทรู้สึกยังไงแต่คิดว่าคงจะคิดคล้ายๆกับผม ก็คือ พวกเรารักครอบครัวนี้มากจริงๆ

                พวกเรามาถึงBialystok ราวๆ 5 ทุ่มเกือบจะเที่ยงคืน ผมมาไม่ทันรถเมล์รอบสุดท้ายเอิร์ทนั้นตัดสินใจนั่งแท็กซี่กลับที่พักของตัวเองไป (เอิร์ทได้โฮสแฟมิลี่ใหม่ในเมือง Bialystok) ส่วนผมต้องหารถกลับหอเองโชคยังดีรถเมล์อีกสายที่วิ่งผ่านป้ายรถใกล้ๆหอยังไม่หมด ผมเลยรีบวิ่งขึ้นรถคันนั้นซึ่งมันก็ดีกว่าเสียเงินค่าแท็กซี่แพงๆอยู่

                ระหว่างที่ป้ายรถเมล์ไปถึงหอพักต้องผ่านสวนสาธารณะที่มีสุสานด้วยแต่มันคือทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว และเอาจริงมะ สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้มันเป็นสถาณการณ์ที่จะว่าสยองก็คงจะได้ ลองจินตนาการคืนฝนพร่ำ มีคนคนหนึ่งเดินในสุสานตอนเที่ยงคืน และขณะที่กูเดินอยู่นั้นมีเงาตะคุ่มๆ เดินมาจากด้านหน้า....

                “เชี่ยแล้วไงดึกดื่นป่านนี้ ฝนก็ตกใครมาเดินอะไรตอนนี้วะ คนยิ่งกลัวๆอยู่”

                เอาจริงๆไม่กล้าคิดวาเป็นผีไม่ใช่เพราะไม่กลัวผี แต่กูว่าผีฝรั่งแม่งต้องฟังบทสวดมนต์พุทธไม่ออกแน่ๆซวยแล้วไง “กูจะเอาอะไรไปสู้กับมันวะ”

                ตอนนั้นรวบรวมสมาธิเงาที่มันเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้เลยว่ามันคือคนใส่ชุดแม่ชี

                “โอ้ยหัวใจจะวายยังกะหนังผี”

                สุดท้ายถึงแม้มันจะไม่มีอะไรแต่หัวใจนี่หล่นไปอยู่ตาตุ่มแล้วอะ

                เอาจริงนะถ้าใครเป็นกูตอนนั้นอะแม้งคือเดอะนันชัดๆอะ ฝนตก สุสาน แม่ชี เที่ยงคืนแม่งมาพร้อมกันโดยที่ไม่ปรึกษาสุขภาพจิตกูเลยจ้า


                คือนอกจจากจะต้องฝ่าดงสุสานคนเดียวแล้วการกลับมาถึงที่นี่ราวๆเที่ยงคืน นั่นหมายความว่า ร้านซุปเปอร์ก็ปิดลงหมดแล้วถ้าใครเคยเที่ยวยุโรปมาบ้างก็อาจจะพอรู้ว่าซุปเปอร์ที่ยุโรปนั้นไม่ได้เปิด 24 ชม. แบบบ้านเราซึ่งในตอนนั้นเองผมก็หิวมาก เสบียงก็ไม่ได้ตุนไว้เลย มีแต่มาม่า 2 ห่อกับหมูหยองอีก 1 ห่อเล็กๆ ซึ่งครั้นจะเรียกว่าเสบียงก็คงจะไม่ได้เพราะว่าที่นี่ไม่มีกาต้มน้ำ ไม่มีถ้วยไม่มีหม้อต้มน้ำ ง่ายๆคือ ที่นี่ไม่มีอะไรส้นเท้าอะไรเลย นอกจากแก๊สที่ดูเหมือนอยากจะระเบิดตัวเองตลอดเวลา สภาพเก่าสัสๆ สุดท้ายต้องตัดสินใจที่จะต้มมาม่าลงในกระปุกน้ำร้อน (กระปุกน้ำร้อนอ่านไม่ผิดแน่) โดยการใส่น้ำร้อนที่มาจากก๊อกลงไป คืนนั้นการกินมาม่ากับหมูหยองประทังชีวิตในกระปุกน้ำร้อนคือวิถีใหม่แห่งการเอาตัวรอดในต่างแดน บอกเลยวินาทีนี้ต้องกินไม่มีอะไรเศร้าไปกว่านี้อีกแล้วในตอนนั้น และที่สำคัญน้ำร้อนที่เอามาเติมคือมาจากก๊อก....เลเวลเอาชีวิตรอดกูอัพจนจะตันแล้วจ้า

  •           ก่อนหน้านี้ ผมขอสารภาพว่า บางครั้งก็เคยมีความรู้สึกประมาณว่า

    กูมาทำอะไรที่นี่เนี่ย? ต้องยอมทิ้งงานดีๆที่ไทยยอมทิ้งชีวิตที่สุขสบายเพื่อเจอกับอะไรแบบนี้เนี่ยนะ สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยครูในป่าที่ไร้ไมตรีจิต เพื่อนที่ทำห้องรกๆ ขโมยเตียงกูไปนอน เด็กที่วุ่นวายมากมาย อาหารที่หากินไม่ได้แทบตลอดเวลา หรือซุปโง่ๆที่ต้องกินประทังชีวิต ถึงอย่างนั้นชีวิตที่โปแลนด์มันไม่ได้แย่ถึงขนาดกับเสียดายเวลาแต่ทุกครั้งที่เผชิญกับความลำบากมันคือแบบ

    “เพื่ออะไรวะ?

    เมื่ออาทิตย์สุดท้ายมาถึง ผมนั่งย้อนกลับไปตั้งแต่วันแรกที่มายุโรปคำตอบมันค่อยๆเริ่มปรากฏในใจ บางอย่างถ้าเราไม่ลอง เราก็จะไม่มีวันเข้าใจและตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว

                ประสบการณ์ของแต่ละคนนั้นผมคงบอกไม่ได้เต็มปากว่าเหมือนกับผมหรือเปล่าแต่สำหรับผม นอกจากความฝันแล้ว สิ่งที่ผมรู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆก็คือมิตรภาพที่ผมไม่เคยคาดหวังเลยจริงๆว่าจะได้เจอมันได้ในดินแดนที่ห่างไกลจากบ้านเกิดนับหลายพันกิโล

                อาทิตย์สุดท้ายมาถึงผมทำหน้าที่สอนเด็กโรงเรียนในป่าเช่นเดิม จะต่างกันที่อาทิตย์นี้ผมมีความเคยชินและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆได้มากขึ้นแต่สิ่งที่ผมเสียความรู้สึกเลยจริงๆ ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ได้รับรอยยิ้มหรือปฏิสัมพันธ์ใดๆกับคนที่นั่นแต่กับเป็นเรื่องที่ผมคิดว่า ทุกคนควรจะปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองจริงๆโดยไม่เอาอคติมาเป็นตัวกำหนดทิศทาง

                ต้องขอบอกก่อนว่าผมไม่ใช่คนที่หัวร้อนหรือมองคนอื่นในแง่ร้ายซะทีเดียว แต่ครั้งนี้มันเหลืออดจริงๆ
                เรื่องมีอยู่ว่า โรงเรียนในป่านั้นครูและเด็กๆผู้ปกครองมีการนัดแนะกันว่าวันพุธที่จะถึงนี้จะไม่มีการเรียนการสอนใดๆซึ่งเป็นการนัดแนะโดยที่ไม่บอกผมเลยแม้แต่น้อย ทำให้วันพุธผมต้องมาทำงานอย่างชนิดที่ว่าทุกคนหายไปไหนกันหมด อารมณ์แบบเหมือนโดนผีหลอกในโรงเรียนในป่าอะ คิดสภาพนะเดินเข้ามาในป่า ไร้สัญญาณสิ่งมีชีวิต คือตอนนั้นแบบ

    “เห้ยอะไรวะ”

    จนกระทั่งก็พอจะคาดเดาได้ว่า โรงเรียนเขาหยุดกัน

    “อ้าวเชี่ย”

    คือต่อให้จะเกลียดจะแค้นจะไม่ยิ้มให้ยังไงแต่มึงก็ควรจะเคารพคนอื่นปะวะงานก็ส่วนงาน แต่การที่ไม่บอกกล่าวสิ่งสำคัญเลยมันคืออะไรกัน ค่ารถผมก็ต้องออกเองแม้มันจะไม่แพงนะ ไหนจะค่าเสียเวลา และที่สำคัญมันเสียความรู้สึก ตอนนั้นผมโทรไปบ่นกับคนในโครงการทันทีถึงขนาดที่ว่าจะไม่กลับมาทำงานอีกแล้วในวันที่เหลือ จนในที่สุด มาริอาก็พูดกับผม สิ่งที่มาริอาพูดทำให้ผมเปลี่ยนความคิดทันทีมันไม่ใช่คำพูดที่สวยหรูหรือพูดให้เราเข้าใจอีกฝ่าย แต่สิ่งที่มาริอาพูดคือ

    “เรามาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเด็กเพื่อดูแลเด็ก ดังนั้นสิ่งที่ควรจะโฟกัสมันคือตัวเด็กไม่ใช่หรอ” เพราะคำพูดนี้ผมเลยใจสงบและมองว่าเราผ่านมาแล้วจนจะจบโครงการแล้ว และอีก 2 วันผมต้องผ่านมันไปให้ได้และตอนนั้นเองผมจึงได้รู้ว่า

    “ทุกประสบการณ์มันทำให้เราโตขึ้นและคิดเป็นมากขึ้นจริงๆ”

                จนในวันสุดท้ายของการทำงานทุกๆคนในโครงการได้ร่วมกันจัดปาร์ตี้ขึ้นเพื่อเป็นการกล่าวขอบคุณและอำลาเพื่อนๆอาสาสมัครทุกคนในวันนั้นเองก่อนที่ผมจะไปร่วมงาน ผมได้รู้จักเพื่อนที่แสนดีชื่อ พาเวล ผมได้มีโอกาสรู้จักพาเวลาเพียง 5 ชม.ก่อนงานปาร์ตี้จะเริ่มเท่านั้น แต่ 5 ชม.เป็นเวลาที่เต็มไปด้วยมิตรภาพดีๆ และคำอวยพรดีๆที่ลึกๆแล้วพวกเราเชื่อว่าจะได้มีโอกาสพบกันอีก

                ค่ำคืนสุดท้ายทุกอย่างมันผ่านไปเร็วเหมือนฝัน ปาร์ตี้คืนนี้ทุกคนมีความสุข มีเสียงหัวเราะ รวมถึงน้ำตา เพราะวันรุ่งขึ้นทุกคนต้องลาจากกันแล้วผมก็เหมือนกัน ในคืนนั้นทุกคนพูดคุยนั่งดูท้องฟ้าด้วยกันแล้วทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่า แม้ว่าเส้นทางของแต่ละคนประเทศของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แม้สุดท้ายแล้วจะไม่มีอะไรมารั้งให้พวกเราอยู่ด้วยกันได้อีกแต่ความเป็นเพื่อนนั้นมันได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ถ้าวันไหนใครผ่านมาหรือใครผ่านไปประเทศไหนของใคร ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

    You can always meet and stay with me” อย่าลืมแวะมาหาแล้วกัน

              ตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ทำงานในโปแลนด์ จากคนที่ไม่เคยมาอยู่ไกลบ้านไกลเมืองนานขนาดนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากมากในตอนแรก แต่พอเรื่องราวมันมาถึงตอนจบ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูเล็กน้อยไปเลยความสุข ความเศร้า ดีใจ หัวเราะร้องไห้ มิตรภาพ จนกระทั่งมาถึงวันสุดท้ายมันดูเป็นความทรงจำและประสบการณ์ที่ล้ำค่าอย่างบอกไม่ถูก แม้สุดท้ายแล้วเพื่อนๆทุกคนจะมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันมาจากประเทศและวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ในใจของพวกเราหากใครได้ไปเมืองไหนประเทศไหน...พวกเราคงได้เจอกันอีกครั้งแน่นอน
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in