To all the movies I've watched beforeilysm
Movie Review “A Street Cat Named Bob"
  • Movie Review

    “A Street Cat Named Bob

    คน เพื่อน แมว”





                    เรากับเพื่อนยืนเลือกกันอยู่นานมากว่าจะดู A Street cat named Bob หรือ Sing… ต่างคนต่างเปิดรีวิว (เป็นพวกเชื่อคนง่ายทั้งคู่) เราไถทวิต เพื่อนส่องพันทิป จริงจังถึงขั้นเปิดคะแนน Imdb และ Rotten tomatoes เปรียบเทียบเลย สุดท้ายก็เลือกหนังที่ขึ้นชื่อว่าฟีลกู้ด (แต่คนทั่วไปบอกง่วง จะหลับ) ซึ่งเราเคยอ่านหนังสือเรื่องนี้อยู่บ้าง (ได้แค่ครึ่งเล่ม จากทั้ง 2 เล่ม ความยืนอ่านฟรี๕๕๕๕๕) เลยคิดว่า เอาวะ ถึงไม่สนุกแต่ Bob น่ารักแน่ๆ และเพราะไปดูอย่างไม่คาดหวัง ความรู้สึกที่ได้กลับมาก็เลยเกินความคาดหมาย



    เรื่องย่อ

    James ชายหนุ่มพเนจรผู้หนีจากปัญหาครอบครัวมาเผชิญโลกคนเดียว เขาพยายามจะเลิกเสพยาด้วยการเข้าโปรแกรมบำบัด หาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นกีตาร์เปิดหมวกไปวันๆ จนกระทั่งเขาได้เจอ Bob แมวจรจัดที่หลุดเข้ามาในแฟลตของเขา และไม่ยอมไป เริ่มแรก James พยายามตามหาเจ้าของแมว แต่กลับกลายเป็นว่า Bob ได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเขา อาจเรียกได้ว่า Bob เป็นทุกอย่างของ James ไม่ว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ กำลังใจในการเลิกยาอย่างเด็ดขาด และแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต





    (มีสปอยล์)


    ตัวละคร

                    เราสารภาพว่าเปิดตัว James มาฉากแรก เราก็ตกหลุมรักเขาแล้วอ่ะ T v T ต้องชื่นชม Luke Treadaway ที่สวมบทบาทนี้ได้อย่างดีเยี่ยม เขามีความสู้ชีวิต มีความรักสัตว์ อบอุ่น จิตใจดี แม้ในวันที่อ่อนแอที่สุด เราก็ยังเห็นแง่มุมที่นุ่มนวลกับ Bob และความพยายามจะเอาชนะตัวเองของเขาเสมอ ไม่รู้หรอกนะว่า James ตัวจริงเป็นยังไง แต่ James ในหนังเรื่องนี้น่าเอาใจช่วยและมีความเรียล มีความสมเหตุสมผล ทั้งการกระทำและความรู้สึก มันจะมีจุดนึงที่เราถามตัวเองว่า ‘เฮ้ย ทำไมเขาถึงรักแมวได้ขนาดนี้ ทำไมคนๆนึงถึงทำเพื่อแมวเยอะจัง’ แล้วเราก็ตระหนักได้ในภายหลังว่าทุกคนล้วนต้องการที่ยึดเหนี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชีวิตเราไม่เหลืออะไรอื่นแล้ว ถ้าเราเป็น James เราก็ทำใจปล่อย Bob ไปไม่ได้เช่นกัน

                    ส่วนนักแสดงตัวน้อยอ้วนกลมขนฟูของเรา Bob แสดงเป็นตัวเองได้โคตร Bob คือสมกับในหนังสือมากกกกกกก แม้จะเป็นแมวแต่เราเห็นความคิดของ Bob นะ Bob เป็นแมวที่ฉลาด เข้าใจภาษาคน (เราเชื่อหมดใจว่าBob เข้าใจ) และเข้าใจ 'คน' ด้วย ถ้า Bob ไม่เข้าใจ คงไม่สามารถมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้ James เลิกยาได้สำเร็จ บางคนอาจมองว่า ‘เห้ย เว่อร์ไปมั้ง แมวจะไปช่วยอะไรใครได้ยังไง’ บอกเลยว่า James ไม่ได้มอง Bob เป็นแมว Bob เป็นมากกว่านั้น เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของ James ในวันที่ James เจอมรสุมหนักหนาสาหัส

                    แต่ในด้านการแสดง Bob ก็ยังไม่ค่อยเผยศักยภาพน่าตื่นตาตื่นใจใดๆ แค่แมวที่ฉลาดและเป็นที่พึ่งทางใจของคน แค่นั้นจริงๆ คนที่ไปดูเพราะอยากเห็นความพิสดารแปลกใหม่ของแมว ไม่เลย หนังเรื่องนี้นำเสนอความ Realistic ที่นั่นอาจหมายถึงการแสดงที่เหมือนไม่ได้แสดงด้วย เราคิดว่าเหมาะสมกับตัวหนังดีอยู่แล้ว เลยไม่คิดว่านี่เป็นข้อเสีย

     



    พล็อต

                    เรียบเรื่อยจนเอื่อย เพื่อนเราเกือบหลับคาโรง แต่เราไม่นะ เราว่าดูเพลินดี ด้วยองค์ประกอบหลายๆอย่างมันลงตัว เรื่องนี้ดูง่ายมาก บทเป็นเส้นตรง ข้อคิดก็สอนกันตรงๆเลย ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือเราอินไปกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ด้วยความรู้น่ะเนอะว่ามันมาจากเรื่องจริง เนื้อหาไม่ซับซ้อน เล่าเป็นลำดับๆเหตุการณ์เลย ดังนั้นเราจะ follow เรื่องราวตลอดจนจบ ส่วนข้อเสีย นอกจากเนิบบ้างเบื่อบ้างแล้ว ก็คือการสอน ‘ตรง’ จนไม่เหลืออะไรให้ย่อยให้ตกผลึกนี่แหละ แต่ส่วนตัวให้อภัย เพราะเราชอบประเด็นความเข้าใจเกี่ยวกับผู้เสพยาที่หนังเล่าได้ดีทั้งเข้าใจง่ายและเห็นภาพ

                    ฉากที่ชอบเป็นพิเศษก็ฉากที่ James เลิกเมทาโดน และต้องขังตัวเองในห้อง แก้อาการอยากเสพยา แม้จะเดาตอนจบได้แต่เราก็ลุ้นไปด้วยอยู่ดี อาจเพราะมีความรู้เรื่องการเสพยาหรือขั้นตอนการบำบัดไม่มากพอ เราเลยสนใจประเด็นนี้เป็นพิเศษ นี่ยังไม่ได้พูดถึงความกลมกล่อมของประเด็นอื่นๆนะความสัมพันธ์คนกับสัตว์เลี้ยงที่ลึกซึ้ง ความสัมพันธ์ของพ่อลูก ค่านิยมของคนในปัจจุบัน(ซึ่งเราสนใจการหยิบเรื่องราวที่โด่งดังในโซเชียลมาเขียวข่าวเขียนหนังสือเป็นพิเศษ สะท้อนว่าคนไม่ได้สนใจความน่ารักแมวหรอก สนใจความ ‘ขายได้’ของมันต่างหาก) ไม่น่าเชื่อว่าหนังที่ดูเรียบเรื่อยจะซ่อนแนวคิดยิบย่อยไว้มากเลยทีเดียว

                   พูดถึง เห็นหนังเรื่อยๆงี้ แต่ฉากกุ๊กกิ๊กก็เขินเหมือนกันนะชอบการจูบที่ข้อมือแทนจูบที่ปาก ชอบรอยสัก ‘Live’ ที่เป็น Symbol ที่โคตรชัดเจน

                    โดยสรุป ถ้าเรียกว่าเป็นความเบื่อก็เป็นความเบื่อที่เนื้อดี เรามองว่าหนังมันไม่น่าเบื่อเลยสักนิด แค่ไม่พีคเฉยๆ แต่หนังให้แง่คิดพอสมควร ฟีลกู้ดจริง และอินจนเกือบน้ำตาซึม ขนาดเราไม่ได้เลี้ยงแมวหรือเป็นทาสแมวขนาดนั้น เอ๊ะ หรือจริงๆแล้วเราเป็น orz




    ฉาก

                    อันนี้ก็สวยงามมมมม ไม่รู้จะติอะไร เรื่องนี้พิเศษตรงใช้มุมกล้องผ่านสายตาของแมวด้วยหลายฉากหลายตอน ฮืออออออ เราติดใจฉากที่เจอ Bob ครั้งแรกอะ แล้วใช้มุมกล้องจากสายตาของแมว ตอน Bob ได้เห็น James เราว่ามันมีความรู้สึก มีสายใย มีอะไรบางอย่างเชื่อมโยงกันตั้งแต่ฉากนั้นแล้ว ทั้งที่แค่มุมกล้องเท่านั้นเอง

                    อ้อ เพลงเพราะชิบบบบบบ ซาวน์แทร็คคือ 100/10 เลยจ้า เราไม่ใช่คนฟังซาวน์แทร็คตามหนังเท่าไหร่ แต่ว่าด้วยความที่ James ต้องร้องเพลง (โดยเพลงก็ช่วย Support อารมณ์เรื่องเยอะอยู่) ก็เลยได้ฟังเพลงเพราะๆเพียบ นี่จะอวยสุดลิ่มทิ่มประตูขนาดไหน ๕๕๕๕๕๕๕




    ภาพรวม

                    อย่างที่พี่คนนึงได้รีวิวไว้ เป็นหนังที่ไม่ดูก็ได้ ไม่ใช่ Must watch เลย แต่ถ้าดูก็ได้ความรู้สึกดีๆกลับไป ไม่ถึงกับเกิดแรงบันดาลใจ เพราะในชีวิตจริงเราคงไม่มี Bob และตัวเอกไม่ได้มีความฝันยิ่งใหญ่ด้วย แต่อย่างน้อยหนังก็ทำให้เราอยากจะหา ‘Bob’ ของตัวเอง—อาจจะเป็นใครสักคนหนังสือสักเล่ม เพลงสักเพลง หรืออะไรก็ได้ที่อยู่กับเราในวันที่เราตกต่ำที่สุด ไม่ใช่เข้าใจคนติดยาอย่างเดียว แต่ได้เข้าใจชีวิต การมีขึ้น มีลง มีตรงกลาง และที่สำคัญที่สุด มีความหวังตราบใดที่ไม่ยอมแพ้

                    ในตัวหนังบอกว่าเราควรให้โอกาสคน

                    เราเลยคิดว่าการดูหนังเรื่องนี้คือการให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากความแมวๆ

                    8.5/10 ส่งท้ายปีนี้ไปด้วยความอิ่มเอม


    - ilysm.







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in