Europe First TimeKanSiri
Survival Project ภารกิจเอาตัวรอดในต่างแดน
  •                 การมาอยู่ Bialystok นั้นถือได้ว่าเป็นการมาอยู่ชีวิตต่างแดนโดยที่ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีโฮส ไม่มีกิจกรรม รวมถึงไม่มีอาหารให้กิน (บางมื้อ) ด้วย จะมีก็แต่งาน งานงาน และงานเท่านั้น พูดง่ายๆผมเหมือนโดนตัดหางปล่อยวัด แต่ยังดีที่มีที่ซุกหัวนอนให้แม้มันจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ก็เถอะ และอาทิตย์นี้ผมต้องทำงานคู่กับด็อกลาสตุ๊ดบราซิล ผู้ที่มีหน้าตาแมนมากๆ จนกระทั่งนางพูด ท่าทางและมือไม้อันกรีดกรายนั่นขัดกับหน้าตามึงมาก แต่เรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็น ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า ผมต้องเมคเฟรนกับทุกคน ทุกอย่างต้องไม่เป็นไรแน่นอน มีความโลกสวยเบาๆ

                    ถ้าใครคิดว่าการทำตัวสุภาพน่ารัก เกรงใจเป็นคุณสมบัติที่ทำให้คนรอบๆตัวรักมึงแล้วล่ะก็ มึงคิดผิดอย่างมหันต์ โดยเฉพาะกับด็อกลาส ผู้ที่มีกริยาหยิ่งยโส โอหัง ตลอดเวลาเมื่ออยู่กับผม จริงๆแล้วนางก็นิสัยดีแหละแต่ไม่ทราบเพราะสาเหตุอันใด ทำให้ด็อกลาส ไม่ค่อยชอบผมเท่าไหร่การไปทำงานกับด็อกลาสนั้นก็เหมือนการไปทำงานคนเดียว นางแทบจะไม่คุยกับผมเลย ยังดีที่โรงเรียนใหม่ผมยังได้พบปะคนอื่นๆที่น่ารักจริงๆ ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี อาหารที่ทำงานใหม่อร่อยมาก อร่อยจนรู้สึกว่าจุดประสงค์ของการทำงานที่นี่คือมากินอาหารฟรีเนี่ยแหละ ประหยัดได้ตั้ง 2 มื้อ แถมอร่อยอีกตะหาก (กับคนที่ต้องประหยัดเงินในต่างแดนอาหารฟรีและอร่อยถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้าเลยก็ว่าได้) โอ้วอิ่มจังตังอยู่ครบ


                    ตอนไปทำงานผมไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกินเท่าไหร่ แต่ตกเย็นลงมานี่สิ ต้องดั้นด้นไปหากินเอาเอง แล้วอย่างที่บอกที่นี่เนี่ยนะ คนพูดภาษาอังกฤษได้คล่องมีน้อยมาก มากจนบางครั้งผมมีความรู้สึกว่าพวกมึงได้บรรจุหลักสูตรสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆไว้บ้างไหมเนี่ย "เพลีย" ก็เลยตัดสินใจกินแต่อะไรที่ผมรู้จัก อาหารเย็นที่ต้องกินซ้ำๆเดิมๆก็มีแต่พิซซ่า แล้วก็ไอ้แป้งม้วนๆที่เหมือนเคบับ แต่ไม่ใช่เคบับ ไม่รู้เรียกว่าอะไร แฮมเบอร์เกอร์ แล้วก็ร้านอาหารตักแบบพวกแกงๆ สไตล์โปลิชๆ ที่รสชาติเหมือนกับแกงจืดโง่ๆที่เมืองไทย ผักดอง กระหล่ำดอง หรือบางทีก็ต้องกินขนมปังซุปเปอร์ ซึ่งการกินอาหารพวกนี้มีเหตุผลเดียวคือเพื่อการอยู่รอดล้วนๆ

                    นอกจากเรื่องอาหารแล้วปัญหาถัดไปก็คือเรื่องการใช้ชีวิตอย่างอื่น การย้ายมาที่นี่แม้จะอยู่ในเมืองแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมาอยู่ในป่ายังไงอย่างนั้น เน็ตก็ไม่มี โทรทัศน์ก็ไม่มี ตู้เย็นก็ยังไม่มีอีก ห้องครัวมีก็เหมือนไม่มีมีแค่เตากับไมโครเวฟเก่าๆให้ ซึ่งไม่รู้จะระเบิดหรือเปล่า น่ากลัวมาก กรุณาเชื่อผมเถอะผมมาประเทศที่เจริญแล้วจริงๆ

                    ภารกิจแรกของผมในตอนนี้ก็คือไปซื้อซิมเน็ตมาซึ่งราคาถูกมาก 50 GB ราคาแค่ประมาณ 200 บาทไทย แต่อินเตอร์เน็ตก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตยุโรปในช่วงซัมเมอร์ช้ากว่าไทย 5 ชม. นึกถึงอารมณ์ที่นั่งเหงาๆคนเดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคุย ชีวิตสับสน เดินไปเดินมาในเมืองถ้าโชคดีหน่อยก็โทรหาเพื่อนที่ไทย หรือไม่ก็พ่อแม่ ซึ่งต้องคำนวณเวลาดีๆถ้าพวกเขาไม่หลับไปก่อนก็ถือว่าโชคดีไป



                    ที่ Bialystok นั้นทุกๆคนจะมีคู่โปรเจคซึ่งมันทำให้คนที่เป็นคู่กันนั้นสนิทกั้นสนิทกัน และพวกเขาจะไปไหนมาไหนด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่นมาฮัทกับคริสตัล (สมาชิกในโครงการที่ผมไม่ได้สนิทด้วย) โจเซ่กับเอสม่า แล้วตัดภาพมาที่ผมชีวิตเศร้า ไม่มีใครเคียงข้าง ก็เพราะอินังด็อกลาสมันไม่ชอบผมทำให้นางนั้นไปอยู่กับโจเซ่ และโจเซ่ก็อยู่กับเอสม่า ซึ่งทั้งสามคนนี้สนิทกันมากมากจนไปไหนมาไหนด้วยกันเหมือนสามสามีภรรยา สนิทจนไม่มีที่ว่างให้กูเป็นเพื่อน สวรรค์กลั่นแกล้งไปอีก

                    แต่พอลองคิดไปคิดมาการอยู่คนเดียวก็ดีกว่าอยู่กับด็อกลาสแล้วกัน

                    พออ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายคนคงนึกถึงเอเรน อีกคนที่มีชะตาร่วมหอลงโลงกับผมและโจเซ่ ผมน่ะพยายามให้มันมาลงโลงด้วย แต่ทว่า...เอเรนน่ะหรอ...ไม่รู้ทำบุญมาด้วยอะไรด้วยความที่หน้าตาดี ชีวิตเอเรนเลยมีสาวๆรายล้อมและคอยเปย์ให้ตลอดเวลาจนน่าหมั่นไส้ ตัวเอเรนก็ไม่ค่อยอยู่ติดห้องที่หอเท่าไหร่ ไปหาเพื่อนบ้างหากิ๊กบ้าง ในขณะที่กูนั่งเหงาคนเดียวทุกๆเย็นหลังจากงานเลิก

                    ส่วนชีเล้งและพวกเพื่อนจากฮ่องกงก็ตั้งแก๊งขึ้นมา ตัดตัวตนจากโลกภายนอกไปเลยชีวิตผมตอนนั้นเหมือนไม่มีใครคบ จะชวนใครคุยก็ไม่ได้เพราะพวกเขาไม่พูดอังกฤษกัน คนอื่นๆในโครงการก็หายตัวไปไหนกันหมดไม่รู้ ทุกๆเย็นต้องมาเดินคนเดียวในเซ็นเตอร์ เดินไป เดินมา นั่งๆ ยืนๆ เป็นช่วงชีวิตที่ไม่มีอะไรเลยให้ตายซิ ตกลงผมมาเปิดโลกกว้าง หรือโลกมันแคบกว่าที่ผมคิดกันแน่ ????



                    เย็นวันหนึ่งหลังจากทำงานเสร็จพร้อมกับด็อกลาสผมได้เจอมารีน่า (คนกรีก) อีกครั้ง พร้อมกับน้องส้ม (คนไทย) และรอยด์ (น่าจะมาจากอินเดียอันนี้เดาจากกลิ่นตัวมันล้วนๆ) และวันนี้ก็เป็นอีกวันนึงที่อาการไม่สบายกำเริบมาอีกจนทำให้ต้องหาคนโปลิชพาไปโรงพยาบาลอีกรอบ มารีน่าเองก็ป่วยหนักจนต้องไปโรงพยาบาลพร้อมกับผม ทำให้ผมรู้จักคนโปลิชเพิ่มอีก 1 คนชื่อ แม็กดาเลน่าผู้ที่พาพวกเราไปโรงพยาบาล ซึ่งครั้งนี้ผมได้เตรียมยาที่ผมเอามาจากไทยไปด้วยเพื่อให้หมอดูว่า กูไม่ได้เป็นแค่หวัดธรรมดานะเว้ยดูแค่ตัวยาจากฉลากที่เป็นชื่อภาษาอังกฤษมันก็คงจะเป็นประโยชน์บ้างล่ะ

                    แต่ดูเหมือนว่าหมอจะไม่รับฟังอะไรทั้งนั้นนอกจากจะฟังอังกฤษไม่ได้แล้ว พูดอะไรไปหมอก็ส่ายหน้าๆ ตลอด วันนั้นผมเลยตัดสินใจไม่ถามอะไรแล้วและก็ไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลด้วย (ราคา 500 บาทไทย) ผมเห็นว่าถึงถามอะไรไปหมอก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดีก็เลยปฏิเสธการตรวจที่เหมือนจะละเอียด (ขึ้นมาอีกนิด) ไป  ส่วนมาริน่านั้นเป็นไข้หวัดหนักจริงๆ เลยถูกหมอสั่งยาอย่างบ้าคลั่ง อย่างชนิดที่ว่ากินทีนี่อิ่มยากันเลยทีเดียววันนั้นผมได้คุยกับมาริน่านิดหน่อย ก็เลยทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ตัวมาริน่าเองนั้นก็เป็นผู้หญิงที่น่ารักอยู่เหมือนกัน หลังจากหาหมอจบเรียบร้อยแล้วผมก็ไม่ได้เจอมาริน่าอีกเลยทั้งอาทิตย์ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นจุดเริ่มต้นมิตรภาพดีๆที่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้


                    วันถัดมาผมมีได้นัดกับพาเมล่าเอาไว้เพราะผมได้ขอให้คินก้าฝากยาที่ผมลืมไว้ที่ Suwalki มากับพาเมล่าด้วย ถ้าพาเมล่ากลับมาที่ Bialystok

                    เมื่อถึงเวลาผมก็เดินไปหาพาเมล่ากับปีเตอร์ที่อพาร์ทเม้นท์และด้วยอาการป่วยของผม ทำให้พาเมล่าอดไม่ได้ที่จะอาสาพาไปหาหมออีกครั้ง โดยที่ผมพยายามปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่ดูจะไม่เป็นผลและในที่สุดเพื่อเห็นแก่น้ำใจพาเมล่าผมเลยตอบตกลงไป ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรการหาหมอครั้งนี้ผมไม่ต้องเสียเงินเลยซักบาท ต่างจากตอนที่มากับมารีน่า โรงพยาบาลก็โรงพยาบาลเดียวกัน และครั้งแรกต้องเสียเป็นเงินไทยถึง 500 บาท ผมถามพาเมล่าดู จึงได้ความว่า ที่จริงแล้วมันจะมีวันพิเศษที่ประชาชานสามารถมาตรวจอาการไม่สบายได้ฟรีเลยกลับกลายเป็นว่า ไม่ต้องเสียเงินซักกะแดงเดียว พอตรวจเสร็จผมขอบคุณพาเมล่าเป็นการยกใหญ่ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งก่อนๆเท่าไหร่แต่ถ้าเทียบกับความรู้สึกขอบคุณแล้วล่ะก็ แน่นอนว่าผมตื้นตันใจพาเมล่ามากถึงมากที่สุด
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in