To all the movies I've watched beforeilysm
Movie Review “A Monster Calls"


  • Movie Review

    “A Monster Calls

    มหัศจรรย์เรียกอสูร”






               หลังจากอ่าน A Monster calls วรรณกรรมรางวัลจบไป ก็ลองเสพแบบภาพยนตร์ดูบ้างตามสัญญา เกือบไม่ทันแล้ว เพิ่งรู้ว่ามันออกโรงไวขนาดนี้ จบด้วยการเดินน้ำตาแตกออกมาจากโรง อินไม่แพ้หนังสือ orz คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ แต่จะคุ้มค่ายังไงต้องลองเอง 



    มีสปอยล์


     

    เรื่องย่อ

    Conor เด็กผู้ชายวัย13 ปี นอนฝันร้ายติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ชีวิตของเขาเผชิญกับปัญหามากมาย แม่ป่วยร้ายแรง พ่อมีครอบครัวใหม่ คุณยายที่เขาไม่ชอบหน้า และชีวิตอันไร้ตัวตนที่โรงเรียน จนกระทั่งวันหนึ่ง เวลา 12.07 น. ปีศาจต้นยิวมาหา Conor เพื่อเล่านิทานสามเรื่องให้ฟังโดยมีเงื่อนไขคือ Conor จะต้องเล่า ‘ความจริง’ เป็นเรื่องที่สี่ให้ปีศาจเป็นการตอบแทน

     




    ตัวละคร

                    พอมาเป็นเวอร์ชั่นหนังแล้ว ผู้กำกับปั้นให้ Conor เป็นเด็กที่มีอารมณ์รุนแรงและเก็บกดมากกว่าในหนังสือ จะเห็นได้จากฉากทุบตี ทำลายข้าวของต่างๆนานา เราเข้าใจว่าผู้กำกับอยากให้ตัวละครนี้สะท้อนปัญหาการควบคุมอารมณ์ที่เกิดจากความซึมเศร้าและบาดแผลในใจ เพราะ Conor ไม่ใช่ตัวละครช่างพูดอยู่แล้ว เลยระบายออกด้วยการกระทำแทน เวลาเดียวที่ Conor ยิ้มอย่างจริงใจดูเหมือนจะเป็นตอนที่ได้อยู่กับแม่และพ่อ จะว่าคาแรกเตอร์ชัดขึ้นก็ใช่ แต่มีความซับซ้อนน้อยลงก็ใช่อีก เพราะในหนังสือเราสัมผัสได้ว่า Conor จะมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งและไม่แสดงออกมาตรงๆมากกว่า

                    อย่างไรก็ตามน้อง Lewis MacDougall แสดงดีมากกกกกกกกกกกกกก เข้าถึงบทบาทเกินคาด แววตา น้ำเสียง ท่าทาง ไม่ต่างจากที่คาดหวังไว้เลย ทั้งที่อายุแค่นี้แต่กลับถ่ายทอด Conflict ในใจเกี่ยวกับการสูญเสีย ความหวาดกลัว ความดื้อรั้น จินตนาการของเด็ก ผสมกับพัฒนาการการเติบโตในช่วงท้ายๆได้ดีจนน่าทึ่ง ทำเอาเราน้ำตาร่วงเผาะๆแบบไม่ต้องบิ๊วอารมณ์

     


    พล็อต

                    หนังแพ้หนังสือตรงที่ช่วงเริ่มต้นเนิบนาบและชวนหลับ แต่เข้าใจได้ว่าด้วยสไตล์หนังมันเป็นแฟนตาซีดราม่าที่ไม่อาจทำให้คนดูตื่นเต้นด้วยตัวอักษรเหมือนเวอร์ชั่นหนังสือ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเก็บรายละเอียดได้ครบถ้วน แถมยังสมบูรณ์กว่าในหนังสือด้วยการเพิ่มฉากแม่กับศิลปะ คุณยายนั่งดูวีดิโอ Conor 5 ขวบ และการพูดคุยเกี่ยวกับการแยกทางของพ่อและแม่ไว้ ล้วนเป็นฉากที่ตอบโจทย์มาก เป็นหนังที่ทำจากหนังสือได้เกือบไม่มีที่ติ เพราะรักษาความหม่น หดหู่ แต่ก็สอนดีไว้ไม่มีเปลี่ยนแปลง

                    หนังสอนให้เราเห็นว่ามนุษย์ล้วนมีสองด้าน ผ่านนิทานทุกๆเรื่อง และผ่าน ‘ความจริง’ ของ Conor เองสอนให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงและอยู่กับมันให้ได้ แม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม สอนในประเด็น Coming-of-age ที่ทำให้มันเป็นเรื่องยากที่ Conor จะปรับตัวและเอาชนะปัญหาต่างๆไปได้ แต่สุดท้าย Conor ก็ผ่านมันไปได้ด้วยการ ‘ยอมปล่อยมือ’ จากความหวังและความเชื่อไป ยอมปล่อยให้ชีวิตดำเนินต่อเป็นมนุษย์ที่มีทั้งสีขาวและสีดำปะปนกัน

                    และแม้ว่าความเชื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยา แต่มันไม่อาจเยียวยาได้ทั้งหมด

                    เราต้องเลือกสิ่งที่จะเชื่อด้วย

                    That is life.

                    แล้วเราก็ร้องไห้เป็นบ้าไปเลยเพราะแม่ก็คือแม่(?) แม่ Conor พูดดีมาก ทั้งเข้าใจโลกและเข้าใจลูก ยากนะที่จะไม่น้ำตาซึมกับประโยค ”I wish I had a hundred years. A hundred years I could give to you” คือความรู้สึกเราตอนนั้นโคตรแหลกสลาย T_____T

                    ยังมีฉากที่ชอบและโควทเรียกน้ำตาอีกเยอะจนสาธยายไม่ถูก ต้องยอมรับว่าพอเป็นภาพยนตร์แล้ว ทุกฉากทุกตอนถูกจัดอยู่ในห้วงจังหวะที่เหมาะสมจริงๆ ไม่เหมือนหนังสือที่ต้องอินประมาณนึงถึงจะร้องไห้ (แต่เราก็ร้องนะ…) ไม่แปลกใจที่หนังจะถอดแบบมาจากหนังสือได้ถูกทุกจุดขนาดนี้ ก็คนเขียนสคริปต์ไม่ใช่ใคร แต่เป็นคุณ Patrick Ness เจ้าของหนังสือ A Monster Calls นั่นเอง!! (ผันตัวเป็นเอฟซี)

                    ปล.แต่มีสิ่งที่ยังคิดไม่ตกว่าหนังจะสื่ออะไร ประเด็นแม่กับต้นยิวที่ดูเหมือนว่าแม่จะวาดภาพต้นยิวไว้สารพัด เนื่องจากในหนังสือแม่แค่รักต้นยิว แต่ไม่ได้แสดงออกว่าเคยพบต้นยิวในคราบปีศาจมาก่อน หรือว่าหมายถึงต้นยิว (ซึ่งอาจจะเป็นปีศาจในตัว Conor เฉยๆนั้น)เกิดมาจากจินตนาการของ Conor ที่บ่มเพาะโดยแม่? เดี๋ยวขอไปลองอ่านบทวิเคราะห์ของคนอื่นดูก่อน orz

     

    ฉาก

                    พระเจ้าาาา เราไม่คิดว่าภาพจะสวยได้ขนาดนั้นอะ ทั้งมุมกล้อง ทั้งแสงสี ทั้งกราฟฟิคสีน้ำที่ใช้ตอนเล่านิทาน หรือแม้แต่จุดยิบย่อยอย่างการแนะนำชื่อนักแสดงช่วงต้นเรื่อง พิถีพิถันสมกับที่พาทีมงานรางวัลออสการ์มาออกแบบ โปรดักชั่นดีกว่าที่คิด ชอบฉากโฟกัสดินสอฉากวาดรูป ของ Conor เป็นพิเศษเลย เท่าที่เราไปอ่านมาในหนังแฝงความ Symbolic ไว้เยอะด้วยนะ (แม้เราจะไม่ได้สังเกต ร้องไห้เป็นส่วนใหญ่ T v T) รูปทรงอะไรให้ความรู้สึกอะไร แบบนี้ ฝากเว็บไว้ให้อ่านกัน พี่ขวัญเขียนดีจัง (http://www.kwanmanie.com/a-monster-calls-preview/)




    ภาพรวม

                    หนังที่หนักแน่นด้วยปรัชญา และจิตวิทยาเกี่ยวกับมนุษย์และการเปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับคนที่ชอบเนื้อหามีแก่นสารชัดเจนแต่ถ่ายทอดเข้าใจง่าย ไม่ใช่หนังฟีลกู้ด แฟนตาซีอลังการ หรือว่าหนังขำๆสำหรับเด็กเลยแม้แต่น้อย กลับกัน เราว่าขนาดผู้ใหญ่ดูยังเครียดเลย เพราะหนังรักษาโทนมืดหม่นตลอดเรื่อง แต่อย่างน้อยก็จบลงด้วยการคลี่คลายปัญหา ‘หนึ่ง’ ในหลายๆปัญหาของ Conor เท่ากับว่ามนุษย์อย่างเราๆ ก็ยังต้องเรียนรู้ เจ็บปวด และลุกขึ้นยืน แบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาเรื่อยๆ เราชอบมากที่ปีศาจบอกว่าถ้า Conor ไม่ยอมบอกความจริง ก็จะติดอยู่ในฝันร้ายนี้ไปตลอดกาล

                    เราว่าหนังไม่ได้สื่อถึงฝันร้ายจริงๆหรอก แต่หมายถึงการติดอยู่กับความเจ็บปวด การหลอกลวงตนเอง การไม่อาจปล่อยวาง แบบนี้ตลอดไป 

                    แต่ถึงจะปล่อยวางไปได้ ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะไม่เจ็บปวดอีก

                    แน่นอนล่ะ เพราะเราคือมนุษย์

                    ปล.หนังอินง่ายเพราะเป็นประเด็นร่วมกันของคนส่วนใหญ่ ถึงไม่เคยเจอความสูญเสีย ไม่เคยมีปัญหาครอบครัวปัญหาที่โรงเรียน แต่อย่างน้อยเกือบทุกคนก็มีแม่เป็นที่พึ่งทางใจ หรือใครที่ชอบหนังเรียกน้ำตาก็ไม่ควรพลาด! ดีสุดๆส่งท้ายปีไปเลย น้องจะไปอ่านหนังสืออีกรอบ สัญญา T w T

                    (คะแนน 9/10)


     - ilysm.


    
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in