ห้องตรวจหมายเลข 5นักเล่าเรื่อง
โลกสองใบกับใจโซเซ
  • ADVERTISEMENT

    ที่วอร์ดผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ฉันเข้ารับการรักษาแทบทุกครั้งจะมีคนที่มีอาการมีโลกอีกใบในหัวสมองทุกครั้ง ถ้าให้คุณคิดถึงผู้ป่วยที่มีโลกอีกใบเป็นของตัวเองคุณจะคิดถึงอะไร? คนที่คุยกับต้นไม้? หัวเราะกับนก? หรือวิ่งไล่จับความว่างเปล่าในสายลม? ฉันอยากจะบอกคุณว่า พวกเขาเหล่านั้นที่มักเป็นผู้ป่วยจิตเวชทาง TV ฉันแทบจะไม่เห็นอาการอะไรอย่างนั้นในวอร์เจิตเวชเลย คนที่มีโลกอีกใบอาจเป็นคนที่เดินสวนทางกับคุณบน BTS , คนที่ต่อแถวซื้ออาหารเที่ยงหลังคุณ หรือคนที่นั่งเงียบๆในสวนสาธารณะอันแสนสงบใกล้คุณก็ได้! เพราะโลกอีกใบของคนเหล่านั้นมันดูเสมือนจริงเสียจนคุณเองก็คงแยกไม่ออกว่าที่เขาพูดมามันจริงหรือหลอก
         คนโลกสองใบ - คนที่ 1
         KL : เธอ...เธอว่าเราปกติรึเปล่า?
    วันหนึ่งมีผู้ป่วยหญิงผอมๆคล้ำๆเดินมาหาฉันที่กำลังอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ริมระเบียงข้างสวนสวย ผู้ป่วยคนนี้พูดเหน่อและช้าเหมือนตลับเทปที่หมดสภาพแล้ว
         ฉัน : อืม...ปกติดี ทำไมหรอ?
         KL : เราไม่ได้บ้านะ เราโดนใส่ร้าย
         ฉัน : ใครใส่ร้ายเธอ?
         KL : คือมันมีองค์กรร้ายอยู่องค์กรนึงที่ใส่ร้ายว่าเราบ้า จับให้เรามาอยู่ที่นี่ และไม่ให้เราออกไป
    ถึงตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอหลุดไปอีกโลกหนึ่งหรือเอาโลกใบที่สองมาปะปนกับโลกแห่งความเป็นจริงโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ฉันทำเมื่อเจอคนที่มีโลกสองใบคือ เออออไปตามนั้น ไม่ต้องเอาความจริงไปสาดใส่เขา เพราะในจิตสำนึกของเขา สิ่งที่เขาคิดหรือสิ่งที่เค้าพูดล้วนเป็นความจริง KL เป็นคนน่ารัก ถ้าพูดเรื่องสรรพเพเหระทั่วๆไปกับเขา เขาก็พร้อมยินดีรับฟังและพูดคุยด้วยได้ KL เรียกตัวเองว่า Homeless ความจริง KL มีบ้าน, มีครอบครัว, มีพี่ชายคอยซื้อพิซซ่ามาส่งให้ถึงที่วอร์ด แต่ KL บอกกับฉันว่าครอบครัวเขาไม่ค่อยดีกับเขาซักเท่าไหร่ KL จึงเลือกทางเดินของตัวเองด้วยการเป็น Homeless และนอนในร้าน Subway หรือ McDonald ที่เปิด 24 ชั่วโมงมากกว่า ในแต่ละวันในวอร์ด KL ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการไล่ถามผู้ป่วยและพยาบาลว่า “เธอรู้จักอีลออน มัสก์มั้ย?”
         KL : เธอ...เธอรู้จักอีลออน มัสก์มั้ย?
         ฉัน : รู้จักดิ
         KL : รู้จักว่ายังไงหรอ
         ฉัน : ก็บริษัทเค้าประดิษฐ์อะไรซักอย่างไม่ใช่หรอ
         KL : เฮ้ย! เธอรู้จักอีลออน มัสก์ด้วยอ่า เราไปถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก แสดงว่าเธอปกติเหมือนเราเลย
    ถึงตอนนี้ฉันควาจะดีใจใช่ไหมที่ฉันปกติเหมือน KL ตอนที่ฉันอยู่ในวอร์ดจิตเวช ฉันอ่านหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือหนังสือ ปารีส/พำนัก/คนรักหนังสือ เป็นเรื่องของร้านหนังสือ Shakespeare & Co. ในมหานครปารีสที่เปิดให้ Homeless เข้ามาพักได้โดยแลกกับการช่วยปัดกวาดเช็ดถูร้าน จัดหนังสือ หรือเก็บตังค์ลูกค้า KL ชอบหนังสือเรื่องนี้มาก ก่อนฉันจะออกจากวอร์ด 1 วัน KL เดินมาหาฉัน
         KL : บ้านเธอเป็นร้านหนังสืออิสระใช่มั้ย?
         ฉัน : ใช่
         KL : เราขอไปบ้านเธอได้มั้ย ขอไปค้างซัก 2 อาทิตย์ เดี๋ยวเราจะช่วยกวาดพื้นและจัดร้านหนังสือให้
    ร้านหนังสือของฉันและร้านหนังสือในความคิดจอง KL มันช่างแตกต่างกันมาก ถึงอย่างนั้นฉันก็ให้ที่อยู่ของร้านหนังสือไป
         ฉัน : หาร้านให้เจอละกัน ถ้าหาเจอเราจะให้พักนานเท่าไหร่ก็ได้ แถมพาไปเที่ยวทะเลด้วย
         KL : เราจะนั่งรถไฟไปบ้านเธอนะ เราชอบนั่งรถไฟ
         ฉัน : เอ่อ...แต่บ้านเราไม่มีรถไฟนะ
         KL : แต่ยังไงเราก็จะนั่งรถไฟไปบ้านเธอ เราชอบนั่งรถไฟ
    ตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ที่ฉันถูกส่งเข้าวอร์ดอีกรอบ ฉันก็ไม่เคยเห็นหน้า KL อีกเลย ไม่รู้ว่านั่งรถไฟไปถึงไหน หรืออาจจะอยู่ในร้าน Subway ที่ไหนก็ได้

         คนโลกสองใบ - คนที่ 2
         ฉัน : อ้าว พี่ Y มาทำอะไรที่นี่เนี่ย เป็นอะไร
    ฉันเข้าไปทักพี่ Y ที่เคยเจอเมื่อครั้งเข้าวอร์ดครั้งแรก ตอนฉันเข้าวอร์ดครั้งที่ 3 ฉันก็ยังเจอพี่เค้าอยู่
         พี่ Y : นี่อย่าไปบอกใครนะเรื่องนี้อ่า
    พี่เค้าเริ่มบทสนทนาด้วยสีหน้าซีเรียส ฉันพยักหน้าหงึกๆแต่ก็ไม่ได้โน้มตัวเข้าไปฟังอย่างตั้งใจ เพราะฉันรู้ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกแล้วว่าผู้ป่วยคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง
         พี่ Y : พี่อ่าเป็นลูกร.10 แต่แม่พี่ไม่ได้เป็นมเหสีนะ เค้าไม่ได้แต่งตั้ง เนี่ยพี่ก็กำลังรอเค้าแต่งตั้งเป็นองค์หญิงอยู่
         ฉัน : อ๋อหรอ
         พี่ Y : ที่ตรงอนุฯอ่าเป็นของพี่หมดเลยนะ พ่อพี่ยกให้
         ฉัน : อ๋อหรอ
    ฉันได้แต่เออออไปโดยไม่โต้แย้งอะไร คราวนี้อาการของพี่ Y ค่อนข้างหนักมาก แต่ก็ยังคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง ยังบอกได้ว่าต้องการหรือไม่ต้องการอะไร แต่เรื่องโลกใบที่สองของพี่ Y ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอย่างนี้เรียกว่าอาการหนักถึงขั้นไหน วันหนึ่งในเช้าที่ร้อนอบอ้าวฉันเดินถือหนังสือออกไปนั่งอ่านริมระเบียงชั้นหนึ่ง พี่ Y นั่งอยู่ตรงนั้นหลังโต๊ะเลื่อนได้ที่เต็มไปด้วยกระดาษระบายสีและหนังสืออ่านเล่น
         พี่ Y : นี่รู้มั้ยพี่กับแฟนอ่านะพบรักกันที่ร้านหนังสือดอกหญ้าที่อนุฯแหละ 
         ฉัน : ตอนนี้ร้านปิดไปตั้งนานแล้วนี่
         พี่ Y : ใช่ น่าเสียดายเน้อ
    หลังจากคุยกันพักใหญ่แบบรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พี่ Y ก็รู้ว่าฉันเปิดร้านหนังสืออิสระอยู่ที่บ้าน
         พี่ Y : มาเปิดร้านหนังสือที่อนุฯสิ เดี๋ยวพี่ยกให้ห้องนึงฟรีๆเลย พี่อยากรำลึกความหลัง
         ฉัน : อืม จะลองคิดดูละกัน
    บทสนทนาของพี่ Y กับฉันหลังจากนั้นกลายเป็นเรื่องชักชวนมาเปิดร้านหนังสือที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถ้าเป็นได้อย่างนั้นคงเป็นทำเลทองของฉันจริงๆ แต่เรื่องนั้นมันเป็นจริงแค่ในโลกใบที่สองของพี่ Y ที่ฉันเข้าไปเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้เลย หลังๆฉันจึงเลี่ยงเจอหน้าพี่ Y ด้วยความรำคาญใจ เพราะพี่ Y พูดแต่เรื่องเดิมๆ ไม่เรื่องร้านหนังสือที่อนุฯก็เรื่องรอการแต่งตั้งเป็นองค์หญิง ก่อนฉันจะออกจากวอร์ดประมาณ 5 วันพี่ Y ก็ชิงออกไปก่อนฉัน แต่อีก 3 วันถัดมาก็เข้ามาแอดมิทด้วยอาการที่หนักกว่าเดิม คือคุยไม่รู้เรื่อง พูดไม่เป็นคำจนจับใจความไม่ได้ ฉันไม่รู้เลยว่าโลกแห่งความเป็นจริงทำร้ายอะไรพี่ Y เสียจนเสียผู้เสียคนขนาดนี้ บางทีการปล่อยให้พี่ Y อยู่ในโลกใบที่สองของเค้าอาจเป็นสิ่งที่สมควรทำที่สุดก็ได้
         คนโลกสองใบ - คนที่ 3
    1. เธอคิดว่าเธอคือลูกบุญธรรมของเจ้าสัวชื่อดังของประเทศไทย
    2. เธอคิดว่าเธอกำลังจะแต่งงานกับลูกของเจ้าสัวที่มีครอบครัวแล้ว แต่แยกกันอยู่
    3. เธอคิดว่าเธอทำงานเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารของเครืออาหารใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เงินเดือน+ค่าคอมเป็นร้อยล้านต่อเดือน
    4. เธอคิดว่าเธอสามารถโทรจิตกับแฟนของเธอได้
    5. เธอคิดว่าเธอสามารถสื่อสารกับพระแม่กาลีและพระพิฆเนศได้
         ฉัน : เค้ามาปรึกษาปัญหาความรักของเค้าที่ไม่เป็นความจริงทุกวันเลย ควรทำยังไงดีคะ
         หมอ : คงต้องเออออตามเค้าไป 
         ฉัน : เราจะไปอธิบายความจริงให้เค้ารู้ไม่ได้เลยหรอคะ
         หมอ : ถ้าคุณไปพูดยังไงเค้าก็ไม่เชื่อ และถึงขนาดตัดความสัมพันธ์กับคุณไปเลย
    เพราะฉะนั้นทุกวันที่ฉันอยู่ในวอร์ดจิตเวช ฉันต้องฟังปัญหาหัวใจที่ไม่เป็นความจริงของเพื่อนทุกวัน บางวันก็มาปรึกษาว่าโทรจิตกับแฟนแล้วทะเลาะกันบ้าง เจ้าสัวจะขึ้นเงินเดือนให้บ้าง ฉันก็ต้องเออออตามเค้าไปอย่างที่หมอบอกอย่างช่วยไม่ได้ บางวันฉันก็ให้คำปรึกษาเหมือนมันคือปัญหาจริงๆ แต่บางวันก็ต้องยอมรับเลยว่าฉันมักจะรำคาญนิดๆ และตอนนี้ฉันยังคงต้องฟังเรื่องโทรจิตของคุณเธอจนกว่าไม่ใครก็ใครจะได้กลับบ้านก่อนกัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in