Europe First TimeKanSiri
เรื่องป่วยๆกับคนป่วยๆ
  •                 หลังจากที่พวกเราไปแคมป์ปิ้งกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น วันถัดมาผมมีอาการป่วยอย่างชนิดที่ว่าต้องนอนพักตลอดทั้งวัน ชีวิตอาทิตย์แรกในโปแลนด์พังยับเยิน ผมต้องกินยาแก้แพ้ และต้องพักผ่อนทำให้ผมไม่ได้ไปช่วยงานคนอื่นๆซักเท่าไหร่นัก บวกกับการที่ผมเป็นภูมิแพ้ด้วยอาการเลยทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก

                    และแล้วสุดสัปดาห์ก็มาถึงเอิร์ทกับชีเล้งต้องกลับ Bialystok วันอาทิตย์ ส่วนผมกับเอเรนต้องทำงานที่ Suwalki อีก 1 สัปดาห์ แต่ด้วยความที่เอเรนมีนัดไปเที่ยววอร์ซอ เอเรนจึงกลับไป Bialystok ในเย็นวันศุกร์และจะกลับมาอีกทีวันอาทิตย์ตอนเย็น ทำให้เสาร์อาทิตย์นี้พวกเราต้องอยู่กันแค่ 3 คน และวันศุกร์นั้นเองผมป่วยหนักเลยต้องพักทั้งวัน ทำให้พลาดคอนเสิร์ตใน Suwalki ไป หลังจากที่ทุกคนกลับมาจากคอนเสิร์ตแล้ว เอิร์ทกับชีเล้งเล่าว่าเกิดเหตุการณ์รถไฟไหม้ (คือรถมันร้อนมากเครื่องเลยไหม้) แต่โชคดีไม่มีใครเป็นอะไร และในใจผมก็มีความรู้สึกเล็กๆว่า “กูควรจะพลาดประสบการณ์เสี่ยงตายแบบนั้นจริงๆใช่ไหม”

                    ส่วนวันเสาร์นั้นคินก้าได้วางแผนไว้ว่าจะไปเที่ยวเมืองอีกเมืองหนึ่งชื่อ เอลค์ (Elk) อยู่ห่างจาก Suwalki ไปซัก 2 ชั่วโมง ได้ เดินทางโดยรถเมล์หวานเย็น ที่พวกเราต้องขึ้นรถเมล์เนื่องมาจากเหตุการณ์รถไฟไหม้เมื่อคืนวันศุกร์ หวัดผมยังไม่หายดีแต่ด้วยความอยากไปเลยบอกทุกคนว่าอาการดีขึ้นแล้ว ผมจะไปด้วย ซึ่งมันเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนชัดๆ

                    จากการที่คินก้าบอกว่าเอลค์นั้นมีงานเทศการโชว์พลุดอกไม้ไฟทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะไปงานด้วย พลุก็เคยเห็นแล้วแหละ แต่ไม่เคยเห็นในยุโรปไง เลยมีความคาดหวังว่ามันจะสวยงาม แปลกตากว่าที่ไทยแน่ๆ...

                    และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ กูก็ค้นพบความจริงว่า Festival ของโปแลนด์ในหมู่บ้านเล็กๆมันก็คืองานวัดดีๆแบบในประเทศไทยนั่นแหละ (เวรกรรมจริงๆ) พลุไทยยังสวยกว่าเยอะเลย เฮ้อ...มิหนำซ้ำยังต้องมากลับรถเมล์รอบเที่ยงคืนอีก (รอรถนานมาก นึกว่าตกรถรอบสุดท้ายแล้ว ฝนเจ้ากรรมก็ดันมาตกอีก) ตอนนั้นรู้เลยว่า “กูไม่ควรมาอยู่ที่นี่เลยจริงๆ”

                    พวกเรากลับมาถึงที่พักราวๆตี 1 กว่าๆเห็นจะได้ หลังจากที่โฮสขับรถ (ที่ซ่อมแล้ว) มารับส่งพวกเราจากสถานีเพื่อมาอาบน้ำที่บ้านโฮสแล้ว พวกเราต้องเดินกลับไปที่โรงเรียนเอง ตอนนั้นก็ตี 3 แล้วเห็นจะได้ระหว่างเดินกลับเห็นพระอาทิตย์ลิบๆอยู่ลำไร คิดในใจ นี่กูยังไม่ทันจะนอนเลยพระอาทิตย์จะขึ้นแล้วหรอนี่มันตี 3 นะเว้ยเฮ้ย แต่ก็อย่างว่าเอาเหอะอยากไปเที่ยวดีนัก ก็เดินอย่างจำใจๆไปจนที่สุดก็ถึงโรงเรียนจนได้

                    ในที่สุดพวกเราก็มาถึงที่ประตูโรงเรียนจากความหนาว ความเหนื่อย ความง่วง เราทุกคนจึงบอกคินก้าว่า “Open the door right now!!!!” เปิดประตูเลย ณ บัดเดี๋ยวนี้

                     วินาทีนั้นมันช่างดีงามเหลือเกินอีกแค่ไม่กี่อึดใจพวกเราจะได้เข้าไปนอนแล้ว ที่นอนอุ่นๆ ห้องอุ่นๆ โอ้ยเปิดเถอะแม่คุณ

                    เมื่อคินก้าค่อยๆบรรจงหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋า....และการไขกุญแจที่ประตูอย่างกระตือรือร้นนั้น  ทันใดนั้นเอง....

                    กรึกๆ กรึกๆ!!!  คินก้าค่อยๆหันมาและบอกเราว่า “I can’t open the door”

                    แล้วคินก้าก็พยายามไขประตูอีกรอบ.....ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่ประตู

                    ตัวบิดยังคงไม่ขยับเขยื้อนนั่นก็หมายถึงประตูปลดล็อก ไม่ได้

                    What?” นี่ไม่ตลกนะคินก้า

                    นางหันมาบอกว่านี่จริงจัง ไอเปิดไม่ได้อะยู “โอ้วม่ายนะ OMG Let me try” ไม่จริงใช่ไหมเอาลองหน่อยซิ

                    เดี๋ยวนี่ผมพยายามลองไข 2-3 รอบ เห้ยแม่งไขไม่ได้จริงๆว่ะ ตอนนั้นทุกคนพยายามเปิดอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่มีใครสามารถไขกุญแจได้ หลายนาทีผ่านไป จิตเริ่มตก จากความง่วงกลายเป็นความเซ็งทุกคนเริ่มขำไม่ออก เหมือนจะตลกแต่ ณ เวลานี้กูไม่ตลก นึกออกมะ?

                    ทันใดนั้นเองชีเล้งก็ได้เห็นหน้าต่างที่แง้มอยู่และให้ข้อเสนอแบบโจรๆว่า พวกเราควรจะปีนหน้าต่างขึ้นไป และไขกุญแจจากด้านในนะ

                    สายตา มหาโจรลุกวาวพร้อมกัน เพราะถ้าไม่ใช้วิธีนี้ พวกเราคงต้องอดนอนแน่ๆ

                    คินก้าและเอิร์ทตกลงและช่วยชีเล้งในการปีนป่ายหน้าต่างถ้าใครนึกภาพไม่ออก นึกถึงภาพโจร 3 คน กำลังจะปีนหน้าต่างโดยมีคนนึงดูลู่ทางและอีกคนทำมือรองไว้เพื่อให้อีกคนเหยียบขึ้นไปเกาะหน้าต่างได้ นั่นแหละมึงภาพนั้นเลย OMG นี่พวกเรากำลังทำอะไร นี่มันวิถีโจรชัดๆ ใครมาเห็นจะว่ายังไง

                    ในตอนนั้นเองก็มีใครซักคนหนึ่งหันมาบอกผมว่า “ดีกว่าหนาวอยู่ของนอกนะยู” เออถูกของมัน ไม่นานชีเล้งได้เข้าไปอยู่ในตัวโรงเรียนเป็นที่เรียบร้อยและทำการไขกุญแจจากด้านในแต่มันก็ไม่เป็นผล โอยยย Mission impossible ไปอี๊กก

                    จนคินก้าต้องตัดสินใจโทรหาฮันน่าแม่ของเธอเพื่อมาเปิดประตูให้พวกเราแต่ก็ดูเหมือนความพยายามจะไม่จบ ทุกคนพร้อมใจกันปีนขึ้นหน้าต่างเพราะว่ามันหมดความอดทนกับการหนาวสั่นด้านนอกแล้ว พอกันที พวกกูต้องได้นอนคืนนี้

                    เมื่อทุกคนปีนหน้าต่างเข้าไปแล้วฮันน่าก็มาถึงโรงเรียน....ไม่ทันเวลาพอดี และที่น่าตกใจที่สุดคือเธอสามารถไขประตูได้อย่างง่ายดาย ทุกคนก็ได้แต่นั่งขำกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นชีวิตที่นี่แม่งมีปัญหาทุกวัน และในที่สุดวันเฟลๆก็ได้จบสิ้น ทุกคนได้เข้านอนตอนตี 4 และในตอนนั้นเองพระอาทิตย์ก็ได้โผล่ขึ้นมาต้อนรับเช้าวันใหม่อย่างสดใสในขณะที่กูนั้น....เพิ่งจะนอน

                    ตื่นเช้ามาราวเกือบเที่ยงตอนนั้นรู้ตัวเลยว่าป่วยหนักกว่าเดิม จะไม่ให้หนักได้ยังไง ไปเที่ยว กลับดึก ตากลม ตากฝนแถมนอนตี 4 อีกไม่ตายก็บุญแล้ว วันนั้นวันอาทิตย์ เอิร์ทกับชีเล้งเตรียมตัวกลับ Bialystok

                    ส่วนผมน่ะหรอ นอนป่วยๆในห้อง สุดท้ายแล้วป่วยถึงขนาดที่ต้องพาไปหาหมอ ประจวบเหมาะกับเอเรนกลับมาพอดีจากการวินิจฉัยคนป่วยเป็นไข้หวัด หมอก็บอกว่าผมว่า "ยูป่วยเป็นไข้หวัดนะยูว์" (ขอบคุณไม่บอกนี่กูไม่รู้เลยจริงๆ) กินพารา พักผ่อน อย่าอาบน้ำ แล้วก็กินยาแก้แพ้ของยูไปก็พอ ซึ่งผมก็ต้องเชื่อหมออะแหละ

                    แต่จริงๆแล้วที่ต้องรักษาคือโพรงจมูกอักเสบซึ่งหมอไม่ได้ตรวจเพราะไม่ใช่หมอเฉพาะทาง ถ้าจะนัดก็ต้องรออีก 2 เดือน กลับไทยพอดี ผมก็เลยต้องกินแค่พารากับยาแก้แพ้เนี่ยแหละ จำได้ว่าวันนั้นป่วยจนมีความรู้สึกว่า อยากกลับบ้านไปหาหมอที่ไทยมาก การมาหาหมอสำหรับวินิจฉัยโรคทั่วไปที่นี่ช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ

                    อาการป่วยของผมกินระยะเวลา 2-3 วัน ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อาการภูมิแพ้ถ้ามันไม่ได้รักษาโดยตรงมันก็ใช่ว่ามันจะดีขึ้นได้ง่ายๆ หลังจากไข้หวัดหายไปผมมีอาการหายใจไม่ออกอยู่บ่อยครั้งเลือดกำเดาไหลออกจมูกทุกเช้า มีอาการไอ น้ำมูกไหลตลอดเวลา ตอนนั้นกินยาแก้แพ้มันก็ทำให้อาการทรงตัวอยู่ได้ จนกระทั่งยาหมด ชีวิตพังทันที อาการหูอื้อหูดับเพราะหูติดเชื้อเข้าแทรกแซงทันทีหลังจากไม่ได้กินยาแก้แพ้ต่อเนื่อง
                   คืออย่างอื่นพอจะแก้ไขได้นะ กินยาอมแก้เจ็บคอ สวนจมูกล้างเวลาหายใจไม่ออก แต่กับหูอะมันทำอะไรไม่ได้นอกจากจะกินยาฆ่าเชื้อ แล้วผมต้องใช้หูฟังภาษาอังกฤษเพื่อความชัดเจน มันทำให้หงุดหงิด (หูดีๆก็ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว นี่หูไม่ดีไปอีก) ไม่มีอารมณ์ทำอะไรเลยตอนนั้นอยากจะกลับบ้านมาก และการซื้อยาที่เมืองนอกเนี่ยก็ไม่ง่าย ต้องมีใบแพทย์เวลาไปซื้อยา แต่พอไปหาหมอเพื่อจะเอาใบสั่งยา หมอก็ไม่เข้าใจผมอีกว่าผมเป็นอะไรสั่งให้แต่ยาพาราซึ่งผมบอกหมอหลายรอบแล้วว่ามันมีอาการอักเสบที่จมูกไม่ใช่แค่เป็นหวัดเฉยๆ (โอ้ยจะบ้าตาย) จะไปแผนกหูคอจมูกก็ต้องรอ 2 เดือน จะกลับไทยเลยก็เสียดายโอกาสไหนๆมายุโรปแล้ว
                  จะบินกลับทั้งๆที่อยู่มาแค่ 2 อาทิตย์เนี่ยนะแต่อาการป่วยแม้งถ้าไม่รักษามันจะหนักกว่าเดิมนะเว้ย ตอนนั้นอยากจะบอกว่าเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดแล้วอยากจะกลับบ้าน อยากจะกลับไทย แต่กลับไม่ได้ ชีวิตต่างแดนนี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in