S O M E T H I N G B O R R O W.ManualEyeko
มาสค์ไรเดอร์คืองานของฉัน
  • "มาสค์ไรเดอร์คืองานของฉัน"

    เป็นประโยคที่ตอนเด็กๆ พอได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าโคตรเท่เลย แต่พอมาได้ยินอีกครั้งตอนที่อายุ24 มันรู้สึกว่าเป็น Quote ที่ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากทำมั้ยไม่รู้แต่กูต้องทำไปเสียอย่างนั้น เพราะไม่ได้เป็นคำพูดที่เกิดจากความรู้สึกที่มีแรงดัน หรือพลังของการอยากทำขนาดนั้น 

    ตั้งแต่เด็กๆ เราทุกคนคงจะคุ้นเคยกับไอ้มดแดงกันเป็นอย่างดี การเปิดตำนานมาสค์ไรเดอร์ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้กันระหว่างมาสค์ไรเดอร์ มนุษย์ที่ได้รับการดัดแปลงและปรับเปลี่ยนความเป็นมนุษย์ให้ "เหนือมนุษย์" เพื่อมากำจัดเหล่าร้ายนั้นเป็นภาพติดตาทุกคนอย่างเป็นปกติ

    พูดถึงเรื่องของไอ้มดแดงเพราะสิ่งที่อยากจะเล่าคือ ช่วงนี้มีเวลาได้กลับไปดูอะไรเก่าๆ แล้วอยู่ดีๆก็ไปสะดุดกับประโยคหนึ่งซึ่งมาจากการไปนั่งย้อนดูมาสค์ไรเดอร์ยุคเฮเซย์เรื่องหนึ่งที่ได้กลับมาดูอย่างจริงจังคือ มาสค์ไรเดอร์เบลด (Masked Rider Blade) หรือออกเสียงอาโนเนะแบบญี่ปุ๊นญี่ปุ่นได้ว่าคาเมนไรเดอร์บุเรโดะ (ค.ศ.2004) 

    เท้าความกันสั้นๆพอสังเขป ได้ว่าการตีความมาสค์ไรเดอร์ยุคใหม่น่าสนใจตรงที่การเป็นมาสค์ไรเดอร์นั้นไม่ใช่การได้รับพลังพิเศษบางอย่างมาโดยบังเอิญ หรือเป็นการเกิดมาเพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติใดๆ ซึ่งแนวคิดประมาณนี้เริ่มสังเกตเห็นค่อนข้างชัดเจนในมาสค์ไรเดอร์ยุคหลังๆ ที่เห็นใกล้ๆ นี้ก็คือมาสค์ไรเดอร์ไฟซ์ (Masked Rider Faiz ) ซึ่งเริ่มฉายช่วงปี ค.ศ.2003 เป็นภาคที่ออกมาก่อนมาสค์ไรเดอร์เบลดเสียอีก ซึ่งเป็นมาสค์ไรเดอร์เรื่องแรกๆของยุคเฮเซย์ที่นำเสนอว่าเข็มขัดไรเดอร์ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมหรือได้มาด้วยเวทย์มนตร์กลวิเศษใดๆ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นใช้เอง 

    สิ่งที่ติดใจเราคือ คำพูดติดปากของเคนซากิ คาสึมะพระเอกของเรื่องที่ไม่ได้ "กลายร่างเป็นมาสค์ไรเดอร์" แต่ต้อง "ทำงานเป็นมาสค์ไรเดอร์" สภาพชีวิตเรียกว่าตกยาก การมาทำงานเป็นมาสค์ไรเดอร์ไม่มีความแน่นอน ไม่มีประกันชีวิต เงินค่าห้องก็ไม่มีจะจ่ายต้องโดนไล่ออกจากห้องเช่าของตัวเอง แถมบริษัทก็ดูมีลับลมคมในกับพนักงานอย่างเขาเหลือเกิน

    พระเอกมาสค์ไรเดอร์ที่สภาพไม่ต่างจากเราๆท่านๆ จึงไม่ได้มีแต่การพูดจาแบบที่ดูกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่าง "มาสค์ไรเดอร์คืองานของฉันนะ" เพียงอย่างเดียว

    เพราะเคนซากิมักจะบ่นๆ  ในเชิงตัดพ้อกับคนอื่นที่มักบอกกับเขาว่าเป็นมาสค์ไรเดอร์เท่จะตาย

    "เป็นมาสค์ไรเดอร์น่ะเหนื่อยก็เหนื่อย แถมเงินเดือนก็น้อย งานที่ทำก็ยังไม่เหมาะกับตัวเองอีกต่างหาก"

    "งานที่ต้องต่อสู้จะเหมาะกับคนขี้แพ้ ช่วยเหลือใครไม่ได้อย่างเขาได้ยังไง"

     ปมในใจของเคนซากิ คาสึมะที่คิดว่าทำให้เขาตัดสินใจมาทำงานเป็นมาสค์ไรเดอร์คือการช่วยเหลือพ่อแม่ของตัวเองจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ไม่ได้เพราะว่ายังเด็กมากๆ และคงเป็นสิ่งที่มันสะท้อนออกมาจากตัวผู้ชายคนนี้ เมื่อเขาพยายามอย่างหนักในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือคนอื่นอยู่

    ช่วงแรกของการทำงานเคนซากิจึงเป็นยิ่งกว่ามาสค์ไรเดอร์ที่ห่วยแตก ตะบี้ตะบันทำทุกอย่างเพราะเห็นว่าเป็นงาน จนกระทั่งเวลาผ่านไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประสบการณ์การต่อสู้และผู้คนใกล้ชิดค่อยๆ ช่วยเขาให้รู้คำตอบและเป้าหมายของการทำงานเป็นมาสค์ไรเดอร์จริงๆ

    "แล้วงี้ถ้ามัวแต่ต้องรอให้บรรลุธรรมะขั้นสูงในใจถึงจะทำงานได้ก็ไม่ต้องทำมาหากินกันพอดีน่ะสิฟระ"

    เราเองกำลังคิดแบบนี้อยู่เลยล่ะ ออกจะหยาบคายอยู่สักหน่อย

    ใช่

    บางคนอาจจะบอกว่าถ้ามัวแต่ตั้งเป้าหมายถึงการทำงานเพื่อช่วยเหลือคนอื่นอย่างเดียวก็จะถูกกลืนกินจากคนเห็นแก่ตัวบางกลุ่ม บางคนก็บอกว่าดีออก เป็นงานที่มีคุณค่ามากที่ได้ช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ให้คนอื่น เหมือนกับที่ใครๆ ก็บอกเคนซากิเสมอว่า "เป็นมาสค์ไรเดอร์เท่จะตาย" น่ะนะ

    "นี่มันเหมือนกับว่ากูถูกคาดหวังอยู่ตลอดเวลาจนต้องทำให้ได้แบบนั้นแบบนี้ แม่งอึดอัดจะตายห่า"

    ความคิดในช่วงเดือนก่อนๆเป็นแบบบรรทัดบนเสมอมา 

    แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ช่วยเหลือเราได้จนเรามานั่งเขียนบทความกิ๊กก๊อกนี่ก็คือความพยายาม ถึงจะมีคนเคยบอกว่าความพยายามจะเป็นสิ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และถึงแม้ว่าหลักฐานการมีอยู่ของมันที่จะทำให้เรามองเห็นความพยายามได้เป็นตัวเป็นตน จะเป็นเพียงสิ่งที่เรียกว่าผลลัพธ์ก็เถอะ 

    มิหนำซ้ำผลลัพธ์ที่เบาบางหน่อยเขาก็คงคิดว่าคุณพยายามน้อยจังนะ ถ้าผลลัพธ์ที่ได้มันยิ่งใหญ่หน่อยเขาก็คงจะคิดว่าคุณช่างเป็นคนที่มีความพยายามเหลือเกิน ชื่นชมยินดีและตอบแทนคุณด้วยไวนิลเกียรติยศรูปคุณแปะหน้าออฟฟิศให้ได้อับอายถ้วนหน้าก็เถอะ 

    ช่างหัวมันแล้วกัน 

    อย่างน้อยๆฉันก็ได้ลองพยายามล่ะนะ 

    เหมือนกับที่เคนซากิเองที่ช่วงแรกๆ ก็พยายามจะทำงานเป็นมาสค์ไรเดอร์ให้ดีที่สุุดในแบบของตัวเอง 

    แม้มันจะเป็นงานแบบที่เราแทบต้องบีบเค้นพลังทุกหยาดหยดของตัวเองออกมาแล้วสุดท้ายก็พบว่าทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ออกมาดีขึ้นไม่ได้เลยในช่วงเวลาไม่กี่วันเดือน

    แต่โอกาสดีๆที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของจริง โอกาสได้ช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ โอกาสได้แสวงหาความรู้ใหม่ โอกาสได้สร้างประสบการณ์ใหม่ๆด้วยตัวเอง โอกาสผิดพลาดที่เป็นของจริง ทั้งหมดมันเกิดขึ้นแบบ real time บางสิ่งบางอย่างมันทำระบบความคิดความเชื่อและบุคลิกภาพในตัวของเรารวนมาก และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีแรงขับเคลื่อนที่จะทำมันขนาดนั้น 

    แต่ก็ขอบคุณโอกาสที่ได้มาและจะพยายามให้ดีที่สุด ในช่วงเวลาที่สามารถทำมันได้อย่างเต็มที่ในฐานะที่เป็นตัวของเราเอง ไม่ใช่ร่างทรงของใคร และไม่ต้องใช้พลังพิเศษ  

    ถ้ามันจะต้องทำลงไปโดยที่ใช้ความเป็นตัวเราน้อยหน่อย ก็คงทำได้แต่ต้องขอหยิบขอยืมพลังจากเข็มขัดไรเดอร์ที่อย่างน้อยตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาหน่อยละกัน เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เราก็ยังคงเชื่อมั่นศักยภาพของมนุษย์ในตัวเรามากกว่าพลังอื่นใดเสมอ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in