To all the movies I've watched beforeilysm
Movie Review + Analysis “The Truman Show"

  • Movie Review

    “The Truman Show

    ชีวิตมหัศจรรย์ ทรูแมน โชว์”







               ไม่กี่ครั้งหรอกที่จะตามดูหนังที่อาจารย์เปิดในคาบเรียน แต่ The Truman Show ก็ส่งผลกับจิตใจเราไม่น้อยเหมือนเพื่อนหลายๆ คน ที่ถึงกับตามไปเปิดดูจนจบ เนื่องจากพล็อตที่น่าสนใจ การเล่นกับมิติความจริง เล่นกับบทบาทของสื่อ และสะท้อนแนวคิดโลกยุคปัจจุบันได้แบบ extreme ดี ดูจบแล้วยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ ชอบทุกรายละเอียดยิบย่อย มีประเด็นน่าพิจารณามากมาย


    เรื่องย่อ

                   Truman Burbank ใช้ชีวิตราบรื่นตามปกติ จนวันหนึ่งเขาค่อยๆ ค้นพบว่าเมืองที่ตนเองอยู่ไม่ใช่เมืองที่มีอยู่จริง แต่เป็นสตูดิโอถ่ายทำเรียลลิตี้โชว์ ผู้คนรอบตัวคือนักแสดงที่จ้างมา และเขาคือดาวเด่นในโลกเสมือนให้ผู้ชมทางบ้านติดตามดูชีวิต 24 ชม. มาตลอด 30 ปี






    มีสปอยล์


    ตัวละคร

                   Truman เป็น 1 ในตัวละครที่น่าสงสารที่สุดที่เรารู้จัก ทั้งๆ ที่เขามีชีิวิตที่มีความสุขดี เป็นที่รักของทุกคน ไม่ได้ขาดหายอะไรเลย แต่ความจริงที่หลบซ่อนอยู่โหดร้ายมากเสียจนเรารู้สึกรับไม่ไหวแทนตัวละคร ชื่อ Truman กลายเป็นการเสียดสีอย่างร้ายกาจ เพราะมันเป็นว่าคนจริงๆ ท่ามกลางเรื่องราวโกหกหลอกลวง สุดท้ายแล้ว Truman มีจริงรึเปล่า? เพราะเราๆ ทั้งหลาย ในฐานะคนดู ก็ถูกหนังทำให้เชื่อ หรือเห็นว่าเขามีตัวตนบนจอภาพ 

                    หากพูดถึงการแสดงของ Jim Carrey แล้ว บอกเลยว่าไม่มีที่ติ เขามีเสน่ห์แบบที่หาได้ยาก ผู้รับบท Truman จะต้องกุมใจผู้คนให้ได้ จะต้องดู 'real' เพื่อ contrast กับสิ่งต่างๆ รอบตัว ยิ่งฉากไคลแมกซ์ ฉาก mental breakdown ที่ืทำเราน้ำตาแตก นักแสดงจะต้องเชื่อลึกลงไปถึง soul เลยว่าตัวเองอาศัยอยู่ในโลกลวงตามาตลอด

                    ซึ่งบางทีอาจจะไม่ได้เชื่อยากขนาดนั้น เพราะหนังทำให้เรารู้ว่า โลกที่เราอยู่ก็ไม่ได้ปลอมน้อยไปกว่ากันเลย

                    Jim Carrey เรียกได้ว่าทุบ ทุบ ทุบบทแตกกระจุย เขาสามารถถ่ายทอดพัฒนาการตัวละครตั้งแต่ยังมีความสุข เริ่มสงสัย ความฝัน ความหวาดกลัว ค้นพบความจริง ไปจนถึงจุดที่ก้าวข้ามความหวาดกลัว (ฉากบนเรือ) เพราะมุ่งมั่นเสียจนอะไรๆ ก็ไม่สามารถขัดขวางเขาได้ ตลอดเรื่องอารมณ์คนดู build up ขึ้นเรื่อยๆ โดยมีการแสดงของเขาซัพพอร์ตได้เป็นอย่างดี แล้วพอดำเนินถึงฉากที่ Truman ยกมือขึ้นแตะผนังสตูดิโอเท่านั้นแหละ น้ำตาแตกเลยจ้าาาาา Jim ทำได้สุดยอดมาก ใบหน้าตอนเขาร้องไห้แล้วค่อยๆ ทรุดลงเป็นอะไรที่หดหู่ กดดัน บีบคั้น ชวนอินไปด้วยสุดๆ ยิ่งตอนที่หันมายิ้มแล้วโค้ง แสดงให้เห็นว่าเขาตีความคาร์แรกเตอร์ของ Truman ได้ยอดเยี่ยม เราไม่รู้จักบทนี้เท่านักแสดงหรอกนะ แต่เรารู้สึกว่าเขาเข้าใจ objective, action, background, impulse ของตัวละครเป็นอย่างดี

                   และอยากขอชื่นชมความน่ารักน่าเอ็นดูของ Truman ที่ช่วยลดความเครียดในหนังไปเยอะมาก กลายเป็นหนังตลกไปทันใด ท่าหัวเราะแล้วโยกไปทั้งตัวกับวลีประจำตัว "Good morning, and in case I don't see ya, good afternoon, good evening, and good night" สร้างความ unique ให้กับคาร์นี้ ทำให้เราหลงรัก Truman ไม่ต่างจากผู้ชมในเรื่อง ซึ่งแสดงว่าเราก็เริ่มแยกความจริงไม่ออกแล้วสินะ

                  ยิ่งตอนที่ Truman ร้องไห้นะ โถ๊วววววว อยากจะกอดโอ๋ คนอะไรร้องไห้ได้น่าสงสารสุดๆ แล้วยังทำให้เรารู้สึกกลัว ฉุกคิดขึ้นมาแวบหนึ่ง นั่นสิ เราจะรู้ได้ยังไงว่าโลกที่เราอยู่เป็นโลกจริง ในเมื่อเรา 'ถูกทำให้รู้' โดยสื่อ โดยสังคม ความจริงจะประกอบสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมือใครก็ได้ 

                  มาพูดถึงตัวละครอื่นๆ กันสักหน่อย ความจริงแล้วนอกจาก Truman ตัวละครอื่นๆ ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ลักษณะสำคัญที่มีผลต่อธีมเรื่องได้ เช่น ภรรยาของ Truman ที่คอยขายของโฆษณาสินค้าอยู่ตลอด มันตลกเพราะฉากดูผิดที่ผิดทางไปหมด แม้แต่ในสถานการณ์ที่ซีเรียสมากๆ สำหรับเราลักษณะนี้เน้นให้เห็นว่าทุกขณะในชีวิตเรากลายเป็นสินค้า เป็นวัตถุดิบ เป็นพื้นที่ให้บริโภคนิยม วัตถุนิยมเข้ามามีบทบาท หรืออย่างเพื่อนสนิท Truman ที่บอกว่าจะไม่โกหก แต่ที่เขาทำคือการโกหก นี่ก็คือความปลอมเปลือกอีกชั้นของมนุษย์ (คือไม่ใช่แค่โลกที่ปลอม แต่คนก็ปลอม) หรืออย่างนางเอกที่ Truman คอยตามหา ก็ให้ลักษณะของกลุ่มคนหัวก้าวหน้าที่ 'คิดว่า' เข้าถึงความจริงของโลกแล้ว เลยพยายาม 'โน้มน้าว' คนอื่นให้มาเชื่อในสิ่งเดียวกัน ถ้าถามเรา เราคิดว่าเรื่องนี้ไม่มีใครที่ symbolize อะไร positive เลย กระทั่งคนที่เล่นบทพ่อ ซึ่งควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่น หนังยังเฉลยว่าเขาเข้ามาป่วนกองถ่ายเพราะไม่พอใจกับ Air time ที่ลดลง (เราเข้าใจแบบนี้) ยิ่งเพิ่มความหดหู่ให้กับหนัง แต่ถามว่าดีไหม ดีนะ ตัวละครรักษามู้ดและโทนเรื่องดี 





    มีสปอยล์หนัก


    พล็อต

    1. Originality & Creativity

                    ชอบความสร้างสรรค์ ชอบไอเดีย ชอบองค์ประกอบ และพลังอันมหาศาลของพล็อตที่ทำให้เราฉุกคิดในตอนจบว่า เรากำลังอยู่ในโลกไหนกันแน่ โลกความจริง โลกความจริงเสมือน หรือว่าสุดท้ายเราไม่สามารถแยกสองโลกออกด้วยซ้ำ เพราะสุดท้าย 'ประตู Exit' ก็เชื่อมสองโลกนี้ด้วยกัน เหมือนสื่อที่เชื่อมเราเข้ากับโลกในทีวี หนังเรื่องนี้โชว์ความเป็น Post-modernism ในแง่ที่ว่าความจริงมีหลายด้าน และโลกความจริงที่เราเข้าใจ (คือโลกของคนสร้าง The Truman Show) สุดท้ายแล้วก็ "ไม่มีความจริง" หรือ "ไม่ได้จริงไปกว่า" โลกในทีวีที่ Truman อยู่หรอก สรุปแล้ว ไอเดียหนังดีมากๆ ไหลลื่น ดูสนุก กระตุ้นความคิด 10/10 จ้า


    2. การดำเนินเรื่อง

                     จัดว่ากระชับ เหมาะสม เลือก timing ได้ดี เข้าใจง่าย เข้าใจใบ้ปมให้คนอ่านรู้แบบแยบยล ตั้งแต่การใบ้ด้วยมุมกล้องที่เหมือนแอบถ่าย ไฟสปอตไลท์ตกลงมา (แล้วเขียนบอก Truman ว่าเป็นดาวเทียม โคตรเกลียด ๕๕๕๕๕)หรือสัญญาณวิทยุรบกวน ล้วนมีผลให้คนดูพอจะเดาทิศทางเรื่องได้ เริ่มเอาใจช่วย Truman แล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด มีจุดที่พอรู้ปุ๊บใจพัง เช่น การหลอกว่าพ่อตาย อันนี้สะเทือนมาก ทำไมคนเราถึงเล่นกับความรู้สึกคนอื่นได้ขนาดนี้ จุดพลิกผันต่างๆในเรื่องทำให้ยังหลงเหลือความตื่นเต้นอยู่บ้าง เรื่องนี้เด่นเรื่องการกระชากใจคนดูเลยแหละ เพราะในช่วงสุดท้าย  การไต่อารมณ์ไปจนถึงฉากที่ Truman เจอผนังสตูดิโอคือ masterpiece โคตรๆ ความน่าสนใจของพล็อตว่าใช่แล้ว การดำเนินเรื่องใช่กว่า ถ้าทีมผู้กำกับไม่ได้บิ๊วคนดูเป็นอย่างดีตั้งแต่ฉากที่ Truman เริ่มระแคะระคาย ฉากแล่นเรือ มาจนถึงฉากที่ได้คุยกับผู้สร้าง (ชอบมากกกกกกกก น้ำตาหยดแหมะๆ) หนังคงเข้มข้นน่าติดตามน้อยกว่านี้มาก ต้องชมทีมกำกับเลย


    3. Thoughts 

                     รู้สึกผิดที่ปาไปครึ่งบทความแล้วก็ยังอวยไม่หยุด และจะอวยต่อ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเรื่องนี้คือการโยนเราหลงไปในบ่อคำถาม ในเรื่องใช้ Irony และความเว่อวังของฉากมาขับเน้นคอนเซ็ปต์หลักให้เด่นชัด นั่นคือ อะไรจริง อะไรไม่จริง เราอาศัยอยู่ในโลกแบบไหนกันแน่

                    เรารู้ว่าโลกใน The Truman Show 'จริงน้อยกว่า' โลกภายนอก แต่อย่าลืมว่าในสายตา Truman โลกของเขาจริงที่สุดแล้ว เพราะนั่นคือทั้งหมดที่เขารู้ ทั้งหมดที่เขาเห็น ทั้งหมดที่เขาได้รับอนุญาตให้เชื่อ แล้วจะแปลกอะไรถ้าวันหนึ่งเราพบว่าตัวเองก็คือ Truman ในสังคมหรือในเรื่องใดเรื่องนึง ที่ผ่านมาเราเข้าใจแบบนี้ เพราะเราถูกป้อนข้อมูลมาแค่นี้ เราจะรู้สิ่งต่างๆ ผ่าน perception ของเราเท่านั้น เอาจริงๆ ถ้ามองในมุมปรัชญา กระทั่ง perception ตัวเองยังเชื่อไม่ได้ตลอดเลย นับประสาอะไรกับข้อมูลที่ปะปนความคิดคนอื่น มีความ subjective แล้วลองคิดภาพว่าเป็นเราที่ต้องมารับรู้ความจอมปลอมของโลกที่เราอยู่สิ โอ้โห หดหู่มาก กล้าพูดว่าธีมเรื่องนี้จริงๆโคตรดาร์ก แต่ถ่ายทอดผ่านคอมเมดีเลยซอฟต์ลงนิดนึง 

                   อีกประเด็นที่เด่นชัดคือเรื่องของบริโภคนิยม วัตถุนิยม ทุนนิยม ที่มีผลต่อคนในสังคม มีผลต่อสื่อ คนต้องการจะเสพอะไร สื่อก็ประเคนให้หมด จะเห็นได้ว่าสื่อมีอำนาจมากในการควบคุมทั้งชีวิต Truman และชีวิตคนดูที่เสพติดการดู แต่ถามว่าสื่อทำเพื่ออะไร ก็เพื่อ making money ไหม มีแต่จะสนใจว่าเรตติ้งพุ่งสูงรึเปล่า ไม่ได้สนใจ Humanity ใดๆเลย หนังถ่ายทอดความเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ได้อย่างเลือดเย็น 

                    ทว่าไม่ใช่แค่สื่อนะที่ไม่สนใจ คนอื่นๆ ในสังคมก็ด้วย ถ้ามองผิวเผินทุกคนก็ดูจะรักและเอาใจช่วย Truman ดี แทบจะเป็นวาระแห่งชาติเลย แต่สังเกตฉากจบ เมื่อรายการหยุดการถ่ายทอด คนที่ดูอยู่ก็พูดว่า "เปลี่ยนช่องสิ" ซึ่งแปลว่าสุดท้ายเราก็ ignore ความทุกข์ของคนในสังคมอะ เราไม่ได้ให้ค่ามันอย่างจริงจัง มันเป็นแค่ 'สิ่งให้ความบันเทิง' เรา ให้เราอินด้วยชั่วครั้งชั่วคราว เรายังมีอย่างอื่นที่ให้ความบันเทิงได้ มองๆแล้วก็เหมือนทุกวันนี้ที่กระแสสังคมเปลี่ยนไปได้ทุกวัน เรื่องไหนโด่งดังขึ้นมาก็อยู่ได้แป๊บๆ ไม่นานคนก็ลืมหมดแล้ว คนแบบ Truman พอได้ออกจากความสนใจของคนในสังคมแล้ว ก็หายเข้ากลีบเมฆไปเลย เหมือนการที่เราก็ไม่มีโอกาสได้รู้สุดท้าย Truman เจอนางเอกไหม แล้วใช้ชีวิตยังไงต่อไป มันกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญที่หนังไม่ฉายถึงไปแล้ว จบได้เจ็บดี         

                    ทั้งหมดนี้ โยงมาสู่ point สุดท้ายที่เราอยากพูดถึง นั่นก็คือ จุดที่เศร้าที่สุดของหนังเรื่องนี้ ย้อนไปที่ประโยคนึงของโปรดิวเซอร์ The Truman Show ที่ว่า Truman คือความสุขของผู้ชม เราว่านั่นแหละ capture แก่นหลักๆของเรื่องได้หมดเลย ความสุขของเรากลายเป็นการนั่งดูชีวิตคนที่ไม่รู้ว่าโลกความจริงเป็นอย่างไร ไม่รับรู้ความโหดร้าย ไม่รับรู้ว่าโลกใบนี้มันปลอมแค่ไหน คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ ด้วยเป้าหมาย ด้วยความฝัน ชีวิตที่ดูสวยงาม มีเหตุร้ายๆ เกิดขึ้นก็จบลงด้วยความสุข ทั้งหมดทั้งมวลนี้กลายเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น เพราะอะไร เพราะเราไม่สามารถทำได้ในความจริงไง เราไม่สามารถหลับหูหลับตาไม่รู้เรื่องเหมือน Truman ได้ อยากจะยืมประโยคของอาจารย์ที่สอนเรามาอธิบายความหดหู่นี้ เราต้องการโลกปลอมๆ เพื่อให้รู้สึกว่าโลกที่เราอยู่น่ะจริง เรามีความสุขเวลาที่เห็น Truman เพราะแวบหนึ่งเราคิดว่า ฉันนี่แหละอยู่ในโลกความจริง ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่ามันเป็นเช่นนั้น 

                  สุดท้ายแล้ว เรากับ Truman ก็ไม่ได้ต่างกันนักหรอก สิ่งที่ต่างก็คือ เรารับรู้ความโหดร้ายของสังคม ของมนุษย์ด้วยกัน ได้หนักหนาสาหัสกว่า Truman หลายเท่าเลย




    ฉาก

                   พูดในแง่ความสวยงาม จัดว่าโอเคอยู่ ดูเพลิน ให้ความรู้สึกเหมือน American dreams อะ (สนับสนุนทุนนิยมอีกละ ความคุมโทนของหนังนี้) มุมกล้องก็ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมดี โดยเฉพาะฉากลอกผนังท้องฟ้า ฉากนั้นอึดอัดมากกกกกกกก เพราะว่าท้องฟ้าถูกทำให้ดูแคบ ดูใกล้แค่เอื้อม contrast กับท้องฟ้าที่เราเห็นจริงๆไปอีก

                   สิ่งที่อยากพูดถึงมากกว่าคือ Symbols ที่ปรากฏ หนังมีความ symbolic ค่อนข้างสูง ลองเชื่อมโยงฉากเล่นๆ เช่น การใช้ circle, repetition อย่างฉากที่ Truman ค้นพบว่าคิวรถเคลื่อนที่เป็นวงกลม มี pattern มีความซ้ำ เพราะนักแสดงมีคิวแสดง เรารู้สึกว่าความซ้ำและวงกลมสามารถเชื่อมโยงกับลูปที่วนไปวนมาได้ เหมือนกับสังคมเราตอนนี้แหละ ประเด็นอย่าง Truman เกิดขึ้น เราให้ความสนใจแบบผิวเผิน ตื้นเขิน แล้วก็จบลง เงียบหายไป สนใจเรื่องอื่น ไม่มีอะไรที่ลึกหรือสำคัญจริงๆ ในสังคมที่แคร์แต่ภาพลักษณ์และแสนจะ superficial นี้

                   ฉากที่เสียงโปรดิวเซอร์ดังมาจากฟ้า เรานึกถึง God นะ กลายเป็นสื่อดูยิ่งใหญ่ มีอำนาจล้นไปหมด เหมือนกับ God แห่งยุคนี้

                   ฉากที่ Truman เดินออกจากประตู Exit ไป เอาจริงๆคือภายในประตูดูมืดมาก ให้ความรู้สึกกลัว กังวล มากกว่าโล่งอก ทางก็แคบๆ ชวนอึดอัด กลายเป็นว่า โลกข้างหน้าทั้งน่ากลัวและอันตราย ต่างกับสตูดิโอที่ใช้สีฟ้าสดใส ดูแล้วสบายใจ โล่งใจมากกว่า 

                   ฉากที่ Truman ตามหานางเอก ผ่านการตัดแปะภาพ เหมือนจะสื่อถึงการพยายามปะติดปะต่อความจริง ดูเป็นความพยายามของมนุษย์คนหนึ่งที่จะตามหาความจริง





                  และ symbol ที่เราชอบที่สุด เพราะไปหาความหมายชื่อเรือมา (หัวเราะ) คือเรือ Santa Maria ที่ Truman ใช้แล่นออกจากฝั่ง ชื่อเรือนี้เป็นชื่อเดียวกับเรือที่ Christopher Columbus แล่นไปสำรวจโลก และค้นพบอเมริกา โอ้โหหหหหห ดีเทลยิบย่อยก็เอาเนาะ สุดยอดมากๆ เพราะมันสื่อความได้ว่า Truman กำลังค้นพบความจริงใหม่ๆ ที่ตรงข้ามกับที่คนเข้าใจเช่นเดียวกับที่ Columbus เชื่อในทฤษฎีโลกกลม แต่คนสมัยนั้นเชื่อว่าโลกแบน สุดท้ายเขาก็ prove ได้ว่าโลกกลม เป็นฉากที่ให้ความหวังเหมือนกันนะว่า Truman เข้าใจความจริงได้ level หนึ่งแล้ว ไม่ถูกหลอกอีกต่อไป เขาพยายามฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น แสดงว่าเราเองก็ทำได้รึเปล่า 




    ภาพรวม

                    นี่ยังต้องพูดอีกหรอว่ามันดี ฮือออออออออ ชอบหนังเรื่องนี้มากเลย ในทุกๆ เลเวล ทุกๆ แง่ ทุกๆ จุดที่ได้กล่าวไป ชอบหนังที่ thought-provoking อะ ถึงจะหดหู่เอาเรื่อง ทำเอาน้ำตาซึมแบบ mixed feelings จะว่าดีใจที่ Truman ได้ออกมาก็ดี จะว่าเศร้าก็เศร้า เพราะออกมาก็ต้องสู้ต่ออีก หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่มีอะไรง่าย แต่การดูหนังก็ช่วยยกระดับจิตใจเราได้นะ ช่วยให้ความคิดเราได้จัดระเบียบและเกิดมุมมองใหม่ๆ ไอ้หนีจากโลกความจริงมันก็ใช่ แต่สุดท้ายการดูหนังกระตุ้นให้เราใช้ความคิดเพื่อกลับมาสู้กับโลกความจริงต่อไป ถึงจะหม่นแค่ไหนแต่คุ้มค่าที่จะดูจริงๆ / แต่ถ้าไม่คิดเยอะ ก็เป็นเรื่องที่คอมเมดี ตลก สนุก อิน มีความปรัชญาแต่ถ่ายทอดออกมาเข้าใจง่าย ประสบความสำเร็จเว่อๆ ส่วนข้อติ อาจจะเป็นเรื่องของความค้างคาในบางจุด ดูจบไม่รู้สึก complete ทำให้หักไป 1 คะแนน แต่รวมๆแล้ว The Truman Show ขึ้นแท่นหนังที่พลาดไม่ได้เลยล่ะ

                    9/10 What an amazing movie!


    -ilysm.


                                                                                                                

                    


        

                     







            

                        

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in