Europe First TimeKanSiri
รถไฟกลับบีอาลี่สต๊อก โปแลนด์
  •                 อาทิตย์สุดท้ายของผมใน Suwalki นั้นไม่ค่อยดีนักเนื่องมาจากอาการป่วย ระหว่างที่ป่วยนั้น คินก้า โดมินิก และฮันน่าก็ช่วยเหลือผมอย่างดีทุกอย่างถึงจะป่วยแต่ก็มีความสุขดี นอกจากผมแล้วก็มีเอเรน คินก้าและโดมินิกที่อยู่ด้วยกันตลอด น้ำใจของหลายๆคนในอาทิตย์นี้ทำให้รู้สึกยิ่งผูกพันกับที่นี่เข้าไปอีก

                    ผมจำไม่ได้ว่าจริงๆแล้วเกิดอะไรขึ้นแต่ดูเหมือนว่าที่โรงเรียนใหม่ที่เอิร์ทและชีเล้งไปประจำนั้น จะมีปัญหาอะไรซักอย่างทำให้ทั้งสองคนตัดสินใจที่จะกลับมา Suwalki อีกครั้งในวันพฤหัสที่จะมาถึงนี้ ทุกคนก็ต่างดีใจเพราะเหมือนกับการกลับมารวมกลุ่มอีกครั้ง

                   หลังจากที่เอิร์ทและชีเล้งกลับมาทุกอย่างก็ดูเหมือนกลับไปสู่สภาวะแบบอาทิตย์แรกที่พวกเรามาถึง จะผิดก็แต่ผมมีปัญหากับเอเรนนิดหน่อยเพราะความเข้าใจผิดกัน ทำให้ผมอึดอัดที่จะกินนอนพร้อมกับมัน เลยตัดสินใจจะกลับไป Bialystok ก่อนถึงวันอาทิตย์ แต่เอเรนก็เข้ามาพูดกับผมว่า พวกเราอยู่จนกลับพร้อมกันก็ได้นะ ผมเองก็ได้แต่พูดว่าเดี๋ยวไว้คิดดูก่อน จนสุดท้ายผมก็ทะเลาะกับเอเรนยกใหญ่ในคืนวันศุกร์ ทำให้ผมตัดสินใจได้อย่างไม่ลังเลใจว่ายังไงก็จะต้องกลับ Bialystok ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

                    เช้าวันเสาร์ ผมกับเอเรนไม่ได้คุยกันเลยก่อนที่จะไปสถานีรถไฟในช่วงบ่ายผมก็ได้พูดขอโทษกับเอเรน ซึ่งจริงๆแล้วผมว่ามันไม่ใช่ความผิดของผม แต่เพราะไม่อยากจะมีปัญหาในอนาคตก็เลยยอมที่จะขอโทษก่อน สุดท้ายผมกับเอเรนก็คุยกันด้วยดี เอเรนขอให้ผมอยู่ต่อด้วยอีกวัน วินาทีนั้นในใจคือกูไม่อยากอยู่กะมึงล่ะ ห่างกันซักพักแล้วกัน จึงปฏิเสธไป อีกอย่างผมอยากจะไปหาเพื่อนคนอื่นๆด้วย

                    ถ้าใครจำน้องสองได้นั้น สองก็จะกลับไป Bialystok อาทิตย์เดียวกันนี้แหละ ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้มีโอกาสคุยกับสองเท่าไหร่ การกลับไปครั้งนี้ก็จะได้มีโอกาสเจอสองแล้วก็อาจจะเจอเพื่อนคนอื่นในโครงการอีก เป็นโอกาสในการทำความรู้จักคนอื่นๆด้วยเมื่อคิดแบบนี้แล้วก็เลยมีความรู้สึกอยากจะกลับ Bialystok มาอีกนิดหน่อย

                    เมื่อได้ขึ้นรถไฟและลาทุกคนใน Suwalki เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ผมก็มานั่งทำใจ ความคิดก็เหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่าง วิวสวยดี เอ่อแก้เครียดๆ แต่ใจก็อยากอยู่ Suwalki ต่อ คิดต่างๆนาๆ แต่อย่างว่า "คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก" ทำไมจะต้องมาเกิดเรื่องบ้าแบบนี้ขึ้นด้วย สักพักใหญ่ๆรถไปจอดสถานี ณ เมืองแห่งหนึ่ง ไม่นานเสียงหนึ่งก็พูดขึ้นมาใกล้ๆผม

                    “Excuse me, Where are you going?”  กำลังจะไปไหนหรอจ๊ะนายจ๋า เสียงผู้ชายดังขึ้นข้างๆ

                    Sorry” ขอโทษนะครับ เขาเข้ามาพูดใกล้ๆอีกครั้ง

                    ผม : Sorry? Me?” หืม ขอโทษนะครับ เรียกผมหรอคับ

                    ผู้ชายคนนั้น: Yes, Where are you going?” เออเรียกมึงอะแหละ จะไปไหน

                    ผมเลยตอบไปว่าจะไป Bialystok

                    เขาถามผมว่าที่ข้างๆน่ะ กับที่ตรงข้ามพอจะว่างไหม เขาจะขอนั่งด้วยกับเพื่อนอีก 2-3 คน

                    พอจบบทสนทนา ผู้ชายคนที่ถามผมกับคนอื่นอีก 2 คนก็เดินเข้ามานั่ง ตัวเขานั้นเลือกมานั่งที่นั่งตรงข้ามกับที่นั่งของผม ผ่านไปซักพักตัวผมก็เริ่มเอะใจว่าที่ผ่านมาไม่เคยเจอใครพูดภาษาอังกฤษใส่ผมเลย นอกจากคนในโครงการกับคนในบ้านโฮส ก็เลยมีความรู้สึก “เห้ย” หรือเขาไม่ใช่คนโปลิชวะ มีความอยากรู้ขึ้นมาเฉย

                    ในเสี้ยววินาทีพลังแห่งความเผือกนั้นผมได้หันหน้าไปมองผู้ชายคนที่เข้ามาคุยกับผมก่อนหน้านี้

                    ความเผือก : Excuse me, can I ask you something?” ยูๆ ไอถามอะไรหน่อยซิ

                    ผู้ชายคนนั้นค่อยๆเลื่อนสายตามาทางผมด้วยสีหน้าเป็นมิตร (มั้ง กูคิดเองแหละว่าเค้าเป็นมิตร)

                    ผู้ชายคนนั้น :Hmm? Yes” น้ำเสียงอันเป็นมิตรตอบกลับมา (ผมรู้สึกว่ามันเป็นมิตรจริงๆนะเหวย)

                    ความเผือก : Where are you from?” ยูมาจากไหนเอ่ย

                    Poland…I’m from Poland” (ประมาณว่ามึงอยู่โปแลนด์ มึงก็ต้องเจอคนโปลิชซิวะ ถามแปลกๆ) ก็เลยเล่าว่าก็เพราะยูพูดอังกฤษไง พร้อมกับเหตุผลประกอบว่า กูเนี่ยไม่เจอคนโปลิชพูดอังกฤษเลย แม้กระทั่งในห้างหรือห้องขายตั๋วรถไฟ (เข้าใจยัง?!) หลังจากนั้นระหว่างทางพวกเราก็ได้คุยด้วยกันตลอดเป็นการพูดคุยที่สนุก รู้สึกถูกคอกันก็ว่าได้ ผมได้แนะนำตัวเอง เขาก็แนะนำตัวเขา แฟนเขาและเพื่อนที่ติดตามมาด้วยอีก 2 คน
                    ครั้งนี้ผมเลยได้รู้จักเพรซเม็ก นักศึกษาจากวอร์ซอ และแน่นอน พวกเรามีการแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อกัน ในห้วงความคิดตอนนั้นตัวผมไม่เคยคิดไม่เคยคาดเดาเลยผมจะได้เจอมิตรภาพดีๆอีกครั้งบนรถไฟ การตัดสินใจออกจาก Suwalki ครั้งนี้ ทำให้ผมคิดว่าหรือจริงๆแล้วชีวิตของมนุษย์นั้นมันได้ถูกกำหนดไว้แล้วจริงๆ การมาเจอกับใครซักคนมันเหมือนเป็นเรื่องบังเอิญนะ ผมลองคิดว่าถ้าไม่ได้ทะเลาะกับเอเรนผมก็คงไม่ได้รู้จักเพื่อนคนนี้เลยก็เป็นได้ เพรซเม็กเป็นเพื่อนที่มีบทบาทมากในภายหลังโดยเฉพาะที่วอร์ซออีกทั้งยังมีน้ำใจอย่างล้นเหลือจนบางครั้งก็คิดว่า หรือความบังเอิญนั้นอาจจะไม่มีในโลกจริงๆ
  •               

                   หลังจากที่ได้รู้จักเพรซเม็กบนรถไฟ เมื่อถึงสถานี Bialystok ผมก็ต้องขอตัวแยกย้าย เขาต้องต่อรถไฟไปวอร์ซอ ส่วนผมได้เจอกับ อเล็กซานดรา คนในโครงการที่มารอรับที่สถานี  ผมเล่าเรื่องต่างๆให้อเล็กซานดร้าฟังพร้อมกับเรื่องราวบนรถไฟ

                   อเล็กซานดร้าเป็นผู้หญิงโปลิชตัวเล็ก และนางจะมีคำชมที่ติดปากเสมอเวลาพูดกับผมว่า

                   “ยิ้มของเธอนี่มันช่างสดใสเสียจริงๆ”

                   อเล็กซานดร้าชอบยิ้มของผมมาก เธอมักจะบอกว่าเวลาผมยิ้มเนี่ยทำให้โลกสดใส

                   นอกจากอเล็กซานดร้าแล้ว คินก้ากับฮันน่าก็เคยพูดเหมือนกันว่า ชอบยิ้มของผม ผมเองก็มักจะตอบกลับเสมอว่า “Because I’m from the land of smile” คนไทยนี่ถือว่ายิ้มเก่งนะเมื่อเทียบกับคนยุโรปดังนั้นแล้วจงภูมิใจไว้ซะว่าคนไทยน่ะยิ้มเก่งที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่น่ารักและมีสเนห์อย่างนึงเลย และเธอก็ได้มาส่งที่หอพัก ซึ่งเป็นที่ที่ผมจะต้องอยู่ต่อไปจนจบโครงการ

                    อาทิตย์นี้มารีอา บอกว่าผมจะมีโจเซ่และเอเรนเป็นรูมเมทซึ่งเอเรนยังอยู่ Suwalki ส่วนโจเซ่น่ะหรอหายหัวไปไหนก็ไม่รู้ ได้ข่าวว่าไปวอร์ซอ (โจเซ่คือคนบราซิลถ้าใครจำได้) หลังจากที่เปิดประตูห้องเข้าไป ผมก็ต้องพบกับความผิดหวังอย่างแรงโอโห!!! นี่ห้องหรือรูหนู ห้องรกมาก และปริมาณขยะกว่า 80% มันคือของอีโจเซ่

                    ตอนนั้นคือคิดอยู่อย่างเดียวว่า “กูขนกระเป๋ากลับ Suwalki นี่ทันไหมเนี่ย”

                    ผมจัดแจงหาเตียงว่างแต่ก็ไม่มีเตียงว่างเพราะทุกเตียงเหมือนมีเสื้อผ้ากองๆสุมๆรวมอยู่ ทำให้รู้สึกว่า มันไม่มีเตียงว่างเลย ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก โจเซ่ปรากฏตัวพร้อมกับด็อกลาส (จากบราซิล) และเอสม่า(จากตุรกี) ทั้งสามคนนี้เหมือนเป็นเพื่อนซี้สนิทกัน

                    หลังจากเห็นโจเซ่ผมเลยตรงเข้าไปถามเลยว่า พอจะมีเตียงว่างให้บ้างไหม

                    โจเซ่เดินไปที่เตียงๆนึงที่มีกองผ้าโตๆสุมๆกันอยู่แล้วก็เขี่ยๆ หยิบๆออกให้ แล้วก็หันกลับมาบอกผมว่า

                    “นี่ไงละเตียงยู”

                    โอโหอิโจเซ่ นี่ของมึงรกจนต้องมาเบียดเบียนเตียงชาวบ้านเขาเลยหรอเนี่ยนี่ไม่รวมขยะบนโต๊ะข้างๆอีกนะ มึงนี่มันซกมกจริงๆ ส่วนอีกเตียงนึงเป็นของแฟร์รี่ (มาจากอินโดนีเซีย) ซึ่งแฟร์รี่ต้องย้ายออกจากหอวันอาทิตย์นี้ (เอเรนก็จะมาแทนที่)

                    หลังจากจัดของเสร็จสรรพพวกโจเซ่นั้นต้องเตรียมตัวไปที่วอร์ซอ ส่วนผมเขียนข้อความหาสองเพื่อที่ว่าจะได้นัดเจอกัน ไม่นานก็ได้รับข้อความจากสอง ซึ่งเป็นข่าวร้าย

                    สองเขียนกลับมาว่า “พี่กัน สองต้องอยู่ที่นี่อีก 1อาทิตย์” วินาทีนั้นทำให้ผมรู้ได้เลยในทันทีว่า

                    I will be alone for a week for sure กูอยู่คนเดียวแน่ๆ

                    ผมจึงส่งข้อความไปหาเพรซเม็กเพื่อหวังจะไปเที่ยววอร์ซอ เพรซเม็กข้อความกลับมาหาทันทีว่า อาทิตย์นี่ไอไม่ว่างอะยู อาทิตย์อื่นได้ไหมตอนนั้นจำได้ว่าผมข้อความหาทุกคนที่คาดว่าจะได้เจอ รวมถึงมาริอุสด้วย (คนที่เคยเดินมาส่งที่หอในคืนที่ผมเมา) และดูเหมือนว่าทุกคนนั้นจะไม่มีเวลาว่างให้กูเลย Oh Noooo!!! ดังนั้นแล้ว แผนการหาเพื่อนใหม่ใน Bialystok จึงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้นทันที

                    ในคืนนั้นผมคุยกับมาริอุสผ่านทางเฟซบุ๊คมาริอุสสงสารผมเหมือนกันที่ผมต้องอยู่เหงาๆคนเดียวที่หอ
                    แต่มาริอุสช่วยอะไรไม่ได้ ก็ยังดีที่มาริอุสคอยรับฟังตลอดทั้งคืน ตอนนั้นตัวผมเองหงุดหงิดเรื่องทะเลาะกับเอเรนและรู้สึกว่าผมควรอยู่
    Suwalki มากกว่าอยู่ที่นี่ในตอนนี้

                    ความจริงหอมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนะ แต่เพราะอิโจเซ่เนี่ยแหละทำให้ห้องแม้งเหมือนรังหนูเลย อินเตอร์เน็ตที่หอก็ใช้ไม่ได้ ทีวีก็ไม่มีให้ดู เพื่อนก็ไม่มีให้คุยแถมยังต้องมาอยู่ห้องรูหนูอีก มันช่างเป็นคืนที่เลวร้ายอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

                    “นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันขึ้นเนี่ยยยย”

                    เช้ารุ่งขึ้นผมเตรียมตัวเพื่อที่จะออกไปเดินเล่นในเซ็นเตอร์ การเดินเล่นวันนี้ถ้าจะให้นับกันจริงๆ มันก็เป็นครั้งแรกในการสำรวจ Bialystok ด้วยซ้ำ ผมเลยรู้สึกดีขึ้นหน่อยเพราะเป็นคนชอบเดินสำรวจเมืองไปรอบๆอยู่แล้ว

                    ผมได้มีโอกาสรู้จักแอนดริวและมีโอกาสได้เดินเที่ยวรอบๆเซ็นเตอร์ ระหว่างการเดินเล่นชมเมือง มีหลายๆอย่างน่าสนใจอย่างคนเปิดหมวกร้องเพลง เล่นกีต้า

                    ไม่นานผมมานั่งพักใกล้ๆลานน้ำพุ ตอนนั้นก็นั่งชิลๆ ซึมซับบรรยากาศ ไกลออกไป 5-6 เมตร มีผู้หญิง 2 คนมองมาที่ผม ตัวผมเองก็หลบๆ สายตาทำเป็นไม่สนใจเพราะคิดว่า พวกนี้คงไม่เคยเห็นเอเชียอีกแล้ว (บางทีก็เหนื่อยนะกับการถูกมองบ่อยๆ) ผู้หญิง 2 คนนั้นก็ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้ๆพร้อมกับทักทาย จนในที่สุดหนึ่งในนั้นได้เอ่ยปากถามว่า

                    “Are you from China?” ลื้อมาจากจีนใช่ไม๊

                    Me : “.......No” เอ่ออออ....คุณทายผิด

                    แม่คู๊ณ หน้ากูไม่ได้จีนโว้ยยย คนที่บ้านกูพอกูแสดงตัวว่ากูมีเชื้อจีนเขายังบอกเลยว่ากูน่ะ จีนเซินเจิ้น ของปลอม อั๊วมาจากประเทศไทยจ้า ม่ายร่ายเป็งคงจีน จริงๆแล้วคนจีนเนี่ยหน้าอีกแบบนึงนะยูว (จำไว้ด้วย)

                    “Anything else?” มีอะไรอีกหรือเปล่าคับ

                    ผู้หญิงอีกคนนึงก็เริ่มเกริ่นทำนองว่ามาที่นี่สบายดีไหมมีปัญหาอะไรหรือเปล่า ผมเลยบอกว่า อ่อคิดถึงบ้านนิดหน่อย แล้วเธอก็บอกต่อว่าพวกเราช่วยได้นะพร้อมกับโชว์ใบเล็กๆใบหนึ่งให้ดู วินาทีนั้นผมรู้ได้ในทันทีเลยว่าจะโดนอะไร

                    หลังจากที่นางอ้าปากพูดอีกรอบเพื่อชวนไปฟังพระธรรมในคริสตจักรหรืออะไรซํกอย่างเนี่ยแหละ เสียงในหัวก็กระซิบเบาๆว่า “ว่าแล้วเชียว” ผมเลยได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่าไอเนี่ยเป็นพุทธนะ ตอนนี้มีความสุขดี แต่ถ้ามีเดี๋ยวจะไปหานะ พร้อมตัดบทสั้นๆว่า ขอบคุณนะ กู๊ดบายยย

                    นอกจากนี้การหาร้านอาหารที่นี่ก็เป็นเรื่องท้าทายเช่นกันเพราะเมนูทุกอย่างมันฃเป็นภาษาโปลิช แถมเมนูไม่มีรูปอาหารโชว์ด้วยนะเออ บ่อยครั้งเข้าไปร้านอาหารแล้วพนักงานก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ชีวิตก็จะลำบากๆหน่อย No English ไปหมด วินาทีนั้นเลยตัดสินใจได้ว่าไปซูเปอร์มาเก็ตแทนอาหารมื้อนั้นผมก็ได้กินขนมปังโง่ๆ กับโยเกิร์ตอีก 1 ขวดเฮ้อ...คิดถึงคินก้า คิดถึง  Suwalki คิดถึงบ้านกินขนมไปพลางคิดไปว่า หรือจริงๆแล้วตัวผมควรจะอยู่แต่ในประเทศไทยจริงๆนะ

                    เมื่อนึกถึงคินก้าสิ่งที่ผมนึกได้อีกอย่างนึงคือพี่สาวของคินก้าที่ชื่อพาเมล่านั้น เธอพักอยู่ที่ Bialystok (ผมมีโอกาสรู้จักพาเมล่า 1 อาทิตย์ก่อนเดินทางกลับมาที่นี่) หลังจากกินอะไรเสร็จผมเลยรีบโทรไปหาพาเมล่าทันทีและตอนนั้นเองพาเมล่าก็รับสายทักทายและบอกว่า โอเคเลยยูมาหาไอได้เลย แล้วเดี๋ยวพวกเรามากินดินเนอร์ด้วยกันนะ ผมนัดพาเมลาราวๆ 11 โมงตอนนั้นจำได้ว่าพาเมล่ามารับผมแล้วก็ไปเดินช๊อปปิ้งกัน เพื่อเตรียมทำดินเนอร์เมื่อซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมกับพาเมล่าก็กลับไปที่ อพาร์ทเม้นท์ของพาเมล่าและจัดแจงเตรียม ดินเนอร์ ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่มีอะไรจนกระทั่ง

                    พาเมล่า : “ไปรับพิโอเตร็กกัน” (แฟนของนาง)

                    ผม : “แล้วจะทานข้าวกลางวันเมื่อไหร่”

                    พาเมล่า : “เดี๋ยวพวกเราก็กลับมากินดินเนอร์แล้ว”

                    ผม: “……OK” มีความงง แล้วอาหารกลางวันล่ะจ๊ะนายจ๋า

                    เดี๋ยวนะพาเมล่าเธอเข้าใจอะไรผิดละ นี่เพิ่งจะเที่ยง จะให้ฉันรอดินเนอร์เลย คงไม่ไหวมั้ง ตอนนั้นเที่ยงแล้วควรกินข้าวเที่ยงซิ แล้วพาเมล่าก็บอกผมว่าพวกเราจะมากินดินเนอร์ตอนบ่าย 2 เห้ย!!! นี่มึงเรียกผิดหรือเปล่า บ่าย 2 มันต้อง ลั้นช์เว้ย Lunch อะยูโน๊ ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ (ภาษาอังกฤษของพาเมล่าอยู่ในระดับเลเวลแรกๆแต่ก็ยังดีที่สื่อสารกันได้) และตอนนั้นเองก็ทำให้รู้ว่า คนโปลิชมันไม่มี Lunch กันเว้ย Culture Shock สุดๆ นี่ที่ผ่านมาอาหารกลางวันคือ Dinner หรอ นี่กูเข้าใจผิดมาตลอดเลยหรือนี่

                   ที่ Suwalki ผมก็กินครบ 3 มื้อนะ ถ้าที่นี่ไม่มี Lunch แล้วยูเรียกอาหารตอนเย็นว่าอะไรวะ Super Dinner หรอ Evening Meal หรือ Late Dinner หรืออะไร โอ้ยยยย ตอนนั้นเล่นเอาผม งง มากจริงๆ ปวดกะโหลก พาเมล่างั้นกูขอ Dinner ตอนเที่ยงนี่แหละ ตอนนี้เลย ไม่ต้องรอถึงบ่าย 2 ละ กูหิววววว

                    การกินอาหารของคนโปแลนด์จะแปลกๆนิดนึง (ตามที่ผมเข้าใจ) เขาจะมีมื้อเช้า แล้วมีมื้อที่เรียกว่า Brunch ตอน 11 โมง เป็นน้ำซุป หลังจากนั้นจะกิน Dinner ตอนบ่าย 2 แล้วมื้อเย็นเขาก็ยังกินกันอยู่นะเรียกว่า Supper แล้วทุกมื้อหลังจากตอนเย็นก็จะเรียก Supper ทั้งหมด แต่ผมก็มารู้ที่หลังอีกนะว่ามันแล้วแต่คนเรียกแล้วแต่พื้นที่ที่เราอยู่อย่างในเมืองหลวงก็ดูเขาเรียกมื้ออาหารตามปกติดีนี่นา…..เออ งง สรุป เวลาทานอาหารในแต่ละมื้อ มันไม่เหมือนกันกับที่คนไทยเข้าใจ

                    พาเมล่าพาผมไปรับพิโอเตร็กหรือในภาษาอังกฤษเรียกว่าปีเตอร์ตลอดบ่ายนั้นผมอยู่กับพวกพาเมล่า ชีวิตพวกเธอดูมีความสุขเป็นคู่ที่ดูเหมือนจะจูบกันทุกๆสิบนาที เป็นคู่ที่น่ารัก น่ารักจนน่าอิจฉาจนอยากจะบอกว่า เห็นใจฉันบ้างเทอญคนดี ทุกนาทีที่เธอรักกันฉันเจ็บปวด ร้องไห้แปป คนโสดได้แต่มองตาปริบๆ แต่วันนั้นก็ถือได้ว่าเป็นวันที่ดี พาเมล่าเป็นโฮสอีกคนนึงที่ช่วยเหลือผมเยอะมากถึงแม้จะไม่ได้อยู่ที่ Suwalki แล้วผมก็ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวนี้จริงๆ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in