To all the movies I've watched beforeilysm
Movie Review “Life Is Beautiful"
  • Movie Review

    “Life Is Beautiful

    ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง”




                    ที่จริงอยากดูหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ที่ครูสมัยมัธยมเล่าให้ฟัง หนึ่งเพราะเราคลั่งไคล้และเซ้นซิทีฟกับประเด็นชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 สองเพราะพล็อตมันน่าสนใจ หลังจากเสียงลือเสียงเล่าอ้าง เพื่อนๆพี่ๆแนะนำ ก็เลยหามาดูบ้าง เพิ่งรู้ว่าหนังอิตาลี ฮืออออ กรีดร้องให้ความภาษาอิตาเลียน(อีกแล้ว) แต่ตอนต้นๆนึกว่าเปิดผิดเรื่อง เฮ้ย มันตลกเกินไปรึเปล่าวะ (…) สรุปคือ Life is beautiful มาสาย drama/comedy นี่เอง แหวกจากหนังสงครามเรื่องอื่นๆดีแฮะ


    เรื่องย่อ

                    Guido Orefice ชายหนุ่มเชื้อสายยิวย้ายไปอยู่ที่ประเทศอิตาลี ความตลกขบขันและเป็นตัวของตัวเองของเขาทำให้ Dora ครูสาวคนสวยตกหลุมรัก ทั้งสองแต่งงานกันและมีลูกชายคนหนึ่งชื่อ Josua (ขออนุญาตเขียนโดยใช้ชื่ออังกฤษ) แต่แล้วในวันเกิดของลูกชาย ทั้ง Guido และ Josua ถูกทหารเยอรมันจับเข้าค่ายกักกันของนาซี ตามมาด้วย Dora ที่ยอมโดนจับไปด้วยเพื่อใกล้ชิดกับครอบครัวเธอ เพื่อปกป้องลูกชายจากความโหดร้ายน่ากลัวของค่ายกักกัน Guido แสร้งทำเป็นเหมือนว่าพวกเขากำลังเล่นเกมแสนสนุก ที่มีเงื่อนไขคือเอาชีวิตรอดจากสถานที่แห่งนี้ เพื่อให้ Josua มีความสุขตลอดระยะเวลาที่สูญเสียอิสรภาพ





    สปอยล์


    ตัวละคร

                    Guido ช่างมีอารมณ์ขันอย่างเหลือร้าย เขาทำให้เรื่องนี้กลายเป็นหนังคอมเมดีแม้จะมีแบ็กกราวน์เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อันที่จริงแล้วเราชื่นชมการแสดงของ Roberto ผู้รับบท Guido อยู่เหมือนกัน เพราะแต่ละครั้งที่ต้องโกหกลูกว่าเขากำลังเล่นเกม เขากำลังมีความสุข แววตาของเขาไม่ได้ยิ้มหัวเราะเหมือนอย่างที่แสดงออกเลย มันกลับดูเหนื่อยล้า ทรมาน และแบกรับภาระหน้าที่ของคนเป็นพ่อเอาไว้ด้วย แต่ในสถานการณ์ที่สลดหดหู่ เขาก็ยังคงมีความหวัง และพยายามจะเชื่อในสิ่งที่ตนเองอยากเชื่อ เขายังต่อสู้ และพลังของมันก็ส่งผ่านมาถึงผู้ชม ยอมใจให้ฝีมือการแสดงของเขาจริงๆ

                    ส่วน Josua ก็ถ่ายทอดความเป็นเด็ก ความไร้เดียงสา ความทะเยอทะยาน และความสุข ออกมาได้เป็นอย่างดี เราคิดว่าเด็กคือสัญลักษณ์ของอิสรภาพ ความเป็นมนุษย์ และความรัก ที่หนังแนวนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดว่าสงครามกำลังทำลายสิ่งเหล่านี้อยู่ อะไรที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว กับเด็กตัวเล็กๆ กับความไร้เดียงสามักจะเข้าถึงความรู้สึกเรามากกว่าการเล่าเรื่องค่ายกักกันทื่อๆตรงๆ ดังนั้นเราก็เลยชอบไอเดียการนำเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก นับตั้งแต่เรื่อง The boy in the striped pajamas แล้ว แถมน้องหนูก็แสดงเก่งโดยเฉพาะฉากนั่งรถถังฉากสุดท้าย ทำเราเกิดอาการปั้นหน้าไม่ถูก น้องช่างใสซื่อเหลือเกินT___T ไม่รู้จะอมยิ้มเพราะประโยค “We won” ของน้อง หรือร้องไห้เพราะความเสียสละของพ่อที่ทำให้น้องมีชีวิตอยู่ต่อไปดี



     

    พล็อต

                    เราชอบมากที่พ่อหยิบยกเรื่องเกม เรื่องรางวัล มาล่อ ให้ Josua หลงคิดว่าตนเองกำลังอยู่ในเกม Survival แต่เราก็แอบสงสัยว่าเกมนั้นสื่อถึงการมองโลกในแง่ดีและมีความหวัง (อย่างชื่อหนังว่า Life is beautiful) หรือพยายามจะ Sarcastic กันแน่ เพราะเกมที่ถูกยกมาก็ใช่ว่าจะไม่โหดร้าย มีการคัดออก มีการเอาชนะ มีการแข่งขัน มีผู้แพ้ผู้ชนะ ไม่ต่างจากสงครามย่อมๆ แค่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อรึเปล่า?

                    มนุษย์หลีกเลี่ยงจากสงครามไม่ได้เลยหรือ?

                    ทว่าอย่างน้อยทั้ง Guido และ Josua ก็ชนะในเกมนั้น ชนะในการมีชีวิตอยู่อย่างงดงาม 

          แต่ก็มีจุดที่ไม่ชอบใจอยู่ การพยายามปูเนื้อเรื่องให้คอมเมดีตอนต้นๆมันขัดกับฉากในค่ายกักกันมากเกินไป แรกๆหนังดำเนินเรื่องนานเกินความจำเป็นเพราะฉากตลกขบขันที่เราไม่ค่อยเห็น point ของมันเท่าไหร่  ต่างกับการนำเสนอคอนเซ็ปต์ ‘Life is beautiful’ นะ สิ่งที่ดีที่สุดในตอนต้นเรื่องคือความรักโรแมนติก ที่หนังวางบทได้ดีทีเดียว ดำเนินเรื่องสนุกสนาน ไม่เบื่อ แถมได้ข้อคิดอีก 

        “I am what I want to be” จริงๆนั่นแหละ



     

    ฉาก

                    สวยงามตามท้องเรื่อง T v T มุมกล้องสวย ตลกสไตล์อิตาลี ภาษาอิตาเลียนเพราะๆ (อวยแล้วอวยอีกจริงๆ ณ จุดนี้) แต่ก็สอดแทรกธงชาติ ท่าประจำตัวฮิตเลอร์ ต่างๆนานาสารพัดที่ทำให้เราเห็นภาพรวมการเมืองในขณะนั้น

                    แต่เสียใจที่ค่ายกักกันดูโคตรนุ่มนิ่ม…นี่แหละที่ลดความ Realistic ของฉากลงไปมาก มันยัง Brutal ไม่พอ ยังบีบคั้นไม่พอ มุมกล้องยังอึดอัดไม่พอ เทียบกับหนังสงครามเรื่องอื่นๆ ไม่รู้ว่าเป็นความตั้งใจจะทำให้เหมือนมุมมองของเด็กด้วยหรือเปล่า หนังอาจจะอยากให้ฟีลกู้ดมากกว่าหดหู่ แต่เราว่าหลายๆฉากยังสุดได้กว่านี้

                    ฉากที่พลาดมากก็คือฉากยิงพ่อนี่แหละ มันน่าจะมี Symbol อะไรสะเทือนอารมณ์มากกว่าเสียงปืนสิ! เราแบบ วอท? แค่นี้หรอ ปูมาดีมาก กำลังจะน้ำตาแตกแล้ว แต่แค่นี้หรอ? อยากร้องไห้โว้ยยยย/ตีอกชกตัวเอง

     

    ภาพรวม

                    จากที่พูดมาทั้งหมด สรุปได้ว่าเรื่องนี้แม้แต่สงครามก็ Beautiful มีความซอฟต์ มีความคอมเมดีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งถ้ามองในแง่ของแก่นเรื่องแล้ว เราชอบนะ สามผ่านเลย ทั้งให้แรงบันดาลใจ ทั้งตั้งคำถามกับสงคราม แต่สำหรับความชอบส่วนตัวเราแล้ว ไม่ใช่หนังที่ประทับใจอย่างที่คิด หนังเนื้อดีโลกสวยเกินไปนิด (ฮา) อาจเพราะเราไม่สามารถมองสงครามในมุมมองของสองพ่อลูกได้จริงๆ Worth watching by the way!

                   ปล.หนัง Happy ผิดคาดนะเนี่ย อยากดูอะไรหดหู่น้ำตาพรากแท้ๆ me/ ไล่หาหนังสงครามดูต่ออย่างบ้าคลั่ง

                     คะแนนสัก 8/10 มาตรฐานหนังดีทั่วไปแล้วกัน


    -ilysm.







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in