The Scandals on Cleveland Streetpiyarak_s
Chapter 2: ผู้อุปถัมภ์
  • (2)

     


    “สวัสดี สารวัตรเฟย์และมิสเตอร์ฟอล์กเนอร์” เซอร์เอ็ดเวิร์ดสแตนตันค้อมศีรษะทักทาย “ขออภัยที่เสียมารยาท ผมดีใจที่ได้พบ จนอดไม่ได้ที่จะรีบตามมาทักเพราะเกรงว่าสารวัตรและคุณหมอจะเรียกรถม้ากลับกันไปเสียก่อนหวังว่าคงไม่ได้รบกวนเวลาที่ต้องการใช้ด้วยกันตามลำพัง”

     


    เซอร์เอ็ดเวิร์ดมหาเศรษฐีเจ้าของกิจการเดินเรือข้ามทวีปและหุ้นส่วนธุรกิจที่ได้รับสัมปทานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายบริษัทเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมคนไม่น้อยปรารถนาจะทำความรู้จักและสมาคมกับเขาด้วยความยินดีแต่ทว่าสหายหนุ่มของข้าพเจ้าไม่ใช่หนึ่งในผู้คนเหล่านั้น



    ไม่ผิดเลย ถ้าหากเขาจะเรียกคำนำหน้าชื่อของโทเบียส ฟอล์กเนอร์ว่า 'มิสเตอร์' เพราะตามธรรมเนียมของศัลยแพทย์แล้ว พวกเขาใช้คำนำหน้าชื่อตนเองว่า 'มิสเตอร์' ซึ่งสะท้อนที่มาดั้งเดิมว่า ผู้ทำหน้าที่ผ่าตัดผู้ป่วยไม่ได้จบแพทย์มาแต่ต้น และเมื่อศัลยแพทย์ต้องได้รับการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ และได้รับการอบรมศาสตร์เฉพาะทาง คำนำหน้าชื่อว่า 'มิสเตอร์' จึงถูกใช้เพื่อจำแนกความแตกต่างจากแพทย์สาขาอื่น ๆ ที่ยังคงมีคำนำหน้าว่า 'ด็อกเตอร์' อยู่เช่นเดิม สำหรับศัลยแพทย์คนอื่นอาจถือธรรมเนียมนี้อย่างแข็งขัน แต่โทเบียส ฟอล์กเนอร์ และศัลยแพทย์ตำรวจที่ข้าพเจ้ารู้จักหลายคนก็ไม่ได้ยึดติดกับเรื่องดังกล่าว


     

    แม้จะยิ้มระรื่นแต่ดวงตาคมเหมือนเหยี่ยวของเซอร์เอ็ดเวิร์ดที่มองสำรวจเราสองคนด้วยความสนใจอย่างเปิดเผยไม่ได้ช่วยให้ใบหน้านั้นเป็นมิตรขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย และการที่เขาเรียกโทเบียส ฟอล์กเนอร์ด้วยคำนำหน้าว่า 'มิสเตอร์' ก็ดูมีความหมายบางอย่างที่นอกเหนือไปจากการให้เกียรติกันตามแบบแผนธรรมดา อาจเป็นอคติส่วนตัวแต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ


     

    ถึงไม่รู้รายละเอียดความสัมพันธ์หรือข้อขัดแย้งแต่หนหลังของ ดร. ฟอล์กเนอร์กับเซอร์เอ็ดเวิร์ดมากนัก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในร้านของเก่าที่ถนนบัคเคิลยังคงอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าแม้จะไม่มีใครได้รับอันตราย ทว่าการ ‘หยอกเล่น’ ด้วยการจู่โจมเขาโดยไม่ให้รู้ตัวตามคำกล่าวของเซอร์เอ็ดเวิร์ด ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นในความรู้สึกของดร. ฟอล์กเนอร์ และเป็นการกระทำที่เกินเลยไปมากในความคิดเห็นของข้าพเจ้า นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้าไม่อยากไว้วางใจในตัวนักธุรกิจผู้นี้มากนัก และเหนือสิ่งอื่นใดข้าพเจ้าเป็นห่วงความรู้สึกของสหายหนุ่มของข้าพเจ้ามากที่สุด

     


    ถึงจะไม่ยินดีกับการได้พบอีกฝ่ายนัก แต่ ดร. ฟอล์กเนอร์ก็มิได้แสดงอาการพิรุธ เขาค่อย ๆ คลายมือจากแขนข้าพเจ้า ถอดถุงมือ และยื่นออกไปสัมผัสทักทายกับผู้มาใหม่ด้วยกิริยาเป็นปกติ

     


    “ไม่คิดว่าจะได้พบกันที่นี่”

     


    “ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะมา ดร. ฟอล์กเนอร์ สำหรับงานนี้ ต่อให้ไม่ว่าง ผมก็ต้องว่างมาให้ได้ หากไม่นับเรื่องที่ผมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนการจัดการแสดงโอเปร่ารอบการกุศล ผมก็ไม่อยากพลาดการแสดงของนักแสดงหน้าใหม่ที่ควรค่าแก่การสนับสนุน”

     


    เขากล่าวตอบโดยไม่ปล่อยมือของผู้อ่อนวัยกว่า แต่ ดร. ฟอล์กเนอร์ก็ดึงมือของตนออกมาจนได้ และเอาไพล่หลังไว้เสียระหว่างข้าพเจ้าเป็นฝ่ายรับหน้าสนทนากับเซอร์เอ็ดเวิร์ดแทนเขา


     

    “คุณหมายถึงพ่อหนุ่มที่เล่นเป็นคูร์เวนาล” ข้าพเจ้ากล่าว “ผมเดาว่าเป็นเขา”

     


    “อา… ใช่… ถูกต้องที่สุด”


     

    ดวงตาของเซอร์เอ็ดเวิร์ดเป็นประกายยามเอ่ยถึงนักแสดงหนุ่มที่ฉายแสงบนเวทีอุปรากรคืนนี้แต่มีลับลมคมในบางอย่างในดวงตาที่คู่นั้นที่ข้าพเจ้าไม่ชอบเอาเสียเลย

     


    “แอนโธนี เกรเซียน คูร์เวนาลที่สารวัตรเอ่ยถึง เป็นนักเรียนการแสดงที่โดดเด่นเคยเป็นนักร้องประสานเสียงในวิทยาลัย ตอนนี้เขาอาจยังเป็นแค่นักแสดงสมทบแต่ผมคิดว่าเขาคงก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงแถวหน้าในอีกไม่ช้า ผมเชื่อเช่นนั้นและคิดว่าสารวัตรคงเห็นอย่างเดียวกัน”


     

    ความภาคภูมิในน้ำเสียงของเขายามกล่าวถึงนักแสดงหนุ่มผู้นั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าน้ำหนักของความภาคภูมิใจในความคิดที่ถูกต้องของตนมีมากกว่าความชื่นชอบความสามารถหรือบทบาทที่เพิ่งรับชมความสำเร็จของชายหนุ่มผู้นั้นเป็นความสำเร็จที่เขามีส่วนแบ่งของเขาอยู่ด้วยกว่าครึ่งเขาพูดเหมือนเจ้าของคอกม้าที่ยืดอกบอกทุกคนในสนามว่าม้าที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งเป็นม้าดีที่อยู่ในความครอบครองของเขา


     

    “ผมเห็นด้วย” ข้าพเจ้ารับ “ดูเหมือนคุณจะรู้จักเขาดี”


     

    “แน่นอน เขาเป็นนักเรียนทุนในความดูแลของผมผมเป็นผู้อุปการะเขาทั้งเรื่องการศึกษาและเรื่องทุนทรัพย์” คู่สนทนาของข้าพเจ้ายิ้มกว้างและนั่นเป็นสิ่งยืนยันว่าการคาดเดาของข้าพเจ้าไม่ผิด “ครอบครัวของเขาฐานะไม่ดีนักแต่แอนโธนีเป็นเด็กหน้าตาดี ฉลาด ใฝ่รู้ และมีพรสวรรค์ด้านการแสดงผมจึงให้การสนับสนุน และเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

     


    “เขาเป็นคนที่จะทำให้ผู้สนับสนุนเขาภาคภูมิใจได้อย่างไม่ต้องสงสัย”


     

    “คิดอยู่แล้วทีเดียวว่า สารวัตรต้องมีสายตาเช่นเดียวกันกับผม” เขาเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ถ้าหากไม่คุ้มค่า ผมคงไม่ลงทุนกับเขาดอก การได้เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีเสน่ห์เปี่ยมความสามารถ อุทิศทั้งกายใจเพื่อแสดงความจงรักภักดีที่มีต่อผม เป็นการตอบแทนโอกาสและความรักที่เขาได้รับเป็นความภาคภูมิใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด”


     

    จบคำ สายตาของเซอร์เอ็ดเวิร์ดก็มองเลยไปยังชายหนุ่มที่ยืนเยื้องไปทางด้านหลังของข้าพเจ้า มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มขณะเอ่ยถึงคนที่เขาจ้องมองไม่วางตาแม้อีกฝ่ายแทบจะไม่สบตาตอบเขาเลยก็ตาม


     

    “เสียดายเหลือเกิน ที่ผมไม่มีโอกาสสนับสนุนนักศึกษาแพทย์รูปงามแต่ติดจะขี้อายเกินไปสักหน่อยที่ผมพบในงานเลี้ยงเปิดสายการเดินเรือไปยังพม่าและสยามเมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อได้พบเขาอีกครั้ง ผมก็ยังดีใจ ที่เห็นหนุ่มน้อยที่ผมจดจำได้ไม่เคยลืมเติบโตและสั่งสมประสบการณ์จนกลายเป็นศัลยแพทย์ตำรวจมีชื่อ ไม่น่าเชื่อเลยว่า วันเวลาและสงครามทำให้คุณหมอสง่างามยิ่งกว่าเก่าเสียอีก”


     

    “ขอบคุณครับ” ศัลยแพทย์หนุ่มยิ้มรับอย่างเสียไม่ได้


     

    แม้คำชมนั้นจะสุภาพและปราศจากท่าทีคุกคาม แต่นัยบางอย่างที่เขาจงใจย้ำว่า โทเบียส ฟอล์กเนอร์อยู่ในสายตาของเขาแต่แรกพบ และไม่ว่าจะนานเพียงใด เขาก็ยังเฝ้าคอยติดตามข่าวคราวและยังจะทำตลอดไป ทำให้คนฟังไม่ว่าจะเป็นเขาหรือข้าพเจ้าอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก  


     

    ข้าพเจ้าเหลือบมองคนข้างตัวเขาส่งสายตาชนิดเดียวกันมาให้ ความในใจของเราต่างตรงกันว่า อยากพาตัวเองไปให้พ้นเสียโดยเร็ว ทว่ายังหาจังหวะที่จะตัดบทโดยไม่เสียมารยาทไม่ได้


     

    “แต่คุณหมอไม่คิดว่าน่าเสียดายไปหน่อยหรือ…” เซอร์เอ็ดเวิร์ดว่า จงใจทอดเสียงให้อีกฝ่ายเป็นคนซักถามให้เขาตอบ

     


    “เรื่องอะไรครับ” ดร. ฟอล์กเนอร์ยอมสนองไปตามเกม เลิกคิ้วเล็กน้อยคล้ายสนใจ แต่น้ำเสียงเย็นชาและสีหน้ายังคงนิ่งเฉย

     


    “ทั้งที่คุณหมอเป็นสมาชิกราชวิทยาลัยศัลยแพทย์ที่ยังหนุ่มและมีความสามารถ แต่แทนที่จะแสดงฝีมือรักษาคนเจ็บไข้ในห้องแสดงการผ่าตัดต่อหน้านักวิชาการและแพทย์รุ่นใหม่ รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนแก่โรงพยาบาล คุณหมอกลับทำงานในห้องเก็บศพอยู่กับร่างไร้วิญญาณที่ตายในสภาพต่าง ๆ หลายรายอยู่ในสภาพสยดสยอง บางทีก็เน่าเหม็น และแทบไม่มีใครอยากให้การสนับสนุนเรื่องทุนทางวิชาการในการศึกษาวิจัย ”

     


    “ขอบคุณครับ” ดูเหมือนความอดทนของนายแพทย์หนุ่มใกล้หมดสิ้นเต็มที“ แต่ผมมีความสุขกับงานนี้ดี และสภาพร่างกายของผมก็ไม่เอื้อกับงานที่ต้องใช้แรงและต้องทำแข่งกับเวลาอีกต่อไปแล้ว ท่านคงทราบความจริงข้อนี้อยู่แล้ว”


     

    อาการเจ็บปวดเรื้อรังจากกระสุนที่ฝังอยู่ในข้อเข่าและผลกระทบจากการถูกยิงทะลุบ่าทำให้ ดร. ฟอล์กเนอร์ยืนนานเกินไปไม่ไหวและใช้กำลังแขนได้น้อยกว่าที่เคยเป็นมา ความทุกข์ทรมานจากบาดแผลที่ติดตัว ทำให้เขาต้องพึ่งพามอร์ฟีนเพื่อระงับอาการปวดที่มักกำเริบหนักในช่วงอากาศหนาวหรือชื้นจัดเป็นบางครั้งและสิ่งที่ตามมาหลังการหยุดใช้มอร์ฟีนคืออาการถอนยา สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อทำหน้าที่ศัลยแพทย์ เพราะไม่ต้องการกระทำสิ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อคนไข้ซึ่งฝากชีวิตไว้ในมือของเขา ดร. ฟอล์กเนอร์จึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางของตนเองไปทำประโยชน์ด้านอื่นที่เขายังสามารถใช้ความรู้ความชำนาญของตนเองได้และอาจต้องกับนิสัยของเขายิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ


     

    ในช่วงระยะเวลาครึ่งปีที่คบหากับโทเบียส ฟอล์กเนอร์ เขาไม่เคยแสดงออกว่าเบื่อหน่ายกับหน้าที่การงานของตนเอง ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าไปพบเขาที่โรงเก็บศพในโรงพยาบาลรอยัลฮอสพิทัล เขากระตือรือร้นและมีชีวิตชีวากับงานของตนเองเสมอ และหลายครั้งที่เขายินดีเล่าความเป็นไปในงานชันสูตรศพและวินิจฉัยอาการบาดเจ็บต่างๆ ให้ข้าพเจ้าคลายสงสัยระหว่างที่เราใช้เวลาหลังมื้อค่ำสูบกล้องและดื่มเหล้ากันในห้องหนังสือของเขา

     


    การผ่าศพเพื่อชันสูตรหาสาเหตุการตายไม่ใช่งานที่น่าพิสมัย แต่ก็เป็นงานที่เขาเลือกแล้ว และไม่มีสิ่งใดที่น่าเสียดายเลยแม้แต่น้อย อีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่เขาพอใจจะทำและทำได้ดี ย่อมเป็นสิ่งที่เพื่อนอย่างข้าพเจ้าพร้อมสนับสนุน


     

    “จริงอยู่ หมอที่เก่งย่อมสามารถวินิจฉัยโรคคนไข้และคิดค้นวิธีการรักษาโรคของคนเป็นให้หายได้ และก็เป็นหมอที่เก่งอีกเช่นกัน ที่สามารถเป็นปากเสียงให้คนตายที่ไม่อาจพูดได้ว่า เขาตายด้วยสาเหตุใดเช่นกัน” ข้าพเจ้าตัดสินใจเอ่ยแทรก เพราะรู้ดีว่า ดร.ฟอล์กเนอร์ไม่ใช่คนชอบต่อปากต่อคำกับใครโดยไม่จำเป็น “นับจากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่ไวท์ชาเพล ศัลยแพทย์ตำรวจมีบทบาทและความสำคัญในการทำคดีของตำรวจมาก แม้จะมีแพทย์ที่มีฝีมือหลายคน แต่ก็ยังนับว่าขาดแคลน ถ้าหาก ดร. ฟอล์กเนอร์หวนกลับไปรักษาคนเป็นเสียแล้ว คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย”

     


    เซอร์เอ็ดเวิร์ดเลิกคิ้ว เบนความสนใจของเขามาทางข้าพเจ้า “สารวัตรคิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ”

     


    “ผมคิดเช่นนั้น เขามีค่ามากสำหรับผม และงานสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรม” ข้าพเจ้าเหลือบมองชายหนุ่มข้างตัวข้าพเจ้า “การผ่าศพเพื่อชันสูตรหาสาเหตุการตายต้องใช้เวลาและความละเอียดรอบคอบ ไม่จำต้องอาศัยความรวดเร็วแข่งกับเวลา ที่ ดร. ฟอล์กเนอร์สามารถสรุปสาเหตุการตายได้อย่างแม่นยำเสมอแสดงให้เห็นว่า ความสามารถของเขาไม่ได้สูญเปล่า”

     


    เซอร์เอ็ดเวิร์ดพยักหน้าช้า ๆ แสดงกิริยาว่าเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับข้าพเจ้านัก ก่อนเหลือบมองคนที่อายุน้อยที่สุดในวงสนทนาและเป็นฝ่ายยืนฟังเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วถอนใจเบาๆ “ดอกไม้ไม่สามารถผลิบานในที่มืด ไม่เช่นนั้น เพอร์เซโฟนีในปกรณัมกรีกคงไม่เศร้าโศกอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในนรกกับเฮดีส” 


     

    “แต่ผมเกรงว่าคนที่เต็มใจเดินผ่านประตูโลกแห่งความตายเข้าไปอยู่ ณ ที่นั้นอย่าง ดร. ฟอล์กเนอร์จะไม่ใช่เพอร์เซโฟนี และบางทีนรกที่มืดมนก็จำเป็นต้องได้รับแสงสว่างบ้าง” ข้าพเจ้าแย้งยิ้ม ๆ “และเมื่อพูดถึงความเจิดจรัส พ่อหนุ่มคูร์เวนาลของคุณที่เป็นดาวเด่นบนเวทีคืนนี้สมควรได้รับคำชมจากผู้ที่ลงทุนมากมายเพื่อให้เขามีวันนี้อยู่ ผมเชื่อว่านักเรียนในอุปถัมภ์ของคุณคงชะเง้อคอยผู้อุปถัมภ์ของเขานานพอควรแล้ว”


     

    คำตัดบทของข้าพเจ้าทำให้เซอร์เอ็ดเวิร์ดหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นของเขามองสบสายตากับข้าพเจ้าและนายแพทย์หนุ่มตามลำดับ ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างมีเลศนัย


     

    “ถูกของสารวัตร คืนนี้ แอนโธนีไม่ทำให้ผมผิดหวัง และเขาควรได้รับรางวัลสำหรับความสำเร็จครั้งนี้ของเขา ส่วนสารวัตรและเขาก็ควรได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังเสียที” เขากล่าว และข้าพเจ้ายอมรับว่า ผิดคาดเล็กน้อยที่เขายอมถอยโดยไม่ดึงดันจะต่อความเพื่อให้ได้พูดคุยกับ ดร. ฟอล์กเนอร์ต่อไปอีก “แต่สักวันหนึ่งผมหวังว่าจะมีโอกาสได้มอบของขวัญที่คู่ควรและต้องความสนใจของคุณหมอบ้าง”


     

    ทิ้งท้ายไว้เช่นนั้นแล้ว เซอร์เอ็ดเวิร์ด สแตนตันก็กล่าวลาและหันหลังกลับเข้าไปในโรงละคร และทันทีที่เขาลับสายตาไปโทเบียส ฟอล์กเนอร์ถึงกับถอนใจเฮือกอย่างโล่งอก

     

    “ขอบคุณสารวัตรมากครับ” นายแพทย์หนุ่มเอ่ย ถึงจะยิ้มออกแล้ว ความอึดอัดบรรเทาลง แต่สีหน้ายังไม่สู้ดีนัก


     

    “ด้วยความยินดีคุณหมอ” ข้าพเจ้ายิ้มให้เขา และโบกมือเรียกรถม้าฮันซัมที่กำลังวิ่งมาตามทาง “ผมคิดว่าคุณหมอควรพักผ่อนทันทีที่ถึงบ้าน แล้วเราค่อยมานั่งดื่มและสนทนากันวันหลัง”


     

    เขาไม่ได้ตอบคำ ทำเพียงพยักหน้า และพึมพำขอบคุณเมื่อข้าพเจ้าช่วยประคองเขาให้ปีนขึ้นรถม้าที่เข้ามาเทียบ ข้าพเจ้าตามขึ้นไปนั่งเคียงเขาแจ้งที่หมายแก่คนขับรถม้าและบอกให้เขาออกรถ


     

    ระหว่างทางกลับไปยังที่พักของเขาที่ชานเซอรี่เลน เราสองคนสนทนากันเพียงเล็กน้อยและไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าโรงละครกันอีก เมื่อถึงบ้านของเขา ข้าพเจ้าบอกให้รถม้ารออยู่อีกครู่หนึ่ง ตามไปส่งสหายหนุ่มของข้าพเจ้าภายในบ้าน ดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วจึงลาเขากลับ ให้รถม้าไปส่งข้าพเจ้าที่ถนนฟลีตซึ่งห่างออกไปราวห้าหรือหกนาที และจ่ายเงินค่าเสียเวลาแก่เขาเพิ่มเติมจากค่าโดยสาร


     

    หลังจากวันนั้น ข้าพเจ้าก็ลืมเรื่องดังกล่าวเสียสนิทด้วยการงานที่รุมเร้า จนกระทั่งมีเหตุอันอื้อฉาวเกิดขึ้นที่ถนนคลีฟแลนด์ ย่านเวสต์เอนด์ ชื่อของแอนโธนี่เกรเซียน นักเรียนหนุ่มในอุปถัมภ์ของเซอร์เอ็ดเวิร์ด สแตนตันก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง 



    To be continued... 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
salmonrism (@salmonrism)
เนี่ย ตาลุงร้ายเกินไปแล้วค่ะ เห็นแล้วหมั่นไส้มากๆ อย่ามาทำให้คุณหมอเค้าขวัญเสียสิคะ
piyarak_s (@piyarak_s)
@salmonrism ลุงแกน่าหมั่นไส้จริงๆ ค่ะ แต่ยังไงคุณหมอก็ยังมีพรรคพวกอยู่นะคะ ><