เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
The Unbreakable Chain (Omegaverse)piyarak_s
Chapter 6: Drooling


  • “ผมคิดว่าคุณรู้จักผม แต่ผมยังไม่รู้จักคุณเลย นอกจากชื่อ”


    “คุณอยากรู้จักผมมากแค่ไหนล่ะ” แคลเรนซ์ถามกลับ ใช้ยางรัดผมรวบผมยาวของตนเองเอาไว้หลวม ๆ “ถ้าเป็นพวกประวัติทั่วไป ให้ผมส่ง C.V. ให้คุณทางอีเมลไหม” 


    “ถ้าคุณสะดวกจะทำอย่างนั้น ผมก็โอเคนะ” 


    คำตอบของเบต้าที่หมายความตามตัวอักษรทำให้คนที่ตั้งใจจะกระเซ้าแต่แรกอดหัวเราะไม่ได้ และจะว่าไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่เขายิ้มและหัวเราะมากที่สุด เยอะยิ่งกว่าจำนวนวันทั้งเดือนรวมกันเสียอีก อย่างน้อยก็ตั้งแต่ ‘คนคนนั้น’ ที่ควรจะอยู่ร่วมโต๊ะอาหารในวันนี้ด้วยไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว 


    “ตกลงคุณอยากรู้เรื่องของผมจริงหรือเปล่าเนี่ย”


    คนที่เขาถามพยักหน้ารับ “แต่ถ้าคุณไม่อยากเล่า ผมก็ไม่อยากบังคับให้คุณทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ”


    จัสติน เคลย์มอร์เป็นคนที่น่าสนใจอย่างที่ ‘เขาคนนั้น’ เคยบอกจริง ๆ นั่นละ


    “ผมเกิดที่อเมริกา เป็นลูกคนเดียว พ่อผมเป็นอายุรแพทย์ แม่เป็นทันตแพทย์ ทั้งสองคนไม่อยู่แล้ว” 

    แคลเรนซ์บอกระหว่างหยิบถาดไปยังห้องครัว เหลือบดูคนที่ค่อย ๆ เดินตามจากห้องนอนมาด้วย และสำทับว่า ให้เดินระวังและไม่ต้องช่วยทำความสะอาด “ส่วนผม... ถ้าไม่มีคุณ ผมอาจจะอยู่บ้านเลี้ยงลูกหรืออาจจะตายไปแล้วก็ได้” 


    “หือ?” 


    “ผมจบตรีด้านชีววิทยามา แล้วเรียนต่อแพทย์น่ะ ตอนนี้เป็นเฟลโลว์สาขาวิสัญญี” 


    “เพราะฉะนั้น คนที่เย็บแผลให้ผมก็คือคุณน่ะสิ” จัสตินถาม สีหน้าบ่งบอกถึงความดีใจที่ได้คำตอบที่อยากรู้มากกว่าโล่งใจที่คนดูแลให้เป็นแพทย์ แต่ก็ยังดูประหลาดใจเล็กน้อยที่คนที่ตัวเองพูดด้วยอายุมากกว่า แต่ดูอายุเหมือนอายุน้อยกว่าหลายเท่า ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างธรรมดาสำหรับคนเอเชีย


    “ใช่ ผมพยายามจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่มีอุปกรณ์นะ อย่าฟ้องผมก็แล้วกัน” แคลเรนซ์ตอบยิ้ม ๆ และรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ทำให้คนในความดูแลหัวเราะแล้วก็นิ่วหน้าเพราะเจ็บแผล 


    “แสดงว่าผมแย่งที่นอนคุณมาสามวันด้วยงั้นสิ” นักชีวเคมียังถามต่อไม่หยุด


    “ไม่หรอก บางทีผมเหนื่อยกลับบ้านมา ก็นอนที่โซฟาตรงนั้นแหละ บางทีก็นอนที่ห้องนั่งเล่นหรือหลับอยู่ในครัว” 


    “คุณทำงานแล้วก็ยังต้องมาดูแลผมอีก”


    โอเมก้าหนุ่มวางมือจากจานในอ่างล้าง เช็ดมือกับผ้า แล้วหันกลับไปพูดกับคนที่ดูจะเป็นกังวลกับเรื่องของเขามากกว่าความปลอดภัยของตัวเอง 


    “นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย จัสติน คุณเจอเหตุร้ายได้ตรงกับช่วงลาหยุดของผมพอดี แต่ผมไม่นับว่าการเจอเรื่องเฮงซวยนั่นเป็นโชคดีของคุณนะ เรื่องเฮงซวยก็คือเรื่องเฮงซวย ผมต่างหากเป็นฝ่ายที่โชคดีช่วยคุณได้ทันเวลา”


    “เดี๋ยวนะ แคลเรนซ์” จัสตินยกมือขึ้นเหมือนขอเวลานอกสำหรับคิดเกี่ยวกับอะไรบางอย่างที่แวบเข้ามาในสมอง ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของบ้านที่ยืนกอดอก ยืนอิงสะโพกกับอ่างล้างจานมองตนเองอยู่ “อย่าบอกนะ ว่าคุณคอยติดตามผมมาพักหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่อง” 


    ริมฝีปากของแคลเรนซ์ขยับเป็นรอยยิ้มที่มุมปาก 


    “เปล่า... ไม่ใช่แค่ผมหรอก แต่เป็น ‘เรา’ ต่างหาก” เขาเฉลย 


    “โร้คเริ่มติดตามคุณตั้งแต่กลุ่มอัลฟ่าที่สนับสนุนแนวคิดอัลฟ่าเท่านั้นที่ควรมีอำนาจบริหารและปกครองเริ่มได้กลิ่นงานวิจัยของคุณและเริ่มเคลื่อนไหว ผมไม่ได้ติดตามคุณตั้งแต่แรก เพราะงานของผมมีข้อจำกัดหลายอย่าง จนกระทั่งวันที่เกิดเหตุที่ผมมีเพิ่งหาโอกาสลาหยุดได้พอดี” 


    “แบบนี้นี่เอง” จัสตินพึมพำ 


    ถึงจะพูดออกมาคล้ายเข้าใจเรื่องราวบางอย่าง แต่แววตาของชายหนุ่มก็ยังคงมีแววสับสนและงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลย ต่อให้เป็นอัจฉริยะมาจากไหน ถ้าต้องมาพบเจอกับเรื่องยุ่งยากและกลายเป็นเป้าหมายของการลอบทำร้ายทั้งที่ตนเองมีเจตนาบริสุทธิ์ก็ย่อมตั้งตัวไม่ติดเป็นธรรมดา 


    อย่างไรก็ตาม แคลเรนซ์เชื่อว่า อีกไม่นานนัก จัสตินคงจะปรับตัวได้ และหลังจากนั้น เขาควรได้รับรู้อะไรที่ควรจะรู้เพื่อให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัยไปจนถึงวันที่ประธานาธิบดีท็อดด์ที่ได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มอัลฟ่านิยมและกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ถือคติอัลฟ่าเป็นใหญ่จะพ้นจากตำแหน่ง หรือวันที่ฝ่ายสนับสนุนความเท่าเทียมมีปากเสียงและอำนาจมากพอที่จะทำให้การเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นรูปธรรมมากขึ้น


    อีกนานเท่าไหร่หรือ... เขาเองก็ตอบไม่ได้ และอาจเป็นอย่างที่จัสตินพูด คือ ไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรมพอเกิดขึ้น มีแค่ความหวังที่เลื่อนลอย ไม่มีตัวอย่างให้เห็น และทุกอย่างอาจโคจรกลับไปสู่วังวนเดิมที่โอเมก้าไม่สามารถสลัดโซ่ที่ผูกล่ามเอาไว้กับอัลฟ่าและสังคมที่ไร้ความเสมอภาคเหมือนเช่นเดิม


    “ผมมีเรื่องที่ยังสงสัย” เบต้าหนุ่มเอ่ยขึ้น หลังจมอยู่กับความคิดของตนเองอยู่พักใหญ่ 


    “เกี่ยวกับผมอย่างนั้นเหรอ”


    “ใช่” จัสตินพยักหน้า “คุณบอกว่า ถ้าไม่ได้สิ่งที่ผมทำ คุณอาจไม่ได้ทำงาน แต่ต้องเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านหรืออาจจะตายไปแล้ว หมายความว่ายังไง” 


    “เรื่องมันซับซ้อนอยู่สักหน่อย” 


    เขาเป็นคนพูดเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟังเองก็จริง แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องรื้อฟื้นเรื่องนั้นขึ้นมา ทั้งที่คิดว่าไม่เป็นไร แต่ความรู้สึกปั่นป่วนลึก ๆ ในใจก็ย้อนกลับมาให้รู้สึก ไม่ต่างจากอาการคลื่นไส้หรือหนาวสั่นที่เกิดขึ้นกับบางคนหลังฟื้นขึ้นจากการวางยาสลบโดยที่ระหว่างนั้นไม่ได้รับรู้ความเจ็บปวดอะไร 


    “ผมเคยคบกับอัลฟ่าคนหนึ่ง เขาเป็นคนดีทีเดียวละ แต่เราสองคนไม่ใช่คู่แท้” แคลเรนซ์บอกหลังจากนิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง “เรากำลังจะแต่งงานกัน หลังผมจบออกมาเป็นแพทย์เฉพาะทาง แต่เป็นตอนนั้นนั่นละ ที่ผมเจอคนที่เป็นคู่แท้...” 


    พูดไปแล้ว เขารู้สึกว่าเสียงของตัวเองแหบพร่า รู้สึกคอแห้งผาก จนต้องหยุดกลืนน้ำลาย 


    “มันเป็นการเจอคู่แท้ที่ผิดที่ ผิดเวลา... ผมไม่ชอบความรู้สึกเวลาถูกเขามอง ถึงจะตอนนั้นเขารักษาอาการเอาไว้ แต่ในใจของคนที่มองผมแบบไม่เกรงสายตาใคร ทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่า ผมมีอัลฟ่าอีกคนเป็นคู่อยู่ สายตาของเขาไม่ต่างจากหมาติดสัดที่หื่นกระหายจนน้ำลายยืด แล้วที่เลวร้ายกว่านั้นคือ หมอนั่นมีคู่โอเมก้าอยู่แล้วเหมือนกัน เขาทิ้งเธอทันทีหลักจากเจอผม...” 


    แคลเรนซ์ ชเวกำมือแน่น หันหน้าหนีไปจากคู่สนทนา


    “ผมไม่ทันระวังตัว... มันแย่งผมมาจากอีไลด้วยการใช้พันธะของอัลฟ่าที่โอเมก้าทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอม”






    To be continued.... Chapter 7: Exhausted 
    ---------------------------------------------- 

    หมายเหตุ: เรื่องนี้ขอยืมไอเดียกับ prompt มาจากทวิตของคุณเกดอันนี้ค่ะ เป็นพล็อตโอเมก้าเวิร์สที่โฟกัสกับบทบาทของเบต้า เห็นว่าน่าสนใจดีก็เลยลองเอามาเขียนดู แล้วไหนๆ ก็จะเข้าช่วง #Fictober กันแล้วก็เลยใช้คำโจทย์ของ Inktober ปี 2018 มาเขียนด้วย ก็หวังว่าจะรอดจนจบ 30 ตอนนะคะ แต่ละคำนี่ พีคขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะคำว่า drooling เนี่ย ฮา
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
wj_2301 (@wj_2301)
สงสารแคลเลนซ์อ่ะ